LOGIN“มิคิดว่าน้องแปดจะพาองค์หญิงมาด้วยตนเองเช่นนี้”
ฉู่ซูเหยียนไม่ได้ตอบ เพียงแต่กระตุกริมฝีปากขึ้นข้างหนึ่งเท่านั้น
หวงไท่จื่อเฟยยืดตัวขึ้น ก้าวตรงมาหาคนทั้งคู่ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปทางจางกุ้ยเฟยแล้วแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พระสนมจาง นี่คือองค์หญิงเก้าจากเหอเป่ยเพคะ”
ในที่สุดจางกุ้ยเฟยที่พยายามหลบหน้าหลบตาอยู่ก็ต้องช้อนสายตาขึ้นมองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“งดงามเหมือนกับพระสนมไป่จริงๆ”
น้ำเสียงอ่อนหวานกล่าวพลางคลี่ยิ้ม แต่ถึงกระนั้นดวงตาของนางกลับมิได้ยิ้มตามเลยแม้แต่น้อย
“ขอบพระทัยเพคะ”
ซูเสี่ยนพ่นลมหายใจออกคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“น่าเสียดายที่พระสนมไป่ตัดสินพระทัยเช่นนั้น”
สิ้นประโยคทำให้บรรยากาศที่ดูสบายเมื่อครู่กลับหนาวเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุพร้อมๆ กับจางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
ฉู่ซูเหยียนมองการสนทนาตรงหน้าด้วยความเมินเฉย ดวงตาลึกล้ำราวกับอยู่ในก้นบึ้งมหาสมุทร
“ดูเหมือนว่าพระชายาจะสนิทสนมกับพระสนมจางนัก”
ซูเสี่ยนโคลงศีรษะเบาๆ
“ข้าส่งคนไปเชิญองค์หญิงมาก็เพื่อวัดตัวตัดชุดมงคล ในระหว่างที่รอบังเอิญเจอพระสนมดีดเพลงพิณไพเราะนัก” ตอบละเมียดละไม น้ำเสียงมิได้มีความขุ่นเคืองใจเลยสักนิด “ใกล้ถึงเวลาที่ช่างจะมาแล้ว”
ได้ยินหวงไท่จื่อเฟยกล่าวออกมาเช่นนั้น คราวนี้เป็นจางกุ้ยเฟยที่ลอบถอนหายใจออกมาเมื่อตนเองกำลังจะหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่น่าหนักใจนี่
“องค์หญิง เราไปทางนั้นกันเถิด”
ซูเสี่ยนหันมาทางไป่มู่ชิงที่ยืนอยู่เบื้องหลังของฉู่ซูเหยียน
“เพคะ”
ถึงแม้ไป่มู่ชิงจะเอ่ยตอบออกมาเช่นนั้น หากแต่ท่าทางอันมีพิรุธของจางกุ้ยเฟยยามที่เห็นหน้านางกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่นด้วยความสงสัย เหตุใดนางถึงได้มีท่าทีประหม่าเช่นนี้ ในใจจึงอยากสัมผัสเพื่ออ่านความคิดอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน
“เช่นนั้นข้าต้องขอตัวไปเยี่ยมฝ่าบาท”
ฉู่ซูเหยียนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่นั่นกลับทำให้ซูเสี่ยนมีใบหน้าดำคล้ำขึ้นอยู่บ้าง
“ตามสบายเถิด ข้าจะดูแลองค์หญิงเก้าให้ดี อย่าห่วงไปเลย”
ซูเสี่ยนกล่าวออกมาเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ไป่มู่ชิงแสร้งปลดกำไลข้อมือหยกของตัวเองออกแล้วสะบัดแรงๆ ให้กระเด็นไปทางจางกุ้ยเฟยที่ยังรักษาความสงบเสงี่ยม
“ขออภัยเพคะ”
ไป่มู่ชิงแสร้งตีหน้าเศร้า ก้าวเข้าไปหาในขณะที่จางกุ้ยเฟยย่อตัวลงเก็บกำไลสีมรกตยื่นออกไปตรงหน้า
“ธรรมเนียมของถงเยว่ การรับของจากผู้อาวุโสกว่าห้ามสัมผัสโดยตรง” เสียงของฉู่ซูเหยียนทำให้ความหวังที่มีของไป่มู่ชิงพังครืนลงมาถนัดตา นางขบเม้มริมฝีปากอย่างเข่นเขี้ยวพลางถลึงตามองคนพูดอย่างลืมตัว
เลิกขัดแข้งขัดขาข้าเสียทีได้หรือไม่!
อีกอย่างหากธรรมเนียมของถงเยว่เป็นอย่างที่หมอนี่พูดจริงๆ เช่นนั้นความสามารถพิเศษที่นางมียังจะหลงเหลือประโยชน์อันใดอีกเล่า!
ถึงแม้ในใจจะอยากกระโดดถีบเขาแรงๆ หากแต่หญิงสาวกลับทำได้เพียงหงายมือขึ้น หลังจากนั้นจางกุ้ยเฟยจึงค่อยๆ หย่อนกำไลหยกงามลงบนฝ่ามือขาวอย่างระมัดระวัง
“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันสะเพร่าจริงๆ”
“โชคดีที่กำไลมิแตก”
ไป่มู่ชิงได้แต่ส่งยิ้มแห้งให้ในขณะที่ในใจกำลังคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เป็นเพราะนางสังเกตเห็นแล้วอย่างไรว่าบริเวณที่โยนกำไลออกไปเต็มไปด้วยหย่อมหญ้านุ่มนิ่มมากมาย!
ไป่มู่ชิงค่อยๆ ถอยหลังออกห่างอย่างเชื่องช้า แต่นึกไม่ถึงว่าในขณะที่สายตากำลังจับจ้องยังกำไลหยกในมืออย่างคิดขัดใจนั้น จู่ๆ เท้าข้างหนึ่งก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างจนร่างบอบบางเซถลาไปข้างหลังที่มีฉู่ซูเหยียนยืนอยู่
“อ๊ะ!”
ไป่มู่ชิงหลับตาปี๋ คิดในใจว่าหากไม่ชนเจ้าหนุ่มซื่อบื้อคนนั้นจนล้มลงไปกองที่พื้นกันทั้งคู่ อย่างน้อยๆ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษหมอนี่ก็ต้องช่วยพยุงร่างนางไว้อย่างแน่นอน ขนาดเจอกันบนหลังคาวันนั้นแม้ยังไม่รู้จักกันเขายังช่วยนางมิให้หล่นลงมาเจ็บตัว
คิดไม่ถึงนอกจากจะไม่มีอ้อมแขนของฉู่ซูเหยียนมารั้งไว้แล้ว เสียงอากาศที่ลอยหวืออยู่ข้างหูกลับเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับบั้นท้ายที่เจ็บแปลบขึ้นมาจนจุก
“องค์หญิง/องค์หญิง”
เสียงอันตกใจของซูเสี่ยนและจางกุ้ยเฟยเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะที่จางกุ้ยเฟยที่อยู่ใกล้มากกว่ารีบเข้ามาจับอีกฝ่ายไว้ ส่วนหลี่หยู่ที่ยืนอยู่ไกลๆ ก็เร่งฝีเท้าเข้ามาช่วยประคองผู้เป็นนายเช่นกัน
‘ข้าขอโทษ...ขอโทษเจ้าจากใจจริง’
เสียงหนึ่งดังก้องอยู่ในหัวทำให้ไป่มู่ชิงผงะ เผลอตัวช้อนสายตาขึ้นมองจางกุ้ยเฟย ลืมความเจ็บปวดบริเวณบั้นท้ายไปชั่วขณะหนึ่ง
“องค์หญิงเจ็บหรือไม่เพคะ”
หลี่หยู่กระซิบถามเบาๆ ในขณะที่ร่างบอบบางลุกขึ้นยืนพร้อมๆ กับจางกุ้ยเฟยที่ปล่อยมือออก ถอยห่างไปก้าวหนึ่ง มือทั้งสองสั่นคลอนจนไป่มู่ชิงสังเกตเห็น
“ไปตามหมอหลวงมาเร็ว”
ซูเสี่ยนที่อยู่ห่างไกลเมื่อครู่หันไปสั่งนางกำนัลผู้หนึ่งที่ลุกลี้ลุกลนรีบสาวเท้ายาวๆ ออกไป
ความชุลมุนที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทำให้ไป่มู่ชิงลอบถอนลมหายใจ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อนนางก็ยังเป็นจอมซุ่มซ่ามไม่ต่างจากเดิม อย่าว่าแต่ตอนนี้เลย ตอนที่อยู่เหอเป่ยนางซุ่มซ่ามจนถูกแม่เลี้ยงใจร้ายลงโทษให้คัดคัมภีร์ไปไม่น้อยกว่าร้อยเล่มแล้ว
ถึงจะคิดในใจเล่นๆ แบบนั้น หากแต่เสียงเมื่อครู่ที่ผุดขึ้นมายามที่สัมผัสกับตัวของจางกุ้ยเฟยทำให้หญิงสาวยิ่งทวีความสงสัย
เหตุใดจางกุ้ยเฟยถึงต้องประหม่า...ต้องขอโทษขอโพยนางถึงเพียงนั้น
จางกุ้ยเฟย
นางเกี่ยวข้องกับการตายของพี่สามหรือเปล่า...
ว่าแต่...
“หลี่หยู่”
“เพคะ”
“ท่านอ๋องไปไหนเสียแล้ว”
ไป่มู่ชิงหันไปถามหลี่หยู่ที่ยืนอยู่ข้างกายเมื่อคิดขึ้นได้ว่าตอนนี้ไม่มีแม้แต่เงาหัวของเจ้าหมอนั่น มิใช่ว่าจงใจปล่อยให้นางล้มแล้วหนีความผิดไปซึ่งๆ หน้าแบบนี้หรอกนะ!
“เสด็จไปก่อนที่พระองค์จะรับกำไลหยกอีกเพคะ”
หลี่หยู่ใบหน้าเหยเก หลังจากที่ท่านอ๋องแปดเอ่ยวาจากับเจ้านายจบประโยค เขาก็ปลีกตัวออกไปทางทิศตะวันออกทันที ไม่แม้แต่จะล่ำลาหวงไท่จื่อเฟย หรือแม้แต่จางกุ้ยเฟยด้วยซ้ำ
ไป่มู่ชิงเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ในใจบังเกิดความอาฆาตแค้นผู้ชายคนนั้นขึ้นมาตงิดๆ เห็นทีมิว่าเรื่องอะไรนางก็พึ่งพาเขาไม่ได้เสียแล้ว!
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







