Mag-log inเปลวเพลิงแห่งสมรภูมิลุกโชนกลืนกินสรรพสิ่งจนมอดไหม้ทั่วทิศ เบื้องหน้าล้วนเป็นความเจ็บปวดและความตายอันแท้จริง ต่อให้เป็นเทพเซียนก็มิอาจหลีกหนีเคราะห์กรรมนี้ได้ จางอี้เฟิงคล้ายได้สติกลับคืน เสียงคร่ำครวญระงมรอบกายดั่งคมมีดกรีดใจเขา นั่นทำให้ตระหนักว่าจะทำเป็นเรื่องตลกมิได้ เหล่าทหารสวรรค์แม้ได้ชื่อว่าเป็นผู้เหนือมนุษย์ ทว่าก็มิพ้นเนื้อหนังเลือดเนื้อ เมื่อเผชิญอานุภาพระเบิดเพลิงลอยฟ้าอันฉกาจย่อมมีผู้บาดเจ็บล้มตาย แขนขาขาดสะบั้นนับสิบ ศพเกลื่อนดั่งใบไม้ร่วงในวสันต์อันวิปโยค
.
"เจ้าเป็นเช่นไรบ้างเจ้ามนุษย์ บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?"
เสียงพี่ชายทหารสวรรค์วิ่งกระเสือกกระสนมาถามไถ่ ทั้งที่ตัวแกเองก็เจ็บหนักปางตายมีบาดแผลเหวอะหวะตรงสะโพก
.
"ผมไม่เป็นไรครับ ผมยังไวพอที่จะหลบการโจมตีของพวกมันได้ แต่พี่นี่สิ! แผลพี่ใหญ่มากเลยอ่ะ! ผมเกรงว่าพี่ควรจะต้องหาที่พักนะครับพี่ไม่อยู่ในสภาพที่จะสู้ใครได้แล้ว!"
.
สายตาว่างเปล่าเกิดขึ้นอีกครั้ง นายทหารผู้นี้ดูจะต้องชะตากับจางอี้เฟิงเป็นพิเศษ นั่นก็เพราะเขาเป็นคนเดียวที่เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของมนุษย์โลกผู้นี้อยู่ทุกฝีก้าว แล้วก็แอบทึ่งในทักษะที่พบเห็นอยู่หลายส่วน เขาก็เลยเปิดใจสนทนากับจางอี้เฟิงแบบตรงไปตรงมา แม้บรรยากาศกับสถานที่จะไม่น่านั่งชันเข่าคุยกันเอาซะเลยก็เถอะ
.
"เจ้าพูดถูกเจ้ามนุษย์ข้าไปต่อมิไหวแล้วข้าออกแรงเดินแทบมิได้ แต่เท่าที่ข้าพยายามจับพิรุทข้าพบว่าพวกมันจะใช้ลูกไฟเป็นช่วง ๆ ในทุก ๆ การยิงหนึ่งรอบจะต้องพักราว 1 จู้เซียง (炷香) ประหนึ่งว่ามีการสับเปลี่ยนกำลังพล มิเหมือนฝั่งเราที่ทำได้เพียงลากศพสหายกลับมาทำพิธีฝัง.. เฮ้อ.. เอ่ยแล้วก็น่าอดสูยิ่งนัก!"
.
"เขาเรียกว่า "โรเตชั่น" พี่! ต่อให้กำลังขาดีแค่ไหนแต่ไม่มีนักบอลคนไหนวางบอลไกลได้ตลอดทั้งเกมหรอก ต่อให้พี่จะเป็น "อันเดรีย ปีร์โล" หรือ "ชาบี อลอนโซ่" พี่ก็ต้องออมแรงเอาไว้ ผมรู้จักสิ่งเหล่านี้ดีและถ้าผมมีลูกบอลสักลูกที่เท้าล่ะก็! , ฮึ่ยยย!"
.
แน่นอนว่าพี่ทหารสวรรค์มิมีทางเข้าใจ ทว่าเขาอ่านภาษากายของดรุณน้อยผู้นี้ออก แววตาของจางอี้เฟิงไม่เหมือนใครในฝั่งนี้เลย เขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและมั่นใจ เขาเหมือนเป็นแสงสว่างแห่งความหวังทั้ง ๆ ที่ก็เป็นแค่เด็กสวมรองเท้าผ้าใบแล้วก็ใส่ชุดพละ
.
ทหารนายนี้ก็เลยอาศัยจังหวะที่ข้าศึกกำลังสับเปลี่ยนกำลังพล เล่าถึงสถานการณ์ของแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) ให้จางอี้เฟิงฟังแบบคร่าว ๆ เขาไม่แคร์แล้วว่าอะไรคือสายการบังคับบัญชา ทหารระดับแม่ทัพนายกองก็ตายห่าหมดแล้ว หากจะผิดราชโองการไปบ้างก็ช่างหัวมันปะไร!
.
"ฟังข้าดี ๆ นะเจ้ามนุษย์เมื่อครู่เจ้าต้องการผู้รายงานสถานการณ์ใช่หรือไม่? เอาเป็นว่าข้าจะแจ้งเจ้าทุกอย่างเท่าที่ข้ารู้ ว่าตอนนี้ดินแดนเซียนแสงจันทร์ใกล้จะแตกพ่ายแล้ว! ทัพหลวงที่เคยมาช่วยบัดนี้ได้ถอนกำลังออกไปหมดสิ้นเพื่อตรึงแนวรบใหม่ โดยร่นเข้าไปในดินแดนส่วนหลังราว 30 ลี้สวี่ ไกลพอจากระยะการยิงลูกระเบิดเพลิงแต่ก็คงจะรั้งได้มินาน"
.
"กองทหารที่เจ้าเห็น ข้าและสหายข้า รวมทั้งเทพสงครามอู่เสิ่น (武神) ผู้รับผิดชอบแคว้น รับบัญชาให้เป็นแนวต้านสุดท้าย เพื่อประวิงเวลาให้นานที่สุดตราบจนกว่าหน่วยหลังจะพลิกกลศึกหาแนวทางโอบตีตลบหลังได้ หรือพูดง่าย ๆ คือพวกเราถูกทิ้ง! กองร้อยของเราเป็นแค่หมากที่เสียแล้วในกระดาน และมีหน้าที่เป็นเพียงแค่ตัวล่อ พวกเรามิได้รับอนุญาตให้มีชีวิตรอด เพราะงั้นข้าถึงแปลกใจที่ท่านกงกงส่งเจ้าลงมายังไงเล่า!"
.
จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวนี้อาการก็ออกทันที ทหารสวรรค์ (天门守卫) ถึงกับเลือดพุ่งออกขา เขายืนขึ้นมิได้อีกต่อไปแล้วเลยต้องทรุดนั่งลงกับพื้นดินตรงนั้น พลางพยายามจะถอดชุดเกราะเหล็กออก พร้อมกับส่งดาบ 1 ฉื่ออาวุธคู่มือส่งต่อให้แก่จางอี้เฟิง ด้วยความสัตย์จริงลึก ๆ แล้วเขาคงรู้ตัวว่าตัวเองจะไม่รอด สู้ให้ของเหล่านี้แก่ดรุณน้อยเพื่อมีชีวิตรอดต่อไปจะดีกว่า และแม้จะต้องตายในสนามรบแต่องครักษ์ประตูเทวาอย่างเขาก็ภาคภูมิใจนัก
.
"รับสิ่งเหล่านี้ไปเจ้ามนุษย์ อาภรณ์เจ้าบอบบางเช่นนั้น หากลูกเพลิงครั้งใหม่ถูกยิงออกมาข้าเกรงว่าวาสนาเจ้าอาจมิดีเหมือนเมื่อครู่"
.
จางอี้เฟิงผสานมือเป็นก้อนกลมและโค้งหัวลงก้มคำนับ เขาทราบซึ้งต่อน้ำใจที่ทวยเทพผู้นี้มอบให้ยิ่งนัก และเขาก็อยากจะบอกกับพี่แกเหลือเกินว่านี่ไม่ใช่วิถีของนักฟุตบอล! ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมเวิร์ค หากจะแพ้ก็แพ้ด้วยกัน หากชนะก็ฉลองด้วยกันแบบสุดเสียง สวรรค์ทิ้งสหายร่วมรบไว้เบื้องหลังแต่สำหรับฟุตบอลนั้นไม่ใช่!
.
"พี่เก็บไว้เถอะเพราะพี่จะไม่ตายตราบใดที่มีผมอยู่ เกราะเหล็กนั่นกันสะเก็ดระเบิดได้แต่มันจะทำให้ผมช้า"
.
จางอี้เฟิงลุกขึ้นยืนต่อหน้าทหารสวรรค์ เขายกรองเท้าผ้าใบขึ้นมาผูกเชือกให้แน่นประหนึ่งว่าต่อไปนี้จะเป็นการเอาจริง กองร้อยเดนตายนี้จะไม่ยอมให้ถูกกระทำฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว
.
"นี่..! เจ้าเอาจริงเหรอเจ้ามนุษย์!"
.
"จริงดิพี่! พี่อาจจะเป็นเทพมานานแต่มนุษย์อย่างพวกเรามีคำคมที่ว่า "ทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย" ไหน ๆ ก็ต้องตายสู้ดูหน่อยจะเป็นไรไป ผมขอบอลสักลูกแค่นั้นแหละผมว่าผมพลิกเกมนี้ได้!"
.
ไม่ใช่เฉพาะแค่พี่ทหารสวรรค์ที่ได้รับบาดเจ็บ แต่นายทหารคนอื่น ๆ ที่ได้ยินบทสทนาดังกล่าวก็เหมือนจะมีไฟฮึดขึ้นมาด้วย พวกเขาค่อย ๆ ยืนขึ้นแม้จะกระท่อนกระแท่น จับดาบจับโล่ถือหอกค้ำกับพื้นเพื่อที่จะยืนขึ้นอีกครั้ง ไม่รู้จักกัน ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่คนเดียวที่ยังมีไฟที่ห้าวหาญมิกลัวตายกลับเป็นจางอี้เฟิง
.
เหลือกันอยู่ราว 50 คนมีจางอี้เฟิงยืนอยู่ข้างหน้า เขาไม่ได้จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เขาแค่จะทำในสิ่งที่ควรทำ You'll never walk alone คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย และฟุตบอลจะไม่มีทางทิ้งใครไว้ด้านหลัง!
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







