เข้าสู่ระบบ"จริงรึ!? จงเร่งชี้แจงมาเดี๋ยวนี้!"
เทพกงกงถึงกับเสียกิริยา บุคลิกแกดูขึงขังขับความแมนออกมาหลายส่วน
.
"จริงครับท่าน! ผมจำได้แม่นเลย ถึงผมจะไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว แต่เขาคือศูนย์หน้าเบอร์ 9 ตัวจบสกอร์ของสำนักกีฬาหลงเซียงถื่อ! พวกเรากรำศึกหนักฟาดฟันกันมาหลายปี ตัวนักกีฬาอาจจะมีผลัดใบเปลี่ยนหน้าคร่าตาไปบ้าง แต่ลวดลายสีสันและโลโก้บนเสื้อผมไม่มีทางลืมคู่แข่งตัวฉกาจอย่างพวกเขาเป็นแน่!"
.
"ลุกขึ้น.. แล้วเชิญพูดต่อ"
กงกงผายมือเป็นสัญญาณพลางกอดอกฟังอย่างตั้งใจ
.
"อะ.. อืม.. ครับ! เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อคอกลมที่ผลิตจากเส้นใยสังเคราะห์คุณภาพสูง Polyester เกรดกีฬา เป็นเสื้อที่ไม่ได้ถูกสร้างมาแค่ใส่แต่ถูกออกแบบมาเพื่อลงสนามอย่างแท้จริง!"
.
"ผมมีโอกาสได้สัมผัสมันบ้างตอนที่เผชิญหน้ากับพวกเขาในสนาม ผมพยายามดึงพยายามกระชากแล้วปล่อยเพื่อทำลายจังหวะ แต่ครั้งแรกที่จับโดนก็สัมผัสได้ถึงความกระชับที่พอดีตัวเหลือเชื่อ พวกเขาไร้ซึ่งความอึดอัดใด ๆ เนื้อผ้าที่ยืดหยุ่นสูงทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะสปรินต์สุดแรงเกิด หรือเลี้ยงหลบแบบซิ๊กแซ๊ก ยิ่งจังหวะยกเท้ายิงเต็มข้อยิ่งไม่ต้องพูดถึง เสื้อมันจะขยับไปตามราวกับเป็นผิวหนังอีกชั้นของร่างกายเลยล่ะครับ!"
.
"แค่คิดถึงผมยังสยองอยู่เลย! ตอนนั้นผมยังเด็กมากยังเป็นแค่เด็กอคาเดมี่อายุราว 5 - 6 ขวบเองมั้ง แต่ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็.. ไอ้พวกหลงเซียงถื่อ! ฉันจะขยี้เสื้อสีโลหิตกับโลโก้พยัคฆ์งับบอลของพวกแกให้ย่อยยับ! คอยดู!"
กำปั้นในมือถึงกับสั่นรัว ไฟนักฟุตบอลในใจเดือดปุด ๆ อยากปะทะด้วยหลังตีน
.
"หมายความเช่่นไรเจ้าเอ่ยเหมือนพวกเขาไร้เทียมทานมาก?"
.
"ก็ใช่สิครับ! พวกเราแพ้เละเทะเลย! แม้แต่ทีมในยุคปัจจุบันก็คงจะแพ้ไม่ต่างกันเพราะโค้ชไม่ยอมเลือกผมเป็นตัวจริง! ผมอ่ะเล่นคนเดียวได้! ชงเองกินเองได้! ฉีกซองใช้ได้เลย! เพอร์เฟ็คมากในฐานะปีกขวาคนหนึ่งแต่โค้ชก็ไม่เลือก! แม่งเอ๊ยพูดแล้วขึ้น! , ถุ้ยยย!!!"
.
"พลั๊ววว!"
ปาเสื้อบอลที่เปรียบเสมือนหลักฐานเพียงชิ้นเดียวอัดใส่พื้นปุยเมฆจนจมบุ่ม ก่อนที่แป๊บหนึ่งต่อมามันจะกิกคิกกะดิ๊กพลิกตัวกลับขึ้นมา ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
.
"เหลิ่งจิ้ง! (冷静!) , เหลิ่งจิ้ง! (冷静!) ใจเย็นก่อน! เอาเป็นว่าข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าแล้ว แต่สาเหตุที่ข้าเรียกเจ้าขึ้นมาบนนี้ก็เพราะมีสิ่งที่อยากจะให้เจ้าช่วย"
.
หลังจากนั้นราว 2 ก้านธูปเทพกงกงก็ได้เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนสวรรค์ให้จางอี้เฟิงฟัง ไล่มาตั้งแต่การถูกรุกราน การใช้กลศึกและวรยุทธในการเข้าตีที่แปลกพิสดาร รวมไปถึงกลุ่มผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งอย่างพวกเทียนซิ่งจง แม้แต่การจรลีลงสนามรบเองของเง็กเซียนฮ่องเต้แกก็เล่า พลันย้ำนักย้ำหนาว่าทุกสิ่งที่ทำกับจางอี้เฟิงนั้น แกทำของแกเพียงคนเดียวโดยไม่มีเบื้องบนสั่งการ เนื่องจากเล็งเห็นแล้วว่าสถานการณ์น่าจะเอามิอยู่แล้ว ขืนรอคำสั่งจากส่วนกลางสวรรค์คงมิใช่สวรรค์อีกต่อไป
.
"เป็นเช่นไร? เจ้าพอจะสอนสิ่งที่เรียกว่า "ฟุตบอล" ให้ชาวสวรรค์เช่นพวกข้าได้หรือไม่?"
กงกงพยายามจะขมวดจบให้รวบรัดที่สุด และรอฟังคำตอบอย่างมีความหวัง
.
"ผมขอปฏิเสธครับ!"
จางอี้เฟิงตอบแบบโคตรเร็ว
.
และเจ้าตัวก็คงเพิ่งจะมาคิดได้ทีหลังมั้ง ถึงได้รีบใช้มือทั้งสองข้างเอื้อมลงมาตะปบลงที่ไข่กระโปกตัวเอง ดูผ่าน ๆ แล้วไม่ต่างจากตอนที่ต้องไปยืนเป็นกำแพงป้องกันลูกฟรีคิกของคู่แข่งเลย
.
"คือเปล่าครับ! , เปล่า! , ผมแค่จะบอกว่าผมน่ะก็แค่มนุษย์โลกธรรมดาคนหนึ่ง ผมไม่อหังการพอจะไปสอนเทวดาฟ้าดินเตะบอลหรอกครับ ภารกิจนี้ยิ่งใหญ่เกินไป! ผมเกรงว่าคนอย่างผมจะรับผิดชอบพลังอันใหญ่ยิ่งนี้ไม่ได้ ผมไม่ใช่ "ปีเตอร์ พาร์คเกอร์" แห่งสไปเดอร์แมนนะครับ!"
พูดไปเกร็งไข่ไปกลัวเหลือเกินว่าจะโดนเล่นงานเขตปลอดอาวุธอีก
.
แต่เทพกงกงก็ใช่ว่าจะใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้น แกไม่มีทางทำทารุณกรรมต่อมวลมนุษย์บนเขตสวรรค์แห่งสันติภาพได้หรอก เทพเซียนไม่ควรจะเอาเปรียบมนุษย์ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนนี้ และเพื่อจะชักจูงใจแกก็เลยตวัดชายเสื้อพลิกนิ้วดัชนีเพื่อเลื่อนผืนฟ้าบริเวณที่จางอี้เฟิงยืนอยู่ให้เลื่อนเข้ามาหาใกล้ ๆ ก่อนจะผายมือบอกให้ชายหนุ่มเดิมตามแกมา แล้วพอมาถึงในจุดที่เป็นสันขอบของพื้นก้อนเมฆเทพ LGBT หนึ่งเดียวบนสรวงสวรรค์ก็ได้ชี้ให้จางอี้เฟิงเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องล่าง
.
"เจ้าดูเอาเองเถิด ข้าจะมิพูดอะไร"
.
"อะ.. อืม.. ได้ครับไหนขอผมดูหน่อย"
.
และหลังจากเขย่งเท้าโก่งคอชะโงกหน้าออกไปเล็กน้อย สิ่งที่ชายหนุ่มสิงห์นักเตะเห็นก็คือภาพของสมรภูมิรบอันเดือดระอุ! มันมีเนิน 350 หรือ เนิน 500 ไหมอันนี้ไม่แน่ใจนัก แต่สิ่งที่ระดมยิงมาเป็นเส้นเป็นสายนั้นไม่ใช่จรวดหลายลำกล้อง BM-21 แน่นอน หากแต่เป็นลูกฟุตบอลเป็นหมื่น ๆ ลูกที่ถูกกระหน่ำเตะให้ลอยไซด์โค้งข้ามกำแพงเมือง ก่อนจะม้วนตวัดปักหัวลงมาเป็นระเบิดเพลิงสังหาร! ตูมตาม! ล้างผลาญทหารสวรรค์ตายกันเกลื่อน! เสียงกรีดร้องโหยหวนยังดังสะท้อนขึ้นมาถึงบนนี้
.
"เจ้าคิดว่าเช่นไรล่ะ?"
เทพกงกงถามด้วยคีย์เสียงอันเรียบเฉยกึ่งซึมเศร้า
.
"เป็นฟุตบอลจริง ๆ ด้วยครับ"
.
"จะว่าเพราะพิษแว้งกัดของอัณฑะก็ใช่ แต่ข้าจะบอกเจ้าจากใจจริงว่าเป็นเพราะเจ้าบูชาเทพเจ้าอย่างพวกเราทุกวัน พวกเราถึงสื่อจิตถึงกันได้ ข้าทำเรื่องนี้โดยพลการและข้าต้องการให้เจ้าช่วยจริง ๆ "
.
"ท่านองค์เทพครับแต่ผมไม่คิดว่า.."
.
"ข้ารู้! แต่เจ้าคือคน ๆ เดียวที่เทพเฝ้าตำหนักสวรรค์อย่างข้าสื่อสารถึงได้! หากสวรรค์พังพินาศเจ้าจะกราบไหว้รูปปั้นเทพเจ้าไปทำไม! เจ้าลองตริตรองดูทุกคำที่ข้าเอ่ยล้วนเป็นเหตุเป็นผล!"
.
"โห.. ท่านครับ ชนะได้ 3 แต้ม เสมอได้ 1 แต้ม แพ้ได้ 0 แต้ม ถ้ามันง่ายแบบนี้ผมจะไม่ลำบากใจเลยครับ~!"
.
จางอี้เฟิงจะตัดสินใจเช่นไร โปรดติดตามตอนต่อไป
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
"เฮ๊ย! พี่ระวัง! ก้มหัวหลบเร็ว!"."เพล๊งงง!"."ข้างหลังพี่! บอลมาจากด้านหลัง! เข้าประชิดตัวมันไว้ก่อนอย่าให้มันง้างเท้าได้!"."เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"."อ๊ากกกก!!! , อั๊ก! , เฮือกกก!"."พี่ทำใจดี ๆ ไว้นะครับ! แข็งใจหน่อย! อย่ามาตายที่นี่เชียวนะพี่!"."ตุบ! , ตุบ! , เพล๊งงง! , เพล๊งงง!"..สาบานได
"อ๊ากกกก!!! , โอ๊ยยยย!!! , ขาข้า! , ขาของข้า! , อ๊าาากกก!!!"กุมหน้าแข้งตัวงอเป็นกุ้งสลับกับร้องทุรนทุรายเจ็บปวด หักจริงหนักจริงแม่งแตกเข้าไปยันสนับแข้งอ่ะคิดดู.ทุกอย่างเป็นไปตามที่จางอี้เฟิงคิดไว้มิมีผิด ทันทีที่เขาสปริงตัวลุกขึ้นยืนได้จึงมิต้องมีสปิริตในเกมกีฬาใด ๆ ไม่มีในกติกาแต่มีอยู่ในแข้งขาพ
ขาดเพียงท่วงทำนองประกอบเท่านั้น มิเช่นนั้นฉากการเดินลงสนามรบของพวกเขาเหล่านี้ คงมิต่างจากภาพยนต์ดังยุค 90 's อย่าง Armageddon (1998) ไหนจะลูกบอลเพลิงที่ลอยข้ามหัวมาบนฟ้าเหล่านั้น ที่ก็มิต่างไปจากอุกกาบาตล้างโลกที่อยู่ในหนังเลย จางอี้เฟิงเลือกที่จะทำสิ่งดังกล่าวลงไปเพราะเขาเชื่อในคำพูดของพี่ทหารสวรรค
เปลวเพลิงแห่งสมรภูมิลุกโชนกลืนกินสรรพสิ่งจนมอดไหม้ทั่วทิศ เบื้องหน้าล้วนเป็นความเจ็บปวดและความตายอันแท้จริง ต่อให้เป็นเทพเซียนก็มิอาจหลีกหนีเคราะห์กรรมนี้ได้ จางอี้เฟิงคล้ายได้สติกลับคืน เสียงคร่ำครวญระงมรอบกายดั่งคมมีดกรีดใจเขา นั่นทำให้ตระหนักว่าจะทำเป็นเรื่องตลกมิได้ เหล่าทหารสวรรค์แม้ได้ชื่อว่าเ







