LOGINบทที่ 2 เรื่องสำคัญ
หลังจากที่ทุกคนทานอาหารมื้อค่ำร่วมกันอย่างอบอุ่นเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ย้ายมานั่งรวมกันในห้องโถงกลางบ้าน พ่อของมะยมนั่งอยู่ด้านขวา แม่นั่งอยู่ด้านซ้าย ส่วนมะยมนั่งอยู่ตรงกลาง โคมไฟสีนวลทอแสงลงมาสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย คุณนายทองดี เอื้อมมือมาจับมือลูกชายไว้เบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความจริงจัง “แม่มีเรื่องสำคัญจะบอก... แม่ต้องกลับไป ไหว้พ่อปู่นาคา ที่อุดรฯ มะยมจะไปกับแม่ไหม” มะยมรับฟังด้วยความสงบ เขาไม่ได้ประหลาดใจกับจุดหมายปลายทาง เพราะนั่นคือบ้านเกิดของครอบครัว แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือความภักดีของแม่ ความศรัทธาต่อพ่อปู่นาคานั้นยังคงมั่นคง แม้จะย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ นานแล้ว การกลับไปไหว้ครั้งนี้เป็นการกลับไปสู่รากเหง้าของศรัทธาอย่างแท้จริง “ทำไมแม่ต้องไปทุกปีเลยครับ ผมเห็นแม่ไปตลอดเลย” “มันเป็นธรรมเนียมนะลูก เราเป็นลูกหลานที่นั่น มะยมไปกับแม่นะ” “ผมไม่ไปครับ” เขาปฏิเสธทันควันอย่างหนักแน่น คิ้วเรียวเล็กขมวดกันเป็นปม สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน การปฏิเสธที่รวดเร็วนี้เผยให้เห็นว่ามะยมไม่ได้มีความเชื่อหรือความศรัทธาในเรื่องนี้เท่าแม่ของเขา “ไปเถอะนะ ปีนี้มะยมอายุยี่สิบเอ็ดปีแล้วนะ เมื่อก่อนที่แม่ไม่อยากบังคับเพราะเรายังเด็ก แต่ปีนี้แม่กลัว...” แม่ทองดีร้องขอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง น้ำเสียงของแม่แผ่วลงเล็กน้อย ดวงตาคู่เศร้าหมองเริ่มสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่นที่ยากจะอธิบาย มือเหี่ยวย่นด้วยกาลเวลาค่อย ๆ เอื้อมไปจับมือเรียวเล็กของลูกชายไว้แน่น ในใจของแม่นั้นปรารถนาให้ลูกชายไปด้วยอย่างแรงกล้า “กลัวอะไรครับ?” “กลัวลูกเจอสิ่งไม่ดีไง” “แม่! นี่มันยุคสมัยใหม่แล้วนะครับ ยังเชื่อเรื่องแบบนี้...” ริมฝีปากบางเปล่งเสียงออกมาด้วยความไม่เข้าใจแม่อย่างชัดเจน ใบหน้าบึ้งตึงแสดงถึงความหงุดหงิด ดวงตาถลึงขึ้นด้วยความไม่เชื่อในสิ่งที่แม่กำลังกังวล มะยมทำท่าจะโต้แย้งเพื่อยืนยันความคิดที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน “เชื่อไว้ก็ไม่เสียหายนี่นา บักหล่า” แม่ยังคงยืนกราน “แม่!! พ่อครับช่วยด้วย” มะยมหันไปขอความช่วยเหลือจากบิดา พันเอกวิชัยที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ทำเพียงส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจกับความขัดแย้งระหว่างภรรยาและลูกชาย “พ่อไม่อยากยุ่ง เรื่องนี้พ่อยกธงขาว แค่นี้หูพ่อก็ชาไปหมดแล้ว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยอมแพ้ เป็นการประกาศถอนตัวจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรื่องความเชื่อและเหตุผลเข้ามาสร้างความขัดแย้งในบ้าน “เดี๋ยว ๆ คุณจะโดนอีกรอบนะคะ” แม่ทองดีหันไปปรามพ่ออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เป็นการเตือนให้สามีไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนจะกลับมาจ้องหน้าลูกชายด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความจริงจังและแรงกดดันที่ส่งออกมาทำให้มะยมรู้ว่า เขาต้องรับฟังเรื่องนี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง “แม่ครับ... ขอผมคิดดูก่อนนะครับ” มะยมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เขาเริ่มยอมอ่อนข้อเมื่อเห็นความจริงจังและความหวาดหวั่นของแม่ การขอเวลาเพื่อทบทวนนั้นเป็นการประนีประนอม เขายังไม่ได้ตกลง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวเหมือนเดิม “ก็ได้จ้ะ... อีกสองวันเราจะเดินทาง” แม่ทองดีตอบรับอย่างผ่อนปรน แต่แล้วก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน มะยมถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ การอนุญาตให้คิดกลับมาพร้อมกับการกำหนดเวลาที่รวดเร็วเกินคาด เขาไม่มีเวลาลังเลอีกต่อไปแล้ว การเดินทางกลับอุดรธานีได้ถูกกำหนดวันไว้อย่างแน่นอน “แม่!” มะยมโวยวายเสียงหลง ใบหน้าของเขาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน “ผมยังไม่ทันคิดเลย แม่มัดมือชกผมแล้วอ่ะ!” เขาประท้วงอย่างอัดอั้นต่อการกำหนดวันเดินทางอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกว่าตัวเองถูกตัดสินใจแทนทำให้มะยมแสดงอารมณ์ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “เถอะนะ ถือว่าแม่ขอ” แม่ทองดีพูดด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอกุมมือลูกชายไว้แน่น “แค่ปีนี้ ปีเดียวเท่านั้น แม่จะไม่บังคับลูกอีกเลย” คำสัญญาที่หนักแน่นพร้อมกับแววตาที่จริงจังนั้น ทำให้ความโกรธของมะยมมลายหายไป เขาเริ่มใจอ่อนให้กับความรักและความหวาดหวั่นของแม่ “...ก็ได้ครับ” มะยมตอบรับด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา เขาถอนหายใจยาวอย่างจำนน ความไม่เต็มใจนั้นชัดเจน แต่เขาก็เลือกที่จะยอมทำตามความต้องการของแม่ เป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของความรักและความห่วงใยที่มีต่อแม่ทองดี แม้จะต้องขัดต่อความคิดของตัวเองก็ตาม “ขอบคุณมาก ลูกชายคนเก่ง” แม่ทองดีพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข ใบหน้าของเธอเปล่งประกายสดใสทันที ดวงตาของแม่หยีลงด้วยรอยยิ้มที่กว้างขวาง ความดีใจของแม่นั้นเกินกว่าจะบรรยาย เธอรู้สึกเหมือนเป็นผู้ชนะในการเกลี้ยกล่อมลูกชายให้ได้ไปทำพิธีสำคัญครั้งนี้ “ครับ งั้นผมขอตัวขึ้นนอนก่อนนะครับ” มะยมกล่าว เขาต้องการเวลาอยู่คนเดียวเพื่อเตรียมรับมือกับการเดินทางที่กำลังจะมาถึง “ฝันดีจ้ะ” คำอวยพรของแม่ทองดีทำให้เขายิ้มเล็กน้อย แม้จะรู้สึกถูกมัดมือชก แต่เขาก็รู้ว่าทุกสิ่งที่แม่ทำมาจากความรัก “ครับ” ฟอดดดด! ริมฝีปากนุ่มประทับที่แก้มนุ่มของแม่เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เขาจะเดินแยกเข้าไปที่ห้องนอนของตัวเอง เพื่อปลีกตัวจากความวุ่นวายและเตรียมใจสำหรับการเดินทางในอีกสองวันข้างหน้า. . . . ร่างบางของมะยมทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มทันทีด้วยความเหนื่อยล้า คิ้วขมวดกันเป็นปมด้วยความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่น เขาได้แต่นอนเอามือก่ายหน้าผากพร้อมกับความคิดที่ตีวนอยู่ในหัว นี่มันปีพุทธศักราชอะไรแล้ว ยังจะต้องไปกราบไหว้พ่อปู่อะไรนั้นอีกเหรอ? ความขัดแย้งทางความคิดของคนรุ่นใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลปะทะเข้ากับความเชื่อเก่าของแม่ ยังจะคนเชื่อเรื่องงมงายแบบนี้กันอยู่อีกเหรอ? คำถามที่ดังอยู่ในใจแสดงให้เห็นว่าเขายังคงไม่เห็นด้วยกับการเดินทางที่กำลังจะมาถึง นึกแล้วก็หงุดหงิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ความรู้สึกคับข้องใจถูกระงับไว้เพราะไม่อยากขัดใจคนเป็นแม่ เขาจึงคว้าโทรศัพท์มือถือมาไถดูฟีดเฟซบุ๊กอย่างเสียอารมณ์ ความวุ่นวายในใจทำให้เขาไม่อาจอยู่เฉย ก่อนจะตัดสินใจทักเข้าหาแชทกลุ่มเพื่อนรักสองคน เพื่อระบายความคับข้องใจและขอความคิดเห็นจากผู้ที่เข้าใจเขาที่สุด 💬 มะยม : มึงงงงง!!! 😭 💬 มินนี่ : อะไรของมึงคะ ร้อนตัวเป็นไฟแต่หัววันเลยนะ 💬 ลิลลี่ : มีเรื่องอะไรหรือเปล่ามะยม? 💬 มะยม : แงงงงง ช่วยด้วย แม่จะให้ไปอีสานว่ะ ไปอุดรฯ ไปหมู่บ้านเวรุฬวันนั่นอีกแล้วววว 💬 มินนี่ : ก็ไปสิค่ะ ลูกสาว ไปเปิดหูเปิดตา 💬 ลิลลี่ : ทำไมอ่ะ น่าสนุกออก 💬 มะยม : เห้อออออ ไปกราบไหว้พ่อปู่อะไรก็ไม่รู้งมงาย นี่มันปีพ.ศ.อะไรแล้ววว ทำไมแม่ไม่เชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์บ้าง 💬 ลิลลี่ : ไปเถอะมะยม เชื่อแม่ได้ดีทุกคนนะ 💬 มินนี่ : ไปแปบเดียวไม่เห็นตายเลยค่ะ คิดซะว่าไปหาโลเคชันถ่ายรูปชุดอีสานแซ่บ ๆ 💬 มะยม : เออ! จำไว้เลยนะ ไม่มีใครเข้าข้างกูเลย โป้งทุกคน! 😤 มะยมพิมพ์ทุกถ้อยคำออกมาจากความรู้สึกที่อัดอั้น เมื่อข้อความจบลง เขาก็วางมือถือลงบนหัวเตียงอย่างไม่ไยดี ความโกรธที่พุ่งสูงเกิดจากปฏิกิริยาของเพื่อน พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่เข้าข้าง แต่ยังดูเหมือนจะยอมรับการตัดสินใจของแม่ ‘จำไว้เลย!’ เขาคิดในใจอย่างหนักแน่น เขาจะงอนให้ดู! แล้วจะรู้สึก! ขณะที่คนตัวเล็กอย่างมะยมกำลังนอนคว่ำหน้าหงิกหน้างออยู่บนเตียงนุ่มสีไข่ ท่าทางนั้นแสดงออกถึงความไม่พอใจที่ยังคงคุกรุ่น เขากำลังสวมบทบาทลูกชายจอมงอนที่ถูกแม่มัดมือชกให้เดินทางกลับไปยังอีสาน ความอัดอั้นและความหงุดหงิดทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ร่างกายที่จมอยู่บนเตียงสะท้อนถึงการยอมจำนนอย่างไม่เต็มใจ แต่ทว่า... ความสงบในห้องนอนถูกทำลายโดยสิ่งที่มองไม่เห็น นอกบานหน้าต่างกระจกใส แสงไฟถนนที่สาดส่องได้เผยให้เห็นเงาร่างของบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า เงาร่างนั้นกำลังจ้องมองเข้ามาอย่างไม่ละสายตา มะยมไม่รู้เลยว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวในห้อง และมีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องทุกการกระทำของเขาอยู่ ดวงตาสีบุษราคัมคู่หนึ่งกำลังจับจ้องไปยังร่างที่นอนขดอยู่ภายในห้อง สีเหลืองอำพันนั้นส่องประกายวาววับในความมืด ลำตัวสีดำมะเมื่อมมีความมันวาวและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มันกำลังเลื้อยพันอยู่บนขอบหน้าต่างอย่างเชื่องช้า การเคลื่อนไหวที่น่าขนลุกนั้นทำให้ผู้ถูกมองต้องหวาดกลัวหากรับรู้ได้ มันเฝ้ามองอารมณ์หงุดหงิดของคนข้างในอย่างไม่กะพริบตา ราวกับกำลังรอคอยโอกาสบางอย่าง ลิ้นสองแฉกอันเป็นสัญลักษณ์ของอสรพิษแลบออกมาจากปากด้วยความรวดเร็วอย่างน่าหวาดเสียว พร้อมกับเสียงขู่ที่แหบพร่าและเย็นยะเยือกดังลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา เสียงนั้นเต็มไปด้วยความคุกคามและสามารถทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกขนลุก ฟ่อ... ฟ่อ... เสียงขู่ที่เย็นยะเยือกนั้นไม่ได้ดังพอที่จะทำให้มะยมที่กำลังวุ่นอยู่กับอารมณ์งอนของตัวเองได้ยิน เขาจมดิ่งอยู่ในโลกส่วนตัวจนพลาดสัญญาณอันตราย แต่ทว่า... การปรากฏตัวของมัน ณ คืนก่อนการเดินทางไปยังถิ่นกำเนิดที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและตำนานนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เป็นสัญญาณที่ชี้ว่าโชคชะตาและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับนาคากำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว ความหงุดหงิดของมะยมค่อย ๆ คลายตัวลง ร่างเล็กที่นอนขดอยู่บนเตียงก็เข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด เสียงลมหายใจสม่ำเสมอและแผ่วเบาเป็นจังหวะ ความเงียบสงบกลับคืนมาในห้องนอน เป็นการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ ก่อนที่เขาจะต้องตื่นขึ้นมาเผชิญหน้ากับการเดินทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าของดวงตาสีบุษราคัมและลำตัวสีดำทมึน เริ่มเลื้อยแทรกผ่านบานหน้าต่างกระจกเข้ามาอย่างง่ายดาย ความสามารถที่เหนือธรรมชาติทำให้กลอนที่ล็อกไว้กลายเป็นเพียงของประดับ งูสีดำทมึนค่อย ๆ ทิ้งตัวลงสู่พื้นห้องโดยไม่มีเสียงใด ๆ ก่อนจะเลื้อยไต่ขึ้นไปบนเตียงนอนนุ่มอย่างจงใจและเชื่องช้า มันเคลื่อนเข้าใกล้ร่างเล็กที่กำลังหลับใหลอย่างระมัดระวัง งูยักษ์หยุดนิ่งอยู่ตรงกลางลำตัวของมะยมที่กำลังหลับใหล ลิ้นสีแดงสองแฉกของมันแลบออกมาสัมผัสเบา ๆ ที่ใบหน้าของคนที่กำลังนอนหลับอย่างมีความสุข เป็นการสัมผัสที่เย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่น่ากลัว ฟ่อ... ฟ่อ... เสียงขู่ที่แผ่วเบานั้นคล้ายจะเป็นเสียงกระซิบข้างหู มันกำลังสำรวจร่างเล็กที่กำลังหลับใหล เสียงขู่ดังขึ้นอีกครั้งอย่างแผ่วเบาใกล้ใบหู ความเย็นยะเยือกที่แฝงมากับเสียงทำให้มะยมรู้สึกถึงการรบกวน มือเล็ก ๆ ของเขาปัดป่ายไปในอากาศอย่างหงุดหงิด ต่อสิ่งที่มารบกวนเวลานอนอันมีค่า ก่อนที่เขาจะงึมงำออกมาด้วยความไม่พอใจอย่างอัดอั้น “อืมม์...” เป็นการตอบโต้ที่ไม่รู้ตัว แต่บ่งบอกว่าเขากำลังถูกรบกวนอย่างจริงจัง ฟ่อ... ฟ่อ… งูยักษ์ไม่ได้ถอยหนีจากการถูกปัดป่าย มันจ้องมองคนที่กำลังนอนอย่างเงียบงันด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาสีบุษราคัมวาววับราวกับประกาศความเป็นเจ้าของ จากนั้น ลำตัวสีดำมะเมื่อมก็ค่อย ๆ เลื้อยเข้าไปด้านในผ้าห่มอย่างช้า ๆ และอ่อนโยน มันสอดตัวนอนอยู่เคียงข้างกับร่างเล็กนั้น ราวกับเป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันมานานแสนนาน เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันที่น่าสะพรึงกลัว มะยมหลับสนิทอยู่ท่ามกลางไออุ่นของผ้าห่ม โดยมีอสรพิษยักษ์ร่วมเตียงอยู่เคียงข้าง ร่างเล็กไม่ได้รับรู้เลยถึงการมีอยู่ของ 'เพื่อนร่วมเตียง' ที่อันตรายนี้ เขาเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสมบูรณ์ ในความฝัน... การรับรู้ทั้งหมดถูกระงับไว้ ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวจึงถูกแทนที่ด้วยโลกที่จิตใต้สำนึกสร้างขึ้นมา มะยมรู้สึกราวกับตัวเองกำลังเดินอยู่บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล พื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวขจีราวกับพรมที่ถักทอจากธรรมชาติ มวลดอกไม้นานาพรรณชูช่อรับลมอย่างอ่อนโยน ลมที่พัดมาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบนั้นช่างเย็นสบายและบริสุทธิ์ แต่แล้ว... ความรู้สึกสงบของเขาถูกหยุดไว้เมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนมองเขาอยู่ไม่ไกล ชายคนนั้นมีรูปร่างสูงสง่า ผมสีบรอนซ์เทาที่ปลิวพริ้วไหวไปกับสายลม ดูโดดเด่นตัดกับฉากหลังสีเขียวราวกับเทพบุตรที่ปรากฏกาย “แม่ทับทิมจ๋า...” เสียงทุ้มนุ่มนวลนั้นดังแว่วมาตามสายลมอย่างชัดเจน มันเป็นเสียงที่แสนคุ้นเคยอย่างประหลาด น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักและความอาลัยอาวรณ์นั้น คำเรียกหาชื่อที่มะยมไม่เคยรู้จัก แต่กลับทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัวอย่างรุนแรง คิ้วขมวดกันจนเป็นปมเล็กๆ บนใบหน้า เขาหันมองไปรอบทุ่งหญ้าอย่างระแวง ดวงตาคู่ใสพยายามค้นหาแหล่งที่มาของเสียงที่เรียกหา แต่ก็ไม่พบใครเลย นอกเหนือจากเขาและร่างสูงสง่าที่ยืนอยู่ตรงหน้า ความฉงนนี้ทำให้มะยมรู้ว่าผู้ชายคนนี้กำลังเรียกชื่อที่เขาไม่รู้จัก “คุณเรียกใครครับ?” มะยมตัดสินใจถามออกไปอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยนั้นต้องการคำตอบเพื่อคลายความสับสน เขามองร่างสูงสง่านั้นอย่างตั้งใจ เพื่อยืนยันว่าการเรียกชื่อที่ไม่คุ้นเคยนั้นมีความหมายอะไรกันแน่ “แม่ทับทิมจ๋า...” ชายคนนั้นยังคงเรียกซ้ำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและความอาลัยอาวรณ์อย่างท่วมท้น เขาเมินเฉยต่อคำถามของมะยมอย่างสิ้นเชิง สายตาที่เหม่อลอยของเขามองทะลุผ่านร่างของมะยมไป ราวกับกำลังมองหาใครบางคนในอดีตที่ไกลโพ้น ความรู้สึกของชายผู้นั้นรุนแรงจนมะยมสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดในน้ำเสียง “คุยกับใครกันแน่?” มะยมถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีโทนสูงขึ้น เขาเริ่มรู้สึกแปลกใจและไม่เข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ชายผู้นั้นกำลังปฏิเสธที่จะมองเขาและเรียกชื่ออื่นซ้ำ ๆ ความแปลกประหลาดนี้ทำให้มะยมต้องตั้งคำถามถึงความหมายของการมาเยือนในความฝันครั้งนี้ “แม่ทับทิมจ๋า...” “โอ๊ย! จะบ้าหรือเปล่า ถามว่าคุณเรียกใคร!?” มะยมตวาดออกมาด้วยความหงุดหงิดที่ถึงขีดสุด ความไม่พอใจพุ่งสูงเมื่อคนที่เขาเห็นใบหน้าไม่ชัดกลับเรียกหาแต่คนชื่อ 'แม่ทับทิม' ใครกัน? ความอัดอั้นที่ถามอะไรก็ไม่ตอบทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกล้อเลียน เขากำลังจะอ้าปากถามอีกครั้ง ด้วยอารมณ์ที่เริ่มปะทุและพร้อมจะระเบิดออกมา เฮือก!!! เสียงหายใจดังเฮือกเป็นการประกาศถึงการ กลับสู่โลกแห่งความจริง ร่างของมะยมกระตุกและดีดตัวขึ้นนั่งบนเตียง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เหงื่อเริ่มซึมที่ไรผม ความรู้สึกสับสนจากความฝันยังคงเกาะกุมจิตใจ ทำให้เขาต้องพยายามปรับตัวกับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน “ฝันเหรอเนี่ย... เหมือนจริงจัง” ฝ่ามือของเขาถูกกดลงบนใบหน้าขณะที่สมองพยายามจัดเรียงเรื่องราวในความฝัน แม้ความทรงจำจะเลือนรางแต่ความรู้สึกก็ชัดเจน แรงกดดันจากแม่และความหงุดหงิดที่ยังไม่จางหาย ผนวกเข้ากับเรื่องราวในความฝันที่เขาถูกเรียกชื่อ 'แม่ทับทิม' ความรู้สึกที่ไม่ปกตินี้ทำให้มะยมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า การเดินทางกลับอุดรธานีครั้งนี้... มันอาจไม่ใช่เรื่องงมงายอย่างที่เคยปฏิเสธ *คนนึงร่ำไห้ อีกคนกลับจำอะไรไม่ได้บทที่ 10 เจ้าสาวของข้า 18+มะยมที่นอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจนมืดค่ำ หลังจากที่ได้ยินเสียงชาวบ้านเก็บของกันออกไปจนเงียบสงบ เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งใหญ่โตและเย็นเยือกกำลังโอบกอดเขาไว้ เขาจึงขยับตัวเข้าหาความอบอุ่นที่ดูจะมาจากสิ่งนั้นอย่างไม่รู้ตัวแต่เมื่อมือของเขาลูบไปสัมผัส... ทำไมมันถึงเป็นเกล็ด ๆ มัน ๆ เลื่อม ๆ! มะยมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมอง ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายแข็งตัว ดวงตาสีบุษราคัม คู่คมกำลังจับจ้องเขาอยู่ตรงหน้า ปลายลิ้นสีแดงที่แยกออกจากกันเป็นสองแฉกกำลังแลบออกมาอย่างเชื่องช้า ลำตัวใหญ่ยาวมหึมาของงูจงอางสีดำมะเมื่อมขดตัวอยู่ข้าง ๆ เขา!เขาที่เริ่มรู้สึกตัวอย่างเต็มที่ ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้ากรี๊ดดดดด!!!!ฟ่อ... ฟ่อ...เสียงกรีดร้องที่ดังลั่นอย่างไม่คิดชีวิตถูกปลดปล่อยออกมาจากลำคอ เขารีบร้อนถอยร่นร่างกายที่บอบช้ำไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับหัวเตียงอย่างรุนแรง ในขณะที่งูจงอางขนาดมหึมาตรงหน้าได้ถอยร่นไปอยู่ที่ปลายเตียงอย่างรวดเร็ว ความหวาดกลัวพุ่งสูงจนถึงขีดสุด เขารีบยกสองมือขึ้นไหว้งูยักษ์ตรงหน้าอย่างอัตโนมัติ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาแสดงออกถึงการวิงวอนขอชีวิตและเมตตาอย่างสิ้นหวั
บทที่ 9 พิธีไหว้พ่อปู่เอ้ก.. อี... เอ้ก... เอ้ก! เสียงไก่ร้องขันตั้งแต่เช้าตรู่ เป็นสัญญาณว่าวันนี้คือวันที่ชาวบ้านเวรุฬวันเฝ้ารอคอยบรรดาชาวบ้านต่างพากันไปจัดเตรียมสถานที่บริเวณ หน้าปากถ้ำเวรุฬวัน อย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมทำนายว่าผู้ใดกันที่เป็นเจ้าสาว... ที่จะเป็นเครื่องเซ่นให้แก่ องค์พ่อปู่นาคาพ่อหมอบุญถิ่น ร่างทรงคนเดิมของหมู่บ้าน กำลังจัดเตรียม โต๊ะหมู่บูชา ที่ประดับประดาด้วยเครื่องเซ่นไหว้สีดำและทองอย่างเคร่งครัด กลิ่นธูปเทียนและควันกำยานหอมหมอกระจายไปทั่วบริเวณปากถ้ำ สร้างบรรยากาศที่ศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามที่บ้านของมะยมถูกผู้เป็นแม่กับยายปลุกให้อาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้ามืด เพื่อที่จะได้เข้าร่วมพิธีสำคัญของชาวบ้าน เขาที่นอนสบายอยู่ ต้องตื่นมาด้วยความงัวเงียและไม่เต็มใจอย่างที่สุด“แม่จะรีบไปไหนครับเนี่ย” มะยมบ่นอุบ“เร็วเข้า! แม่บอกให้เร็วเข้า บักหล่า” คุณนายทองดีเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน“วุ้ย! อะไรกันก็ไม่รู้”มะยมรีบไปอาบน้ำตามคำสั่งแม่ และแม้จะยังคงหงุดหงิดกับชุดผ้าถุงที่ถูกเปลี่ยนเมื่อวาน แต่เขาก็ยอมสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่แม่เตรียมให้ไม่นาน ทั้งสามคนก็พากันเ
บทที่ 8 น้ำตก มะยมตัดสินใจละทิ้งความกังวลและความหงุดหงิดไว้ชั่วขณะ เขาต้องการให้สายน้ำชำระล้างความรู้สึกที่วุ่นวายออกไป เขาค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นอย่างไม่รีบร้อน กองเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นถูกทิ้งไว้บนโคนหิน เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดเหมือนหยวกกล้วยที่ดูผุดผ่องตัดกับบรรยากาศของชนบท จนเหลือเพียงบล็อกเซอร์ตัวเดียวที่สวมใส่อยู่ เขาค่อย ๆ เดินลงน้ำไปและให้ร่างกายได้สัมผัสกับความเย็นสบายของลำธาร เป็นการปลดปล่อยร่างกายและจิตใจสู่ธรรมชาติเขาเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำที่ใสสะอาด สาดน้ำใส่ตัวเองอย่างสนุกสนาน จนไม่ได้สังเกตเลยว่า กำลังมีสัตว์เลื้อยคลานลำตัวสีดำทมึน เกล็ดสีดำมะเมื่อม กำลังเลื้อยลงน้ำตามเขาไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผิวน้ำเขาที่กำลังสนุกสนานกับการเล่นน้ำก็ต้องหยุดชะงัก เพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาโดนขา มันลื่น ๆ และเย็นเยือก เขาจึงยืนอยู่เฉย ๆ เพื่อรอดูว่ามีอะไรอยู่ใต้น้ำ หรือคิดไปเองไม่ทันจะได้ก้าวขาออกไปขาของเขาก็เริ่มก้าวไม่ออก เพราะรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งค่อย ๆ พันรัดขาไว้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ เขากำลังจะว่ายหนีขึ้นฝั่ง แต่กลับขยับตัวไม่ได้ จนกระทั่งสิ่งที
บทที่ 7 คำทำนายรถกระบะแล่นกลับจากวัดมาเลี้ยวเข้าสู่บริเวณบ้านไม้สองชั้นของยายบุญมา หลังจากทุกคนลงจากรถกันเสร็จเรียบร้อย ลุงพลก็ขับรถกลับไปจอดที่บ้านตัวเองโดยไม่รอช้า ทั้งสามคนจึงแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวเพื่อผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า ก่อนจะกลับมารวมตัวกันนั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน แสงแดดยามสายลอดผ่านร่มเงาไม้ให้บรรยากาศที่อบอุ่นและสงบ เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะพูดคุยถึงเรื่องราวที่ค้างคาใจตั้งแต่เมื่อคืน“แม่มีเรื่องอะไรจะเล่าจ้ะ” เธอถามผู้เป็นแม่ทันทีด้วยความเป็นห่วงและกระตือรือร้นที่จะรู้ความจริง“เอ่อ... ก่อนที่พวกเอ็งจะมา” ยายบุญมาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ“พ่อหมอบุญถิ่น เขาได้รับคำทำนายเกี่ยวกับ ‘เจ้าสาว’ ที่จะต้องถวายองค์พ่อปู่นาคา” คำพูดที่เต็มไปด้วยความเชื่อท้องถิ่นนี้สร้างความตึงเครียดขึ้นบนแคร่ไม้ทันที ยายบุญมาตระหนักดีว่าการมาถึงของมะยมมีความเกี่ยวพันกับคำทำนายนี้ ความกังวลในน้ำเสียงของเธอเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องงมงายทั่วไป“เขาว่ายังไงบ้างจ้ะ” แม่ถามย้ำมะยมเลือกที่จะนั่งฟังแม่กับยายเล่าเกี่ยวกับตำนานเจ้าสาวของพ่อปู
บทที่ 6 การทำบุญและการพบพานณ วัดเวฬุวันในยามเช้าวันนี้วัดกลับคึกคักไปด้วยผู้คนหลั่งไหลมาทำบุญกันอย่างเนืองแน่น ความมีชีวิตชีวาของผู้คน หนึ่งในนั้นคือมะยม แม่ และยายที่มาถึงด้วยรถกระบะของลุงพลทันทีที่ลงจากรถ ยายกับแม่ก็รีบพากันเดินขึ้นสู่ศาลาวัดทันทีเพื่อจับจองพื้นที่สำหรับพิธีสงฆ์ ความกระตือรือร้นของพวกท่านนั้นชัดเจน ส่วนมะยมทำได้เพียงเดินตามหลังไปอย่างจำใจด้วยความไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมพิธี เขาจึงได้แต่สอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ วัดแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยความร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาและบรรยากาศที่น่าพักผ่อน เสียงชาวบ้านคุยกันจอแจอย่างสนิทสนมดังสะท้อนไปทั่วศาลา เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาตามประสาคนเฒ่าคนแก่ที่ยึดมั่นในการเข้าวัดเข้าวา มะยมใช้การสังเกตสิ่งรอบตัวเพื่อหลีกหนีความรู้สึกแปลกแยกที่เข้ามาแทนที่“ไผละยายบุญมา” (ใครละยายบุญมา)เพื่อนบ้านที่เป็นคอเดียวกันกับยายเอ่ยถามขึ้นอย่างสนใจ ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่มะยมอย่างพิจารณา คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาถิ่นนี้แสดงถึงความกระหายที่จะรับรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ของคนในหมู่บ้าน การมาถึงของมะยมจึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มผู้สู
บทที่ 5 หมู่บ้านเวรุฬวันหลังจากทรมานร่างกายบนรถทัวร์เกือบสิบชั่วโมง การเดินทางอันยาวนานก็สิ้นสุดลง ในที่สุดมะยมกับแม่ก็ก้าวลงจากรถเอาเสียจนมืดค่ำ ท่ารถโดยสารประจำทางจังหวัดอุดรธานีมีเพียงแสงไฟสลัว ๆ ที่ดูเงียบเหงาและไม่ได้คึกคักอย่างที่คิดโชคยังเข้าข้างเมื่อญาติพี่น้องของผู้เป็นแม่ได้มาคอยรับอยู่ที่จุดนัดหมายก่อนแล้ว คุณนายทองดีรีบเดินนำหน้าไปยังบริเวณที่นัดไว้กับลูกพี่ลูกน้องทันที ทิ้งให้มะยมเดินตามด้วยความเหนื่อยล้าที่ต้องแบกรับทั้งอาการปวดเมื่อยและความตื่นตระหนกจากความฝัน“สวัสดีจ้า อ้ายพล”(สวัสดีจ้า พี่พล)คุณนายทองดีเอ่ยทักทายอย่างคุ้นเคยทันทีที่เห็นญาติผู้พี่ ภาษาอีสานที่ใช้นั้นแสดงถึงรากเหง้าและความผูกพันที่แนบแน่น น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนไปจากตอนอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง “เออ เมื่อยบ่ละ”(เออ เหนื่อยไหมละ) พลทักตอบด้วยรอยยิ้มอย่างอบอุ่นและจริงใจ คำถามสั้น ๆ ด้วยภาษาอีสานที่เรียบง่ายนี้แสดงออกถึงความเข้าใจในความเหนื่อยล้าของการเดินทางที่ยาวนาน รอยยิ้มนั้นช่วยคลายความตึงเครียดของบรรยากาศยามค่ำคืนที่ท่ารถได้เป็นอย่างดี เป็นการต้อนรับที่แสดงถึงน้







