تسجيل الدخول"บอสครับ นี่เอาจริงเหรอครับที่คืนนี้จะพักอยู่ที่นี่น่ะ"
"ก็แน่ใจน่ะสิ ถ้าไม่แน่ใจ แล้วจะมาอยู่ที่นี่ตรงนี้รึไงกันล่ะ แถมเจ้าของห้องก็อนุญาตแล้วด้วย"
"ก็บอสเล่นให้เงินไปตั้งสามแสนเพื่อเช่าห้องนี้ต่อ ไม่ว่าใครก็ต้องยอมอยู่แล้วล่ะครับ"
"งั้นนายก็รีบให้บริษัททำความสะอาดมาจัดการห้องนี้ให้เรียบร้อยด้วย ของเก่า ๆ ก็ทิ้งไปให้หมดเลยนะ พอเสร็จแล้วนายก็กลับไปได้เลย เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อเอง"
"จะดีเหรอครับบอส นี่มันไม่เสี่ยงเกินไปเหรอครับ บอสไม่เห็นจำเป็นต้องลงมาจัดการทุกอย่างเองเลยนี่ครับ"
"เสี่ยงอะไร? ฉันแค่อยากรู้ความเป็นอยู่ของเด็กที่ฉันเคยอุปการะ แล้วมันเสี่ยงอะไรตรงไหน"
"ผมรู้ครับว่าบอสเป็นห่วง แต่ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องลงทุนมาเช่าอยู่ที่ห้องข้าง ๆ เลยนี่ครับ"
"นายเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาออกความเห็น ฉันบอกให้จัดการก็รีบจัดการเดี๋ยวนี้! แล้วก็ทำให้เสร็จก่อนที่เด็กคนนั้นจะกลับจากที่ทำงานด้วย"
"ดะ...ได้ครับบอส แล้วบอสจะอยู่ที่นี่กี่วันครับ"
"ก็จนกว่าจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อยนั่นแหละ ส่วนเจ้าของห้องนี้ก็จัดการโอนเป็นชื่อนายแล้วนี่ ฉันใช้ชื่อนายในการเช่าห้องนี้ แล้วฉันก็จะรอดูสถานการณ์อยู่ที่นี่ จนกว่าจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อยนั่นแหละ ว่าแต่นายสงสัยอะไรอีก ฉันจะได้ตอบทีเดียว"
"แล้วเรื่องงานล่ะครับ"
"นายคิดว่าฉันจะทิ้งงานงั้นสิ ฉันแค่จะมาที่นี่ช่วงกลางคืนแค่นั้นแหละ แล้วฉันจะมาอยู่ที่นี่ทำไมทั้งวัน ห้องแคบขนาดนี้ คิดว่าฉันจะอยู่ได้หรือยังไง แถมเด็กคนนั้นก็ต้องไปทำงานด้วย ฉันก็ต้องมากลางคืนน่ะสิ"
"ครับบอส งั้นเดี๋ยวผมจะให้พนักงานทำความสะอาดเข้ามาเลยนะครับ ระหว่างนี้เราก็ออกไปจากห้องนี้ก่อนดีกว่า แต่ว่าบอสแน่ใจนะครับว่าคืนนี้จะนอนค้างที่นี่จริง ๆ"
"แล้วที่ฉันลงทุนซื้อเตียงซื้อของใช้อะไรใหม่หมดแบบนี้ ยังจะคิดว่าฉันพูดเล่นอีกรึไง"
"เปล่าครับบอส แล้วถ้ามีคนจำหน้าบอสได้ล่ะครับ"
"จะจำได้ยังไงล่ะ ก็ใส่แมสอยู่ตลอด"
"แต่สวมสูทแบบนี้ ยังไงก็ตกเป็นเป้าสายตาอยู่ดีนะครับ เมื่อตะกี้บอสก็เห็นว่ามีคนที่เช่าอยู่ที่นี่มองเราเต็มเลย"
"ช่างเถอะน่า นายนี่ชักจะพูดมากไปละ"
"ขอโทษครับบอส"
เพล๊ง!
"นี่มึงกล้าพูดคำว่าขโมยได้ยังไงอีนังตัวดี กลับมาถึงก็ทำให้กูโมโหเลยนะ"
"ก็เงินนั้นเป็นเงินพันสุดท้ายของหนูแล้วนะคะ เงินที่หนูจะเอาไว้เรียนก็โดนคุณแม่ขโมยไป ที่คุณแม่เอาไปก็เกือบแสนเลยนะ ยังไม่ถึงอาทิตย์ คุณแม่ก็ใช้หมดแล้วเหรอคะ แต่เงินที่หนูใส่ไว้ในชุดทำงานมันคือหนึ่งพันสุดท้ายแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวหนูก็มีแค่นี้จริง ๆ คุณแม่ก็ยังเอาของหนูไปอีก พรุ่งนี้หนูก็ไม่มีเงินไปทำงานด้วย อย่างน้อยก็ขอเงินนั้นคืนให้หนูหน่อยได้ไหมคะ"
"หน็อยแน่! นี่กูเป็นแม่มึงนะ เงินแค่นี้มึงยังจะทวงกูอีกรึไง กูไล่มึงออกไปจากที่นี่ไม่รู้กี่ครั้ง มึงก็ยังไม่ไสหัวไปสักที ก็บอกแล้วว่ากูเกลียดขี้หน้ามึง รีบ ๆ ออกไปให้พ้นจากที่นี่สักทีสิวะ"
"ถ้าหนูเป็นลูกของคุณแม่ แล้วทำไมถึงไม่อยากให้หนูอยู่ด้วยล่ะคะ ที่ผ่านมาคุณแม่ไม่เคยรักหนูเลยใช่ไหม หนูไม่เคยน้อยใจอะไรเลยนะคะ ถึงคุณแม่จะไม่เคยส่งเสียหนู ถึงคุณแม่จะไม่เคยไปเยี่ยมหนู แต่หนูก็ไม่เคยเก็บมาคิดเพราะว่าหนูรักคุณแม่ หนูไม่เคยขอร้องอะไรคุณแม่เลยนะคะ แต่หนูขอร้องอย่างเดียว อย่าไล่หนูไปจากที่นี่ได้ไหม หนูอยากจะดูแลคุณแม่ หนูสัญญานะคะว่าหนูจะเป็นคนดูแลคุณแม่เอง"
"ไม่ต้องมาวุ่นวายกับชีวิตกูอีก แทนที่มึงจะมาอยู่กับกูที่นี่ต่อไป มึงควรจะไปหาที่อยู่ใหม่เองซะจะดีกว่า กูพูดมาตลอดว่ากูไม่เอามึงแล้ว ช่วยออกไปจากที่นี่ซะที ถ้ามึงยังไม่รีบออกภายในอาทิตย์นี้ กูจะเป็นฝ่ายย้ายออกไปเอง กูจะเป็นคนหายไปจากที่นี่เอง แล้วมึงก็อย่าหวังว่าจะได้เจอหน้ากูอีกต่อไป"
"แต่หนูเป็นห่วงคุณแม่จริง ๆ นะคะ ต่อจากนี้ไปให้หนูได้ดูแลคุณแม่ได้ไหม ถึงแม้ว่าคุณแม่จะไม่รักหนูก็ไม่เป็นไร แต่หนูอยากจะดูแลคุณแม่ ไม่อยากให้คุณแม่อยู่คนเดียว นะคะ"
"กูจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ามึงยังไม่ออกไปจากที่นี่ ก็อย่าหวังว่ามึงจะได้เจอหน้ากูอีกนะ"
"งะ...งั้นหนูจะไปก็ได้ค่ะ แต่คุณแม่อย่าไปจากที่นี่เลยนะคะ หนูจะไปเอง นะคะ"
"เข้าใจแล้วก็ดี แล้วก็รีบไสหัวออกไปภายในอาทิตย์นี้ด้วยล่ะ ถ้านานกว่านี้ก็อย่าหวังว่าจะได้เจอหน้ากูอีก!"
ปัง!
เสียประตูห้องเช่าก็ถูกปิดกระแทกเสียงดังไปตามแรงของคนที่กำลังหัวเสีย ส่วนมาลินก็รีบเดินออกไปเปิดประตูทั้งน้ำตา พลางมองตามหลังมารดาที่เดินหัวเสียออกไปข้างนอกด้วยความเป็นห่วง
"ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว คุณแม่จะต้องอยู่ที่นี่คนเดียวงั้นสินะ นี่เราจะต้องห่างจากคุณแม่อีกแล้วเหรอเนี่ย ทั้ง ๆ ที่คิดว่า หลังจากเรียนจบ ก็จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามประสาแม่ลูกเหมือนครอบครัวอื่นแล้วแท้ ๆ แต่นี่เราคงจะคาดหวังมากเกินไปสินะ"
มาลินนั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่ที่หน้าประตูห้องพัก เพราะห้องที่เธออาศัยอยู่เป็นห้องริมสุด จึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครเดินผ่าน ก่อนจะร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับหัวใจกำลังแตกสลาย
"ได้เรื่องยังไงบ้าง นายได้ตามไปหรือยัง ว่าแม่ของเด็กคนนั้นกำลังไปที่ไหน"
"ตอนนี้เธอกำลังเดินไปที่ร้านเหล้าครับบอส"
"งั้นนายก็ตามไปอย่างเงียบ ๆ แล้วกัน แล้วพอได้จังหวะก็หาทางหว่านล้อมให้มาที่ห้องนี้ให้ได้ ฉันจะรออยู่ที่นี่แหละ นายต้องหาวิธีพาตัวเธอมาที่นี่โดยไม่ต้องใช้กำลังนะ แต่ถ้าจะใช้เงินแล้วไม่ต้องเจ็บตัวก็ไม่น่ามีปัญหา"
"ได้ครับบอส แต่ว่า...บอสจะคุยกับแม่ของคุณหนูจริง ๆ เหรอครับ ผมว่าเธอเป็นคนค่อนข้างไร้มารยาทและบอสก็ไม่น่าจะลดตัวไปคุยกับคนแบบนี้เลย แถมยังพูดจาหยาบคายแม้แต่กับลูกของตัวเองแบบนี้จะดีเหรอครับ ให้ผมจัดการเจรจาเองดีไหม เรื่องแค่นี้คงไม่ต้องให้ถึงมือบอสหรอกครับ"
"นายคิดว่าคนแบบนั้นจะเอาอยู่หรือไง นายก็ได้ยินแล้วนี่ว่าผู้หญิงคนนั้นพูดกับลูกสาวตัวเองยังไงบ้าง ให้ตายสิ! ถ้าไม่ได้ยินกับหู ก็คงคิดว่าไม่ใช่แม่ลูกกันแท้ ๆ แน่นอน คนเป็นครอบครัวเดียวกัน จำเป็นต้องพูดจากันแรง ๆ ขนาดนั้นเลยรึไง"
"นั่นสิครับบอส เอ่อ...ตอนนี้เธอกำลังจะเข้าไปที่ร้านเหล้าแล้วล่ะครับ"
"งั้นนายก็ไปหาทางทำยังไงก็ได้ เพื่อพาผู้หญิงคนนั้นกลับมาที่นี่ อย่างที่ฉันบอกไปว่าห้ามใช้กำลังเด็ดขาด เดี๋ยวที่เหลือฉันจะขอเจรจากับเธอเอง เพราะถ้าเธอดื่มเข้าไปก็คงคุยกันไม่รู้เรื่องอีก"
"แน่ใจนะครับบอสว่าจะคุยเอง คนแบบนั้นผมว่าบอสอย่าลดตัวไปคุยด้วยเลยดีกว่า ผมทำงานกับบอสมาตลอด ยังไม่ไว้ใจให้ผมจัดการอีกเหรอครับ"
"เอาตามจริงถ้าเป็นเวลาตามปกติ ฉันก็ไม่มีทางที่จะมาเสวนากับคนแบบนี้อยู่แล้ว แต่เพราะว่าเป็นแม่ของเด็กคนนั้นไง มันถึงต้องเป็นฉันเท่านั้นที่จะคุยได้ แล้วฉันก็อยากจะคุยกับเธอด้วยตัวเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้นหลังจากที่นายพาผู้หญิงคนนั้นมาได้ นายก็กลับไปซะ แล้วค่อยเอาชุดทำงานมาให้ฉันพรุ่งนี้ ห้ามขัดคำสั่งอะไรฉันอีก รีบไปจัดการได้ละ"
"ครับบอส"
หลังจากวางสายแล้ว ราล์ฟก็แง้มประตูออกเล็กน้อย เพื่อดูว่าคนข้างห้องจะเข้าไปข้างในแล้วหรือยัง ก่อนจะเห็นภาพตรงหน้า ที่ทำให้หัวใจของเขาหล่นวูบด้วยความสะเทือนใจ จากที่คิดแค่ว่าจะมาพูดคุยกับครอบครัวของเธอ เพื่อต้องการจะส่งเสียให้เรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัย แต่เหตุการณ์ในวันนี้กลับทำให้เขาต้องคิดใหม่ เพราะเขาคงจะปล่อยให้เธอไปเผชิญกับโลกภายนอกด้วยตัวคนเดียวไม่ได้แน่ หลังจากที่ได้ยินการสนทนาของสองแม่ลูกในวันนี้่
"อะไรนะ! เธอคือคนที่อุปการะยัยมาลินจริง ๆ เหรอเนี่ย" มาลีกวาดสายตามองดูผู้ชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่เชื่อสายตา "นี่จะมาหลอกอะไรฉันรึเปล่า คนที่ส่งเสียยัยมาลินเรียนไม่ใช่คนแก่ ๆ คราวพ่อรึไง ดูจากหน้าตาก็ยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยนี่""กรุณาเรียกบอสอย่างสุภาพด้วยนะครับคุณ แล้วก็กรุณาพูดจาให้มีมารยาทด้วย...""ไม่ต้องกวิน นายปล่อยมือออกจากผู้หญิงคนนั้นซะ ถ้าเธออยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ""แต่บอสครับ...""ฉันบอกให้เงียบไง!" ราล์ฟก็หันไปดุผู้ติดตาม ก่อนจะหันไปคุยกับมารดาของมาลินต่อ "ว่าแต่ทำไมคุณถึงคิดว่าคนที่อุปการะไม่น่าจะเป็นผมล่ะครับ" กวินก็ไม่ค่อยพอใจเจ้านายของตัวเองมากนัก เพราะเขาต้องยอมให้ผู้หญิงที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาพูดจาห้วน ๆ ใส่ แถมยังแทนตัวเองว่าผมและพูดอย่างสุภาพอีกด้วย"ถ้าสิบสองปีมันก็ไม่สมเหตุสมผลน่ะสิ คนที่ส่งเสียยัยมาลินก็ส่งแต่ของดี ๆ มาให้ตลอด แถมยังส่งเสียให้เรียนโรงเรียนประจำสตรีที่มีชื่อเสียงด้วย ค่าใช้จ่ายต่อปีมันก็ไม่ใช่น้อย ๆ แถมค่าเทอมของที่นั่นก็แพงมากนี่ ถ้าเมื่อสิบสองปีก่อนเป็นเธอจริง ๆ งั้นตอนนั้นเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่ไม่ใช่หรือไง อายุไม่ถึง เขาให้อ
"บอสครับ นี่เอาจริงเหรอครับที่คืนนี้จะพักอยู่ที่นี่น่ะ""ก็แน่ใจน่ะสิ ถ้าไม่แน่ใจ แล้วจะมาอยู่ที่นี่ตรงนี้รึไงกันล่ะ แถมเจ้าของห้องก็อนุญาตแล้วด้วย""ก็บอสเล่นให้เงินไปตั้งสามแสนเพื่อเช่าห้องนี้ต่อ ไม่ว่าใครก็ต้องยอมอยู่แล้วล่ะครับ""งั้นนายก็รีบให้บริษัททำความสะอาดมาจัดการห้องนี้ให้เรียบร้อยด้วย ของเก่า ๆ ก็ทิ้งไปให้หมดเลยนะ พอเสร็จแล้วนายก็กลับไปได้เลย เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อเอง""จะดีเหรอครับบอส นี่มันไม่เสี่ยงเกินไปเหรอครับ บอสไม่เห็นจำเป็นต้องลงมาจัดการทุกอย่างเองเลยนี่ครับ""เสี่ยงอะไร? ฉันแค่อยากรู้ความเป็นอยู่ของเด็กที่ฉันเคยอุปการะ แล้วมันเสี่ยงอะไรตรงไหน""ผมรู้ครับว่าบอสเป็นห่วง แต่ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องลงทุนมาเช่าอยู่ที่ห้องข้าง ๆ เลยนี่ครับ""นายเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาออกความเห็น ฉันบอกให้จัดการก็รีบจัดการเดี๋ยวนี้! แล้วก็ทำให้เสร็จก่อนที่เด็กคนนั้นจะกลับจากที่ทำงานด้วย""ดะ...ได้ครับบอส แล้วบอสจะอยู่ที่นี่กี่วันครับ""ก็จนกว่าจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อยนั่นแหละ ส่วนเจ้าของห้องนี้ก็จัดการโอนเป็นชื่อนายแล้วนี่ ฉันใช้ชื่อนายในการเช่าห้องนี้ แล้วฉันก็จะรอดูสถานกา
"นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่หามาได้ครับบอส""แต่นายมาช้าไปสามชั่วโมงนะกวิน" ราล์ฟเปิดดูข้อมูลที่คนสนิทยื่นส่งให้ ผ่านไปสิบนาที ราล์ฟก็วางเอกสารลงด้วยความคาดไม่ถึง"ข้อมูลมีแค่นี้เองหรือไงกวิน แล้วที่ในข้อมูลบอกว่าอยู่กับแม่สองคน เรื่องนั้นฉันก็รู้อยู่แล้วไหม ข้อมูลที่มันลงลึกมากกว่านี้ไม่มีแล้วหรือยังไง""นั่นแหละครับ เหตุผลที่ผมมาช้าก็เพราะเรื่องนี้แหละ พอดีว่าผมได้ไปสอบถามคนในพื้นที่มา เขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าแม่ของคุณหนูตั้งครรภ์โดยที่ไม่ได้ตั้งใจครับ ซึ่งเธอชอบเที่ยวกลางคืน ใช้ชีวิตสนุกสนานและเข้าบ่อนเล่นการพนัน แต่พอรู้ว่าตั้งครรภ์ ผู้ชายที่รู้จักก็หนีหายหมดครับ จนไม่รู้ว่าพ่อของคุณหนูคือใคร แล้วผู้ชายที่เกี่ยวข้องในตอนนั้นก็ไม่มีใครอยากรับผิดชอบด้วย""งั้นหนี้มหาศาลในตอนนี้ ก็เกิดจากการที่แม่ของเด็กคนนั้นเข้าบ่อนสินะ? แล้วแบบนี้เด็กคนนั้นจะต้องรู้สึกยังไง ที่ไม่รู้ว่าพ่อของตัวเองเป็นใครแบบนี้น่ะ""เรื่องที่ผมได้ไปสอบถามคนที่อยู่แถวนั้นยังมีอีกนะครับบอส เพราะคนแถวนั้นต่างก็รู้จักเธอดี เธอเป็นคนที่ชอบเมาและโวยวายเป็นประจำ จนสร้างความเดือดร้อนให้กับที่อาศัยอยู่ข้างห้องและคนในอะพาร์ตเม
"นายลืมอะไรไปรึเปล่า ตั้งแต่เด็กในอุปการะของฉันเรียนจบ ก็ไม่เห็นมีจดหมายมาสักฉบับเลยนะ นี่ก็ผ่านมาตั้งสองเดือนแล้ว นายลืมเอาจดหมายมาให้ฉันรึเปล่ากวิน""ไม่ใช่นะครับบอส จดหมายของวันนี้เพิ่งจะมาถึงเมื่อกี้นี้เอง ผมก็เลยยังไม่ได้เอามาให้บอสครับ ก็บอสบอกจะมีประชุมผู้บริหารในช่วงบ่าย ผมก็เลยจะเอามาให้บอสหลังจากที่ประชุมเสร็จน่ะครับ""นี่นายลำดับความสำคัญผิดไปรึเปล่า ไปเอาจดหมายนั่นมาเดี๋ยวนี้!" เสียงออกคำสั่งที่ดุดันของเจ้านาย ก็ทำให้กวินรีบรับคำเสียงสั่น ก่อนออกรีบออกไปเอาจดหมายตามคำสั่งอย่างรวดเร็วไม่ถึงสามนาที กวินก็นำซองจดหมายสีชมพูหวานไปวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเจ้านาย ราล์ฟ ชายหนุ่มในวัย 34 ปี เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดของอสังหาริมทรัพย์ในด้านโครงการคอนโดมิเนียมหรูที่ชื่อว่า Miller (มิลเลอร์) ที่มีมากกว่า 15 โครงการในประเทศไทย"มีแค่ฉบับเดียวเนี่ยนะ ฉบับนี้คือล่าสุดสินะ แล้วฉบับก่อน ๆ ล่ะ? นายไม่ได้เก็บไว้รึไง มันตั้งสองเดือนแล้วทำไมถึงมีแค่ฉบับเดียวเองล่ะ""บอสครับ คือว่าผมเคยให้จดหมายไปหนึ่งฉบับก่อนหน้านี้แล้วนะครับ""นี่นายอย่ามามั่วนะ นายจะเอามาให้ก่อนหน้านี้ได้ยังไง ตั้งแต่ที่เด็กคนนั้
INTRO12 ปีก่อนมูลนิธิช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เป็นมูลนิธิที่คนมีชื่อเสียง คนในวงการบันเทิง คนในวงการไฮโซหรือเซเลปดารามักจะสนับสนุนทุนให้เด็กที่ด้อยโอกาสและขาดทุนทรัพย์ได้มีโอกาสได้รับการศึกษา ซึ่งตระกูล มิลเลอร์ ก็เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนมูลนิธิแห่งนี้ด้วยเพียงแวบแรกที่บิดาของราล์ฟได้วางรูปถ่ายของเด็กด้อยโอกาสบนโต๊ะ เขาก็สะดุดตากับรูปของเด็กสาวคนหนึ่งขึ้นมา ก่อนจะรีบคว้ารูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดูโดยอัตโนมัติเด็กสาววัย 7 ปี หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ดวงตากลมโตเป็นประกาย ถึงใบหน้าจะดูยิ้มแย้มแจ่มใส แต่แววตากลับดูเศร้าจนน่าใจหาย อาจจะเป็นเพราะดวงตาเศร้าคู่นั้นที่ทำให้เขาสะดุดตา จนต้องคว้ารูปใบนั้นขึ้นมาท่ามกลางรูปมากมายที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะทายาทนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในวัย 22 ปี ก็หยิบประวัติของเด็กสาวคนนั้นขึ้นมาอ่าน ก่อนจะเอ่ยประโยคบางอย่างออกมา"แด๊ดครับ ถ้าครอบครัวเราอุปการะเด็กคนนี้จะได้ไหม""ฉันเลือกเด็กที่จะอุปการะได้แล้วล่ะ นี่ไง""ครบ 20 คนแล้วหรือครับแด๊ด ถ้าเพิ่มคนนี้ไปอีกสักคนได้ไหม""ไม่ได้หรอก ฉันเลือกคนที่จะอุปการะแล้ว แล้วทางมูลนิธิก็ไม่ให้รับเกิน 20 คนด้วย เดี๋ยวก







