LOGINทั้งหมดนี้เป็น ‘กฎของนาง’ หาใช่ ‘กฎของจวนชินหวังฝู่’ เสียเมื่อไหร่! สรุปว่าสิ่งที่เขาต้องการและพูดให้ชัดเจนกับนางก็คือพวกเขาอยู่ร่วมกันในฐานะสามีภรรยาก็จริง แต่นางจะไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในตัวเขาเลย!
ฉู่ซูเหยียนเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกประหลาดไปก็ได้แต่จิบน้ำชาเพื่อบดบังริมฝีปากที่หยักยิ้มอย่างพึงพอใจ ถึงแม้บทสนทนาเมื่อวานนางจะยืนยันกับเขาแล้ว แต่การออกกฎอย่างชัดเจนเช่นนี้ย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ!
“องค์หญิงคิดว่ากฎเหล่านี้มีตรงไหนขัดข้องบ้างหรือไม่”
หญิงสาวเค้นหัวเราะ ลอบถลึงตาใส่อีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้ ออกตัวโจ่งแจ้งชัดเจนถึงเพียงนี้แล้ว แม้จะไม่ได้แตะตัวเขาเพื่ออ่านใจ ก็รู้ความคิดจนหมดไส้หมดพุง
เอาวะ! ขอแค่ชีวิตบั้นปลายมีความสุข ไม่มีผัวก็อยู่ได้น่า!
“หม่อมฉันยินดีทำตามกฎของท่านทุกประการ”
ว่าแล้วก็เบือนใบหน้าไปส่งสายตาให้กับหลี่หยู่ที่เฝ้าอยู่ไกลๆ ถึงแม้นางกำนัลของนางจะไม่ได้ยินบทสนทนาดังกล่าว หากแต่หน้าตาขององค์หญิงที่แสดงออกมานั้นทำให้นางอดฝืนยิ้มตอบอย่างกระอักกระอ่วนไม่ได้
ในขณะที่กำลังคิดหาวิธีแยกตัวออกมาจากสถานการณ์ตรงหน้า เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาพร้อมทั้งปรากฏร่างของนายทหารจากวังหลวงผู้หนึ่งมาหยุดที่หน้าศาลาพร้อมทั้งโน้มตัวลงเคารพ
“ถวายพระพรท่านอ๋อง องค์หญิงเก้า”
ถึงแม้ฉู่ซูเหยียนจะหรี่ตาลง แต่ถึงกระนั้นก็พยักหน้ารับในท่วงท่าที่แสนสบายในขณะที่ไป่มู่ชิงเองได้แต่ยืนดูลาดเลาอย่างเงียบๆ
“พระชายาซูเสี่ยนมีรับสั่งให้เชิญองค์หญิงเก้าเข้าวังพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นประโยคนั้นคนฟังทั้งสองมีท่าทีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้หนึ่งในใจกระตุกเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า ส่วนอีกผู้หนึ่งกลับยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าเร็วๆ
“ดีเลย!”
“ไม่ได้”
เสียงของฉู่ซูเหยียนกลบเสียงของไป่มู่ชิงเสียจนคนฟังหน้าเหลอหลา หญิงสาวหันขวับไปถลึงตาใส่คนที่ยังตีหน้าเรียบเฉยอยู่อย่างลืมตัว และเป็นจังหวะเดียวกับที่ดวงตาพยัคฆ์จับจ้องมายังนางราวกับจะจับผิด
เหตุใดนางถึงดูอยากไปพบซูเสี่ยนนัก...
ทางด้านไป่มู่ชิงที่รู้ตัวว่ากำลังถูกมองอย่างครุ่นคิดนั่นก็รีบเบือนสายตาไปทางอื่น นางไม่รู้ว่าเขาไว้ใจได้หรือไม่ ตอนนี้จึงไม่อยากให้เขามารับรู้เรื่องที่นางต้องการเข้าวังหลวงเพื่อสืบคดีของพี่สาม
ถึงแม้จะไม่พอใจนัก หากแต่ไป่มู่ชิงก็กะพริบตาแล้วเอ่ยวาจานุ่มนวล สงวนท่าที
“ต่อไปข้าก็ต้องเป็นคนของท่านอ๋อง เรื่องนี้ให้ท่านอ๋องพิจารณาเถิด”
เสียงกล่าวออกไปเบาๆ เช่นนั้นหรือจะสู้เสียงดังที่ร้องแผดก้องอยู่ในใจว่า ไหนๆ ก็ไม่คิดสนใจกันอยู่แล้ว รีบๆ อนุญาตข้าไปเสียสิ!
ฉู่ซูเหยียนเค้นยิ้มชั่วร้ายอยู่บ้าง ถึงแม้นางจะอยากเข้าไปเป็นพวกขององค์รัชทายาทมากเพียงใด แต่ก็ยังนับว่านางยังรู้จักวางตัว
“พระชายาต้องการเรียกตัวนางไปด้วยเรื่องอันใด”
“เรียนท่านอ๋อง กระหม่อมมิทราบความแน่ชัด รู้เพียงว่าพระชายาส่งคนไปรับช่างเสื้อมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มรับคำในลำคอ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายต้องการจะรับตัวนางไปตัดชุดเจ้าสาวตามที่ได้บอกไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ถึงแม้นางจะบอกว่าเพื่อแบ่งเบาภาระของเขาก็เถิด แต่ไหนเลยจะมองไม่ออกว่านางต้องการดึงองค์หญิงเก้าไปเป็นพวก
หากว่าที่ชายาของเขาไม่เคลิ้มตามไปด้วยก็ดีอยู่หรอก แต่หากไม่แล้ว...
คิดถึงตรงนี้หางตาก็เหลือบมองใบหน้าสะคราญที่ก้มหน้าลง
“ข้าจะไปด้วย”
-------------------------------------------------------------------------------------------
ในที่สุดความหวังแรกของไป่มู่ชิงก็สำเร็จได้ดั่งใจ!
ทันทีที่ผ่านพ้นประตูใหญ่ของวังหลวงเข้ามาได้ ถึงแม้ว่าไป่มู่ชิงจะเดินตามร่างสูงใหญ่ของฉู่ซูเหยียนด้วยท่าทีอ่อนช้อยเชื่อฟัง หากแต่ดวงตากลมโตกลับพยายามสอดส่องไปรอบข้างอย่างระมัดระวัง
ภายในวังหลวงกว้างขวางยิ่งกว่าเหอเป่ยหลายเท่า บรรดาทหารประจำการกันอยู่อย่างแน่นหนาจนนางลอบถอนหายใจ ยอดตำหนักมากมายปรากฏให้เห็นสุดลูกหูลูกตาจนต้องเม้มปากแน่นอย่างเป็นกังวล
เดิมทีก็คิดแค่ว่าจะหาทางเข้าวังหลวงอย่างไรได้ ตอนนี้สิ่งที่ควรหนักใจยิ่งกว่านั้นคือจะต้องเดินหาตำหนักพี่สามอย่างไรไม่ให้หลงต่างหาก!
“เจ้ามองหาอะไร”
ฉู่ซูเหยียนที่ไวต่อการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอยู่แล้วหยุดฝีเท้าลง อันที่จริงเขาได้ยินจังหวะการเดินที่ผิดปกติของนางตั้งแต่เข้ามาภายในวังหลวงแล้ว จนกระทั่งเดินเข้ามาลึกในระดับหนึ่งนางก็ยังมีท่าทีที่แปลกประหลาด
ไป่มู่ชิงสะดุ้งเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังแสร้งยิ้มแห้ง
“หม่อมฉันเพียงตื่นเต้นเท่านั้นเพคะ”
ฉู่ซูเหยียนเค้นเสียงในลำคอถึงแม้จะเชื่อคำของนางเพียงห้าส่วนเท่านั้น ทว่าชายหนุ่มก็มิได้เอ่ยวาจาอันใดออกมาอีกนอกจากจะเดินนำเข้าไปในเขตชั้นใน
หญิงสาวเดินตามคนตัวโตอย่างสงวนท่าทีด้วยความระแวดระวังมากขึ้น ลืมไปได้อย่างไรว่าหมอนี่ชอบจับผิดเป็นที่สุด!
ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อในที่สุดเสียงพิณไพเราะก็แว่วเข้าหูจนไป่มู่ชิงต้องลอบชะเง้อหาต้นเสียง ในที่สุดภาพของสาวงามที่กำลังใช้นิ้วกรีดกรายบรรเลงเพลงพิณก็ปรากฏสู่สายตา
“น้องแปด”
เสียงของซูเสี่ยนทำให้เสียงเพลงเสนาะหูหยุดลงพร้อมกับสตรีที่กำลังกรีดกรายนิ้วมือเมื่อครู่หันหลังมาดู มองผู้มาใหม่ด้วยสายตาสั่นระริกเล็กน้อย
“ถวายพระพรกุ้ยเฟย พระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
“ถวายพระพรเพคะ”
หญิงสาวเห็นฉู่ซูเหยียนเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นมาก่อน จึงโน้มตัวลงคำนับอย่างรู้หน้าที่ แต่ถึงกระนั้นดวงตากลมโตก็ยังจับจ้องไปยังสตรีที่อยู่ข้างกายหวงไท่จื่อเฟย
สตรีร่างเล็กผิวขาวนวลดุจหิมะกำลังส่งยิ้มมาน้อยๆ ดวงตาหวานซึ้งสบตานางเพียงครู่หนึ่งเท่านั้นก่อนจะหลุบต่ำลง ถึงแม้ร่างอรชรแน่งน้อยนั่นจะยืนหยัดมั่นคง ทว่าใบหน้านั้นก็เต็มไปด้วยความไม่สู้ดีอย่างเห็นได้ชัด
นั่นใช่จางกุ้ยเฟยที่พี่สามกล่าวถึงในจดหมายหรือเปล่า?
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







