เข้าสู่ระบบเช้าวันต่อมา กันต์ได้รับการติดต่อจากเลขานุการของคุณเปรม ขอนัดเจอกันเป็นทางการที่ภัตตาคารอาหารจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย
หลังจากอาจารย์แพทย์หนุ่มเสร็จสิ้นการสอนในช่วงเย็น ก็รีบออกเดินทางไปยังจุดนัดหมายโดยรถซีดานสีดำสัญชาติยุโรปที่ยืมคุณกรุณามาใช้ชั่วคราว
เมื่อกันต์เดินทางมาถึงภัตตาคารอาหารจีน ชายหนุ่มก็ตรงไปยังพนักงานต้อนรับเพื่อแจ้งถึงจุดประสงค์การมาเยือน
ทันทีที่พนักงานสาวทราบว่าชายหนุ่มนัดหมายกับแขกวีไอพี หล่อนก็รีบผายมือเชื้อเชิญก่อนเดินนำเข้าไปยังห้องวีไอพีด้านใน
พนักงานสาวเปิดประตูบานเลื่อนสองด้านแยกออกจากกัน ก่อนก้าวหลีกทางให้กับแขกผู้มาใหม่ ดวงตาคู่คมมองเข้าไปก็เห็นชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานกำลังนั่งอยู่เพียงลำพังที่โต๊ะอาหารทรงกลมขนาดแปดที่นั่ง
ทันทีที่ชายหนุ่มสาวเท้าก้าวเข้าไปด้านใน ก็ได้ยินเสียงปิดประตูไล่หลังตามมา
เมื่อผู้อายุมากกว่าหันมาสบตา กันต์จึงรีบยกสองมือขึ้นประนมไหว้แสดงความเคารพ
“สวัสดีครับท่าน”
“สวัสดีหมอกันต์ เชิญ ๆ เชิญนั่งก่อนเร็ว ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมากหรอก” คุณเปรมว่าพลางผายมือเชื้อเชิญด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
กันต์เห็นท่าทางอันมีไมตรี อีกทั้งยังพูดจาเป็นกันเองของท่านก็เริ่มทำหน้าไม่ถูก ชายหนุ่ม
พยักหน้ารับพร้อมฉีกยิ้มมุมปากอย่างเกร็ง ๆ ก่อนค่อย ๆ ก้าวเดินไปหย่อนสะโพกนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับคุณเปรมยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้สนทนาอะไรกัน ประตูห้องก็ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง บริกรชายหญิงเดินเรียงแถวกันนำอาหารจีนรสเลิศมาเสิร์ฟบนโต๊ะทรงกลมตรงหน้าของชายหนุ่มต่างวัยทั้งสอง
กันต์จ้องมองอาหารจีนราคาแพงมากมาย ตั้งแต่เป็ดปักกิ่งหนังกรอบ หูฉลามน้ำแดง
ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว ผัดหมี่ฮ่องกง อีกทั้งยังมีติ่มซำหลากหลายแบบวางเรียงรายละลานตาไปหมด“หมอกันต์ ลงมือเลยไม่ต้องเกรงใจ อยากสั่งอะไรเพิ่มเติมก็สั่งได้เลยนะ” กล่าวจบคุณเปรมก็คว้าตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อปลากะพงใส่จาน
“ขอบคุณครับท่าน แค่นี้ก็ไม่น่าจะทานหมดแล้วครับ”
กันต์ยังคงนั่งนิ่ง จ้องมองชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างชั่งใจ ก่อนตัดสินใจเอ่ยปากถาม
“คือ ท่านนัดผมมาในวันนี้คงไม่ได้จะอยากทานข้าวกับผมเท่านั้นใช่ไหมครับ” คำถามของ
ชายหนุ่มทำคุณเปรมชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นท่านก็ลงมือรับประทานอาหารต่อ และเริ่มต่อบทสนทนาไปพร้อมกัน“ผมได้ข่าวจากลูกชายว่าคุณย้ายกลับมาทำงานที่นี่”
“ครับ” กันต์ตอบรับพร้อมรอฟังในสิ่งที่
คุณเปรมจะกล่าวต่อ“ก็เลยอยากชวนคุณมาร่วมงานกับเรา” เมื่อคุณเปรมเข้าประเด็น กันต์ก็พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะกล่าวตอบออกมา
“แต่ตอนนี้ผมเป็นอาจารย์แพทย์...”
“ผมทราบดี เรื่องนี้เจ้าโปรดก็บอกผมแล้ว ผมก็เลยจะยื่นข้อเสนอให้คุณกำหนดตารางเข้าทำงานได้เลย จะเป็นช่วงเย็นวันธรรมดา หรือเสาร์อาทิตย์ก็ได้ ส่วนเรื่องค่าตอบแทนคุณเรียกมาได้เลย”
“...” ได้ยินแบบนั้น หัวคิ้วของชายหนุ่มก็กระตุกเข้าหากันเล็กน้อย พลางมองเจ้าของโรงพยาบาลชื่อดังด้วยความเคลือบแคลง
“มันเป็นมติของคณะกรรมการ ตอนนี้ใคร ๆ ก็อยากดึงตัวคุณไปร่วมงานทั้งนั้น อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธเลย ลองเก็บไปพิจารณาดูก่อนก็ได้”
ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววครุ่นคิด อันที่จริงหลังจากที่ได้คุยกับปฐวีเมื่อวาน กันต์ก็นั่งคิดนอนคิดอยู่นาน จิตใจของเขาเอนเอียงไปทางตอบรับเสียมากกว่า หากตัดเรื่องส่วนตัวออกไป ข้อเสนอของคุณเปรมนั้นน่าสนใจกว่าที่อื่น ๆ ด้วยประการทั้งปวง
“ได้ครับ ผมตกลง ผมจะลองร่วมงานกับท่านหกเดือน แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้ง เพราะอย่างที่ท่านทราบว่าผมมีงานประจำอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้กระทบกับงาน และผมก็อยากทำงานให้ท่านได้เต็มที่เหมือนกัน”
“ได้สิ เดี๋ยวผมจะให้เลขาฯเตรียมสัญญาระยะสั้นไว้ให้”
“ครับ”
“มา ๆ ลงมือทานกันดีกว่า เอ...แบบนี้น่าจะต้องฉลอง หมอกันต์ชอบดื่มอะไร” คุณเปรมเอ่ยถามด้วยสีหน้าเบิกบาน ทว่ากันต์ส่ายศีรษะปฏิเสธ
“ไม่ดีกว่าครับ วันนี้ผมขับรถมา”
“อ้าว” ชายวัยกลางคนออกอาการผิดหวังเล็กน้อย
“เอาไว้โอกาสหน้าละกันครับท่าน”
“อืม เอางั้นก็ได้ เอาไว้เราต้องมาดื่มด้วยกันให้ได้เลยนะ”
“ครับท่าน”
หลังจากตกลงเจรจากันเสร็จสิ้น ชายหนุ่มต่างวัยทั้งสองก็เริ่มลงมือรับประทานอาหาร พลางพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาของศัลยแพทย์หนุ่มคนเก่ง ซึ่งนั่นก็เป็นที่พึงพอใจ อีกทั้งยังสร้างความประทับใจให้กับคุณเปรมเป็นอย่างมาก
เมื่อรับประทานอาหารเย็นกันจนอิ่มหนำสำราญแล้ว กันต์ก็จำต้องบอกลาคุณเปรมอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ เนื่องจากต้องรีบกลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยต่อ
หลังจากจุมพิตร้อนแรงกลางแจ้งอย่างไม่อายฟ้าดินได้ผ่านพ้นไป ปรียาดาก็ลุกขึ้นมาจัดเสื้อผ้าเผ้าผมและนั่งนิ่งอยู่เนิ่นนาน ทำเอาคนตัวโตเกิดอดรนทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “จูบพี่ก็ออกจะฟิน ทำไมนั่งเงียบแบบนั้นล่ะ หรือว่าเสียดายไม่อยากหยุด” ปรียาดาได้ยินคำพูดยียวนกวนโมโหแบบนั้นแทนที่จะโวยวายเช่นทุกครั้ง ทว่าเธอกลับหันมามองคนข้างกายด้วยแววตาจริงจัง “พี่กันต์ทำแบบนี้ทำไม” “พี่จูบเมียพี่ผิดตรงไหน” ถ้อยคำทีเล่นทีจริงทำเอาหญิงสาวถอนหายใจยาวออกมา ก่อนตัดสินใจหันไปกล่าวกับเขาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พี่กันต์ฟังปลื้มนะ เรื่องคืนนั้นถ้ามันเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ...” พูดไปก็สะอื้นในอก จนเธอต้องหยุดพูดไปชั่วขณะก่อนสูดลมหายใจเข้าสะกดก้อนสะอื้นนั้นไว้จึงค่อยกล่าวต่อ “ปลื้มจะบอกว่าปลื้มไม่ได้โกรธหรือไม่ได้เกลียดอะไรเลย พี่กันต์ไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบอะไรทั้งนั้น” “เพราะแบบนี้ปลื้มก็เลยหลบหน้าพี่ใช่ไหม” “อืม” “คิดว่าพี่รู้สึกผิด อยากจะรับผิดชอบ” “อืม” เธอพยักหน้ารับพลางมองใบหน้าหล่อเหลาด้วยแววตาเศร้า
คณะทีมงานของมูลนิธิเดินทางด้วยรถตู้ออกมานอกเมือง โดยมีจุดหมายปลายทางคือหมู่บ้านบนดอย ซึ่งอยู่ห่างไกลความเจริญ อีกทั้งถนนหนทางนั้นค่อนข้างลำบาก รถตู้ขับออกจากท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็นระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตร จากนั้นทุกคนต้องเปลี่ยนมาขึ้นรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อเพื่อขึ้นไปหมู่บ้านบนดอย ซึ่งกว่าคณะทีมงานจะเดินทางไปถึงก็เป็นเวลาบ่ายแก่ ทีมงานชายหญิงช่วยกันคนข้าวของสัมภาระลงจากรถ นำมากองรวมกันด้านหน้าโรงเรือนขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ โดยใช้ไม้และหลังคาสังกะสี ส่วนช่องหน้าต่างประตู ก็เป็นเพียงช่องสี่เหลี่ยมที่ไร้บานเปิดปิดด้านหน้ามีแผ่นป้ายทำจากไม้ เขียนกำกับไว้ว่าที่แห่งนี้คือห้องเรียนเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นสาขาของโรงเรียนหลัก ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเด็กที่อยู่ห่างไกลได้มีโอกาสร่ำเรียนโดยไม่ต้องเดินทางขึ้นเขาลงห้วยไปไกลหลายกิโลปรียาดาในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าไปทักทายผู้ใหญ่บ้านที่ออกมาต้อนรับ และพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ผู้นำชุมชนจะเชิญชวนให้ทุกคนเข้าไปพักผ่อนภายในอาคารเรียน และนั่นก็ทำให้เธอได้รู้ว่าเธอจะต้องพักแรมในอาคารกึ่งเปิดโล่งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ ห
“น้องปลื้มลูก เตรียมของที่จำเป็นเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ”คุณศิริกัญญาเปิดประตูห้องนอนของลูกสาวเข้ามาได้ก็รีบเอ่ยถามด้วยความห่วงใย และเป็นคำถามเดิม ๆ ที่ท่านถามปรียาดาซ้ำ ๆ มาตลอดทั้งสัปดาห์ “เรียบร้อยแล้วค่ะแม่ แม่ถามปลื้มเป็นร้อยรอบได้แล้วมั้งคะ” ปรียาดาที่กำลังนั่งขัดสมาธิจัดกระเป๋าเดินทางอยู่บนเตียงนอน เงยหน้าขึ้นมาพร้อมส่งยิ้มสดใส “โธ่ลูก ก็แม่เป็นห่วงนี่คะ ว่าแต่...ไม่ไปไม่ได้เหรอ ให้คนอื่นไปแทนดีไหม”คนเป็นแม่ที่รักลูกสาวดั่งแก้วตาดวงใจ หนำซ้ำในอดีตลูกคนนี้เคยประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส นั่นยิ่งทำให้ท่านเป็นกังวลตั้งแต่ได้รับรู้ว่าปรียาดาจะต้องออกเดินทางไปกับทีมงานของมูลนิธิเพื่อสำรวจพื้นที่ทุรกันดารที่มีการร้องขอความช่วยเหลือมา“โธ่...แม่ขา...” หญิงสาวเรียกมารดาเสียงอ่อนเสียงหวาน พร้อมวางมือจากการเก็บกระเป๋าคลานเข่าเข้ามาสวมกอดมารดาที่นั่งอยู่ปลายเตียง ก่อนเอนกายลงนอนวางศีรษะลงบนตักคุณศิริกัญญา “ไม่ต้องห่วงนะคะ ปลื้มจะโทรหาแม่ทุกวันเลยค่ะ ปลื้มสัญญาว่าจะดูแลตัวเองอย่างดี อีกอย่างหนึ่งปลื้มเตรียมตัวพร้อมมาก แต่ถ้ามีอะไรฉุกเฉินปลื้มจะรีบโทรหาคุณพ่อเลยค
นับตั้งแต่วันนั้น ปรียาดาก็หลบหน้ากันต์มาโดยตลอด หญิงสาวตัดสินใจไม่เข้าไปที่โรงพยาบาลสักระยะ อีกทั้งยังหอบงานของมูลนิธิเข้ามาทำที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วยของคุณศิริกัญญาผู้เป็นมารดา นอกจากนี้เธอยังกำชับเลขานุการของเธอให้ปิดปากให้สนิท ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะกับนายแพทย์กันต์ หญิงสาวปักหลักทำงานภายในห้องทำงานของวทานิกา ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ดูแลผู้ป่วยพ่วงด้วยตำแหน่งพี่สะใภ้ของปรียาดา วทานิกาจ้องมองอาการของปรียาดาที่นั่งถ่มลมหายใจออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไร้ซึ่งสมาธิที่จะ จดจ่อกับงานตรงหน้า และหล่อนก็สังเกตเห็นความผิดปกติของน้องสาวสามีมาได้หลายวันแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “พี่ปลื้มคะ” น้องสะใภ้ที่อ่อนวัยกว่าเอ่ยเรียก ทว่าปรียาดากลับนั่งเหม่อ ดวงตาเลื่อนลอยไม่ยอมขานรับ วทานิกาจึงตัดสินใจเรียกอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้น “พี่ปลื้มคะ!” เสียงนั้นทำปรียาดาที่นั่งเอนหลังพิงโซฟาหนังถึงกับสะดุ้งโหยง ก่อนหันมามองวทานิกาหน้าตาตื่น “มีอะไรหรือเปล่าหวาน เรียกซะเสียงดัง พี่ตกใจหมด” “ก็หวานเรียกเส
“ไอ้กันต์” เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก แล้วก็เจอเข้ากับปฐวีที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อในมือข้างหนึ่งถือจุกนมปลอมของทารก ส่วนมืออีกข้างกำผ้าอ้อมไว้แน่นกันต์แสร้งทำสีหน้าให้เป็นปกติ ด้วยไม่รู้ว่าเพื่อนรักเห็นเหตุการณ์มากน้อยเพียงใด และอีกใจหนึ่งก็อยากรีบตามปรียาดาออกไป“อ้าว ไอ้โปรด แล้วลูกมึงล่ะ กูเพิ่งล้างมือเสร็จว่าจะมาเล่นด้วย”“…” ปฐวีไม่ตอบ หนำซ้ำยังหรี่ตามอง เพื่อนรักอย่างจับผิด“มึงเป็นเชี่ยไรเนี่ย มองกูอย่างกับเป็นผู้ต้องสงสัย”“ก็มึงมันน่าสงสัย”“สงสัยอะไรของมึง” กันต์ว่าพลางทำท่าฮึดฮัดกลบเกลื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่อง กูเห็นนะ” ปฐวีว่าพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อพยายามจับผิดเพื่อนรัก ทำเอากันต์เริ่มร้อนตัวขึ้นมา“เห็นอะไรของมึง เลี้ยงลูกไม่ได้หลับได้นอนจนเพี้ยนไปแล้วหรือไง หรือมึงว่างมากจนต้องมาจ้องจับผิดกูเนี่ย”“จับผิดห่าอะไรกูเดินกลับมาเอาจุกนมกับผ้าอ้อมให้ลูกแล้วก็ได้ยินเสียงกุกกักในห้องน้ำ แล้วก็เห็นมึงกับปลื้มออกมาจากห้องน้ำพร้อมกันนี่แหละ” สิ้นเสียงของปฐวีกันต์ก็ทำหน้าเหวอ ทว่าชายหนุ่มก็ยังพยายามหาทางดิ้นให้หลุดจากสถานการณ์นี้ เนื่องจากเขาอยากเคลียร์กับปรียาดาให้เข
ตลอดทั้งสัปดาห์ กันต์พยายามหาทางติดต่อปรียาดา ทว่าเขาก็ไม่สามารถติดต่อเธอผ่านหมายเลขส่วนตัวได้ ราวกับหญิงสาวได้บล็อกเบอร์เขาเอาไว้ชายหนุ่มจึงโทรเข้าไปที่โรงพยาบาล เอ.พี.อินเตอร์เนชั่นแนลทุกวัน เพื่อหวังจะได้คุยกับเธอแต่ก็เจอแค่เพียงเลขาฯหน้าห้อง ซึ่งให้คำตอบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกวันว่าปรียาดาไม่มาทำงาน ครั้นพอถามว่าปรียาดาอยู่ที่ไหน ทางนั้นก็ยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เขาจึงเหลือเพียงที่พึ่งสุดท้าย นั่นก็คือปฐวีเพื่อนรัก ผู้เป็นพี่ชายเพียงคนเดียวของปรียาดา ทว่าโทรไปกี่ครั้ง ปฐวีก็ไม่ยอมรับสาย ถ้าจะให้เดาเพื่อนรักก็คงกำลังวุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงลูกน้อยนั่นเองเมื่อเป็นแบบนั้น กันต์จึงจำต้องถอดใจชั่วคราว เนื่องจากภาระหน้าที่ตำแหน่งอาจารย์แพทย์นั้นรัดตัวจนไม่สามารถเจียดเวลาไปทำอย่างอื่นได้เลย และก็เหมือนสวรรค์เป็นใจ ในวันที่ชายหนุ่มเข้ามาทำงานที่โรงพยาบาล เขาก็ได้รับคำเชิญจากท่านผู้อำนวยการให้ไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกันที่บ้าน หากเป็นเมื่อก่อนกันต์คงรีบปฏิเสธออกไป เพราะไม่อยากมีความสัมพันธ์ในแบบส่วนตัวกับผู้บังคับบัญชา ทว่าในตอนนี้ชายหนุ่มหมายมั่นปั







