เข้าสู่ระบบใครบางคนที่เติบโตแล้วกำลังขมวดคิ้วขุ่นกับเอกสารกองโตตรงหน้า ที่ดูเหมือนจะทับถมไปสูงจนท่วมหัวหากเธอนั่งลง กว่าจะเสร็จประชุมจาก ‘ไพฑรูย์การช่าง’ ที่เต็มไปด้วยปัญหาและปริศนาของเอกสารที่อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เวลาก็ล่วงเลยจนดวงตะวันจวนเจียนจะลับดับจากขอบฟ้า และเมื่อมาถึง ‘พลอยชมพูจิวเอลรี’ ก็กลับมีปัญหากองใหญ่ที่ทำท่าจะทับถมไม่แพ้กันรออยู่
“ไหวไหมไอ้พิงค์?” เสียงทุ้มเจือรอยกังวลของหัวหน้าฝ่ายออกแบบเครื่องประดับคนใหม่ตั้งคำถาม
“ถ้าน้องบอกว่าไม่ไหว พี่ลมจะทำงานแทนปะละ” คนหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิดอ่านสบถเสียงขุ่น ก่อนจะหยิบแฟ้มอีกอันที่อยู่ข้างกันขึ้นมาเปรียบเทียบอย่างเครียดๆ
“เหวี่ยงอีก! ไม่ไหวก็พักก่อนดีกว่า” มารุตบ่นพึมพำ
“กณิกามาแยกเอกสารออกเป็นหมวดหมู่ให้ที ปนกันจนแยกไม่ออกแล้วนะ” คนที่เหนื่อยกว่าปกติบอกปัดแกมรำคาญกับความวุ่นวายตรงหน้า “แล้วต่อไปแยกสีแฟ้มไปเลยนะ...ฝ่ายละสีไปเลยก็แล้วกัน จะได้รู้ว่างานที่ส่งมาเป็นของฝ่ายไหน”
“เมินไปอีก! ให้มันได้แบบนี้สิ” คนถูกเมินว่าเรียบเรื่อย เพราะรู้ดีว่ารุ่นน้องคนสนิทจะ ‘เหวี่ยง’ เก่งเป็นพิเศษในเวลาที่เหนื่อยล้าหรือทำงานมากเกินพอดี
สิบห้านาทีไม่ขาดไม่เกินคนเหวี่ยงเก่งกับการประชุมวาระพิเศษก็ถูกเปิดขึ้นอย่างเร่งด่วน และใครหลายคนในห้องประชุมก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ต่อ ‘อารมณ์’ ไม่คงที่ ของคนที่นั่งในตำแหน่งรองประธานของพลอยชมพูจิวเวลรีได้อย่างรวดเร็ว
“ต้องขอโทษที่เรียกประชุมตอนนี้นะคะ เลยทำให้พานอยู่ไม่ครบองค์ประชุมอย่างสุดวิสัย” รองประธานเอ่ยราบเรียบ ก่อนจะกวาดตามองรอบๆเพื่อนับจำนวนของผู้ร่วมประชุมที่หายไป
ป้าลดากับหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ แล้วก็หัวหน้าฝ่ายผลิตสินะ?
กะรัตถอนใจคล้ายเหนื่อยอ่อน นึกขันเมื่อสองในสามของผู้เข้าร่วมประชุมที่หายไปเป็นบุคคลเดิมเสมอไม่เปลี่ยนแปลง และเหตุผลร้อยแปดพันเก้าของคนไร้ความน่าเชื่อถือที่จะเอ่ยแจกแจงในภายหลังก็มากมายจนเธอคร้านจะนับ หรือนำมาคิดให้พาลรำคาญใจ
คนบางคน...ไม่ว่าจะเอ่ย ‘เหตุผล’ อย่างไร ก็เป็นได้แค่ ‘ข้ออ้าง’ ในความรู้สึกคนฟังเท่านั้น!
“เดี๋ยวค่อยส่งรายงานการประชุมให้ก็แล้วกัน...กณิกาอย่าลืมโทร.บอกหัวหน้าฝ่ายผลิตด้วย ว่าขอโทษที่ไม่ได้แวะไปเยี่ยมไข้ ขอให้หายเร็วๆ เรื่องงานไม่ต้องเป็นห่วงสุขภาพสำคัญกว่า” รองประธานบอกเรียบๆ เพราะรับรู้จากมารุตก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดเข่าเมื่อคืนนี้เอง จึงไม่สามารถมาร่วมประชุมได้
กับบางคน...ต่อให้ไม่เอ่ยสิ่งใด มีเพียงแค่คำบอกเล่าของผู้อื่นก็สามารถเป็น ‘เหตุผล’ ในความรู้สึกคนฟังเสมอ!
การประชุมที่มาพร้อมปัญหาด้านการทุจริตและยักยอกทรัพย์ ทำให้ผลของการประชุมกินเวลายาวนานกว่าที่คาดไว้มาก แต่เมื่อยังไม่พบหลักฐานอะไรที่เชื่อมโยงกับ ‘เพชรดิบ’ และอัญมณีบางส่วนที่หายไป รวมทั้งกล้องวงจรปิดที่หยุดทำงานในช่วงเวลาเกิดเหตุได้อย่างพอดิบพอดีจนน่าโมโห ก็พานทำให้บทสรุปที่ขาดความชัดเจนและไม่อาจจับใครได้ต้องยุติลงท้ายในที่สุด
“เราจะตั้งฝ่ายตรวจสอบชั่วคราวเป็นการภายในค่ะ” รองประธานเอ่ยสรุปเสียงดังฟังชัด ก่อนจะปิดแฟ้มที่ระบุตัวเลขที่ขาดหายไปและถูกแต่งเติมบางส่วนลงในทันทีที่พูดจบ
“คุณพิงค์จะเลือกใครเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบคะ?” น้ำเสียงคล้ายไม่เห็นด้วยของนฤมล หัวหน้าฝ่ายการตลาดถามขึ้น เพราะรู้ดีว่าตำแหน่งนี้จะส่งผลเสียในระยะยาวให้ผู้รับผิดชอบอย่างไม่ต้องสงสัย
“ไม่มีค่ะ เพราะทุกแผนกจะต้องทำร่วมกัน” รอยยิ้มมุมปากยกขึ้นขณะเอ่ยตอบเรียบๆ ก่อนแจกแจง “ทุกฝ่ายจะต้องจับคู่กันเพื่อตรวจสอบ และสรุปผลในที่ประชุมครั้งหน้า... ‘ฝ่ายผลิต’ คู่กับ ‘ฝ่ายการตลาด’ ...”
ทันทีที่รองประธานสาวเอ่ยร่ายยาวจนจบ ห้องประชุมก็แทบเงียบสงัดในบัดดล เพราะแต่ละฝ่ายที่หญิงสาวเลือกให้จับคู่กันล้วนแล้วแต่มี ‘ความไม่ลงรอย’ ในหน้าที่ ที่สวนทางกันเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว
งานบางอย่างควรใช้ ‘ความลงรอย’ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จลุล่วงได้โดยง่าย
แต่งานบางอย่างก็ควรใช้ ‘ความไม่ลงรอย’ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จลุล่วงเช่นกัน
“ทำแบบนี้ พวกเราไม่ต้องทำงานกันด้วยความระแวงเหรอครับ?” เสียงทุ้มของฝ่ายการเงินเอ่ยขัด
“ทำด้วยความสบายใจสิค่ะ เราตรวจสอบกันและกันเพื่อความโปร่งใสเท่านั้น...และผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิหาหลักฐานมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองนะคะ พิงค์จะไม่ตัดสินใครด้วยข้อมูลด้านเดียวเด็ดขาด” คำมั่นราบเรียบเหมือนคลื่นทะเลที่แสนสงบทำให้ทุกคนในห้องประชุมต่างนิ่งสงัด
เพราะแม้ทะเลจะเงียบสงบจนชวนผ่อนคลายมากมายสักแค่ไหน แต่เมื่อเป็นทะเลลึกสุดหยั่ง ย่อมมีคลื่นใต้น้ำที่ยากแก่การหยั่งถึงอยู่ด้วยเสมอ
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







