“หมายความว่ายังไงคะพี่จอมพล”
นับเก้าล่ำลักถามคนปลายสายโทรศัพท์ เธอแทบจะต่อสายหาจอมพลลูกพี่ลูกน้องของตัวเองทันทีที่เห็นข้อความ
แต่ติดตรงที่ว่าเธอพึ่งก้าวขาออกจากห้องสอบซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายของปีการศึกษานี้
“นี่นับยังไม่รู้เหรอ ว่าไอ้รพีมันกำลังจะไปอังกฤษวันนี้”
เสียงปลายสายถามอย่างแปลกใจเพราะโดยปกติแล้วนับเก้าเป็นคนเดียวที่รู้ความเคลื่อนไหวของรพีทุกอย่าง แต่ทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้น้องสาวตนกลับไม่รู้
“แต่ว่ากำหนดเดิมมันตั้งอีกหลายเดือนนี่คะ”
เมื่อได้รับคำตอบแน่นชัดร่างเล็กในชุดนักเรียนก็รีบจำอ้าวออกจากรั้วโรงเรียนทันที จุดหมายของนับเก้าคือสนามบิน
ใจร้ายเกินไปแล้ว… รพีคิดจะจากกันไปทั้งอย่างนี้จริงๆ หรือ ในขณะที่เขากำลังเข้าใจผิดเธอทุกอย่างเนี่ยนะ
ภายในใจของนับเก้าเริ่มวูบโหวง รู้สึกราวกับหัวใจดวงน้อยกำลังจะหลุดลอยไปไกลแสนไกล ได้แต่ภาวนาให้ตัวเองไปทันเวลา ขอแค่ได้หน้าชายหนุ่มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะห่างกันไปหลายปี หรืออย่างน้อยก็คงจะสามถึงสี่ปีถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“เร็วกว่านี้ได้ไหมคะพี่”
นับเก้าสั่งคนขับรถแท็กซี่ด้วยความร้อนใจ ชักเริ่มนั่งไม่ติดที่เพราะเวลาจวนเจียนจะหมดแล้ว เป็นไปได้เธออยากจะช่วยพี่คนขับรถเหยียบคันเร่งเองด้วยซ้ำ ตัวเธออยู่ตรงนี้แต่ใจลอยไปไกลถึงสนามบินแล้ว
“ขอบคุณค่ะ ไม่ต้องทอนนะคะ”
แบงค์พันหนึ่งใบถูกยื่นให้คนขับแท็กซี่ทันทีที่รถจอดนิ่งสนิท โดยไม่เสียเวลารอเงินทอน คนตัวเล็กวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ตอนนี้นับเก้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ขอแค่ไปทันก่อนที่รพีจะขึ้นเครื่องก็พอ
ดวงตากลมโตกว้างมองหาเป้าหมายไปทั่วสนามบิน แล้วสุดท้ายแล้วความพยายามก็เป็นผลสำเร็จ นับเก้าถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเรียกชื่อชายหนุ่มซึ่งเป็นเจ้าของดวงใจเสียงดัง
“พี่รพี!”
ไม่ใช่แค่เจ้าของชื่อที่หันไปตามเสียงเรียก แทบจะทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเลยก็ว่าได้ แต่เสี้ยววินาทีเท่านั้นที่รพีมองคนตัวเล็กก่อนชายหนุ่มจะแกล้งทำเป็นเมินเฉย
เขายังโกธเธออยู่อีกหรือ
“หนูนับเก้าทำไมพึ่งมาละลูก ป้าก็นึกว่าหนูจะไม่มาส่งพี่เขาแล้วเสียอีก”
สิรินนภาเอ่ยกับเด็กสาวเสียงเครียด ยกมือขึ้นลูบไล้แผ่นหลังบางเพื่อปลอบประโลมคนตัวเล็กที่กำลังเหนื่อยหอบจนตัวโยน
“คือ… นับมีสอบน่ะค่ะ สอบเสร็จก็รีบมาเลย”
นับเก้าไม่กล้าบอกว่าเธอเองก็พึ่งรู้เหมือนกัน เพราะหลังจากที่มีปากเสียงกันวันนั้น เธอกับชายหนุ่มก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือรพีไม่เคยติดต่อหาเธอเลยต่างหาก สักข้อความเดียวเขาก็ไม่ตอบกลับ ในขณะที่นับเก้ายังคงพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม
“งั้นก็ไปลาพี่เขานะลูก เครื่องใกล้จะออกแล้ว”
สิรินนภาบอกกับเด็กสาวแล้วปลีกตัวออกห่างเพื่อเปิดทางให้ทั้งสองได้คุยกัน นับเก้าขยับเข้าไปใกล้คนตัวสูงแล้วมองใบหน้าเฉยชาของเขานิ่งๆ พอต้องห่างกันจริงๆ เธอกลับไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี เพราะสถานะการณ์ระหว่างเราตอนนี้มันย้ำแย่เหลือเกิน
เราสองคนต้องจากกันทั้งอย่างนี้จริงๆ น่ะเหรอ…
“เดินทางปลอดภัยนะคะพี่รพี แล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วย ไว้ถ้ามีโอกาสนับจะไปเยี่ยมพี่ที่อังกฤษนะคะ”
นานเกือบนาทีกว่านับเก้าจะหาเสียงตัวเองเจอ
“ไม่ต้อง!” นี่เป็นคำแลกที่รพียอมพูดกับเธอเลยก็ว่าได้นับตั้งแต่วันนั้น ทว่ามันไม่ใช่ประโยคที่น่าฟังเท่าไหร่นี่สิ
“คะ…” เธอถามย่ำเพราะคิดว่าอาจจะฟังผิดไป
“ไม่ต้องตามฉันไปที่นั่นอีก หรือถ้าจะให้ดีเธอควรหายออกไปจากฉันชีวิตเลยดีกว่า”
“ยังโกรธนับเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอคะ”
คนตัวเล็กถามเสียงสั่นรอบดวงตากลมโตแดงก่ำ เริ่มมีหยดน้ำออกมาคลอเต็มหน่วย ซึ่งอีกสักพักมันคงไหลบ่าลงมาเป็แน่
“ไม่ได้โกธ แต่ฉันเกลียดเธอ”
ไม่รู้ว่าสิ่งที่รพีพูดนั้นมันออกมาจากใจจริงหรือเป็นเพราะยังโกรธเธออยู่ แต่นับเก้าเจ็บปวดเหลือเกิน
“แต่นับพูดจริงๆ นะคะ นับไม่ได้โกหกคุณชุติภาเขาเป็นคนบอกแบบนั้นกับนับเอง”
“อย่าเอ่ยชื่อนั้นออกมาอีก เธอไม่มีสิทธิ์เรียกชื่อชุเลยด้วยซ้ำ”
ความจริงรพีเองก็เจ็บปวดที่ต้องได้ยินชื่อนั้นเหมือนกัน ชุติภาเป็นรักแรกของเขาเลยก็ว่าได้ ชายหนุ่มไม่อยากให้ใครมาย้ำชื่อของอดีตคนรักให้ฟังอีก แผลจากรักครั้งนี้ยังสดใหม่เกินกว่าที่ใครจะไปแตะต้องมัน
“นับไม่ได้โกหก นับรักพี่รพีขนาดนี้จะทำไปเพื่ออะไร”
พยายามบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่นไหวเต็มที่ขณะยืนกรานว่าตัวเองไม่ใช่คนผิด ทว่าหยดน้ำตากลับพังทลายลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
“พูดจบหรือยังแต่ขอร้องพอเถอะ อย่าทำให้ฉันเกลียดเธอไปมากกว่านี้เลย”
ร่างสูงจากไปทันทีพร้อมประโยคนั้น รพีทนฟังคำแก้ตัวของนับเก้าต่อไปไม่ไหว ตอนนี้เขาไม่อยากรับรู้อะไรทั้งสิ้น ภายในใจนั้นอัดแน่นไปด้วยความสับสน ผิดหวังและเสียใจ
ไม่คิดเลยว่าน้องน้อยที่เขารักจะกล้าโกหกสร้างเรื่องและเห็นแก่ตัวได้ขนาดนี้ นับเก้าหลงรักเขาเรื่องนั้นรพีเข้าใจดี แต่ถึงขั้นทำให้เขาแตกหักกับคนรักแบบนี้มันเกินไป
…โดยไม่รู้ตัวว่าแท้จริงแล้วที่ตนเองทนยืนอยู่ตรงนั้นต่อไปไม่ได้ เป็นเพราะหยดน้ำตาใสๆ ของนับเก้า ซึ่งน้อยนักที่รพีจะได้เห็น มันสั่นคลอนและมีอิทธิพลต่อหัวใจดวงนี้เหลือเกิน…
“ทำไมพี่รพีไม่เชื่อใจนับ”
นับเก้าแทบจะกลั้นใจตายเสียตรงนั้น เป็นอีกครั้งที่รพีหันหลังให้เธอโดยไม่มีคำบอกลาออกจากปากของเขา มีแต่เพียงความเย็นชาที่มอบให้ สายตาคู่คมดวงนั้นที่เคยแฝงเร้นไปด้วยความรักและเอ็นดูบัดนี้กลับหมดสิ้น
จากเด็กสาวที่ไม่เคยกล้าแสดงความอ่อนแอต่อหน้าใคร ทว่าตอนนี้กลับยืนร้องไห้ต่อหน้าสายตาคนนับร้อย
เธอและเขาจากกันครั้งนี้พร้อมกับคำว่าเกลียด ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ทั้งคู่ปรารถนา...
เป็นอีกวันที่นับเก้ากลับเข้าบ้านพร้อมหัวใจที่บอบช้ำ แต่น่าเศร้ากว่าคือการกลับมาแล้วไม่มีใครให้โอบกอดหรือช่วยปลอบประโลมความเจ็บช้ำที่เผชิญมาในวันนี้ได้ ร่างบางพยายามย่องขึ้นชั้นสองให้เบาเสียงที่สุด เพื่อไม่เป็นการรบกวนครอบครัวสุขสันต์ซึ่งกำลังนั่งพร้อมหน้าอยู่ในห้องรับแขก
“เดี๋ยว! นับเก้า มานี่หน่อยฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
เจ้าของน้ำเสียงเย็นชาที่ใช้เรียกเธอนั้นไม่ได้มาจากใครอื่น เป็นพ่อผู้ให้กำเนิดนับเก้านั่นเอง
“ดีจริงๆ ลูกสาวฉันสอบเสร็จแต่ไม่ยอมกลับบ้าน อย่าลืมนะว่าแกยังใช้นามสกุลฉันอยู่ อย่าเที่ยวไปเถลไถลจนสร้างความเดือดร้อนให้วงศ์ตระกูลเชียวละ”
เด็กสาวนึกเย้ยหยันตัวเองในใจ บิดาเรียกเธอมาด่าต่อหน้าคุณหญิงกรองแก้วและน้องชายต่างแม่อย่างไม่คิดไว้หน้า ช่างเป็นพ่อที่เกลียดชังลูกสาวได้เสมอต้นเสมอปลายจริงเชียว
“ความจริงก็ไม่อยากใช้นักหรอกค่ะนามสกุลนี้มันสูงส่งเกินไป คงไม่คู่ควรกับคนอย่างนับ”
นับเก้าอดไม่ได้ที่จะโต้เถียงเพราะเธอไม่เคยทำตัวแบบที่ผู้เป็นพ่อกล่าวหาเลยสักครั้ง แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือบิดาไม่เคยเห็นอะไรดีๆ ในตัวเธอเลยต่างหาก ไม่ว่าจะพยายามทำดีเท่าไหร่ หรือแม้กระทั้งเรียกร้องความรักด้วยวิธีไหน ท่านไม่เคยมองเห็นเลยสักครั้ง
“ฉันไม่ได้เรียกแกให้มายืนเถียงฉันฉอดๆ แบบนี้นะ”
“ถ้าคุณพ่อจะเรียกนับมาด่าแค่นี้ งั้นนับขอตัวนะคะ”
“ฉันจะส่งแกไปเรียนต่อที่อเมริกา”
“เมื่อไหร่คะ อีกหนึ่งปีหรือสองปี แต่ขอเร็วๆ นะคะ”
หญิงสาวเชิดหน้าถามทำทีเป็นไม่ใส่ใจในคำตอบ ไม่รู้ทำไมพอเห็นหน้าผู้เป็นพ่อและแม่เลี้ยงทีไร นับเก้าอดแสดงอาการต่อต้านไม่ได้ทุกที
ทั้งๆ ที่รู้ว่าการกระทำแบบนี้มักจะทำให้พวกท่านโมโหและเพิ่มความเกลียดชังเข้าไปอีก
“เดือนหน้านี้แหละ ไวสมใจแกไหมละ ขอบคุณน้ากรองแก้วเขาซะ เขาเป็นคนจัดการธุระทุกอย่างให้ ที่เหลือแกก็เตรียมตัวเองให้พร้อม”
“ค่ะขอบคุณนะคะที่อุส่าห์เป็นธุระให้ ดีเหมือนกันนับเบื่อที่นี่จะแย่แล้ว”
เธอทำเป็นปากเก่งเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตัวเองไปงั้นแหละ เพราะความจริงแล้วภายในใจจะเจ็บปวดมากน้อยแค่ไหนมีแต่นับเก้าเท่านั้นที่รู้
นับเก้าไม่คิดว่าคนในบ้านพร้อมจะผลักไสเธอไปไวขนาดนี้ พรสรวงไม่คู่ควรกับเธอจริงๆ หรือจะพูดให้ถูกคือเธอไม่ควรเกิดมาเลยดีกว่า…
คนที่จากไปในวันนั้นควรเป็นเธอไม่ใช่แม่…
เป็นเพราะเธอทำให้แม่ต้องตายหรือเปล่า สวรรค์ถึงลงโทษให้คนอย่างเธอไม่สมควรได้รับความรักจากใครทั้งนั้น แม้กระทั่งพ่อแท้ๆ