LOGIN"ฟึบ!"
ตื่นมาอีกทีไม่รู้ว่าที่ไหน แล้วก็ไม่ใช่การเล่าเรื่องผ่านกงกงเซียน LGBT บนสรวงสวรรค์ด้วย
.
ณ มณฑลแห่งหนึ่งของแผ่นดินใหญ่แดนมังกร เทียบปี ค.ศ. ห่างจากปีปัจจุบันบวกลบไม่น่าจะเกิน 3 ปี หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็น่าจะบอกว่าภาพเหตุการณ์ได้ถูกตัดสลับลงมายังโลกมนุษย์แล้ว ต่อไปนี้ทุกท่านจะได้รับฟังเรื่องราวอันสุดแสนธรรมดาของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่คลั่งไคล้การเตะฟุตบอลในระดับสูงลิ่ว เด็กใน Gen เขาอาจจะถูกเลี้ยงมาด้วยสมาร์ทโฟนหรือจอแท็บเล็ต นิทานสมัยเราเมาคลีอาจจะถูกเลี้ยงมาโดยแม่หมาป่า แต่สำหรับเขา ๆ แหวกครรภ์มารดามาพร้อมกับลูกฟุตบอล!
.
"โอ๋ลูกแม่.." ไม่เลยเพราะคำแรกที่แม่เรียกเขาคือ "โอ๋ลูกบอล.." คิดเอาเถอะว่าขนาดเจ้าชายสิทธัตถะผู้มากด้วยบารมียังเดินได้ 7 ก้าวตั้งแต่แรกเกิด ก้าวเดินไปทางไหนจะมีดอกบัวผุดมารองรับ ฉันใดก็ฉันนั้นเด็กคนนี้เลี้ยงบอลได้ก่อนจะตั้งไข่ ก้าวเดินไปทางไหนหญ้าจะงอกพร้อมกลายเป็นสนามบอลในทุกหนทุกที่ นี่มันอัจฉริยะบุคคลชัด ๆ นี่คือหนูน้อยที่ 100 ปีจะมีสักคน และโชคดีมากที่เขาได้กำเนิดเกิดในมณฑลที่บ้าคลั่งกีฬาชนิดนี้อย่างถึงขีดสุด
.
"จางอี้เฟิง (张逸风)" คือชื่อของเขา "จาง" คือแซ่มาจากต้นตระกูลดังที่ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์จนรุ่งเรืองสืบต่อกันมาหลายรุ่น "เฟิง" คือ สายลม เมื่อผนวกรวมกับคำว่า "อี้" ที่แปลว่า อิสระ ชื่อของเขาจึงเป็นมากกว่าความหมายเชิงสัญลักษณ์ ไม่รู้สิแปลเป็นไทย "จางอี้เฟิง" คงประมาณว่า “บุรุษสายลมแห่งอิสระ” อะไรทำนองนั้น
.
ซึ่งเจ้าตัวก็รักชื่อนี้เอามาก ๆ เขามักจะเปรียบเปรยตัวเองตอนอยู่ในสนามว่าเร็วดั่งสายลม ล่องหนเหมือนอากาศ กระชากหนีคู่แข่งได้อย่างอิสระ โรงเรียนกีฬาที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุดในมณฑลอย่างสถาบัน "ลี่ฮือหลวง" (李旭龙) จึงต้องรับเขาเอาไว้ในการดูแล
.
ดินแดนมังกรมีมณฑลในการปกครองอยู่หลายร้อย แบ่งเป็นเขตการปกครองรายย่อยได้อีกหลายส่วน และด้วยความที่รัฐบาลกลางมีนโยบายในการส่งเสริมสุขภาพ พวกเขาต้องการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในการจ่ายสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชน แนวคิดการใช้กีฬานำสาธารณสุขจึงบังเกิด กล้ามต้องนำการทหาร ประชาชนต้องมีกำลังวังชา จะกินดีอยู่ดีได้อย่างไงถ้าร่างกายยังคงอ่อนแอ หากเกิดสงครามจะไปรบกับใครได้ถ้าร่างกายอ่อนด๋อยไม่มีแรงสู้ นี่จึงเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่มีการวางระบบกันมาอย่างดี
.
พวกเขาจึงมีดำริว่าแต่ละมณฑลจะต้องมีสำนักกีฬาอย่างน้อย 1 แห่ง เพื่อที่ในทุก ๆ ปีสถาบันเหล่านี้จะได้คัดสรรนักกีฬามาแข่งขันกันในแต่ละประเภท ใครได้แชมป์งบประมาณจะถูกเทลงไปที่นั่นในปริมาณมาก ยิ่งเมืองไหนสร้างประชาชนที่มีสุขภาพแข็งแรงได้มากรัฐบาลยิ่งภาคภูมิใจ ประเทศที่ดีย่อมมาจากประชาชนที่แข็งแรง แล้วหลังจากนั้นพวกเด็ก ๆ จะตรากตรำตำราหลวง ฝึกวิทยายุทธ Ai อื่นใดเพิ่มเติม ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรแล้วหากฐานรากด้านสุขภาพแข็งแกร่ง
.
ฟังเหมือนจะดูดีแต่มีเรื่องแปลกอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือมณฑลที่จางอี้เฟิงพำนักอยู่ดันมีสำนักกีฬาอยู่ถึง 3 แห่ง! ฟังไม่ผิดหรอก! เพราะมันมีที่มาจากสองทฤษฎีสมคบคิดที่ยังมิอาจพิสูจน์ได้ หนึ่งคือเรื่องการเมืองในกลุ่มของพวกผู้ใหญ่ ผลประโยชน์ก้อนโตงบประมาณก้อนใหญ่การแบ่งเค้กจึงออกมาในรูปแบบของสำนักกีฬาที่จะมีเพียงแห่งเดียวแล้วกินรวบไม่ได้ ทุกอย่างต้องแบ่งกันไม่งั้นคงไม่ใช่นักการเมือง
.
สองคือทฤษฎีดาร์บี้แม็ทซ์ เป็นคอนเซ็ปที่ใครสักคนคงไปก็อปมาจากระบบฟุตบอลในต่างประเทศ กล่าวคือในเมือง ๆ หนึ่งไม่จำเป็นต้องมีทีมฟุตบอลเพียงทีมเดียว คนในเมืองร้อยพ่อพันแม่จะให้ใจตรงกันคิดเหมือนกันหมดก็กระไรอยู่ และเพื่อการณ์นั้นทีมต่าง ๆ จึงผุดขึ้นตามมา ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ทีมเหล่านี้เจอกันพวกเขาจะสู้กันอย่างเข้มข้น บรรยากาศเกมจะเต็มไปด้วยความดุเดือดเล่นกันรุนแรงใส่กันไม่ยั้ง แล้วนั่นก็จะนำมาซึ่งศักยภาพในการพัฒนามณฑลนั่นเอง ที่ใดมีการแข่งขันสูงที่นั่นย่อมมีโอกาส และนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มณฑลแห่งนี้มีสำนักกีฬามากถึง 3 แห่ง
.
ไม่ว่าเราจะเชื่อในทฤษฎีไหนแต่ความจริงก็คือความจริง และมันก็เกิดขึ้นแล้วว่า สำนักลี่ฮือหลวง , สำนักหลงเซียงถี่อ และ สำนักซิงเหอจิ้งจี้ คือ 3 สถาบันกีฬาที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกัน และพวกเขาก็มีความเป็นไม้เบื่อไม้เมากันในระดับสูง ไล่มาตั้งแต่ผู้บริหาร , บุคลากร , ยาม , แม่บ้าน ลามไปถึงตัวนักเรียนนักศึกษา ทั้งหมดล้วนแต่มองฝ่ายตรงข้ามเป็นคู่แข่งและจ้องจะเอาชนะ
.
ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นถาพในฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่ ลอนดอน มี เชลซี , อาร์เซน่อล , คริสตัลพาเลซ , สเปอร์ส ฯลฯ เมืองแมนเชสเตอร์ มี แมนยู , แมนซิตี้ , ซัลฟอร์ดซิตี้ , โอลด์แฮม ฯลฯ หรือแม้แต่เมืองลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้มีแค่ทีมลิเวอร์พูลแต่ยังมีทีมเอฟเวอร์ตัน มี ทรานเมียร์ โรเวอร์ส มี เซาท์พอร์ต ฯลฯ ความเป็นเลิศคือสิ่งที่ต้องควานหากันมาเสิร์ฟ การเป็นอันดับหนึ่งเพื่อคว้าสถานะตัวแทนมณฑลดูจะเป็นเป้าหมายสูงสุดที่เด็กทุกคนใฝ่ฝัน แล้วมันก็คงจะดูเครียดเกินไปละมั่ง จางอี้เฟิงลูกหม้อแห่งสำนักลี่ฮือหลวงจึงฟุบหลับคาโต๊ะกลางห้องเรียนอยู่แบบนี้..
.
"คร่อก.. คร่อก.. ฟี้~!"
หลับน้ำลายยืดฟุบคาสมุด จนหมึกปากกาย้อยเปรอะพวงแก้ม
.
บางทีเขาอาจจะเข้าใจคุณผู้อ่านที่อ่านอะไรยาว ๆ ไม่ได้ เจอตัวหนังสือเยอะ ๆ ทีไรต่อมขี้เกียจจะทำงานคาถาผนึกหนังตาก่อร่าง แล้วก็จะหลับราวกับถอดปลั๊กอย่างที่เห็น
.
"งั่ม ๆ , คร่อก.. คร่อก.. ฟี้~! หืม..ม..ม~!"
.
โดยหารู้ไม่ว่าท่วงท่าที่จางอี้เฟิงทำ ความงัวเงียงวยงงและวิธีการหลับตาแบบฟุบหน้าแบบนั้น ช่างคล้ายกับท่าทางของท่านเทพกงกงที่เกิดขึ้นบนสวรรค์มิผิดเพี้ยน บทที่แล้วภาพแกตัดสลบไสลแบบนี้เป๊ะเลย ประหนึ่งว่าโลกสองฝั่งกำลังเชื่อมต่อกันอยู่ บนนั้นกำลังเกิดสงครามส่วนข้างล่างนี้จางอี้เฟิงก็กำลังจะเงาหัวหายเช่นกัน หลังคุณครูคนสวยเริ่มเดินมาที่โต๊ะตรงกลางห้องของเขาแล้ว!
.
"แฮ่ม.. ม.. ม..! คุณจางตอนนี้ยังคงอยู่ในคาบเวลาเรียนนะคะ กรุณาเงยหน้าขึ้นเดี๋ยวนี้ค่ะคุณจะมาหลับใส่คลาสวิชาฟิสิกส์การกีฬาของดิฉันไม่ได้นะคะ! ตื่นค่ะ! คุณไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ! , เฮ้!!! "
.
จริงอย่างที่คุณครูสุดเอ๊กซ์หุ่นสะบึมบอก เพราะแม้จะไม่ได้เล่าถึงแต่ความจริงอีกอย่างก็คือ จางอี้เฟิงกับเพื่อน ๆ ณ ตอนนี้มีอายุ 17 ปีกันหมดแล้ว พวกเขาเติบโตกันเป็นหนุ่มเป็นสาว สรีระร่างกายกำยำพร้อมผสมเกสร แต่ปัญหาก็คือการเรียนการสอนทฤษฎีในห้องนี่แหละที่มักจะทำให้จางอี้เฟิงหลับ เขายังคงงึมงำฟุบหน้าไม่พูดไม่จาจนท้ายที่สุดคุณครูก็ต้องงัดไม้ตายออกมา
.
ผ่านการนับหนึ่งถึงสิบในใจช้า ๆ ด้วยความใจเย็น เธอยืนอยู่เสมอโต๊ะของจางอี้เฟิงแล้ว ศรีษะเขาแทบจะตรงกับระดับของหัวหน่าวเธอ ครูสาวหลับตาลงแช่มช้าจนกระทั่งนับไปถึงเลข 9 เธอก็ชี้น้ิวเรียว ๆ ขึ้นไปข้างบนฝ้าเพดานแล้วจากนั้นก็!
.
"กริ๊งงงงงงงงงง!!!!!"
.
พ่องมึงตาย! เสียงกริ่งหมดเวลาเรียนดังราวกับสัญญาณไฟไหม้ จางอี้เฟิงสะดุ้งโหยงปาดน้ำลายจนหน้าเลอะหมึกเปื้อนเลยไปถึงหน้าผาก ทำเอาคุณครูที่ตั้งใจจะดุถึงกับหลุดขำ เสียงหัวเราะของเพื่อน ๆ ดังไปทั่วห้องพร้อม ๆ กับการเก็บโต๊ะเก็บกระเป๋าของทุกคนที่รวดเร็วระดับความเร็วแสง
.
"อุ๊ย! คุณครูผมตกใจหมดเลย หมดคาบแล้วใช่ไหมครับเนี่ยะ?!"
.
"ใช่ค่ะ! รอดตัวไปนะคุณจางไม่งั้นฉันเล่นงานคุณแน่"
.
"โห.. ไม่หรอกครับครู คุณครูใจดีจะตาย งั้นผมไปก่อนนะครับผมต้องรีบไปซ้อมบอล คลาสเรียนคุณครูแอร์เย็นมากผมนี่หลับอย่างอร่อยเลยเหอะ ๆ ไปก่อนนะครับ! สวัสดีครับ!"
.
"ฟับ! , ควับ! , ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! , ตุบ!"
.
เก็บกระเป๋าเร็วจนเหมือนไม่เก็บ กระโดดพรวดเดียวทะลุผ่านหน้าคุณครูพลางสปรินท์ด้วยสปีดต้นที่เร็วพอ ๆ กับตอนที่อยู่ในสนาม ฝุ่นตลบอบอวลฟุ้งโขมง ทิ้งไว้แต่เพียงคุณครูคนสวยที่ยืนแจกควยในใจให้แก่ลูกศิษย์
.
นี่แหละคือจางอี้เฟิงเขาเป็นของเขาแบบนี้เสมอ คือจะตื่นตัวเรื่องฟุตบอลมากกว่าสิ่งใด เพราะจริง ๆ แล้วเขาไม่ได้สะดุ้งตื่นเพราะเสียงออดหรอก แต่ตื่นเพราะจิตใต้สำนึกรู้ว่าถึงเวลาที่จะได้เตะบอลในสนามแล้วต่างหาก อะดรีนาลีนพุ่งปรี๊ด แล้วเขาก็วิ่งออกไปยังสนามซ้อมระดับมาตรฐานของสำนักลี่ฮือหลวง สนามที่มีหญ้าใบสั้นเขียวขจีราวกับปูพรม นุ่มราวกับมาสเมลโล่นุ่ม ๆ ชุ่มน้ำยาดาวน์นี่
.
.
และก่อนจะจบบทนี้หากสังเกตกันดี ๆ ก็จะเห็นว่า สำนักลี่ฮือหลวง แท้ที่จริงก็คือการกลับคำมาจากตำหนักสวรรค์ "หวงหือลี่" ที่อยู่บนฟากฟ้านั่นเอง อนิจจาที่จางอี้เฟิงกลับไม่รับรู้ถึงความเชื่อมโยงตรงนี้แม้แต่นิดเดียว
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







