Masukแค่นั้นไป่มู่ชิงก็เข้าใจ...
หลังจากนั้นผักจานหนึ่งก็ถูกยกเข้ามา ถึงแม้จะไม่มีเนื้อสัตว์ใดๆ อยู่เลยหากแต่กลิ่นเครื่องปรุงที่ลอยอบอวลก็ทำให้หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง พยักหน้าให้กับฉู่ซูเหยียนเพื่อรออาหารเข้าปาก
“ผักเกาฮะไฉ่ รักใคร่ปรองดอง”
หญิงสาวมิได้สนใจความหมายของอาหารแต่ละอย่างด้วยซ้ำ นางกำลังเพลิดเพลินอยู่กับรสชาติอาหารที่แตกต่างจากเหอเป่ย ถึงแม้จะไม่คุ้นลิ้นนักแต่ก็นับว่าอร่อยจริงๆ!
เห็นทีชีวิตบั้นปลายที่ถงเยว่แห่งนี้ก็ดูมีความสุขขึ้นมาบ้างแล้ว
“ปลาและปูทะเลนึ่ง ทำอะไรว่องไว เหลือกินเหลือใช้ ร่ำรวยเงินทอง”
เนื้อปูมากมายและปลานึ่งซีอิ๊วตรงหน้าทำให้ไป่มู่ชิงลอบยิ้มเบิกบาน ที่แท้งานอภิเษกวันนี้ก็มีของอร่อยๆ มากมายมารวมตัวกันหลายอย่าง เห็นของพวกนี้แล้วก็คิดถึงฝีมือแม่ไม่ได้
คิดถึงตรงนี้ใบหน้าก็สลดลงเล็กน้อย เวลาผ่านมาหลายสิบปีแล้วไม่รู้ว่าป่านนี้แม่ในยุคนู้นจะเป็นอย่างไรบ้าง
“นี่...”
ฉู่ซูเหยียนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง มองดูเนื้อปลาที่อยู่ในตะเกียบอีกฝ่าย ไม่ยอมส่งเข้าปากเขาเสียทีจนต้องทักท้วงและเป็นฝ่ายก้มหน้าลงไปงับเนื้อปลานั่นมาเคี้ยวเสียเอง
“ไก่ต้ม แสดงถึงความกลมเกลียว ซื่อสัตย์ต่อกัน”
คราวนี้ไก่ต้มตัวใหญ่ถูกยกเข้ามาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ดึงสติกลับมาได้อีกครั้ง
“ตับและไส้หมู ปรับตัวเข้าหา จับมือก้าวหน้า มิทอดทิ้งกัน”
สิ้นประโยคหญิงสาวถึงกับถลึงตามองด้วยความตกใจ รีบชะเง้อมองดูจานที่เพิ่งยกเข้ามาใหม่ก่อนเม้มปากแน่น ส่งสายตาไปทางฉู่ซูเหยียนพร้อมกับโคลงศีรษะแรงๆ คล้ายบอกความนัย
นางไม่กินเครื่องในสัตว์!
ส่วนทางด้านฉู่ซูเหยียนนั้นกลับเพิกเฉยใบหน้าตื่นตูมของนาง อีกทั้งยังนำมันไปจ่ออยู่ที่ริมฝีปากเล็กๆ ที่พยายามปิดแน่น
เมื่อชาติก่อนนางเคยถูกเพื่อนแกล้งยัดผัดตับเข้าปาก นางถึงกับอาเจียนออกมากลางโรงอาหารเลยรู้หรือไม่!
“หึ”
หญิงสาวสะบัดหน้าหนี แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถอยห่างจนเกินงาม
“รีบกินเข้าไปเสีย”
สตรีช่างเรื่องมากเสียจริง!
ฉู่ซูเหยียนคิดด้วยความหงุดหงิดอยู่บ้าง พอจะดูออกก็เถอะว่านางพยายามจะบอกเขาว่ามิกินของพวกนี้ หากแต่เพียงกลืนลงคอไปเพียงหนึ่งคำจะเป็นอะไรไปเล่า?
ไป่มู่ชิงถลึงตาใส่ พร้อมกับขยับปากเล็กน้อยเป็นการยืนยัน
“ข้าไม่...อุ๊บ”
คำว่ากินยังติดค้างอยู่ในลำคอเมื่อจู่ๆ บุรุษชั่วช้าผู้นี้ก็สอดตะเกียบเข้ามาในปาก กลิ่นคาวเล็กน้อยขึ้นจมูกจนต้องใช้มือปิดปากไว้แน่น เกือบจะล้วงหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาคายทิ้งเสียด้วยซ้ำหากไม่ติดว่าหางตามองเห็นฮ่องเต้กำลังจ้องมองด้วยความแปลกประหลาด
ฉู่เหวินหงมองพร้อมกับเอ่ยวาจาขึ้นเบาๆ
“อาหารคงมิถูกปากองค์หญิงนัก”
ประโยคนั่นทำให้ไป่มู่ชิงฝืนกลืนสิ่งที่อยู่ในปากลงคอไปโดยไม่ยอมเคี้ยวเลยด้วยซ้ำ
“ข้า...”
“เสด็จพี่เข้าใจถูกแล้ว”
น้ำเสียงทุ้มของฉู่ซูเหยียนดังขึ้นทำให้หญิงสาวกลืนคำพูดลงคอไปโดยปริยาย ดวงตายังเหลือบมองคนข้างกายที่เอาแต่กระตุกมุมปากขึ้นอย่างชั่วร้ายด้วยหางตาที่กระตุกไม่เป็นจังหวะ
นี่องค์รัชทายาทกำลังตำหนินางอยู่นะ เหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงมิเข้าข้างพระชายาของตัวเองบ้างเลยเล่า การที่นางขายหน้าต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ มิใช่ว่าเป็นเขาที่ควรถูกตำหนิด้วยหรอกหรือ!
เจ้าบ้านี่...
“เจ้าสาวของหม่อมฉันมิชื่นชอบบางอย่าง ทว่านางก็เต็มใจรับ แสดงให้เห็นว่านางพร้อมปรับตัว ขัดใจตัวเองเพื่อหม่อมฉัน ย่อมเป็นเรื่องที่ดีมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
แปะ! แปะ! แปะ!
ไป่มู่ชิงมองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา อีกทั้งยังปรบมือให้เขาในใจอีกด้วย ในระยะเวลาอันสั้นเขาสามารถคิดประโยครักใคร่ปรองดองได้ถึงเพียงนี้ ที่แท้เขาก็เล่นละครเก่งเหมือนกันนี่นา!
ฮ่องเต้หายใจเข้าลึกๆ คลี่ยิ้มนุ่มนวล ถึงแม้ภายในจะรู้สึกไม่ดีนักก็ตาม แต่ถึงกระนั้นก็ยังฝืนกล่าวตัดบท
“เป็นเรื่องที่น่ายินดีแน่นอน”
เป็นอันว่าสิ้นประโยคนั่นแล้วก็เข้าใจตรงกันว่าหัวข้อสนทนาดังกล่าวควรจบลง ขันทีจึงดำเนินพิธีการต่อ
“กุยช่าย รักยาวนาน เล่าขานสืบไป”
ขนมกุยช่ายนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะ นั่นทำให้ไป่มู่ชิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หมดของคาว ต่อด้วยของหวานแล้ว จะได้ไม่มีอะไรที่ทำให้นางผวาขนลุกเกรียวกราวได้อีก
หญิงสาวเคี้ยวกุยช่ายนึ่งแป้งนุ่มนิ่มอย่างมีความสุข กลิ่นผักกุยช่ายที่สัมผัสกับน้ำจิ้มผสมผสานด้วยเครื่องยาจีน รสเผ็ดนิดๆ ทำให้นางลืมรสชาติอันย่ำแย่ของเครื่องในสัตว์เมื่อครู่ไปได้ชั่วขณะ
“อาหารมงคลที่สำคัญที่สุดวันนี้...”
ไป่มู่ชิงมองดูก้อนสีน้ำตาลขนาดเท่านิ้วก้อยพลางขมวดคิ้ว มีของหวานน่าตาเหมือนเครื่องในสัตว์ผัดพริกไทยดำเช่นนี้ด้วยหรือ
“หัวใจหมู รวมรักเป็นหนึ่ง ผสานวิญญาณ เนิ่นนานตลอดไป”
“อุ๊บ!”
หญิงสาวยกมือปิดปากแน่น รีบส่งสายตาไปทางคนตัวใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างกายพลางถลึงตามองแกมข่มขู่ ราวกับจะเป็นการบอกทางสายตาว่า ไม่เอาอีกแล้ว ขืนท่านบังคับฝืนใจข้า ข้าอ้วกออกมาตรงนี้แน่!
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







