แชร์

บทที่ 2 : หมอกจาง ๆ และควัน

ผู้เขียน: L.sunanta
last update วันที่เผยแพร่: 2025-08-08 20:24:52

อาภรณ์แนบเนื้อสุดแปลกตาถูกกดน้ำหนักลงจนยากจะขัดขืน ทหารกีกี้ผู้รุกรานไม่อยู่ในสภาพที่จะต้านทานพลังช้างสารของเทพอู่เสิ่นถึง 3 องค์ได้ พลังปราณนั้นต่างกันเกินไป เทพสงครามอู่เสิ่นหนึ่งองค์ต้องบำเพ็ญตบะไม่ต่ำกว่าร้อยปีในภูเขา เทียนอวี่ซาน (天御山) กว่าจะมีวรยุทธถึงพันส่วน ทหารหนุ่มจึงโดนบังคับให้คุกเข่าลง พลันโดนกดใบหน้าให้นาบลงไปกับพื้นตำหนักเยี่ยงสุนัขจนตรอก

.

"อั๊ก.. ก.. ก..! , หึ.. หึ.. ฮ่า.. ฮ่า.. ฮ่าาา.. ฮ่าาา.. , ฮั่ว! , ฮ่า! ๆ , ฮ่า! ๆ , ฮ่า! ๆ"

.

"มีกิจอันใดให้น่าขันมิทราบ ต่อหน้าฝ่าพระบาทเจ้าไยกล้ากระทำล่วงเกินองค์เง็กเซียนถึงเพียงนี้ หุบปากซะ! ดาบจ้านหุน (战魂) ของข้ายังมิอยากลิ้มชิมดวงวิญญาณของเจ้าในยามนี้ , เงียบบบ!"

.

"ปั๊กกก!"

กระแทกสันดาบใส่กบาลทหารส่งสาส์นไปหนึ่งดอก ดูทรงแล้วหมอนี่เหมือนจะไม่ยี่หระกับสถานการณ์เลย เหมือนเขาเป็นแค่ทหารแนวหน้าที่ถูกใช้แล้วทิ้ง ชีวิตโคตรไร้ค่ายิ่งกว่าถุงยางที่ห่อด้วยผ้าอนามัย

.

"ข้าน้อยมิมีความเจ็บปวดอันใดหรอกนายท่าน พวกข้าชาชินกับพิษบาดแผลไม่ต่างจากวารีเคียงคู่กับมัจฉา อั๊ก..ก..ก..! เราแตกต่างจากชาวสวรรค์เยี่ยงท่านโดยสิ้นเชิง พวกท่านมีเครื่องสักการะบูชาให้หยิบใช้มิขาดมือ พวกท่านได้รับการสรรเสริญจากมวลมนุษย์ และนับวันก็มีแต่จะเสวยสุขอยู่บนทิพย์วิมาน! ในขณะที่พวกข้ากลับเป็นได้เพียงสิ่งมีชีวิตชายขอบ จะคนก็ไม่ใช่จะเทพก็ไม่เชิง เทียนซิ่งจง (天行种) คือสิ่งที่พวกท่านเรียกขานเรา เรามิเคยมีแผ่นดิน เรามิเคยมีสิทธิ์มีเสียง และเวลาที่ เทียนซิ่งจง (天行种) จะทวงสิทธิ์คืนก็มาถึงแล้ว! สวรรค์จะต้องพินาศ!"

.

"อั๊ก..ก..ก..! นายเหนือหัวข้าส่งข้ามาเพื่อแจ้งสาส์นนี้ให้แก่ท่าน! ท่านเง็กเซียนฮ่องเต้! , ฮืด! , ฮาด! , ฮืด! , ฮาด! , ฮืด! , ฮาด! , เทพสวรรค์ทุกองค์จะต้องถูกทำลายให้ย่อยยับ!!!"

.

ร่ายยาวเป็นแถลงการณ์โดยไม่ต้องอ่านราชสาส์นใดในจอไอแพด ทหารกีกี้จดจำสิ่งนี้ได้ทุกคำจากห้วงอารมณ์โกรธเคืองของเขา น้ำลายเจิ่งนองเต็มปาก ใบหน้าถูกกดนาบตะแคงอยู่แนบพื้น แต่ครานั้นสายตาของเขาก็จ้องเขม็งมาที่ท่านเง็กเซียนอย่างไม่ลดละ เขาไม่แม้แต่จะกะพริบตา แววตานั้นดุยิ่งกว่าสัตว์สวรรค์ตนใดบนผืนฟ้านี้จะคณานับ

.

สวนทางกับท่านประมุขสูงสุด หลังจากได้ยินถ้อยคำอันแสนคับแค้นพระองค์ก็เริ่มสงบจิตใจลง พลันหันหลังกลับมานั่งลงบนบัลลังก์แช่มช้า ศรีษะของท่านหลานเซินถูกวางลงบนตัก ก่อนที่ต่อมาพระองค์จะเริ่มคิดย้อนกลับไปถึงกลุ่มชนกลุ่มน้อย ที่พวกเขาแทบจะจางจากไปจากห้วงทรงจำอย่าง เทียนซิ่งจง (天行种)

.

พวกเทียนซิ่งจงเป็นเผ่าพันธุ์สุดพิเศษที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นมนุษย์กับทวยเทพ คำว่า เทียนซิ่งจง (天行种) แปลว่า "เผ่าพันธุ์ผู้เดินบนฟ้า" เป็นคำนิยามสวยหรูที่เหล่าเทพอาวุโสบัญญัติขึ้นสำหรับสรรเสริญมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่ตลอดชีวิตทำแต่กรรมดีและพอสิ้นชีพชีวาวายน์ก็ได้สิทธิในการขึ้นสวรรค์ และนั่นก็นำมาซึ่งโควต้าในการฝึกตนเพื่ออัพเกรดตัวเองให้ได้กลายเป็นเซียน พวกเขาจะได้เป็นทวยเทพบนฟากฟ้าหากฝึกตามตำราได้สำเร็จ แต่อนิจจาที่ส่วนใหญ่มักจะไม่รอด

.

ผู้ฝึกสำเร็จก็จะได้เป็นเทพแห่งฝน (雨神 หยู่เสิน) , เทพแห่งพืชผล (農神 หนงเสิน) , เทพแห่งเงินตรา(财神 ไฉ่เสิน) ฯลฯ แต่คนที่ฝึกไม่สำเร็จก็แน่นอนว่าจะต้องกลายเป็น เทียนซิ่งจง (天行种) ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุผลก็อาจจะมีหลายส่วนประกอบกันไม่ว่าจะเป็น ความอดทนอดกลั้นที่น้อยเกินไป บททดสอบที่โหดหินเกินขีดจำกัดของมนุษย์ หรือแม้กระทั่งพรสวรรค์ที่ใช่ว่าทุกคนจะมีสิ่งนี้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด บางคนพยายามแทบตายก็ไม่ผ่าน ในขณะที่บางคนกลับมีเส้นสาย ตายปุ๊บได้อัพเกรดขึ้นเป็นเทพเลยก็มี

.

ท่านเง็กเซียนจึงนิ่งเงียบและลูบเคราขาด ๆ ของตนไปพร้อมกัน ก่อนจะหันไปถามเทพอู่เสิ่นในชุดเกราะองค์หนึ่ง

.

"พวกเทียนซิ่งจงนี่ปัจจุบันอยู่ในคุกกันใช่หรือไม่? เหมือนข้ามิได้ข่าวคราวพวกเขามานานนับพันปี?"

.

ทว่าคนที่ตอบกลับดันกลายเป็นปู่ซืออี้ ที่ชิงแทรกขึ้นก่อน

.

"มิใช่ขอรับใต้เท้า หอพันธนาการฟ้าของเรากักกันเฉพาะเทพที่กระทำความผิด หรือเทพที่ประพฤติตัวมิเหมาะสม มากกว่าครึ่งเป็นบุคลากรสวรรค์ที่ผิดอาญาเบื้องบนกระทำการอันระคายเบื้องพระยุคลบาท ทหารที่หนีทัพ นางกรรณิการ์ที่คบชู้ แต่ทุกองค์ล้วนแต่มีปราณแห่งเทพโดยเนื้อแท้ พวกเทียนซิ่งจงมิถูกจำแนกรวมอยู่ในชนกลุ่มนี้ขอรับ หรือถ้าจะให้ข้าพูดง่าย ๆ ก็คือแม้แต่หอพันธนาการฟ้า ก็ยังมีศักดิ์ที่สูงส่งเกินกว่าจะให้พวกที่ฝึกไม่ถึงขั้นอย่างเทียนซิ่งจงได้จุติพำนักขอรับ"

.

"我的天啊 ! (หว่อ เตอะ เทียะ!) มิน่าล่ะเจ้าพวกนี้ถึงได้กล้ากระด้างกระเดื่องต่อเรา! พรรคพวกเจ้าคงจะเคียดแค้นสวรรค์มากสินะ! ว่าแต่ถ้ามิได้จองจำไว้ในหอพันธนาการแล้วเทพอาวุโสอย่างท่านจัดการพวกเขาเยี่ยงไรรึท่านปู่ซืออี้? ในฐานะเง็กเซียนข้ามิเคยล่วงรู้ในข้อพิพาทนี้เลย"

.

หลุบสายตากดต่ำลงไปมองขี้ข้าทหารส่งสาส์นที่น่าสงสารสูงสุด ใบหน้าเขาบูดบึ้งหุบยิ้มลงนับตั้งแต่เริ่มได้ยินปู่ซืออี้และเง็กเซียนสนทนาถึงเผ่าพันธุ์ของตนเอง เขามิอาจขำขันหยิ่งยโสต่อไปได้เพราะยิ่งฟังก็ยิ่งเสียดแทงใจ เหมือนมีมีดนับล้านเล่มกรีดเฉือนเส้นเลือดหัวใจราวกับจะตายไปพร้อมกับคำดูถูก ดาบจ้านหุน (战魂) ยังคงจ่อที่คอหอย เกราะทองคำหนักเป็นตันยังคงกดทับเรือนร่างผนึกให้เขาหยุดอยู่กับที่

.

และหลังจากนั้นปู่ซืออี้ผู้เฒ่าแห่งหออักษรก็เริ่มเล่าถึงสถานที่ ๆ หนึ่ง ที่อยู่ในจุดต่ำสุดของแดนสวรรค์ ความสูงของมันอยู่ที่ระดับ 8,848.86 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เรียกได้ว่าสูงกว่ายอดเขา "เอเวอเรสต์" แต่ก็เทียบได้แค่เศษดินบนฝ่าเท้าของมหานครลอยฟ้าแห่งนี้เท่านั้น ที่นั่นดูจะเป็นจุดสูงสุดที่มนุษย์พอจะป่ายปีนขึ้นมาเป็นเซียนได้ แต่ก็อย่างที่เรารู้กันเพราะว่ามันก็กลายเป็นบ้านของ เทียนซิ่งจง ที่ไปไม่ถึงฝั่งฝันไปพร้อมกันด้วย

.

โลกมนุษย์มีสลัมฉันใดสรวงสวรรค์ก็มีขุยสังคังฉันนั้น แคว้นสุ่ยกั๋ว (水國) เคยเป็นอาณาจักรโบราณที่มีบึงน้ำล้อมรอบครบทั้ง 8 ทิศ แต่หลังจากที่กระบี่วารีถูกเทพองค์หนึ่งฉกชิกเอาไป แคว้นน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ก็สูญเสียสมดุล ความรกร้างเริ่มสถาปนาก่อตัว เส้นทางน้ำที่เคยล้อมรอบตัวเกาะก็กลายเป็นท่อระบายน้ำทิ้งที่รองรับสิ่งปฏิกูลจากแคว้นอื่น ๆ บนสรวงสวรรค์

.

ก่อนที่ต่อมา เทียนซิ่งจง คนแรกจะถูกอัปเปหิมาไว้ที่นี่ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่น หลายปีเข้าสวรรค์ก็คัด เทียนซิ่งจง ที่สอบตกมาหมกไว้ที่นี่จนกลายเป็นนิคมปกป้องตนเอง พวกเขาอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนซึ่งแม้แต่สวรรรค์กับโลกก็ยังเกี่ยงกันที่จะเป็นเจ้าของ ไร้ซึ่งสวัสดิการ ไร้ซึ่งงบประมาณสนับสนุน ตายก็ไม่ได้ตายเพราะดีเกินไป ครั้นจะกระเถิบขึ้นไปเป็นเซียนก็ดันฝึกไปไม่ถึง หรือจะตกนรกก็ดันชั่วไม่พอ อนิจจาเพราะจะเห็นเลยว่าเทียนซิ่งจงเป็นเผ่าพันธุ์ที่ผิดที่ผิดทาง ไปไม่สุดสักอย่างอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนเป็นอัตลักษณ์อุจาดที่แปะอยู่กึ่งกลางหน้าผากพวกเขา

.

แคว้นสุ่ยกั๋ว (水國) ไม่เคยกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกเลยนับจากวันนั้น นาวาสถานแห่งนี้รกร้างเข้าขั้น ทรัพยากรเป็นศูนย์อย่าว่าแต่โขดหินต้นไม้ เพราะแม้แต่หญ้าที่วัวควายกินก็ยังไม่มีสักเส้น คำว่าธุรกันดารดูจะใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นมากสุด ทั่วทุกหัวระแหงถูกทะเลทรายย่างกรายเข้าทดแทน แม้จะมีอาณาเขตที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แต่อรรถประโยชน์ที่ตอบแทนมาก็มีแต่ความเจ็บปวดสิ้นหวัง ที่นี่เหมาะเหลือเกินที่จะเป็นที่ฝึกตนของคนขี้แพ้ ไม่มีใครอยากอยู่ที่นี่ อยู่ก็เพื่อหนีจากแต่ก็กากเกินกว่าจะฝึกยุทธ์ไหว

.

"ข้าพูดถูกไหมเจ้าทหาร พวกเจ้าก็แค่หมาจนตรอกที่คิดการณ์ใหญ่เกินตัว"

.

ปู่ซืออี้ปิดตำราอักขราวิสุทธิ์ลง เกลียวฝุ่นที่ตีฟุ้งตอกย้ำว่าแม้แต่แกเองก็ยังต้องอาศัยการอ่านโพย แกจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยมีชื่อแคว้นนี้กับคนกลุ่มนี้อยู่ร่วมราชธานีเดียวกัน

.

"ถูกต้องขอรับท่านผู้อาวุโส! แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมดเพราะพวกเรามิเหมือนเดิม! เพลานี้ทัพหน้ากับหน่วยองค์รักษ์ประตูเทวา (天门守卫) ของท่านแตกพ่ายแล้ว! วรยุทธของท่านมิสามารถต้านทานเพลงยุทธ์วิถีใหม่ที่พวกเรามี สวรรค์ถึงคราวสูญสิ้นแล้ว! นี่สิขอรับถึงจะเรียกว่าถูก! ฮั่ว! , ฮ่า! , ฮ่า! , ฮ่า! , ฮ่า!"

.

"ปั๊กกก!"

.

"โอ๊ยยย!"

.

เทพสงครามอู่เสิ่นถึงกับบรรจงเตะรองเท้าหุ้มเกราะเข้าที่ปากพล่อย ๆ ของเขา ลิ่มเลือดนี่พุ่งกระจายเสยเป็นวงโค้ง ตามติดมาด้วยการกระชากเส้นผมให้แหงนหน้าเงยขึ้น จะได้กดคมดาบเฉือนลำคอได้ถนัดถนี่ ไม่จำเป็นต้องเจรจาเพราะการปกป้องศักดิ์ศรีขององค์จักรพรรดิ ก็เป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของเทพสงครามเช่นกัน หมอนี่ดูจะล้ำเส้นเกินไปแล้ว

.

"ช้าก่อนอย่าเพิ่งท่าน! ข้ายังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย!"

ท่านเง็กเซียนถึงกับลุกขึ้นยืนห้ามปราม ศีรษะของท่านหลานเซินกระเด็นออกจากตัก

.

แต่นั่นก็ยังมิร้อนรนเท่ากับประโยคที่ทหารส่งสาส์นพูดปลายเปิดเอาไว้ ว่าตกลงกลศึกของพวกเขาคืออะไร วิธีการรบด้วยพลังขาและหลังเท้ากองทัพเทียนซิ่งจงไปร่ำเรียนมาจากไหน ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไร้ซึ่งวรยุทธ เก็บอาการไม่อยู่ท่านเง็กเซียนถึงกับปรี่ชี้หน้าเดินลงมาจากบัลลังก์

.

"ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! ,ตุบ! "

.

"เจ้า! หากเจ้ายังรักตัวกลัวตายจงตอบข้ามาตามตรง! ว่าขุมพลังของเจ้าคือสิ่งใดเหตุใดเจ้าถึงมีกระบวนท่าอันพิสดารเหล่านี้! ตอบ! หากมิตอบข้าจะให้เทพอู่เสิ่นสับเจ้าให้เป็นชิ้น ๆ !"

.

ถ้อยแถลงดังกึกก้องกัมปนาท ตำหนักสวรรค์สั่นโครมครามแต่ครานั้นทหารผู้น้อยก็มิได้มีท่าทางตื่นกลัวแต่อย่างใด กลับกันเขากลับเลือกที่จะข้ามผ่านวจีอันคุกคาม ด้วยการชำเลืองหางตาไปยังเทพสงครามอู่เสิ่นอีก 7 องค์ที่ยืนอยู่รายรอบ ทำไมเทพสงครามองค์อื่นถึงยังไม่โผล่มา? เป็นไปได้ไหมว่าสงครามมิได้อยู่ที่ชายแดน ณ จุดเดียว?

.

"ข้ามิได้รับบัญชาให้มาตอบในสิ่งนั้นขอรับใต้เท้า และการเป็นพลทหารส่งข่าวก็ต้องเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าอาจจะมิได้กลับ"

.

"เจ้านี่มัน! , ฮึ๊ยยย! , ช่างกวนประสาทนัก!"

.

"สาส์นที่ข้านำมาได้ถูกถ่ายทอดไปจนครบถ้วนแล้ว แต่ข้าอยากบอกสิ่งหนึ่งให้ท่านเง็กเซียนทราบเอาไว้ เพื่อเป็นดั่งเครื่องบรรณาการขอรับ"

.

"บอกมา..!"

.

" 4 - 4 - 2 ไดมอนด์ , 5 - 3 - 2 คริสมาสต์ที , 4 - 3 - 3 เฮฟวี่เมทัล , 4 - 2 - 2 - 2 อุไนเอมิรี่ ฯลฯ แผนภูมิของสวรรค์ประกอบด้วยแคว้นสำคัญ 11 แคว้น พวกเราเทียนซิ่งจง (天行种) ยึดแคว้นชายแดนไปแล้วหนึ่ง และพวกเรามิได้มีแค่ทัพเดียวเรามีทั้งกองทัพหลักและทัพสำรอง กรมกองตอบสนองสลับสับเปลี่ยนแทนกันได้ตลอดทั้งศึก"

.

"เจ้าพูดเรื่องอะไรของเจ้าข้ามิเห็นเข้าใจ?"

.

และระหว่างที่องค์จักรพรรดิกำลังหันไปหาปู่ซืออี้เพื่อขอคำปรึกษา ทหารกีกี้ที่เตรียมใจมาก็ได้ทำการปิดสวิตซ์ตัวเองลง ด้วยการสะบัดคอเข้าใส่คมดาบจ้านหุน (战魂) ในมือเทพอู่เสิ่นอย่างกล้าหาญ สะบัดฉึบเดียว! ดาบอ้วนขึ้นไปสามปี! มันเขมือบทั้งดวงวิญญาณสวาปามกระทั่งโลหิต แต่นั่นก็ยังไม่น่าอัศจรรย์เท่ารูปลักษณ์ของเขาที่ผิดแผกไปอย่างมีนัยยะ

.

"เปรี๊ยะ! ๆ , เปรี๊ยะ! ๆ"

ตอนมา ๆ พร้อมกับสายฟ้าสีม่วงอินทนิล ตอนไปก็เช่นกัน

.

แนวสปาร์คส่ายยึกยือขึ้นมาบนคอแทนที่แผลของคมดาบ มีรอยปริที่เผยอแยกแต่กลับไม่มีเลือด!

.

"ฟู่~! , ฟู่~! , ฟู่~! , ฟู่~!"

.

กลายเป็นหมอกก๊าซที่พุ่งออกมาแทน ควันสีม่วงฟุ้งโขมงสอดคล้องกับร่างกายของเจ้าตัวที่ค่อย ๆ ฟีบลงเรื่อย ๆ จนไม่เหลือเค้า ไขมันหายไป มวลกล้ามเนื้อหายสิ้น สูญสิ้นไปถึงชิ้นกระดูก จนท้ายที่สุดสภาพของเขาก็ไม่ต่างจากลูกฟุตบอลที่โดนปล่อยลมจนแบนแฟบ กระทั่งหมอกก๊าซส่างซาสิ่งที่เหลือไว้ต่างหน้าก็มีเพียงอาภรณ์เสื้อผ้ากับชุดยูนิฟอร์ม

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 40 : ลงทีมซ้อม!

    สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 39 : ฟุตบอลของแท้

    "เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 38 : อั๊วะจะได้เตะตอนไหน?

    บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 37 : สนามซ้อมร้อนชิบเป๋ง!

    "วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 36 : ถ้ำเซียนแห่งเปลวไฟ

    ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 35 : ฟอร์มทีมจากกองไฟ

    สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 26 : ไหนดูซิ?!

    ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 25 : ท่านเง็กเซียนลงสนามรบ

    ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 24 : ถอนทัพ

    จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ

  • เทพเซียนบอลเย้ยยุทธจักร (Nc 18+)   บทที่ 23 : กุนซือ

    ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status