LOGINนโยบายประหยัดไฟช่วยชาติที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ภาคเอกชนขานรับการรณรงค์ประหยัดพลังงานกันมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดไฟส่องสว่างยามค่ำคืนที่ถูกลดลงจนเหลือไว้แค่เพียงบางจุดเพื่อความปลอดภัย เช่นเดียวกับลานกว้างของตึกที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ‘พลอยชมพูจิวเอลรี’ ที่รับนโยบายนั้นมาปรับใช้เช่นกัน จึงทำให้เวลาดึกสงัดเช่นนี้มีเพียงไฟส่องสว่างบางจุดเท่านั้นที่ถูกเปิดไว้
“ไม่น่าทำงานเพลินเล๊ย กลับยังไงละทีนี้?” รองประธานสาวบ่นพึมพำ ก่อนจะหยุดยืนหน้าประตูตึกในจุดที่สว่างสุดพลางเหลียวซ้ายแลขวาอีกหน ด้วยเพราะลืมไปว่ารถยนต์ของตัวเองยังถูกจอดทิ้งไว้กลางป่าไม่ห่างจากโพรเจกต์ซันที่ต่างจังหวัด จึงอยู่ทำงานต่อจนเวลาล่วงเลยมาเกือบสองยาม
กว่าจะรู้ตัวว่าลืม ก็ตอนค้นหากุญแจรถนั่นละ!
“แล้วนี่อย่าบอกนะ ว่าลืมมือถืออีก?” เสียงหวานดูเหนื่อยล้ากว่าที่เคยสบถกับตัวเองเสียงขุ่น เมื่อไม่พบเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าถือใบโปรด
เพียงไม่กี่วินาทีที่กำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับตัวเองและความมืดที่โรยตัวปกคลุมทั่วทั้งบริเวณเบื้องหน้า เสียงเรียกเข้าเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องมือสื่อสารที่หายไปก็ดังขึ้นเรียกความสนใจเสียก่อน กะรัตเหลียวหาเสียงดนตรีในท่วงทำนองหวานจากเบื้องหลังด้วยความฉงน
เสียงมือถือฉันเหรอ?
คนที่ยืนอยู่ลำพังพึมพำเสียงเบาก่อนกวาดสายตาไปรอบๆทิศทางเพื่อหาต้นเสียง แต่เมื่อไม่พบใครในความมืดสลัวทั่วบริเวณ หญิงสาวก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในตัวตึกอีกครั้งเพื่อหาต้นตอของเสียงที่ได้ยิน
กะรัตหยุดยืนหน้าร้านกาแฟขนาดเล็กบริเวณลานกลางของพื้นที่ใต้ตึก นึกค่อนใจว่าบรรยากาศรอบกายช่างชวนให้รู้สึกเหมือนหนังสยองขวัญบางเรื่องที่เคยดูมา ก่อนทุกสิ่งจะเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดในบัดดลเมื่อท่วงทำนองแว่วหวานที่ดังคลอเคล้าดับไป แต่โชคอาจพอมีเหลือเมื่อแสงไฟจากจอเครื่องมือสื่อสารที่ตัดไปอยู่ในจังหวะหันมองพอดิบพอดี
มาอยู่นี่ได้ยังไง?
เจ้าของโทรศัพท์ตรงดิ่งไปหยิบเครื่องมือสื่อสารของตนเองที่ถูกวางไว้บนโต๊ะตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ในมุมมืดของร้านกาแฟในทันที วินาทีที่หยิบเครื่องมือสื่อสาร หางตาสวยได้รูปก็เห็นเงาของใครอีกคนหลบวูบออกไปอย่างรวดเร็ว
“ใคร?” มือบางคว้าแจกันที่วางประดับอยู่บนโต๊ะขึ้นมากระชับไว้ในมือตามสัญชาตญาณ ตะโกนถามอีกครั้ง “…ฉันถามว่าใคร!”
ไม่มีเสียงตอบรับ...แต่แสงไฟบางๆที่สาดกระทบกับมีดพกด้ามยาวในมือของคนในเงามืด ก็เพียงพอจะทำให้คนร้องถามรับรู้ได้ถึงอันตรายเบื้องหน้า
“เดินออกมา” เสียงแหบห้าวเหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง
คนจนมุมอยู่ในร้านกาแฟที่มีรั้วรอบขอบชิดมองจ้องคนในเงามืดด้วยดวงตายากหยั่งถึง แต่กระนั้นหญิงสาวก็เลือกเดินออกมาหาคนที่มีอาวุธในมืออย่างช้าๆ ในนาทีนั้นเองมือบางที่จับขอบแจกันไว้มั่นก็ฟาดลงบนศีรษะของคนในเงามืดทันที! แต่คมมีดของคนถูกฟาดก็ตวัดกลับมาในเสี้ยววินาทีเช่นกัน!
“มึง!” เสียงสบถที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดระคนโกรธเคืองดังก้องในโสตประสาทของกะรัต
คนถูกคมมีดเม้มปากเข้าหากันคล้ายต้องการกักเก็บความเจ็บปวดไว้สุดกำลัง คว้าเก้าอี้ไม้ที่วางซ้อนอยู่กับโต๊ะไม่ห่างฟาดลงบนแผ่นหลังของชายปริศนาที่ทรุดตัวลงกับพื้นจนเกิดเสียงดัง ‘พลั่ก!’ แล้วอาศัยจังหวะนั้นรีบวิ่งไปหาจุดที่แสงไฟส่องถึงในทันที
ถ้าอยากมีชีวิตรอด เธอต้องหนีเท่านั้น!
ประตูทางเข้าตึกบานสูงที่ยังเปิดไฟส่องสว่างไว้กลายเป็นจุดหยุดเพื่อตั้งหลัก ดวงตากลมใสมองจ้องคนในเงามืดที่ยืนมองเธอจากจุดเดิมไม่วางตาคล้ายตัดสินใจ...ว่าหากมันขยับก้าวออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ เธอควรจะวิ่งหนีออกไปอย่างสุดกำลังบนท้องถนนที่เงียบสงัดเพราะเวลาล่วงเลยมาเกือบค่อนคืนหรือไม่? หรือเธอควรสู้สุดกำลัง?...วิธีไหนจึงจะเป็นทางรอดที่มีโอกาสมากสุดกันแน่!
คิดได้เพียงเท่านั้นเสียงนกหวีดแหลมโดดก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงนั้นทำให้คนที่ยังหาข้อสรุปให้ตัวเองไม่ได้หันกลับไปมองทันที เมื่อเห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำตึกตรงดิ่งเข้ามาหา คนที่คิดว่าตัวเองอาจไม่รอดก็ถอนใจอย่างโล่งอก
“คุณพิงค์!...มีหยังบ่ครับ คือมายืนอยู่หม่องนี่?” สำเนียงอีสานที่เป็นเอกลักษณ์ร้องถามด้วยความประหลาดใจ
“มีขโมยเข้ามาในตึก” กะรัตตอบเสียงขุ่น ก่อนจะตวัดสายตากลับไปยังจุดเดิมอีกครั้ง ก็พบว่าเงามืดที่ยืนจ้องเธออยู่เมื่อครู่หายไปแล้ว..
มุมอับสายตาและความมืดมิดโรยตัวปกคลุมทำให้ใครอีกคนที่ซ่อนตัวอยู่ยกยิ้ม ก่อนดวงตาเคลือบด้วยความเกลียดชังจะฉายประกายวาวโรจน์ด้วยไฟแค้น ชายปริศนายกมือแตะศีรษะอาบเลือดของตนเองอย่างแค้นเคือง ดวงตาคู่เดิมยังจับจ้องคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างไม่วางสายตา ก่อนกระซิบเสียงเบาคล้ายฝากคำเตือนให้คนที่ยังมีโชคชะตาคอยช่วยเหลือได้รับรู้บางอย่าง...
‘วันนี้โชคยังเข้าข้างมึง แต่ไม่มีใครโชคดีตลอดไปหรอกนะ...สักวันมึงก็ต้องตายอยู่ดี!’
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







