เข้าสู่ระบบคำพูดของหญิงสาวคนนั้นเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ขนาดใหญ่ที่ทุบลงกลางใจมาริสาเข้าอย่างจัง เธอหูอื้อไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนพื้นกระเบื้องใต้ฝ่าเท้ากำลังยุบตัวลงไป โลกทั้งใบหมุนคว้าง การนอกใจว่าเจ็บปวดแล้ว แต่การที่ผู้หญิงอีกคนมาประกาศว่า กำลังท้องลูกของผู้ชายที่เธอรัก มันเกินกว่าที่หัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งจะรับไหว
“เงียบไปเลยนะแพท!” นพหันไปตวาดหญิงสาวคนนั้นเสียงเข้ม ท่าทางลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูก
“ทำไมแพทต้องเงียบด้วยล่ะคะพี่นพ ในเมื่อแพทพูดความจริง! พี่บอกเองไม่ใช่เหรอว่าจะไปเลิกกับมันเดือนนี้!” ผู้หญิงที่ชื่อแพทเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แววตาท้าทายมาริสาอย่างเปิดเผย
“สา... สาฟังพี่ก่อนนะ พี่มีเรื่องต้องคุยกับสา พี่อธิบายได้ทุกอย่าง เราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะนะคนดี” นพหันมาหาคนรักเก่าด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน เขาทำท่าจะลุกขึ้นและเอื้อมมือมาจับแขนเธอ
เพียะ!!
ฝ่ามือบางของมาริสาตวัดตบลงบนใบหน้าของนพเต็มแรง เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นร้าน ท่ามกลางความตกตะลึงของลูกค้าคนอื่นๆ ที่หันมามองเป็นตาเดียว ใบหน้าของนพหันไปตามแรงตบ รอยนิ้วมือทั้งห้าปรากฏชัดบนซีกแก้มขวา
“อย่าเอามือสกปรกของแกมาแตะตัวฉัน!” มาริสากัดฟันพูด ดวงตาคู่สวยแดงก่ำแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด
“นี่แกกล้าตบผัวฉันเหรอฮะ!” แพทลุกพรวดขึ้นมาทันที เมื่อเห็นนพถูกทำร้ายเธอพุ่งตัวข้ามโต๊ะหมายจะเข้ามาจิกหัวมาริสา แต่มาริสาไวกว่า หญิงสาวคว้าแก้วน้ำแข็งพลาสติกบนโต๊ะ สาดทั้งน้ำอัดลมสีดำและก้อนน้ำแข็งใส่หน้าแพทอย่างจังจนเปียกมะลอกมะแลกไปทั้งตัว
“กรี๊ดดด! นังบ้า! แกทำอะไรของแกเนี่ย!” แพทกรีดร้องเต้นเร่าๆ ยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาตัวเองด้วยความโกรธแค้นมาริสาวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะกระแทกเสียงดัง มองคนทั้งคู่ด้วยสายตาขยะแขยงเป็นครั้งสุดท้าย
“เชิญเสวยสุขกันไปเถอะ หญิงก็ร้ายชายก็เลว ผีเน่ากับโลงผุเข้ากันได้ดีจริงๆ ถือซะว่าฉันทำบุญทำทานกรวดน้ำให้สัมภเวสีก็แล้วกัน ลาก่อนชาตินี้อย่าได้พบเจอกันอีกเลย” สิ้นคำพูดตัดรอน มาริสาก็หันหลังเดินก้าวฉับๆ ออกจากร้านไปอย่างรวดเร็วและเด็ดเดี่ยว แผ่นหลังของเธอตั้งตรง ไม่มีการหันกลับไปมองเศษซากความรักที่พังทลาย
ที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วินาที แพทพยายามจะวิ่งตามออกไปเอาเรื่อง แต่นพรีบคว้าแขนเธอเอาไว้แน่น เขาล้วงธนบัตรใบละห้าร้อยในกระเป๋าสตางค์วางทิ้งไว้บนโต๊ะ เพื่อจ่ายค่าอาหารและค่าตกใจให้กับทางร้าน แล้วรีบดึงแขนแพทที่กำลังดิ้นรนโวยวายให้เดินออกจากร้านไปอีกทางหนึ่งด้วยความอับอาย
เมื่อเดินพ้นระยะสายตาของผู้คน มาริสาก็ปล่อยให้น้ำตาที่กลั้นเอาไว้รินไหลลงมาอาบสองแก้ม ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นเมื่อครู่พังทลายลง เธอเดินร้องไห้ไปตามริมถนนยามค่ำคืนอย่างไม่อายใคร รู้สึกว่าตัวเองโง่เง่าและสูญเสียเวลาไปกับผู้ชายไม่เอาไหนคนหนึ่งมาตั้งหลายปี หญิงสาวเดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางแสงไฟสลัว หวังเพียงแค่หารถแท็กซี่สักคันเพื่อพาร่างกายและหัวใจที่บอบช้ำกลับไปซุกตัวร้องไห้ที่ห้องพัก โดยไม่รู้เลยว่า ค่ำคืนที่เลวร้ายของเธอยังไม่จบลงเพียงแค่นี้ และโชคชะตากำลังจะเล่นตลกพาเธอไปพบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
มาริสาก้าวเท้าฉับๆ ออกมาจากร้านโจ๊กริมถนนด้วยหัวใจที่แตกสลาย น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้มทันทีที่หันหลังให้ผู้ชายที่เธอเคยคิดว่าจะฝากชีวิตไว้ ความรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังมันจุกแน่นอยู่กลางอกจนแทบหายใจไม่ออก สี่ปีที่คบกันมาไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับผู้หญิงคนใหม่ที่กำลังอุ้มท้องลูกของเขา
หญิงสาวปาดน้ำตาที่บดบังทัศนวิสัยออกลวกๆ สองขาเรียวภายใต้กระโปรงทรงสอบสีเข้มก้าวไปตามฟุตบาทที่เปียกชื้นจากฝนที่เพิ่งขาดเม็ด เธอไม่กลัวว่านพจะตามมา เพราะรู้ดีว่าผู้ชายเห็นแก่ตัวแบบนั้นคงเลือกที่จะโอ๋ภรรยาใหม่มากกว่าจะมาสนใจแฟนเก่าที่เพิ่งสาดน้ำแข็งใส่หน้า ท้องถนนยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ยังคงขวักไขว่ไปด้วยรถยนต์ มาริสาตัดสินใจโบกมือเรียกแท็กซี่คันสีชมพูคาดเขียวที่วิ่งผ่านมาพอดีเพื่อกลับหอพักแถวอโศก
เธอทรุดตัวลงนั่งบนเบาะหลัง ปิดประตูรถแล้วเอนศีรษะพิงกระจกด้วยความอ่อนล้าขั้นสุด ทั้งเหนื่อยจากงานบัญชีที่ต้องทำโอทีจนดึกดื่น และยังต้องมาใจสลายเพราะเรื่องความรัก
“ไปไหนครับคุณลูกค้า” เสียงแหบพร่าของโชเฟอร์วัยกลางคนดังขึ้นทะลุความเงียบ
“ไปอโศกค่ะพี่” มาริสาตอบสั้นๆ โดยไม่ได้ใส่ใจมองหน้าคนขับ เธอหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาไหลซึมออกมาเงียบๆ หวังเพียงแค่ให้ถึงห้องพักไวๆ จะได้ทิ้งตัวลงนอนและร้องไห้ให้พอ โชเฟอร์แท็กซี่ลอบมองผู้โดยสารสาวผ่านกระจกมองหลัง ภายใต้แสงไฟสลัวจากริมถนน
เขาเห็นใบหน้าสวยหวานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ผิวพรรณขาวผ่องที่โผล่พ้นชุดยูนิฟอร์มพนักงานออฟฟิศชวนให้เกิดความคิดอกุศล ชายวัยกลางคนเหยียบคันเร่งพารถพุ่งทะยานออกไป แต่แทนที่จะมุ่งหน้าไปยังถนนสายหลัก เขากลับหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางลัดที่เปลี่ยวและมืดมิดกว่าปกติ มาริสาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่ารถเลี้ยวโค้งบ่อยผิดปกติ สองข้างทางไม่มีแสงไฟจากตึกสูงหรือร้านรวงอย่างที่ควรจะเป็น มันเป็นถนนเส้นเล็กๆ ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยพงหญ้ารกชัฏและตึกร้างที่ดูน่ากลัว
“พี่คะ นี่มันไม่ใช่ทางไปอโศกนี่คะ” เธอร้องทักด้วยความตกใจ สัญชาตญาณระวังภัยเริ่มทำงาน ร่างบางขยับนั่งตัวตรง มือเรียวกำสายกระเป๋าสะพายแน่น
“ทางหลักมันรถติดครับน้องสาว พี่เลยพามาทางลัด ซอยประชาร่วมใจนี่ทะลุไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว” โชเฟอร์ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่สายตายังคงจ้องมองเธอผ่านกระจกหลังไม่วางตา แต่คำพูดที่เคยสุภาพเรียกเธอว่าลูกค้าก่อนหน้านี้ได้กลายเป็นน้องสาวไปแล้ว โดยที่มาริสาไม่ทันสังเกตุ
หญิงสาวเริ่มใจคอไม่ดี เธอรู้ดีว่าเส้นทางนี้มันอ้อมและเปลี่ยวเกินไป มือบางล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายเพื่อควานหาโทรศัพท์มือถือ หวังจะโทรหาเพื่อนหรือใครสักคนให้รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แต่ยังไม่ทันจะได้หยิบโทรศัพท์ออกมา รถแท็กซี่คันนั้นก็เกิดอาการกระตุกสองสามครั้งก่อนจะดับวูบลงดื้อๆ ท่ามกลางความมืดมิดของถนนสายเปลี่ยว
“อ้าว รถเป็นอะไรวะเนี่ย”
ชายคนขับสบถเสียงดัง ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถไปเปิดฝากระโปรงหน้าเพื่อตรวจดูเครื่องยนต์ มาริสานั่งตัวสั่นอยู่เบาะหลัง บรรยากาศภายนอกเงียบสงัดจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไร เธอลังเลว่าจะเปิดประตูลงไปดีหรือไม่ แต่จู่ๆ ประตูรถฝั่งที่เธอนั่งอยู่ก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับร่างทะมึนของคนขับที่พุ่งพรวดเข้ามา
“ลงมาเสียดีๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว!”
เสียงตวาดกร้าวมาพร้อมกับประกายวาววับของมีดพับเล่มเขื่องที่จ่อเข้ามาใกล้หน้าท้องของเธอ มาริสาเบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“อย่า! อย่าทำอะไรฉันเลยนะ ฉันมีเงินในกระเป๋า นายเอาไปให้หมดเลย ขอแค่ปล่อยฉันไป” เธอละล่ำละลักอ้อนวอน น้ำตาที่เพิ่งแห้งไปทะลักออกมาอีกครั้ง มือสั่นเทาพยายามยื่นกระเป๋าสะพายให้
“หุบปาก! กูไม่ได้อยากได้แค่เงิน ลงมานี่!” คนร้ายไม่ฟังเสียง มันเอื้อมมือหยาบกร้านมากระชากแขนเรียวอย่างแรงจนร่างของมาริสาถลาลงมาจากเบาะรถไปกองกับพื้นถนน ด้วยความที่ใส่รองเท้าคัตชูส้นสูง ทำให้จังหวะที่ถูกกระชากลงมานั้นข้อเท้าของเธอพลิก ร่างบางเสียหลักล้มคว่ำลงไปอย่างแรง
“แม่มาพอดีเลยครับ น้องอลินดูดนมใกล้จะหมดแล้ว เดี๋ยวผมขอตัวไปดูลูกน้องที่ห้องทำงานแป๊บเดียวนะครับ ฝากแม่เล่นกับหลานไปก่อนนะครับ” รังสิมัณเอ่ยทักทายแม่ยายด้วยความเคารพ ก่อนจะค่อยๆ วางลูกสาวตัวน้อยลงบนเบาะนอนอย่างทะนุถนอมราวกับวางไข่ในหิน“ไปเถอะพ่อคุณ ไปทำงานทำการบ้าง เดี๋ยวบริษัทก็เจ๊งกันพอดี” แม่อนงค์รับช่วงต่ออย่างอารมณ์ดี เมื่อเดินลงมาถึงห้องทำงานชั้นล่าง รังสิมัณก็ต้องกลับมาสวมวิญญาณประธานบริหารผู้เฉียบขาดอีกครั้ง ศิริศักดิ์ยืนรออยู่หน้าโต๊ะทำงานพร้อมกับรายงานสรุปผลประกอบการและการกวาดล้างบุคลากรที่พัวพันกับการทุจริตในอดีต“ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมศักดิ์” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขณะพลิกดูแฟ้มเอกสาร“เรียบร้อยสมบูรณ์แบบครับบอส หุ้นของบริษัทเราพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบสิบปี ศัตรูที่เคยคิดจะแทรกแซงถูกเราตัดหางปล่อยวัดไปหมดแล้วครับ ส่วนไอ้นพตอนนี้โดนฟ้องล้มละลายและยังคงรับโทษอยู่ในเรือนจำครับ ไม่มีใครกล้ามากระตุกหนวดเสือ หรือแตะต้องครอบครัวของบอสอีกแล้วครับ”รังสิมัณพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นัยน์ตาคมกริบทอดมองออกไปยังสวนหย่อมหน้าคฤหาสน์ผ่านผนังกระจกใส ภาพของมาริสาที่กำลังยืนรดน้ำต้นไม้ด้วย
“คุณรังสิมัณ... ริสาเจ็บ... โอ๊ย! ลูก... ลูกจะคลอดแล้วค่ะ!” หญิงสาวหน้าซีดเผือด หอบหายใจถี่กระชั้นเมื่อความเจ็บปวดจากการบีบรัดตัวของมดลูกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วสัญญาณเตือนแห่งการถือกำเนิดของพยานรักได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว บอสหนุ่มผู้เคยสุขุมเยือกเย็นบัดนี้ลุกลี้ลุกลนทำอะไรไม่ถูก ชายหนุ่มตวัดแขนอุ้มร่างอวบอิ่มของภรรยาขึ้นแนบอกด้วยมือที่สั่นเทา ตะโกนลั่นคฤหาสน์เพื่อเรียกบอดี้การ์ดและแม่บ้านให้เตรียมรถฉุกเฉินให้ไวที่สุด วินาทีแห่งความเป็นความตายและการต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้า!เสียงไซเรนของรถพยาบาลฉุกเฉินดังก้องไปทั่วท้องถนนยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร รถตู้คันหรูของบริษัทที่ถูกดัดแปลงและมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลครบครันพุ่งทะยานแหวกการจราจรด้วยความเร็วสูงสุด ภายในห้องโดยสารด้านหลัง รังสิมัณนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเบาะที่ปรับเอนเป็นเตียงพยาบาล สองมือหนากุมมือเล็กที่ชื้นไปด้วยเหงื่อของภรรยาเอาไว้แน่นจนสั่นสะท้าน ชายหนุ่มผู้เคยวางอำนาจเหนือทุกสิ่ง บัดนี้กลับมีใบหน้าซีดเผือดและดวงตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นมาริสานิ่วหน้ากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด“อดทนไว้นะคน
คำประกาศกร้าวที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มทำให้ทุกคนในบ้านต่างก้มหน้ารับคำอย่างแข็งขัน ทว่าเต็มไปด้วยความยินดี แม่อนงค์ที่เดินตามลงมาก็ถูกต้อนรับอย่างอบอุ่น รังสิมัณได้สั่งให้คนงานจัดการปรับปรุงเรือนกระจกหลังเล็กในสวนหลังบ้าน ให้กลายเป็นแปลงปลูกผักออร์แกนิกและสมุนไพร เพื่อให้แม่ยายของเขาได้ใช้เวลาว่างอย่างเพลิดเพลินโดยไม่ต้องทนเหงาอุดอู้ซึมกระทืออยู่ในห้องแอร์เช้าวันรุ่งขึ้น... ความเซอร์ไพรส์ที่มาริสาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ขณะที่หญิงสาวกำลังนั่งทานอาหารเช้าอยู่ในชุดคลุมท้องสีพาสเทล ศิริศักดิ์ก็เดินนำเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตสองท่านเข้ามาในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ พร้อมด้วยแฟ้มเอกสารตราครุฑ รังสิมัณในชุดสูทลำลองดูภูมิฐานเดินเข้ามาสวมกอดภรรยาจากด้านหลัง โน้มใบหน้าลงมาหอมแก้มใสฟอดใหญ่“คุณรังสิมัณ... นี่มันอะไรกันคะ เจ้าหน้าที่เขตมาทำอะไรที่บ้านเราคะ” หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความงุนงง“ก็มาทำหน้าที่เป็นพยานในการจดทะเบียนสมรสของเรายังไงล่ะจ๊ะ” ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง “ฉันบอกแล้วไง ว่าทันทีที่กลับมาถึงกรุงเทพฯ สิ่งแรกที่ฉันจะทำคือการทำให้เธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของฉัน ฉันไม่อยากรอให้ถึงวันแต่งงาน
“ริสา... เรามาคุยกันให้รู้เรื่องเถอะนะ ฉันไม่อยากให้มีอะไรค้างคาใจระหว่างเราอีกแล้ว” มาริสาพยักหน้าช้าๆ ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เตียงมากขึ้น“ฉันพร้อมฟังทุกอย่างแล้วค่ะ” รังสิมัณสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมกำลังเพื่ออธิบายเรื่องราวที่เป็นต้นเหตุของรอยร้าวทั้งหมด“วันนั้น... วันที่ฉันฟิวส์ขาด ฉันยอมรับว่าฉันเครียดเรื่องงานที่บริษัทมาก ปัญหาทุจริตมันลุกลามใหญ่โตจนฉันปวดหัวไปหมด แล้วพอฉันเดินเข้าห้อง ไปเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของเธอสว่างขึ้นมา เป็นข้อความจากไอ้นพ... มันทักมาขอไถเงินเธอหลักแสน บรรยายความรักสี่ปีที่เคยมีให้กัน” ชายหนุ่มหลับตาลงแน่นเมื่อนึกถึงความโง่เขลาของตนเอง“ความหึงหวงมันทำให้ฉันหูหนวกตาบอด ฉันคิดบ้าๆ ไปเองว่าเธอยังแอบติดต่อกับมัน ฉันเลยหลุดปากพูดจาดูถูกเธอออกไป... ฉันขอโทษนะริสา ขอโทษ ที่เอาเรื่องเงินห้าล้านมาพูดทำร้ายจิตใจเธอ ทั้งที่ความจริงแล้ว เงินก้อนนั้นฉันตั้งใจให้เธอเก็บไว้เป็นหลักประกันชีวิต ไม่เคยมองว่ามันเป็นเงินซื้อตัวเธอเลยสักนิด”“แล้วคุณรู้ความจริงเรื่องข้อความนั่นได้ยังไงคะ” เธอถามเสียงแผ่ว“หลังจากที่เธอหนีมา ฉันแทบคลั่ง ฉันให้ลูกน้องไปลากคอไอ้นพมาเค้นความจริง
“คุณมันบ้า... คุณมันคนบ้าที่สุดเลย” เธอสะอื้นไห้“ทำแบบนี้ทำไมคะ ทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อคุณเคยบอกเองว่าฉันเป็นแค่ผู้หญิงหิวเงิน” ประโยคนั้นทำให้รังสิมัณหน้าสลดลง ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ จับมือบางของเธอมากุมเอาไว้แนบแก้มสากของตนเอง “ฉันขอโทษ... ฉันขอโทษจริงๆ ริสา วันนั้นฉันหน้ามืดตามัวเพราะความหึงหวง ฉันเห็นข้อความของไอ้นพแล้วฉันก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ฉันสืบรู้ความจริงหมดแล้ว ว่ามันตั้งใจส่งมาป่วนเพราะมันตกอับ ฉันจัดการลากคอมันเข้าคุกไปแล้ว โทษฐานที่มันกล้ามาแตะต้องความสงบสุขในชีวิตครอบครัวของฉัน” รังสิมัณคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้าเธออีกครั้ง โน้มใบหน้าลงไปแนบกับหน้าท้องที่นูนป่องของหญิงสาวอย่างแสนรัก น้ำตาร้อนๆ ของผู้เป็นพ่อซึมผ่านเนื้อผ้าฝ้ายเข้าไปถึงผิวเนียน“ปะป๊าขอโทษนะครับลูก... ปะป๊ามันโง่ ปะป๊ามันตาบอดที่พูดจาทำร้ายจิตใจ หม่าม้าของหนู ปะป๊าสัญญา ต่อหน้าฟ้าดิน ต่อหน้าคุณยาย ต่อหน้าหนูและหม่ามี๊ ว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของปะป๊า ลมหายใจของปะป๊า จะมีไว้เพื่อปกป้องและรักหนูกับหม่ามี๊เท่านั้น จะไม่มีใครหน้าไหน หรืออคติใดๆ มาทำร้ายครอบครัวของเราได้อีกแล้ว” ชายหนุ่มเงยหน้า
ความมืดมิดยามค่ำคืนของอำเภอแม่ริมความหนาวเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจับขั้วหัวใจ ยิ่งดึกลมหนาวของภาคเหนือก็ยิ่งพัดกรรโชกแรงขึ้น เมฆดำทะมึนที่ก่อตัวมาตั้งแต่ช่วงเย็นเริ่มกลั่นตัวเป็นหยาดฝนเม็ดเล็กๆ ก่อนจะเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีและใบไม้ดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณทว่าท่ามกลางพายุฝน ที่โหมกระหน่ำ ร่างสูงใหญ่ของรังสิมัณยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินที่ตอนนี้กลายสภาพเป็นโคลนตมเละเทะ ชายหนุ่มไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน เสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมราคาแพงระยับเปียกลู่แนบเนื้อ เผยให้เห็นรอยแดงช้ำจากการถูกไม้กวาดทางมะพร้าวฟาด หยาดน้ำฝนไหลชะโลมใบหน้าหล่อเหลาที่ซีดเซียว แต่แววตาของเขายังคงจดจ่ออยู่ที่บานประตูไม้ ที่ปิดสนิทเบื้องหน้าอย่างไม่ลดละ“บอสครับ! บอส! ลุกขึ้นเถอะครับ!” ศิริศักดิ์พร้อมด้วยบอดี้การ์ดอีกสองคนวิ่งกางร่มฝ่าสายฝนเข้ามาหาเจ้านายด้วยความร้อนรน ลูกน้องคนสนิทพยายามจะดึงแขนรังสิมัณให้ลุกขึ้น “ฝนตกหนักขนาดนี้ บอสจะป่วยเอานะครับ กลับไปตั้งหลักที่รถก่อนเถอะครับ แล้วพรุ่งนี้เช้าเราค่อยมาใหม่”“ปล่อยฉันศักดิ์! ออกไปให้พ้น!” รังสิมัณสะบัดแขนออกอย่างแรงจนลูกน้องเสียหลัก “ฉันบอกแล้วไงว่าฉ







