Masuk“เฮือกกก!”
.
เสียงท่านเง็กเซียนสะบัดดวงหน้าออกมาจากแท่งเสาน้ำได้อย่างฉิวเฉียด แต่ก็ยังเร็วไม่พอ
.
“ระวังขอรับท่านเง็กเซียน! อร๊ายยย! หวาดเสียว!”
.
“ฉึบ!!!”
.
“ซ่าาาาา~!”
.
จริงอย่างที่ท่านปู่ซืออี้ตะโกนลั่น แกยังอุทานไม่จบประโยคดีด้วยซ้ำ เคราสีเทาอันเงางามของท่านจักรพรรดิก็โดนมวลน้ำทั้งยวงหั่นขาดสะบั้นลงต่อหน้า! ศีรษะอาจจะดึงหลบพ้นแต่เคราดันไม่รอด ละอองเศษเส้นขนปลิวกระจุยกระจาย ทำเอาท่านเง็กเซียนถึงกับเซถลาหงายท้องล้มกองลงบนพื้น
.
“天啊 ! (เทียน นา!) เป็นยังไงบ้างขอรับท่านเง็กเซียน?”
แกรีบปรี่เข้ามาสอบถามอาการ โดยไม่สนใจใยดีน้ำในอ่างคันฉ่องธารา ที่กระเพื่อมต่ำลงจนลดระดับเหลือเพียงครึ่ง
.
"差点就完了,幸好逃过一劫.. (ช่าเตี่ยน จิ้ว หวาน เลอะ ซิ่งห่าว เถากั้ว อี้เจี๋ย)"
ฟังไม่ได้ศัพท์นักแต่แปลเป็นไทยจากท่านเง็กเซียนได้ว่า "เกือบไปแล้วสิ ดีที่รอดมาได้" ระหว่างนั้นมือของท่านก็ยังคงลูบคลึงเคราตัวเองไปด้วย ทั้งที่มันแทบไม่เหลือให้ลูบแล้ว
.
“คือท่านเง็กเซียนขอรับ.. ข้าน้อยมีบางสิ่งจะเพ็ดทูลให้ทราบ”
.
“ข้ารู้น่ะ! ข้าแค่คุ้นชินกับการลูบคางแบบนี้เฉย ๆ ข้าจะลุกขึ้นเองผู้เฒ่าอย่างเจ้าหาใช่กิจธุระ!”
.
“มิใช่ขอรับข้าหมายถึงใบหน้าของท่านต่างหาก เลือดขอรับ! โลหิตสีแดงฉานเปรอะเต็มใบหน้าท่านไปหมด! ข้าจะไปตามเทพโอสถให้เดี๋ยวนี้ รอสักประเดี๋ยวนะขอรับ ข้าน้อยเตือนแล้วท่านก็มิฟังถึงได้บอกไงขอรับว่าอ่างคันฉ่องธารานั้นแสนจะอันตราย เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้สวรรค์เราขาดผู้นำอย่างท่านมิได้หรอกนะขอรับท่านเง็กเซียนฮ่องเต้!”
.
ปราศจากคำปดทุกชนิดจากปากเทพอาวุโสซืออี้ เพราะจากมุมมองที่แกเห็นใบหน้าของท่านเง็กเซียนก็แดงเป็นลูกตำลึงจริง ๆ กระแสน้ำวนที่โบกสะบัดคมราวกับกระบี่วารีแห่งแคว้นสุ่ยกั๋ว (水國) อาณาจักรโบราณอันมีบึงน้ำล้อมรอบครบทั้ง 8 ทิศ แต่นั่นยังมิใช่ประเด็น ใจความสำคัญของเรื่องนี้คือนั่นหาใช่โลหิตของท่านเง็กเซียนไม่!
.
หากแต่เป็นเลือดของเหล่าทหารสวรรค์ กับองครักษ์ประตูเทวา 天门守卫 (เทียนเหมิน โส่วเว่ย) ที่สละชีพปกป้องอธิปไตยบนแนวตะเข็บชายแดนลอยฟ้าแห่งนี้เอาไว้ เลือดของท่านเทพเฉิน กับ ท่านหลานเซิน ก็คงจะรวมอยู่ในนั้น "เฉิน" (晨) ในภาษาจีนแปลว่ารุ่งอรุณหรือฟ้าวันใหม่ บางทีนี่อาจจะเป็นจิตสุดท้าย เป็นการสละชีพพลีกายเพื่อให้สวรรค์ได้พบกับรุ่งอรุณ
.
ภาษากายของท่านเง็กเซียนจึงดูไม่ดีนัก เพราะภายใต้ความกล้าหาญของทหารนับร้อยกลับฉาบเคลือบข้อเท็จจริงที่ว่า เพลงยุทธ์ของพวกเขา มิสามารถต้านทานพลังปราณพิสดารของผู้รุกรานได้ และนั่นทำให้ท่านเง็กเซียนเสียพระทัยเป็นที่สุด
.
ท่านมิกล้าแม้แต่จะเช็ดเลือดที่กระเซ็นเปรอะบนหน้าตัวเองออก เทพโอสถที่กำลังจะไปตามก็ถูกห้ามมิให้เรียกมา พลันมีบัญชาให้ท่านปู่ซืออี้เรียกเทพสงครามอู่เสิ่น (武神) ที่เตรียมจะออกรบทุกองค์ ให้กลับมาที่สภากลาโหมเป็นการด่วน ห้องโถงในตำหนักจะต้องถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ศัตรูแข็งแกร่งเกินไป ขืนนำทัพบุกเข้าไปในรูปแบบเดิมก็คงไม่แคล้วสูญเสียกำลังรบ ท่านเฉิน กับ ท่านหลานเซิน จะต้องไม่ตายฟรี สวรรค์จะต้องมีกลยุทธ์ที่แยบยลซะก่อน
.
“ไปซะท่านปู่จัดการถ่ายทอดคำสั่งนี้ออกไป ข้าจะรออยู่ตรงนี้ หลักฐานบนใบหน้าข้าคือสิ่งที่พวกมันย่ำยีชาวสวรรค์อย่างเรา ข้าจะไม่ล้างออกจนกว่าเทพสงครามทุกองค์จะมาจุติ! ไป! ไปจัดการให้ข้า!”
.
เลือดขึ้นหน้าขนานแท้ เสียงตะโกนสั่งการของท่านเง็กเซียนสั่นสะท้านจนตำหนักเต้นระบำ ท้องฟ้าคลาคล่ำโครมคราม เมฆหมุนวนวูบไหว อันที่จริงไม่ต้องถึงขั้นทำหนังสือด้วยซ้ำ ปฏิญญาดังกล่าวก็ดังสะท้านเข้าไปถึงโสทประสาทเทพสงครามทุกองค์ได้อยู่แล้ว และเพียงชั่วพริบตา ณ จุดกึ่งกลางห้องโถงก็มีกลุ่มควันขนาดย่อมเกิดขึ้น มันมาพร้อมกับอินทนิลสายฟ้าส่ายยึกยือที่ไต่ระเรี่ยสยายออกมาเต็มพื้น แล้วก็..
.
“เปรี๊ยงงง!”
.
哎呀!乱说的! (ไอ้หยา! ซี้ซั๊วต่า!) ผิดคาดถนัดเพราะนั่นหาใช่พลังปราณอัสนีบาทจากเทพสายฟ้าองค์ใด หากแต่เป็นการปรากฎกายของทหารต่ำต้อยนายหนึ่งที่ได้รับบัญชามาจากฝั่งของศัตรู นี่แค่ทหารปลายแถวเป็นแค่ตัวกีกี้ประกอบฉากยังอลังการขนาดนี้ ทำเอาท่านเง็กเซียนเคราขาดกับปู่ซืออี้ถึงกับใบ้กินไปเลย
.
“เจ้าเป็นใคร? บุกเข้ามาในตำหนักของข้าได้เช่นไร!?”
จักรพรรดิสวรรค์ชันกายขึ้นแช่มช้า พลางลูบเคราที่ขาดเหลืออยู่ครึ่งเดียวของตนตามคอนเซ็ป
.
“ขอเดชะฝ่าพระบาท ข้อน้อยมิมีชื่อเสียงเรียงนามหรอก ข้าเพียงแต่ได้รับมอบหมายให้นำสาส์นนี้มาส่งถึงท่านก็เท่านั้น”
.
ท่านปู่ซื้ออี้ที่หลบอยู่หลังเก้าอี้จึงเริ่มอาศัยความเก๋า แกคิดได้ฉับพลันและเตรียมจะใช้ช่องว่างตรงนี้ร่ายเวทย์สื่อสาร เพื่อเร่งให้เทพสงครามอู่เสิ่นรีบมาปรากฏกายที่นี่ให้เร็วขึ้น
.
“ชู่วววว~! 不要吵!不要吵! บุ่ย หยู ชอล! , บุ่ย หยู ชอล! จงอย่าคิดทำเช่นนั้นเลยท่านผู้เฒ่า ข้ามาอย่างสันติครู่เดียวข้าก็จะไป กว่าทวยเทพสงครามของท่านจะแต่งองค์ทรงเครื่อง กว่าจะแบกเสื้อเกราะทองคำขึ้นอาสนะแล้วจรลีมาถึงนี่ ข้าก็ส่งสาส์นของข้าแล้วเสร็จไปแล้ว อย่าให้เสียเลือดเสียเนื้อกันอีกเลย เพราะลำพังที่ชายแดนก็มีแต่เลือดของพวกท่านทั้งนั้นข้าพูดถูกไหมขอรับ..”
.
เล่นเอาเมือกเลือดบนใบหน้าเง็กเซียนจับตัวแข็งเป็นสะเก็ดเลย โดนถากถางแบบนี้เข้าไปถอดรองเท้าเกี๊ยะตบหน้ามาเลยยังจะดีซะกว่า บุรุษปริศนากล่าวถูกต้องทุกอย่าง เพราะลำพังยืนคุยกันอยู่ตั้งนาน ยังมิมีวี่แววของเทพสงครามองค์ใดจะลงมาจุติเลย
.
องค์ฮ่องเต้จึงเริ่มนั่งลงแช่มช้าบนบัลลังก์ พลางใช้ชายเสื้อที่ยาวระย้าซับหน้าซับตาของตัวเองออก เจ้าหมอนี่ดูจะแกร่งพอตัว คราวที่แล้วใช้อ่างคันฉ่องสอดแนมมองก็เห็นศัตรูอัตลักษณ์เช่นนี้เต็มไปหมด กระบวนท่าพิสดาร ปราณวรยุทธที่ไม่ใช้แม้แต่ฝ่ามือแต่กลับสยบกระบี่หลงอี้จิน (龙亦瑾) ของท่านเทพเฉินลงได้ ไม่ไหวเสี่ยงเกินไป! ประมุขสวรรค์จึงแสร้งผายมือเชิญให้เขาแถลงไขถึงเจตนาที่แท้จริงต่อไปก่อน
.
ภายใต้อาภรณ์ที่ดูทะมัดทะแมงแปลกตา ชายเสื้อเข้ารูปแนบไปกับอุรา ชายกางเกงก็ตวัดรัดน่องเรียวสูงเผยให้เห็นลำขาที่แน่นขนัดไปด้วยมัดกล้าม นี่ไม่ใช่อาภรณ์ของจอมยุทธ์หรือทวยเทพองค์ใดในพงศาวดาร การแต่งกายของชายผู้นี้คล้ายกับผู้รุกรานนับพัน ที่ท่านเง็กเซียนส่องเห็นที่ชายแดนดงสนามรบ และจุดที่สะดุดตาที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นอวัยวะเบื้องต่ำอย่างเท้า ที่บัดนี้กลับมีมวลสารบางอย่างห่อหุ้มเอาไว้
.
ประกายแสงสีม่วงอินทนิลเริ่มเปล่งประกายออกมา แฉกสายฟ้ายึกยือพร้อมกับกลุ่มควันที่คล้ายกับเมฆที่ลอยต่ำเอ่อล้นออกมาอีกครั้ง เขายังคงไม่พูดไม่จา แต่กลับเลือกที่จะใช้ท่วงท่าเหล่านี้ในการเล่าเรื่องแทน
.
ขาซ้ายเริ่มขยับขาขวายกไขว้สลับด้านพลิกไปมารวดเร็ว สะโพกพริ้วไหวสอดรับการเขยื้อน แม้จะทำอยู่กับที่แต่แฉกสายฟ้าจากใต้เท้ากลับทวีความรุนแรงมากขึ้นและมากเข้า! เสียง “เปรี๊ยะ ๆ” ดังสนั่น! พื้นตำหนักก็เริ่มสั่นทั้งยังเกิดรอยไหม้เป็นใยคล้ายรากไม้ และเพียงเสี้ยวพริบตาหลังจากนั้น จู่ ๆ ก็เหมือนกับว่าจะมีประตูมิติหรือหลุมโบ๋อะไรสักอย่างผุดขึ้นมา มันขย้อนเอาวัตถุทรงกลมที่คล้ายกับลูกหนังให้หลุดโบ๊ะออกมาด้วย
.
“พรึบ!!!”
.
ชายปริศนาใช้เท้าขวาเหยีบมันไว้แนบฝ่าเท้า มือเท้าสะเอวพลางชี้นิ้วไปยังเง็กเซียนฮ่องเต้
.
“ไอ้หมอนี่คือคนของท่านใช่ไหมขอรับ?!”
.
พูดไปพลางใช้หลังเท้างัดวัตถุทรงกลมขึ้นมาลอยเหนือพื้น เขาใช้หลังเท้าเดาะมันอยู่ราว 2 – 3 ทีก่อนจะหวดซันโวแบบโคตรแรง! ส่งลูกหนังพุ่งแหวกอากาศ ประกายสายฟ้าเปรี้ยงปร้างตรงเข้าไปที่ยอดอกของเง็กเซียนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์แบบเต็ม ๆ เป็นภาษาฟุตบอลต้องเรียกว่า "เข้าซอง" แต่ถ้าเป็นภาษาจีนต้องเรียกว่า "这是什么鬼东西 !" (เจ้อ ซื่อ เสิ่นเมอะ ตงซี!) เพราะวัตถุทรงกลมที่ตะบันเต็มข้อมานั้นแท้จริงก็คือ “ศีรษะของท่านเทพเฉิน” องครักษ์ประตูเทวาที่ท่านเง็กเซียนส่งไปชายแดนนั่นเอง!
.
“อั๊ก.. ก.. ก! , อึก.. ก.. ก! ทะ.. ท่านเฉิน..!”
ความตกพระทัยทำให้มือไม้สั่นเทาเป็นลูกนก ท่านเง็กเซียนเม้มปากกัดกรามแน่นด้วยความขุ่นแค้น
.
“ยังขอรับ ยังมีนี่ด้วย”
.
“เปรี๊ยะ!!! , เปรี๊ยะ!!! , เปรี๊ยะ!!!”
ประตูมิติสีอินทนิลม่วงมหากาฬเปิดเป็นหลุมโบ๋อีกครั้ง คราวนี้ตำแหน่งของมันมาปรากฏขึ้นตรงแถว ๆ ช่วงไหล่ของชายผู้รุกราน แล้วก็เหมือนเดิมที่จู่ ๆ ก็มีวัตถุทรงกลมอีกอันกลิ้งหลุน ๆ เด้งหลุดออกมาด้วย
.
เขาเริ่มลำเลียงลูกหนังทรงกลมดังกล่าวให้ไต่วนไปตามหัวไหล่ เขาปล่อยมันไหลผ่านหลังคอกลิ้งอ้อมมาออกที่ไหล่อีกข้าง ก่อนจะปล่อยมันลงกับพื้นแล้วก็ใช้หลังเท้าเดาะขึ้นมากลางอากาศ โหม่งต่ออีก 2 – 3 ที พลางเดินขยับตัวออกไปด้านข้าง วินาทีที่เลี้ยงเจ้าลูกกลมนี้ไว้บนหน้าผากเขาก็เหลือบมองเป้าหมายไปพร้อมกันด้วย แล้วก็..
.
“เปรี๊ยง!!!”
.
“โครมมม!”
.
ซัดใส่ขอบอ่างคันฉ่องเนตรธาราแบบเต็ม ๆ น้ำที่เหลืออยู่ครึ่งเดียวนี่ถึงกับกระฉอกแห้งออกมาเลย และหลังจากที่เจ้าลูกกลมนี้กระเด้งไปอัดกับขอบบ่อเข้า พอแสงสว่างฉาบฉายลงมาทุกคนในตำหนักถึงได้เห็นว่าแท้ที่จริงมันก็คือ “ศีรษะคอขาดของท่านเทพหลานเซินนั่นเอง!” หัวแกหมุนติ้วกลางอากาศ ดวงตาแข็งถมึงทึงตาไม่หลับ ก่อนที่ต่อมาจะหล่นจ๋อมลงไปในอ่างคันฉ่องที่แม้แต่ปู่ซืออี้ที่มีพลังปราณมั่นคงก็ยังเอาตัวไม่รอด
.
“ทะ.. ท่านหลานเซิน.. น.. น.. ท่านก็ด้วยหรือนี่โถ่เอ๊ย!”
อกแกร่งกระเพื่อมยวบยาบ ส่ายหน้าปลดปลงส่งเหล่าเทพผู้ภักดีคืนสู่สุคติ ท่านเง็กเซียนแค้นเสียยิ่งกว่าแค้น รอยยิ้มแฉล่มไม่รู้สึกรู้สาเช่นนั้นเห็นแล้วยิ่งคึกพิโรธ!
.
"อ๊าาากกก!!! , ย๊าาากกก!!! , ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย! ตกลงเจ้าเป็นตัวอะไร! ต้องการอะไร! และใครเป็นคนส่งเจ้ามา! แฮ่ก ๆ , แฮ่ก ๆ บอกข้ามาทั้งหมดเดี๋ยวนี้แล้วจะหาว่าข้ามิเตือน! ข้ามิเคยโดนหมิ่นศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้มาก่อน หากเจ้าปฏิเสธล่ะก็ข้าจะหักขาเจ้าให้เป็นจุลไปถึงแกนกระดูก! , ย๊ากกกกกกกกก!!!"
.
ธรณีพิโรธยังน้อยเกินไป จะว่าแผ่นดินไหว 17 แมกนิจูดก็มิใกล้เคียง เห็นทีงานนี้ตำหนักไม้หอมหวงหือลี่ ( 黄花梨 ) คงต้องถึงคราวรีโนเวท หลังท่านเง็กเซียนลุกขึ้นยืนพรวดพราด แกใช้นิ้วมือจิกเส้นผมศพหัวขาดแล้วยื่นใบหน้าเทพเฉินใส่ไปยังไอ้สวะหมาส่งข่าว กระทืบส้นเท้าทีพื้นกระดานตำหนักหักกระจุย! เศษชิ้นส่วนไม้ที่งุ้มเงยขึ้นมาต่างพุ่งสวนแหวกอากาศเสยใส่กันปั่นป่วน และแน่นอนว่าหลายส่วนก็พุ่งเข้าใส่เจ้าหมอนั่นราวกับหอกโมกขศักดิ์แห่งจัตุรัสเทียนอันเหมิน
.
"เป๊งงง!"
.
เดชะบุญที่ดวงยังไม่ถึงคาด หนุ่มปริศนาเป่าปากพรูด้วยความโล่งอก หลังการจุติขึ้นฉับพลันของเหล่าทวยเทพสงครามอู่เสิ่น (武神) นับสิบชีวิต
.
ณ จุดกึ่งกลางห้องโถงเกราะเหล็กที่สวมอยู่ตรงท่อนแขนสะบัดเอาไม้แหลมออกไป หนึ่งองค์ล็อคแขนซ้าย หนึ่งองค์จับข้อมือขวา อีกองค์ประกบที่ด้านหลังพร้อมกับดาบเหล็กแหลมจ้านหุน (战魂) ที่ว่ากันว่าเป็นดาบที่กินวิญญาณของผู้วายชนม์เป็นอาหารเช้า การโบกสะบัดของผ้าคลุมไหล่สีแดงเพลิงของเหล่าเทพ บ่งบอกว่าหมอนี่จบเห่แล้ว และท่านเง็กเซียนเองก็ควรจะหยุดการพิโรธลงก่อน
.
"ขออภัยที่พวกข้ามาช้าขอรับท่านใต้เท้า แต่ถ้าข้าศึกผู้นี้สิ้นชีพชีวาวายน์ไปซะก่อนเราก็จะมิได้ความใด ๆ จากเขาเลย ใต้เท้าโปรดพิจารณาด้วยเถิดขอรับ.."
.
เทพสงครามท่านหนึ่งเอ่ยคำขึ้น พวกเขาอีกเจ็ดองค์ยืนอยู่รายรอบ ในขณะที่สามองค์ตรงกลางก็ยังคงล็อคตัวผู้รุกรานเอาไว้ มาช้ายังไงให้ดูเท่ห์โปรดดูเทพกลุ่มนี้เอาไว้เป็นตัวอย่าง เสื้อเกราะใหม่เอี่ยม ผ้าคลุมไหล่ปลิวไสว แถมคำพูดคำจาก็ยังคมคายราวกับผ่านการศัลยกรรมลูกกระเดือก ยังมีเทพสงครามอู่เสิ่นอีกหลายองค์กำลังตามมาสมทบ แต่ดูทรงคงไม่ต้องรอแล้วล่ะ กลัวเหลือเกินว่าท่านเง็กเซียนจะกุดหัวเจ้าหมอนั่นซะก่อน เพราะถ้ามือขวาหิ้วหัวท่านเฉินแล้วล่ะก็ มือซ้ายก็ต้องหิ้วหัวของมันเพื่อคืนความสมดุล!
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
"เฮ๊ย! พี่ระวัง! ก้มหัวหลบเร็ว!"."เพล๊งงง!"."ข้างหลังพี่! บอลมาจากด้านหลัง! เข้าประชิดตัวมันไว้ก่อนอย่าให้มันง้างเท้าได้!"."เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"."อ๊ากกกก!!! , อั๊ก! , เฮือกกก!"."พี่ทำใจดี ๆ ไว้นะครับ! แข็งใจหน่อย! อย่ามาตายที่นี่เชียวนะพี่!"."ตุบ! , ตุบ! , เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"..สาบานได
"อ๊ากกกก!!! , โอ๊ยยยย!!! , ขาข้า! , ขาของข้า! , อ๊าาากกก!!!"กุมหน้าแข้งตัวงอเป็นกุ้งสลับกับร้องทุรนทุรายเจ็บปวด หักจริงหนักจริงแม่งแตกเข้าไปยันสนับแข้งอ่ะคิดดู.ทุกอย่างเป็นไปตามที่จางอี้เฟิงคิดไว้มิมีผิด ทันทีที่เขาสปริงตัวลุกขึ้นยืนได้จึงมิต้องมีสปิริตในเกมกีฬาใด ๆ ไม่มีในกติกาแต่มีอยู่ในแข้งขาพ
ขาดเพียงท่วงทำนองประกอบเท่านั้น มิเช่นนั้นฉากการเดินลงสนามรบของพวกเขาเหล่านี้ คงมิต่างจากภาพยนต์ดังยุค 90 's อย่าง Armageddon (1998) ไหนจะลูกบอลเพลิงที่ลอยข้ามหัวมาบนฟ้าเหล่านั้น ที่ก็มิต่างไปจากอุกกาบาตล้างโลกที่อยู่ในหนังเลย จางอี้เฟิงเลือกที่จะทำสิ่งดังกล่าวลงไปเพราะเขาเชื่อในคำพูดของพี่ทหารสวรรค
เปลวเพลิงแห่งสมรภูมิลุกโชนกลืนกินสรรพสิ่งจนมอดไหม้ทั่วทิศ เบื้องหน้าล้วนเป็นความเจ็บปวดและความตายอันแท้จริง ต่อให้เป็นเทพเซียนก็มิอาจหลีกหนีเคราะห์กรรมนี้ได้ จางอี้เฟิงคล้ายได้สติกลับคืน เสียงคร่ำครวญระงมรอบกายดั่งคมมีดกรีดใจเขา นั่นทำให้ตระหนักว่าจะทำเป็นเรื่องตลกมิได้ เหล่าทหารสวรรค์แม้ได้ชื่อว่าเ







