LOGINร่างสูงกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งในเวลาเกือบตีสาม ขายาวก้าวตรงไปยังห้องนอนเป็นที่แรก ก่อนจะหยุดมองร่างเล็กที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเพียงครู่หนึ่ง
เขาไม่ได้ปลุกเธอ เพียงแค่เดินเลี่ยงเข้าไปในห้องน้ำเพื่อจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนกลับออกมาแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างเบาที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนคนหลับ
“อื้อ…” เสียงครางงัวเงียดังขึ้นเบา ๆ เพียงแค่มีมือเย็นยื่นเข้ามาสัมผัสที่แขนเธอ ก่อนคนตัวเล็กจะขยับหนีสัมผัสเย็นเล็กน้อย
“ฉันกวนเธอหรือเปล่า” เอ่ยถามเสียงเบา เมื่อเห็นดวงตากลมสวยพยายามปรือตาฝืนความงัวเงียขึ้นมองเขาไม่ต่างกัน
“เปล่าค่ะ แต่มือพี่เย็น” นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เดวารู้สึกตัวตื่น
“นอนต่อเถอะ ” มือหนาเลือนมาสวมกอดร่างเล็กไว้
“พี่เลอร์เพิ่งกลับมาเหรอคะ…”
“อืม....”
“เรื่องเมื่อตอนกลางวัน พี่ไม่ได้โกรธวาใช่ไหม” ยอมรับว่าเดวายังคงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
“ไม่หรอก”
“พูดจริงนะคะ…” เสียงถามแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับลมหายใจ มิลเลอร์มองใบหน้าที่กำลังจะหลับลงอีกครั้ง ก่อนตอบสั้น ๆ
“ฉันไม่โกรธเธอเพียงแค่เรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอก”
“งั้น…ฝันดีนะคะ”
“ฝันดี”
มาเฟียหนุ่มเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กเบา ๆ ก่อนปิดไฟหัวเตียง แล้วปล่อยให้ความเงียบยามค่ำคืนกลับเข้าปกคลุมห้อง จนทั้งสองผล็อยหลับไปด้วยกันอีกครั้ง...
เช้าวันต่อมา....
เดวาตื่นแต่เช้าตามเสียงของนาฬิกาปลุก เธอรีบลุกอาบน้ำแต่งตัวในชุดนักศึกษาถูกระเบียบ แล้วออกมานั่งทานมื้อเช้า ที่มีทามเป็นคนที่ทำหน้าที่เข้ามาเตรียมให้
“วันนี้พี่ทามไม่ต้องไปส่งนะคะ วาจะขับรถไปเอง พอดีเรียนเสร็จต้องกลับบ้านไปหาคุณพ่อคุณแม่ค่ะ”
“บอกนายหรือยังครับ”
“ยังไม่ได้บอกต่อหน้าค่ะ แต่วาส่งข้อความบอกพี่เลอร์ไว้ในแชตแล้ว” ซึ่งตอนนี้มิลเลอร์ยังคงนอนไม่ตื่น อีกอย่างเธอไม่อยากรบกวนเวลานอนเขา เมื่อคืนกว่าจะกลับมานอนกับเธอก็น่าจะเกือบเช้าได้
“ครับงั้นผมขอตัว” ทามก้มศีรษะให้เดวาเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปจากห้องเพื่อเตรียมตัวไปทำงานอย่างอื่นช่วยเพทาย
เดวานั่งทางมื้อเช้าต่อจนเสร็จ ถึงได้นำจานไปล้างเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ก่อนหยิบกระเป๋าขึ้นสะพายและตรวจดูสัมภาระของตัวเองอีกครั้ง เพราะหลังเลิกเรียน เธอตั้งใจจะขับรถกลับบ้านทันที และวันนี้เดวาเลือกที่จะใช้รถยนต์ตัวเอง หากขับรถมิลเลอร์คันล่ะหลายสิบล้านกลับบ้าน เธอคงต้องนั่งตอบคำถามของพ่อแม่อย่างไม่รู้จบ
เย็นวันเดียวกัน ....
ทันทีที่รถจอดเดวาจอดสนิท ประตูบ้านหลังใหญ่ก็เปิดออกมาทันที ราวกับว่าคนในบ้านเฝ้ารอการกลับมาของเธอตลอดว่า
“ น้องวาลูก! ” เสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้างของความดีใจ
“วาคิดถึงคุณแม่มากเลยค่ะ ” เดวารีบลงจากรถแล้วเดินเข้าไปกอดมารดาแน่น ก่อนจะถูกอีกฝ่ายลูบศีรษะอย่างเอ็นดู
“แม่ก็คิดถึงหนู นี่ผอมลงหรือเปล่าลูก ช่วงนี้กินข้าวครบมื้อบางไหมเนี่ย”
“ครบค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นหรอก ชาบู หมูกระทะ วาเติมเข้าร่างกายทุกอาทิตย์ ช่วงนี้กินแซ่บมากค่ะ”
“ได้ยินแบบนี้แม่ก็สบายใจ”
“แล้วคุณพ่อละคะ”
“อยู่ในห้องรับแขกน่ะ นั่งรอน้องวากลับมานั่นแหละ รายนั้นนะบ่นเช้าบ่นเย็นว่าคิดถึงลูกสาว นี่ถ้าน้องวาไม่มาวันนี้ มีหวังพ่อเขาคงบุกไปตามตัวน้องวาถึงคอนโด” คำพูดของแม่ทำเอาเดวาถึงกับหน้าถอดสี เพราะช่วงหลังๆ ที่ผ่านมานี้เกือบสองเดือนได้ ที่เดวาแทบไม่มีโอกาสได้กลับไปยังห้องของตัวเองเลย
สงสัยกลับไปครั้งนี้ เธอคงต้องไปตกลงกลับมิลเลอร์ใหม่เสียแล้ว
“ มีอะไรหรือเปล่าลูก ”
“เปล่าค่ะ แค่คิดว่าดีแล้วที่พ่อกับแม่ไม่ไป พอดีห้องวาตอนนี้รกมากมีแต่เศษผ้าเต็มไปหมด” เดวายิ้ม ก่อนเดินเข้าไปด้านในพร้อมมารดา
เพียงก้าวเข้ามาในห้องรับแขก เดวาก็เห็นบิดานั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟา ชายวัยกลางคนลดหนังสือในมือลง ก่อนมองลูกสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า
“กลับบ้านได้สักทีนะเรา”
“คิดถึงวาเหรอคะ”
“ คิดถึงสิก็ลูกสาวพ่อทั้งคนนี่ ” คำตอบของบิดาทำให้เดวาหลุดยิ้มกว้าง ก่อนรีบเดินเข้าไปสวมกอดคนเป็นพ่อด้วยความคิดถึง
“วาก็คิดถึงคุณพ่อเหมือนกันค่ะ”
“ไหนดูสิ โตขึ้นหรือเปล่าเนี่ย”
ผู้เป็นพ่อผละออกเล็กน้อย ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกสาวอย่างเอ็นดู พลางมองสำรวจลูกสาวสุดที่รักตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ยังผอมเหมือนเดิม กินข้าวครบมื้อบ้างไหมเรา”
“ครบค่ะ คุณแม่ก็ถามวาเหมือนกับคุณพ่อเลย”
“ก็แม่กับพ่อเป็นห่วง”
เดวาหัวเราะร่ามีความสุข ก่อนขยับเข้าไปนั่งสวมกอดแขนบิดาเอาไว้แน่น
บรรยากาศภายในบ้านหลังใหญ่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของคนในครอบครัวดังสลับกันไปตลอดมื้อค่ำ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันเข้านอนในเวลาต่อมา
เดวากลับเข้าห้องของตัวเองแล้วทิ้งตัวลงบนเตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเกมกับปูเป้ฆ่าเวลาอย่างสบายใจ
ครืด.....
เสียงสั่นของโทรศัพท์ที่ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำให้เดวาชะงัก มือที่กำลังจะกดหน้าจอหยุดค้าง ก่อนเจ้าตัวจะถอนหายใจอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย
“ใครโทรมาตอนนี้เนี่ย…”
แต่ทันทีที่เหลือบเห็นชื่อบนหน้าจอ ความหงุดหงิดเมื่อครู่ก็หายไปแทบจะทันที แล้วรีบกดรับสายยกโทรศัพท์มือถือขึ้นแนบหู
“ค่ะพี่เลอร์”
เพียงแค่เดวาเอ่ยทักปลายสาย เสียงทุ้มคุ้นหูจากอีกฝั่งก็ดังขึ้น น้ำเสียงเขาติดความหงุดหงิดเล็กน้อย
[บ้านเธออยู่ดาวอังคารหรือไง ถึงบ้านแล้วทำไมถึงไม่ทักบอกฉัน] เดวาหลุดยิ้มกับความเป็นห่วงเกินเบอร์ของเขา
“วาก็ส่งข้อความบอกแล้วนั้นไงคะ”
[ฉันหมายถึงตอนถึงบ้าน] ยอมรับว่าเขาเป็นห่วงคนตัวเล็กมาก
“อ๋อ...ลืมค่ะ”
[ลืมเก่ง อีกหน่อยก็คงลืมว่ามีฉันเป็นผัว]
“ก็ไม่ใช่ผัวจริงๆ นี่คะ” เดวายังไม่หยุดที่จะกวนประสาทมิลเลอร์กลับ เวลามิลเลอร์แสดงความรู้สึกหึงหวง มันทำให้เธอรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
[อยากให้ฉันไปย้ำเตือนสถานะถึงที่บ้านเธอสินะ ดีเหมือนกันพ่อกับแม่เธอจะได้รู้ไปเลยว่าลูกสาวตัวเองมีผัวแล้ว ] เสียงเหี้ยมเค้นลอดไรฟัน ไม่สบอารมณ์กับคำพูดของคนตัวเล็กที่ได้ยิน
“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะคะ ”
[ก็อย่ามาพูดอะไรที่มันไม่เข้าหู ให้ฉันได้ยินอีก]
“ขอโทษค่ะ อีกอย่างวาไม่ได้จะเมินเฉยใส่พี่เลอร์นะ พอดีว่าวากลับมาเจอคุณพ่อคุณแม่ แล้วคุยกันเพลินไปหน่อย” น้ำเสียงของเดวาอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนถามมิลเลอร์กลับบ้าง
“แล้วพี่โทรมามีอะไรหรือเปล่าคะ”
ปลายสายเงียบไปอีกครั้ง
[คิดถึง] เพียงคำพูดสั้นๆ แต่ทำเอาเดวานิ่งไปหลายวินาที ก่อนใบหน้าหวานจะค่อย ๆ ขึ้นสีแดงระเรื่อเขินอายกับคำพูดของเขา
“คิดถึงพี่เลอร์เหมือนกันค่ะ…”
[เป็นเด็กดีนะ ฉันต้องไปทำงานแล้ว]
“ค่ะ ตั้งใจทำงานนะคะ ห้ามให้ท่าผู้หญิงอื่นด้วย”
[ทำไมหวงฉันหรือไง]
“ไหนบอกว่าเป็นผัววาไงคะ แล้ววาจะหวงคนของวาไม่ได้เหรอคะ” เดวาย้อนถามกลับบ้าง
[หึ!]
เสียงหัวเราะพึงพอใจของมิลเลอร์ดังผ่านโทรศัพท์ให้เดวาได้ยิน ทำให้คนตัวเล็กรับรู้ว่าเขากำลังรู้สึกชอบใจกับคำพูดของเธอ จนเดวาเองต่างก็เผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว….
ดินเนอร์มื้อค่ำระหว่างทั้งสอง ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เดวาเหมือนจะเจริญอาหารกว่าปกติ เนื่องจากซีฟู้ดที่คนของมิลเลอร์จัดหามาวันนี้ มีแต่รสชาติค่อนข้างถูกปากเธอทั้งนั้น“พรุ่งนี้ ไปล่องเรือกันไหม”“วาไปค่ะ”“ถ้านอนบนเรือจะเมาหรือเปล่า”“อันนี้วาไม่แน่ใจเลยค่ะ” เพราะมันเป็นครั้งแรกของเธอ“งั้นเอาลำใหญ่ที่สุดออก ลำนั้นติดลูกค้าจองหรือเปล่า” มิลเลอร์หันไปสั่งเพทายแกมถาม“ไม่ติดครับนาย ”“งั้นก็เอาตามนั้น”เพทายโค้งศีรษะให้เจ้านาย ก่อนจะปลีกตัวออกไปเงียบๆ ให้เจ้านายทั้งสองได้มีเวลาส่วนตัว“พี่เลอร์ทานกุ้งไหมคะวาแกะให้”“ไม่ครับ” มิลเลอร์ส่ายหน้าวางแก้วไวน์ในมือลง แล้วเป็นฝ่ายหยิบกุ้งมาแกะเปลือกออก นำไปวางไว้บนจานให้เดวาเสียเอง คนที่ถูกเอาใจตลอดมื้ออาหารยิ้มจนแก้มแทบปริ“ขอบคุณค่ะ”“กินล็อบสเตอร์อบชีสเนยกระเทียมไหม”“หืม..มีเหรอคะ วาไม่ได้สั่งนี่”“มี พวกไอ้เพทายมันสั่งมากิน มันก็เลยสั่งมาเผื่อวาด้วยหนึ่งตัว”“ไม่เอาแล้วค่ะ วาท้องจะแตกแล้ว พี่เลอร์นั่นแหละกินบ้าง วาเห็นดื่มแต่ไวน์ไม่ยอมกินอะไรเลย ”“ไม่ค่อยหิวน่ะ พี่เพิ่งกินข้าวกับพ่อแม่มาก่อนออกมาหาเรา”“วันนี้ไปหาคุณพ่อคุณแม่มาเหรอคะ”“ครับ
รถหรูสีดำคันคุ้นตาจอดอยู่ริมถนนไม่ไกลจากหน้าร้านนัก ร่างสูงยืนพิงตัวอยู่ข้างรถ กำลังก้มมองโทรศัพท์ในมือด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ในมืออีกข้างมีถุงเครื่องดื่มแบรนด์ดังถืออยู่เดวารีบเดินออกจากร้าน“รอวานานไหมคะ” เอ่ยถามแล้วพุ่งตรงเข้าไปสวมกอดเอวหนาเอาไว้แน่นอย่างเคยชินมิลเลอร์ก้มมองคนในอ้อมแขน ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู“ไม่นาน” ยื่นถุงเครื่องดื่มให้คนรัก เดวารับมา ก่อนเปิดดูด้านในดวงตาเป็นประกาย เมื่อเห็นเมนูโปรดของตัวเอง“ขอบคุณนะคะ จำได้ด้วยว่าวาชอบกินอะไร”“แค่ความชอบของแฟนตัวเอง ทำไมฉันจะจำไม่ได้” มันมีผู้ชายนิสัยเสียแบบนั้นด้วยเหรอ“พี่เลอร์น่ารักที่สุด” เดวาอมยิ้มจนแก้มแทบปริ กับความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของเขา“ขึ้นรถเถอะ” มิลเลอร์ทำหน้าที่เปิดประตูรถให้เหมือนทุกครั้ง รอจนเดวาขึ้นไปนั่งเรียบร้อยจึงปิดประตูให้ ก่อนเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากหน้าร้าน เดวาก็หยิบเครื่องดื่มขึ้นมาดูดหนึ่งคำ ก่อนหันมองคนข้างกาย“สักคำไหมคะ”“ฉันไม่ชอบกินของหวาน” มิลเลอร์ส่ายหน้าน้อย ๆ ระหว่างตอบ เดวาจึงไม่ได้เซ้าซี้ต่อ เธอหันกลับไปสนใจเครื่องดื่มในมือตัวเอง ก่อนจะนึกบางอ
ก๊อกๆ“ขออนุญาตครับนาย” เสียงเพทายดังขึ้นจากหน้าประตู“เข้ามา”หลังจากได้ยินคำอนุญาต ร่างสูงบอดีการ์ดหนุ่มก็เปิดประตูเข้ามา ในมือมีถุงก๋วยเตี๋ยวเรือจากร้านดังที่ผู้เป็นนายสั่งไว้“ของนายหญิงครับ” เพทายวางถุงอาหารลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง“ขอบใจ มึงมีงานอะไรก็ไปทำเถอะ”มิลเลอร์เหลือบมองคนที่ยังหลับสนิทอยู่บนโซฟาเล็กน้อย ดูเหมือนเดวาจะไม่มีท่าทีว่าจะตื่นขึ้นมากินง่าย ๆ“ครับ” เพทายกำลังจะหมุนตัวกลับ แต่เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงหยุดเสียก่อน “อ้อ...ด้านนอกโซนวีไอพี มีคุณมิกินั่งดื่มอยู่นะครับ”มิลเลอร์ชะงัก เพราะนี่มันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ที่มิกิยังไม่หยุดรามือจากการตามจีบเขาเสียทีช่างเป็นอะไรที่น่ารำคาญอุตส่าห์จัดการแพรวา จนหนีหายย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศพร้อมกับครอบครัวได้ ยังมาเหลือยัยญี่ปุ่นขี้อ่อยคนนี้อีก และแน่นอนเรื่องนี้เอเดนต้องเป็นคนมาจัดการ เพราะถ้าไม่ไปคุยงานแทนเอเดนในครั้งนั้น ก็คงไม่ต้องเจอยัยญี่ปุ่นคนนี้“ถ้านายไม่อยากเผชิญหน้ากับเธอ หากต้องการกลับ ผมจะพาออกทางลับด้านหลังให้ครับ”“ไม่ต้อง” มิลเลอร์ถอนหายใจ ก่อนเหลือบมองเดวาที่นอนหลับอยู่ “กูคงนอนที่นี่”“ครับ”“ส่วนยัยญี
หลายเดือนต่อมา...หลังจากเดวาเปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้าไปได้สักพักใหญ่แล้ว ชื่อเสียงของ “เดมิอา” ก็เริ่มดังและติดตลาดและเริ่มมีรู้ค้ารู้จักมากขึ้น และในทุกๆวันหลังจากเรียนเสร็จ ปูเป้กับเดวาจะเดินทางมาทำงานที่ร้านทันที“ นี่พวกเธอสองคนไม่คิดจะเดินไปหาฉันฝั่งห้องเสื้อบางเหรอ เหง๊า เหงา” เอมิล่าเดินกรีดกรายเข้ามาหาเพื่อนทั้งสองที่กำลังวุ่นวายช่วยทำงาน“ถ้าเหงามากขนาดนั้น แกก็ควรรับงานไหม ” เดวาส่ายหน้า มีคนบ้าที่ไหนปฏิเสธลูกค้าเป็นว่าเล่น“นั้นสิ ทำไมเอมิรับงานตัดชุดแค่ชุดเดียวล่ะ”“ขี้เกียจน่ะ ทำเยอะไปก็เหนื่อยเหมือนที่เฮียเลอร์บอก ก็เลยลองเป็นคนขี้เกียจดู”“แล้วเป็นไงที่นี่” ปูเป้ที่กำลังถ่ายคลิปโปรโมตร้านอยู่ เป็นต้องหยุดทำงานแล้วเดินมาเท้าเอวถาม“ก็สบายน่ะสิ พวกเธอก็ลองขี้เกียจบ้างอย่าหักโหม ร้านมันไม่เจ๊งหรอก” เพราะต่อให้ที่ร้านไม่ขายดีหรือต่อให้ขายไม่ได้สักตัว ก็มีเงินจากธุรกิจสีเทาของแก๊งพี่ๆ ไหลเวียนเข้ามาในร้านเพื่อฟอกให้มันกลายเป็นสีขาว“แต่ร้านเรามันกำลังเป็นกระแสไง ไม่ผลิตงานออกมาขายก็เสียดายลูกค้า” เดวาแย้ง“ตามใจแกก็แล้วกัน แต่อย่าหักโหมให้มันมากเข้าใจไหม แล้วอย่าลืมว่าผัวที่
“ทำไมแกทำตัวเหลวแหลกแบบนี้ยัยแพร” ผู้เป็นแม่เอ่ยตำหนิลูกสาวที่เอาแต่เมาหัวราน้ำ หลังจากผู้เป็นย่าเดินทางมาที่บ้านแล้วบอกว่า ไม่สามารถบังคับเดวาให้เลิกกับมิลเลอร์ได้ อีกทั้งยังหัวเสียใส่พวกเธอและบอกให้แพรวาไปหาทางเอาชนะเดวาให้ได้เองทว่า... ธุรกิจฝังครอบครัวแม่สามี ยังถูกมิลเลอร์เล่นงานอย่างหนัก ที่เผลอไปแตะต้องของรักอีกฝ่ายเข้าให้ เธอกับสามีก็ไม่คิดว่าผู้ชายที่ไม่สนใจผู้หญิงที่ไหนเลย จะหลงเดวาได้มากขนาดนี้“ถ้าแม่ช่วยแพรแก้ปัญหาไม่ได้ก็หุบปากไปเลย ”“นี่ฉันเป็นแม่แกนะ แกพูดหยาบคายแบบนี้กับแม่ได้ยังไง”“ออกไป ออกไปจากห้องแพรเดี๋ยวนี้” แพรวาเริ่มโวยวายเสียงดัง และควบคุมสติตัวเองไม่ได้“ ยัยแพรแกช่วยตั้งสติหน่อยได้ไหม ” ทำไมแพรวาถึงได้เหมือนคนเป็นไบโพลาร์อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ มันจะมีด้วยเหรอคนที่ถูกทุกคนเอาใจและได้ความรักมาเป็นอย่างดีตั้งแต่เด็ก จะกลายเป็นโรคประสาท หรือเป็นเพราะเธอกับแม่สามีเสี้ยมให้ลูกสาวเกลียดน้อง และชอบเอาชนะมากเกินไป แพรวาถึงได้สติหลุดยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ขนาดนี้“ออกไป ฉันบอกให้ออกไป กรี๊ด.....” แพรวากรี๊ดออกมาเหมือนคนสติแตก ทำเอาคนเป็นแม่ต้องรีบวิ่งออกไปจาก
บรรยากาศภายในวันเปิดตัวห้องเสื้อคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า แขกจากแวดวงธุรกิจแฟชั่น และเหล่าคนรู้จักทยอยกันเดินทางเข้ามา ร่วมแสดงความยินดีกับสองเจ้าของแบรนด์อย่างไม่ขาดเดวายืนต้อนรับแขกอยู่ข้างเอมิล่า ใบหน้าหวานประดับด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา แม้ภายในใจจะทั้งตื่นเต้นและภูมิใจ กับสิ่งที่ทั้งสองต่างช่วยกันสร้างขึ้นมาด้วยกัน“แม่ขอแสดงความยินดีกับน้องวา น้องเอมิด้วยนะลูก” เดหลีหอบช่อดอกไม้ช่อใหญ่สองช่อมาร่วมแสดงความยินดีกับลูกสาวและหุ้นส่วนร้าน ส่วนสามีเธอนั้นติดประชุมที่บริษัทมาร่วมงานไม่ได้ ไหนจะความวุ่นวายจากบ้านใหญ่ที่สามีเธอต้องไปรับมือ และได้วิดีโอคอลมาแสดงความยินดีกับเด็กทั้งสองตั้งแต่เช้าแล้ว“ขอบคุณคุณแม่นะคะ”“ขอบคุณค่ะคุณแม่”สองสาวเอ่ยขอบคุณพร้อมกับยื่นมือไปรับดอกไม้ มาถือไว้ในอ้อมแขนคนล่ะช่อ“คุณแม่ทานอะไรมาหรือยังค่ะ เดี๋ยวเอมิพาไปทาน ให้ยัยวาต้อนรับแขกอยู่หน้าร้านเนี่ยแหละ อีกอย่างจะได้ทักทายและทำความรู้จักแขกคนอื่นด้วย”เอมิล่าเปิดทางให้แสงเพื่อนสนิทในคราบหุ้นส่วนเต็มที่ เพราะยังไงหลักๆ แล้วเอมิล่าตั้งใจจะยกร้านนี้ให้เดวาดูแลและบริหารเป็นหลัก“ได้ยังไงอะ แกก็รู้ว่าฉันไม่ค่อยรู้จัก







