เข้าสู่ระบบเขาทั้งหล่อเหลาและสง่างาม แก้มกลมที่เคยย้วยกลายเป็นสันกรามคมสัน เรือนกายแม้ดูกำยำทว่ากลับสูงเพรียวปานนั้น
แน่นอนว่านางมีหน้าที่ต่อวงศ์ตระกูลที่ต้องแบกรับอยู่เต็มสองบ่า แม้แต่มองหน้าหรือสนทนาสักคำจึงมิกล้าแม้แต่น้อย เพียงปล่อยให้ความรู้สึกลึกๆ นั้นล่องลอยและจางหายไปตามเวลา เรื่องนี้นับเป็นวิกฤตอีกคราในชีวิตของหวงลี่ฟาง
ต่อมาเมื่อนางอายุสิบหกปีวิกฤตที่ต้องเผชิญยิ่งหนักหนา เมื่อกบฏทรราชถูกกวาดล้างเหี้ยนเตียนอีกครา
รายนามผู้เคยสวามิภักดิ์เลือกฝ่ายองค์ชายแปดถูกขุดคุ้ยขึ้นมาทั้งหมด
ครั้งนี้ถูกขจัดชนิดถอนรากถอนโคนไม่ให้เหลือซาก บิดาถูกจับได้ว่าเคยมีส่วนสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มคนของอดีตกบฏทรราชที่ยังหลงเหลืออยู่
อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ช่วยเหลือเปิดเส้นทางให้องค์ชายแปดหลบหนีเมื่อหลายปีก่อน
ฮ่องเต้ทรงกริ้วหนัก พระองค์ไว้เนื้อเชื่อใจผู้นำสกุลหวงมาก ถึงขั้นให้รัชทายาทหมั้นหมายกับบุตรีของอีกฝ่าย
แต่ความจริงที่ได้รับรู้เรียกได้ว่าสะเทือนพระทัยยิ่งนัก เพราะจากการกบฏหนนั้นคือสาเหตุสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ และที่สำคัญยังส่งผลให้พระอนุชาสุดที่รักของอ๋องเต้องค์ปัจจุบันอย่างชินอ๋องจ้าวเฟิ่งบาดเจ็บสาหัสเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ต่อให้ในอดีตหวงหมิงห้าวจะเป็นแค่เพียงชายหนุ่มอายุน้อยผู้หลงผิดที่สายตาคับแคบยังมิกว้างไกลเฉกปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่เขาทำลงไปแล้วมิอาจเรียกกลับคืนได้ทั้งสิ้น รวมถึงความรู้สึกของฮ่องเต้ สิ่งที่สกุลหวงสูญเสียคือพระทัยโอรสสวรรค์ ความไว้เนื้อเชื่อใจสลายหายไปคล้ายหมอกควัน
ทว่าเพราะเคยมีไมตรีต่อกัน สกุลหวงจึงไม่ต้องแบกรับข้อหากบฏที่ต้องถูกประหารเก้าชั่วโคตร ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตา ใช้แค่ความผิดที่ถูกขุดคุ้ยจนกลายเป็นคดีอาญาติดตัวมาลงทัณฑ์
เมื่อผู้นำสกุลหลงทางเลือกคบหาสหายและเข้าพวกผิดกลุ่มในอดีตจนส่งผลมาถึงปัจจุบันอย่างเลวร้ายเกินแก้ไข หวงหมิงห้าวบิดาของหวงลี่ฟางจึงถูกตั้งข้อหาฉ้อราชบังหลวง โทษคือขังคุกตลอดชีวิต สกุลหวงถูกริบทรัพย์ยึดบรรดาศักดิ์ บุรุษถูกสังหาร สตรีถูกจับส่งหอนางโลม
มารดาเลี้ยงทนความอัปยศมิได้จึงด่าทอหวงหมิงห้าวและขอหย่ากลับสกุลเดิมหมายหนีความผิดที่ไม่ได้ก่อ ทว่าไม่ทันแล้ว
นางจึงขัดขืนคนจากสำนักว่าการแผ่นดิน หลุดกิริยาด่าทอเสียงดังลั่น หลุดปากหยามเกียรติขุนนางผู้กำลังปฏิบัติงานในหน้าที่ จนสุดท้ายต้องตายด้วยคมดาบทหารอย่างไร้หลุมฝัง
หวงลี่ฟางมองภาพความเจ็บช้ำของสกุลหวงทั้งน้ำตา ฉีเจินมารดาเลี้ยงของนางผู้นี้นับเป็นสตรีที่น่าเวทนาผู้หนึ่ง
ท่ามกลางการนองเลือดของสกุลหวงวันนั้น หวงลี่ฟางย่อมถูกปลดจากตำแหน่งคู่หมั้นรัชทายาท
กลายเป็นสตรีไร้ชนชั้น
วิกฤตนี้ในชีวิตครั้งนี้หนักหนาสาหัสเกินทน จนทำให้นางเหมือนซากศพที่รอวันเน่าสลาย เป็นคนที่ตายแล้วแต่ไร้ทางไป ทั้งโดดเดี่ยว ทุกข์ตรม ขื่นขมสุดจะเปรียบเปรยกับสิ่งใดในใต้หล้า
นางกลายเป็นสตรีของสำนักคณิกาชั้นสูง ที่ถูกบ่มเพาะให้เป็นม้าผอม[1]
เพียงแต่ม้าผอมตัวนี้ค่อนข้างสูงค่า มีราคาเหนือหมู่สตรีด้วยกัน นางจึงถูกกันตัวไว้ในคฤหาสน์ย่ากวน แบ่งแยกชนชั้นเหนืออีกขั้น รอส่งปรนนิบัติเฉพาะบุรุษสูงศักดิ์เท่านั้น
อาจเป็นเพราะในความโชคร้ายยังมีโชคดีที่สวรรค์พอมีเมตตา หวงลี่ฟางได้พบกับเสี่ยวเหยา สตรีผู้มีอำนาจในสำนักหมื่นบุปผาที่ทำหน้าที่เฟ้นหาสาวงามกลับเมืองผิงโจว
เสี่ยวเหยานึกถูกชะตากับหวงลี่ฟางเพียงแรกเห็น คล้ายมีบางสิ่งในตัวหวงลี่ฟางบอกแก่นางว่า หวงลี่ฟางไม่เหมือนสตรีอื่น
เสี่ยวเหยาพาสาวงามกลับเมืองผิงโจวห้าคน หนึ่งในห้ามีเพียงหวงลี่ฟางที่ถูกจับแยกให้ขึ้นไปบนสำนักยวี้จู๋
หวงลี่ฟางถูกเสี่ยวเหยาถ่ายทอดวิชา‘ศาสตร์สตรีชั้นยอด’ ให้อย่างเต็มที่ จากสตรีที่วางท่าสูงส่ง สุขุมเย็นชา กลับต้องละทิ้งความขวยเขินสะเทิ้นอายไปสิ้น คงเหลือเพียงสตรีไร้ยางอาย ฉายรัศมีไฉไลท่ามกลางกลิ่นอายวสันต์บนเตียงนอน
ที่สำนักยวี้จู๋ หวงลี่ฟางก็ได้พบกับจ้าวฉีเสวียนอีกครา
แต่การเจอหน้าเขาหนนี้มิได้น่ารื่นรมย์ยินดีอันใด
เขาคล้ายถูกพิษของยาปลุกกำหนัดรุมเร้าจากการฝึกวิชาจนธาตุปราณแปรปรวน
กระทั่งจวนตัวจึงจับนางที่รออยู่บนเตียงกลืนกินมิยั้งมือ
ไม่มีความรัก มิได้ประจักษ์แจ่มชัดว่านางเป็นใคร กระนั้น นางก็ยังลอบหยิกแขนตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่ามิใช่เพียงฝันไป
เพราะเผลอใจรักจนหลงใหลปักใจมันรุนแรงเหลือเกิน สตรีผู้หนึ่งถึงขั้นยอมแลกความบริสุทธิ์กับเขาด้วยค่ำคืนวสันต์ เพียงเพื่อความหวังอันแห้งแล้งและโอกาสอันริบหรี่ที่อาจจะได้เคียงข้างเขาในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตเท่านั้น
ก่อนที่ทุกอย่างจะสลายหายไปเหมือนม่านหมอกอ่อนจาง
[1] ม้าผอมเป็นคำเรียกหญิงโสเภณีมีที่มาจากสมัยโบราณ นายหน้ามักจะเลือกซื้อเด็กสาวเพื่อให้ไปเป็นนางโลมโดยวิธีเช่นเดียวกับการซื้อม้า คือเลือกที่ผอมแห้งเพราะราคาถูก แล้วค่อยขุนให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มราคาในภายหลัง
ชายหนุ่มจูบแก้มนางซ้ำๆ “ไม่ได้ นั่นมันเห็นแก่ตัวเกินไป ก่อนแต่งงานข้าเห็นแก่ตัวกับเจ้ามากพอแล้ว”หวงลี่ฟางให้รู้สึกเห็นใจสามีจริงๆ นางลูบแผ่นหลังกว้าง ปลอบโยนเขา“จริงๆ แล้วท่านวางแผนมีลูกตอนไหนกันแน่”จ้าวฉีเสวียนยอมรับตามตรง “ข้าแต่งงานกับเจ้าตอนยี่สิบ ยามนี้อายุแค่ยี่สิบเอ็ด คิดอยากใช้ชีวิตข้าวใหม่ปลามันกับเจ้าไปอีกสักเก้าปีสิบปี มีลูกคนแรกตอนอายุสามสิบกว่าปีก็ไม่สาย”หวงลี่ฟางเงยหน้าจากแผงอกเขา เบิกตามองจนกลมโต “แต่ตอนนั้นข้าก็ยี่สิบแปดยี่สิบเก้า เกือบสามสิบแล้วนะ”ชายหนุ่มมุ่นคิ้ว “มารดาเจ้ายังมีตอนอายุสามสิบหกได้เลย”“...!?”หลายเดือนต่อมา...ในที่สุดหวงลี่ฟางก็เจ็บท้องคลอดบุตรคนแรกของพวกเขาคือผู้ชาย ข่าวดีนี้แพร่กระจายไปทั่วเมืองผิงโจวอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างร่วมอวยพรถ้วนหน้า ความกังวลแทนจวนชินอ๋องได้รับการบรรเทาจนหมดไปนอกจากความเป็นห่วงเป็นใยของชาวประชาจะเจือจางลง หวงลี่ฟางรู้สึกว่าความต้องการความสุขสมทางเพศของจ้าวฉีเสวียนก็เหมือนจะเบาบางลงเช่นกันเนื่องจากทุกวันนี้เขาเอาแต่ดูแลบุตรชายตลอดเวลา กระทั่งเวลาลูกหลับก็ยังหอบหมอนกับผ้าห่มไปนอนเฝ้า หวงลี่ฟางที่
“ท่านดูออกด้วยหรือ? ข้าคิดว่าเก็บสีหน้าได้ดีแล้วเชียว” นางเงียบไปชั่วครู่ ค่อยๆ ยอมรับความจริงด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้ากำลังรู้สึกผิดที่แต่งงานเป็นปี แต่ท้องของตัวเองยังว่างเปล่า”ท่านชายใหญ่มีลูกเต็มเรือน ท่านหญิงเล่อเองก็มีลูกทันทีหลังแต่งงานเพียงสามเดือน ทุกคนล้วนแยกครอบครัวไปแล้ว ในขณะที่จวนชินอ๋องนั้น ภาระหนักตกอยู่ที่จ้าวฉีเสวียนแต่นางในฐานะฮูหยินของเขากลับไม่สามารถมอบทายาทให้เขาได้ แล้วภายหน้าใครจะช่วยแบ่งเบาภาระให้เขาจ้าวเล่อเสียเอียงหน้ามองพี่สะใภ้รองใกล้ๆ นางถาม “เพราะก่อนหน้านี้ท่านดื่มยาห้ามครรภ์มากเกินไปใช่หรือไม่?”หวงลี่ฟางไม่มีความลับกับจ้าวเล่อเสียอยู่แล้ว“ใช่! ข้าดื่มมันทุกครั้งที่อยู่กับอาเสวียน”นั่นคือนับจำนวนไม่ถ้วนเลยทีเดียว จ้าวฉีเสวียนกร้าวแกร่งทรงพลังและเอาแต่ใจเป็นที่สุด ยาก็ทั้งเข้มและข้น ขมเกินบรรยายจ้าวเล่อเสียย่อมเห็นอกเห็นใจพี่สะใภ้ นึกอยากก่นด่าพี่ชายเหลือเกิน แต่เพราะตั้งครรภ์อยู่จึงจำต้องยั้งปากยั้งอารมณ์เอาไว้ นางจับมืออีกฝ่ายมาลูบเบาๆ ปลอบใจอย่างจริงจัง “ข้าได้ข่าวว่ามารดาของพี่สะใภ้ที่ไม่อาจมีบุตรได้อีก แต่พอได้รับยาสมุนไพรจากท่านตา
เด็กน้อยเล่าความฝันอันสูงสุดให้นางฟังระหว่างปักผ้าอย่างตกอกตั้งใจจริงจังเกินวัย ทำให้ร่างกลมๆ เล็กๆ ที่นั่งขดตัวปักผ้ามองดูคล้ายตุ๊กตามาก เสี่ยวเมากับเสี่ยวไป๋นั่งเฝ้าซูเหมยไม่ไปไหน ยามนี้จึงมีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนั่งเรียงเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ ตรงตั่งยาวริมหน้าต่าง เกิดเป็นภาพที่ทำให้คนมองนึกเอ็นดูไม่สิ้นสุดโดยแท้หวงลี่ฟางชอบซูเหมยมาก นางจึงสอนสั่งอย่างไม่หวงแหน “เด็กดี เจ้ามีความคิดเช่นนี้ อาจารย์จะกล้าละเลยเจ้าได้อย่างไร”วันเวลาของนางยามสามีห่างไกลมีงานเพิ่มขึ้นเพื่อบรรเทาความเหงาหนึ่งอย่าง นั่นก็คือรับเป็นอาจารย์สอนปักผ้าให้บุตรสาวของเถ้าแก่ซู ดูแลอีกฝ่ายอย่างรักใคร่เอ็นดูด้วยความน่ารักน่าชังช่างจำนรรจาของซูเหมย ท้ายที่สุด หวงลี่ฟางก็คิดอยากมีลูกเป็นของตัวเองอย่างจริงจังหลายเดือนต่อมาจ้าวฉีเสวียนก็เดินทางกลับเข้าเมืองผิงโจว ชายหนุ่มกลับมาพร้อมชัยชนะที่มอบให้แด่ชินอ๋อง นอกจากปกป้องชายแดนไว้ได้ เขายังร่วมกับจ้าวเฟิงฉีช่วยยึดครองและบุกเบิกดินแดนแห่งใหม่ ผู้นำในศึกครั้งนี้คือโจวอวี่ บุรุษผู้นี้คือชายคนรักของจ้าวเล่อเสีย โจวอวี่มุมานะบากบั่นฝ่าฟันหมายสร้างตัวตนให้ยิ่งใหญ่เพื่อมาสู่ขอจ
การเดินทางไกลสะสางงานราชกิจของจ้าวฉีเสวียนมักกินเวลานานหลายเดือน ครั้งนี้ก็เช่นกันก่อนนั้น หวงลี่ฟางมักต้องทนอยู่อย่างเดียวดายในคฤหาสน์หนิงเทียนเพียงลำพัง นางคิดถึงจ้าวฉีเสวียนแทบขาดใจ ยังดีที่มีเสี่ยวเมากับเสี่ยวไป๋อยู่ด้วย กระนั้นความเงียบเหงาอ้างว้างกลับไม่ลดทอนลงเท่าใดแม้วันนี้แตกต่าง เนื่องจากนางมีพระชายาเพ่ยหนิงและน้องสะใภ้อย่างจ้าวเล่อเสีย ทั้งยังมีหน้าที่ดูแลงานต่างๆ จนล้นมือ เรียกได้ว่าแทบไม่มีเวลาคิดถึงใครเลย แต่ก็นั่นล่ะ พอว่างชั่วครู่ นางก็เอาแต่คิดถึงเขาตลอดเวลาอยู่ดีวันนี้หลังจากดูแลเสี่ยวเมากับเสี่ยวไป๋กินข้าวจนไปวิ่งเล่นกับยุ่นเอ๋อร์แล้ว หวงลี่ฟางก็ออกนอกจวนไปดูแลร้านค้าในปกครอง โดยมีบ่าวชายหญิงติดตามจำนวนหนึ่งตามฐานะที่เปลี่ยนแปลง หลังจากร่วมสะสางภารกิจกับเสี่ยวเยว่เสร็จสิ้น นางยังไม่ลืมแวะทักทายเถ้าแก่ร้านผ้าปักเฉกสหายเก่าที่มีมิตรไมตรีอันดีต่อกัน เพราะหากไม่มีเขา นางคงไม่มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำในวันวานเมื่อนางเข้ามาในร้าน เสียงของเถ้าแก่ก็ดังมาแต่ไกล“ไอ่โยว ซื่อจื่อเฟย ไฉนไม่ส่งคนมาแจ้งล่วงหน้าขอรับ ข้าจะได้ตระเตรียมการต้อนรับอย่างดีไว้รอท่าน”
เสี่ยวเยว่ก็คือสตรีที่ครั้งหนึ่งหวงลี่ฟางเคยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสาวงามที่ได้สิทธิพิเศษติดตามจ้าวฉีเสวียนครั้งนั้นนางน้อยอกน้อยใจอย่างยิ่งก่อนได้กระต่ายขาวมา“ข้าต้องรีบลุกขึ้นไปเตรียมตัวเจ้าค่ะ ปล่อยข้าเถอะ”ชายหนุ่มเริ่มเข้าสู่ภาวะซึมเซาและงอแงเหมือนเด็กจริงๆ “มิใช่ว่าเจ้าปรับความเข้าใจกับมารดาแล้วไม่รักข้าเท่าเดิมกระมัง กระทั่งเวลาเล็กน้อยให้ได้อยู่ด้วยกันนานขึ้นเจ้าก็ไม่ใส่ใจร่วมมือ”อาการเช่นนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเกิดขึ้นกับวีรบุรุษผู้กล้า ที่ภายนอกต่อธารกำนัลองอาจสง่างามยิ่งกว่าชายชาตรีทุกคนจ้าวฉีเสวียนเผยด้านนี้เฉพาะกับหวงลี่ฟาง มีเพียงนางที่เขาจะกลายเป็นเด็กชายตัวโตที่เอาแต่ใจ มิใช่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุขุมลุ่มลึกหวงลี่ฟางแย้มยิ้มนึกเอ็นดูสามีเหลือเกิน นางพลิกกาย เอื้อมแขนเรียวเล็กคล้องลำคอของเขา ยื่นใบหน้านวลนุ่มเข้าหาใบหน้าคมคาย กดจมูกเบาๆ ที่สันกราม“ใช่เจ้าค่ะ นอกจากไม่รักเท่าเดิมยังรักเพิ่มขึ้นหลายเท่า”สุ้มเสียงอันอ่อนหวานของนางมิใช่แค่ง้องอนสามีจอมเกเร แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ ตั้งแต่ได้ปรับความเข้าใจกับมารดา ได้คุยได้สนทนาจนกระจ่างแจ้งแก่ใจหลากห
“อ๊ะ! ซื่อจื่อ ท่านเอาแต่ใจเช่นนี้ไม่ได้นะ ที่นี่ไม่เหมาะ”“ก่อนหน้านี้เรายังไม่ได้แต่งงานจึงมิอาจกระทำ แต่ตอนนี้เราสองเป็นสามีภรรยาโดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมไม่มีคำว่า ‘เรื่องบัดสี’ ในเรือนมารดาทั้งสิ้น เรือนเจ้าคือเรือนข้า เตียงเจ้าก็เช่นกัน” จ้าวฉีเสวียนทาบทับภรรยา ห่อหุ้มนางไว้ทั้งตัวด้วยสองแขนกว้าง ทว่าเพียงก้มหน้าซุกซอกคอหอมหวานกลับมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น“ลี่ลี่ เจ้าอยู่ในนี้หรือไม่?”“...!?”เรียกได้ว่าขัดจังหวะนกยวนยางมิให้สำเริงสำราญเล่นน้ำโดยแท้ เสียงนั้นคือรุ่ยเหยียนมิใช่ใคร หวงลี่ฟางพลันแตกตื่นตกใจ เผลอกระทุ้งเข่าโดนจุดสำคัญอันอ่อนไหวของจ้าวฉีเสวียนทันใดชายหนุ่มจุกจนตกเตียงทันที“ท่านพี่ ข้ามิได้ตั้งใจ” ปากบอกไม่ตั้งใจแต่ก็รีบผลักสามีให้พ้นทางเพื่อแต่งกายจนมิดชิด จากนั้นก็ออกมาพบมารดา“ท่านแม่”“ลี่ลี่ พาแม่หลบหน้าเสิ่นหยวนสักครู่เถิด เขาแทบมิให้แม่เดินเหินด้วยตัวเองแล้ว แม่ตั้งครรภ์นะมิได้พิการเสียหน่อย” “ได้เจ้าค่ะ ทางนี้”สองแม่ลูกพากันหายลับไปทางห้องด้านในอย่างเร็ว“เจ้า...” จ้าวฉีเสวียนถึงขั้นพูดไม่ออกเมื่อแต่งกายจนเรียบร้อยแล้วเดินมาที่หน้าเรือนจึงเห็นบุรุษผู้คลุ้มคลั





![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

