Masukสี่พ่อแม่ลูกยังคงวางแผนการที่จะเดินทางเข้าเมืองเพื่อหาคนแต่งงาน พวกเขาไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่วันจะเกิดเรื่องขึ้นที่บ้านจนไม่สามารถเดินทางไปทำตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ คืนนั้นคนบ้านฟู่ยังคงต้องกินอาหารฝีมือของเหมียนจูเหมือนเคย เพราะไม่สามารถลากซินเหยามาทำงานให้ตัวเองได้
สามวันต่อมา
เสียงกรีดร้องดังออกมาจากภายในบ้านตระกูลฟู่ต่างจากทุกวัน เหมียนจูที่เตรียมตัวจะนำเงินเก็บพาครอบครัวไปยังเมืองข้าง ๆ เพื่อหาคนแต่งงานให้ลูกชายและลูกสาวต้องตกใจที่เงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวหายไป
“เกิดอะไรขึ้น!! ทำไมเสียงดังขนาดนี้!” ฟู่อ้ายโกวรีบเปิดประตูเข้ามาในห้องนอน
“เงิน! เงินเก็บบ้านเราหายไปหมดแล้ว!!!” เหมียนจูตะโกนร้องไห้เสียงดัง
“บ้าน่า! คุณเป็นคนรู้ที่เก็บอยู่คนเดียว แล้วเงินมันจะหายไปได้ยังไง” ฟู่อ้ายโกวเองก็ตกใจไม่น้อยที่รู้ว่าตอนนี้ในบ้านเขาไม่มีเงินเหลืออีกแล้ว
“ฉันก็อยู่กับคุณตลอด แล้วจะรู้ไหมว่าเงินหายไปไหนน่ะ ฮือ…” เหมียนจูโวยวายต่อ
“แจ้งตำรวจดีไหม? ผมว่าในหมู่บ้านต้องมีขโมยแน่” ฟู่อ้ายโกวคิดอะไรไม่ออก
“บ้า! ถ้าแจ้งตำรวจแล้วนังซินเหยาบอกว่าพวกเราเอาเงินมันไปจะทำยังไง เราไม่ต้องหาเงินมาใช้คืนให้มันเหรอ คิดอะไรโง่ ๆ” เหมียนจูปาดน้ำตาไปด่าสามีไป
“ก็แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ บ้านเราไม่มีเงินแล้วจะอยู่กันยังไง” ฟู่อ้ายโกวรู้ดีว่าอีกหลายวันกว่าที่ฟู่จิงถิงจะส่งเงินกลับมา
“ฉันว่าต้องเป็นนังซินเหยาแน่ที่เอาเงินเราไป” เหมียนจูพุ่งเป้าไปยังซินเหยาทันที
“คุณบ้าหรือไง! ซินเหยาจะเข้ามาเอาเงินคุณไปได้ยังไง” ฟู่อ้ายโกวส่ายหน้าอย่างรำคาญ เมียเขาช่างหาเรื่องกับซินเหยาไม่เลิกจริง ๆ ทั้งที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้นในบ้าน เธอยังคงคอยจับผิดซินเหยาคนนั้นอีก
“ฉันไม่ได้บ้า!! คุณไม่เห็นเหรอว่านังซินเหยามันเปลี่ยนไปมากแค่ไหนน่ะ ฉันยังเคยเห็นมันทำท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่บ่อย ๆ แค่ไม่มีหลักฐานก็เท่านั้น” เหมียนจูสังเกตว่าซินเหยาออกจากบ้านทุกวันก็จริง แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเธอออกไปทำอะไรข้างนอกกันแน่
“พอ ๆ ไปถามเธอดี ๆ ก่อน อย่าเพิ่งอาละวาด” ฟู่อ้ายโกวทำได้แค่ต้องแก้ปัญหาไปก่อน
“ชิ! ไปก็ไปสิ ถ้าเป็นนังซินเหยาเอาไปจริง ๆ ฉันจะฟาดมันให้ตายเลยคอยดู!” เหมียนจูยังคาดโทษซินเหยาก่อนเดินออกจากห้องนอนไปพร้อมฟู่อ้ายโกว
“แม่! เกิดอะไรขึ้นครับ ไหนบอกว่าวันนี้จะพาพวกเราไปต่างอำเภอยังไงล่ะ เราจะไปกันเมื่อไหร่ครับ ผมเตรียมตัวพร้อมแล้ว” ฟู่หยางเซิงไม่กล้าเข้าไปในห้องพ่อแม่เขาจึงถามขึ้นขณะที่นั่งรออยู่ในบ้าน
“เงินบ้านเราหายไปหมดแล้ว ฉันกำลังจะไปถามนังซินเหยาเนี่ย พวกแกตามไปช่วยฉันค้นดูในห้องมันด้วย เร็วเข้า!” เหมียนจูรีบสั่งการลูกชายกับลูกสาวที่นั่งรออยู่ให้ตามไป
สองพี่น้องได้แต่หันมองหน้ากันอย่างตกใจ พวกเขาไม่คิดว่าซินเหยาจะกล้าถึงขนาดขโมยเงินของที่บ้านไปหมดจริง ๆ แต่ถึงจะสงสัยมากแค่ไหน คำสั่งของแม่ พวกเขาก็จำเป็นต้องรีบทำตาม ไม่อย่างนั้นแม่ของพวกเขาคงจะด่าว่าพวกเขาทั้งวัน
ซินเหยาวันนี้ยังไม่ได้ออกไปเดินเล่นข้างนอก เธอได้ยินเสียงกรีดร้องของเหมียนจูก่อนหน้านี้แล้ว ซินเหยาจึงรีบนำเงินทั้งหมดที่มีอยู่ไปซ่อนเอาไว้ในผนังห้องเก็บฟืนที่เธอขุดเอาไว้เมื่อหลายวันก่อนเพื่อซ่อนเงิน ปกติซินเหยาจะพกเงินทั้งหมดออกไปด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้คนบ้านฟู่หาพบ แต่ตอนนี้เธอต้องรีบนำเงินกลับไปเก็บก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขารุมกันเข้ามาค้นตัวเธอคงแย่แน่
“นังซินเหยา แกเอาเงินฉันคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!” เหมียนจูผลักเปิดประตูเข้าไปอย่างแรง
“อะไรของคุณ! เงินอะไรอีก!! เงินชดเชยพ่อแม่ฉันคุณก็เอาไปหมดแล้ว ยังกล้ามาถามหาเงินจากฉันอีก หน้าด้านเกินไปแล้ว” ซินเหยาเถียงกลับเสียงดัง เธอมีหรือจะยอมให้เหมียนจูกล่าวหาได้ง่าย ๆ
“แกไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่อง พวกแกค้นให้หมด!!!” เหมียนจูสั่งทุกคนให้รื้อค้นหาเงินของเธอกลับคืนมาทันที
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ! มีสิทธิ์อะไรมาค้นห้องนอนฉัน!” ซินเหยาพยายามขัดขวางคนทั้งสี่ไม่ให้รื้อค้นสิ่งของในห้องเก่าคร่ำคร่าของเธอ
“ถอยไป!” พวกเขาต่างผลักซินเหยาออกไปจากห้องเก็บฟืนอันเล็กจ้อยอย่างรวดเร็ว
ซินเหยาได้แต่ต้องถอยออกไปก่อน เธอไม่อยากให้คนพวกนั้นสงสัยไปมากกว่านี้เลยทำได้แค่ขัดขวางพอเป็นพิธีเท่านั้น
“บ้าเอ้ย! ไม่เห็นจะมีเงินเลย” ฟู่อ้ายโกวอดสบถออกมาเสียงดังไม่ได้ ตอนนี้ในห้องเก็บฟืนเต็มไปด้วยสิ่งของระเกะระกะจากการรื้อค้นกระจายเต็มพื้นไปหมด
“แกหากันดีหรือยัง มันต้องอยู่ที่นี่แน่” เหมียนจูยังคงไม่เชื่อว่าเงินของเธอจะไม่อยู่กับซินเหยา เงินที่เธอเก็บเอาไว้ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ
“ไม่มีสักหน่อยนะแม่!” ฟู่โหรวบอกเสียงดัง เธอหาจนหงุดหงิดไปหมดแล้ว ห้องบ้านี่ก็เหม็นอับเสียจริง เธอที่แต่งตัวสวยเตรียมออกจากบ้านก่อนหน้านี้ถึงกับอยากรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่โดยเร็ว
“ทางนี้ก็ไม่มีครับแม่” ฟู่หยางเซิงบอกอีกคน เขาหาทุกซอกทุกมุมแล้วก็ไม่เห็นเงินที่ว่า
“ฉันไม่เชื่อว่าจะไม่ใช่นังซินเหยาเอาไป แกไปเอาไม้มาให้ฉัน ฉันจะดูสิว่ามันจะทนปากแข็งไปได้สักกี่น้ำ” เหมียนจูร้องบอกลูกชายกับลูกสาวอย่างโมโห เธอต้องการระบายอารมณ์กับซินเหยาที่เงินเก็บของบ้านหายไป
“ฮึ! หาไม่เจอก็คิดจะมาตีฉันเหรอ? ได้! วันนี้ฉันก็จะสู้ตายเหมือนกัน” ซินเหยาที่ไม่รู้ว่าเดินไปเอามีดในครัวมาตั้งแต่เมื่อไหร่ตะโกนท้าทายกลับไปทันที
“นังบ้าเอ้ย! แกกล้าดียังไงที่คิดจะมาต่อต้านฉันน่ะ!” เหมียนจูเห็นท่าทางเอาเรื่องของซินเหยาก็ยิ่งโกรธแค้นขึ้นมาหนักกว่าเดิม
ฟู่อ้ายโกว ฟู่หยางเซิงและฟู่โหรวได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นอย่างยุ่งยากใจ พวกเขาไม่มีความกล้าที่จะเข้าไปท้าทายมีดในมือของซินเหยาเหมือนเหมียนจู
ในขณะที่เหมียนจูง้างไม้ที่ฟู่หยางเซิงหยิบจากในห้องมาให้ขึ้นสูง ซินเหยาก็วิ่งเข้าไปฟันไม้ท่อนนั้นจนขาดเป็นสองท่อนอย่างรวดเร็ว เหมียนจูที่เห็นมีดคมกริบฟาดฟันเข้ามาตรง ๆ ก็ถึงกับยืนตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า เธอไม่คิดว่าซินเหยาจะกล้าลงมือกับเธอจริง
“เข้ามาสิ! คราวนี้ฉันจะไม่ฟันแค่ไม้แล้วนะ” ซินเหยาส่งสายตาดุร้ายกลับไปยังคนทั้งสี่
“นังสารเลว! ฆ่าคนแล้ว ๆ ทุกคนมาดูกันเร็ว ลูกสะใภ้จะฆ่าแม่สามี!” เหมียนจูที่สู้ไม่ได้รีบลงไปนั่งบนพื้นดิ้นไปมาและตะโกนเรียกเพื่อนบ้าน
“ชิ! นึกว่าจะแน่สักแค่ไหนกัน เรียกชาวบ้านมาก็ดี ฉันจะได้บอกเรื่องชั่ว ๆ ที่แม่สามีทำกับฉันมาตลอดสามปีให้พวกเขาฟัง ฉันอยากดูสิว่าใครจะเข้าข้างพวกแก” ซินเหยาไม่สนใจแล้วว่าชื่อเสียงของร่างเดิมจะเป็นยังไง ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นเจ้าของร่างนี้แล้ว ซินเหยาย่อมไม่ยอมให้ใครมารังแกเธอได้ง่าย ๆ
“เธอพูดเกินไปไหมลูกสะใภ้ พวกเราไม่ได้ทำร้ายอะไรเธอนะ” ฟู่อ้ายโกวยังคงอยากรักษาหน้าตาของตระกูลเขาในหมู่บ้านเอาไว้อยู่ เขาจึงเอ่ยปรามซินเหยาสักคำ เผื่อว่าเธอจะเห็นแก่หน้าเขาที่เป็นพ่อสามีบ้าง
“ฉันพูดเกินไปตรงไหน? ตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้าวแม้แต่มื้อเดียวฉันก็ยังไม่เคยได้กินอิ่ม งานทุกอย่างทั้งในบ้านนอกบ้านก็เป็นฉันที่ทำ ฉันแต่งงานกับฟู่จิงถิง ไม่ใช่มาเป็นทาสให้คนตระกูลฟู่อย่างพวกแกนะ” ซินเหยาระบายเรื่องทุกอย่างออกมาอย่างสุดจะทน ภาพความลำบากของร่างเดิมผุดขึ้นมาในความคิดของเธอเป็นฉาก ๆ ซินเหยาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าในโลกนี้ยังมีครอบครัวเลวร้ายแบบนี้อยู่จริง ๆ ถึงแม้ร่างเดิมจะอ่อนแอ แต่เธอก็ไม่เคยปริปากบ่นเวลาถูกคนตระกูลฟู่ใช้งานเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งตายจากไป
“เกิดอะไรขึ้น! ซินเหยาเป็นอะไรไหม?” ป้าเพ่ยกับชาวบ้านรีบเข้ามาตรวจดูร่างกายของซินเหยาอย่างเป็นห่วง หลายปีมานี้บาดแผลบนร่างกายของซินเหยามีแต่จะเพิ่มขึ้น
“พวกเขาหาว่าฉันขโมยเงินค่ะป้าเพ่ย ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาเก็บเงินไว้ที่ไหน พวกเขายังกล้ามาหาเรื่องฉันถึงในห้องอีก พวกป้าดูสิคะว่าห้องฉันเละเทะขนาดไหน” ซินเหยาชี้นิ้วเข้าไปด้านในห้องที่ตอนนี้สิ่งของกระจัดกระจายเต็มพื้นไปหมด
“เหมียนจู พวกเธอจะรังแกคนเกินไปแล้วนะ หลายปีมานี้แค่ข้าวปลาอาหาร ซินเหยายังไม่เคยได้กินอิ่มเลย นี่พวกเธอยังกล้ามากล่าวหาซินเหยาอีกเหรอ” ป้าเพ่ยอดพูดขึ้นมาไม่ได้
“หุบปากไปเลย! นังซินเหยามันโกหก ต้องเป็นมันแน่ ๆ ที่ขโมยเงินของบ้านฉันไป” เหมียนจูยังคงไม่ยอมรับความจริง เธอต้องการให้ทุกคนรู้ว่าซินเหยาเป็นขโมย
“ไม่มีหลักฐานยังคิดจะใส่ร้ายฉันอีก แน่จริงไปแจ้งตำรวจกันไหมล่ะ ฉันก็อยากได้เงินชดเชยของพ่อแม่คืนเหมือนกัน” ซินเหยาโต้กลับทันที เธอไม่ยอมให้เหมียนจูเอาเปรียบได้ง่าย ๆ เหมือนร่างเดิมหรอกนะ
“กรี๊ด!! นังเด็กอกตัญญู แกกล้าดียังไงถึงคิดจะแจ้งตำรวจน่ะฮะ!” เหมียนจูกลัวว่าเรื่องที่เธอเคยทำกับซินเหยาจะถูกตำรวจรู้เข้าและต้องถูกลงโทษ
“ทำไมฉันจะแจ้งตำรวจไม่ได้? ในเมื่อหลายปีมานี้เป็นพวกคุณที่ทำร้ายฉันและแย่งเงินของพ่อแม่ฉันไปน่ะ” ซินเหยาลอยหน้าลอยตาตอบกลับ
“พ่อว่าใจเย็น ๆ ก่อนดีกว่านะซินเหยา นี่ก็แค่เรื่องเข้าใจผิด ถือว่าพวกเราขอโทษเธอก็แล้วกันนะ อย่าทำให้เรื่องราวบานปลายมากไปกว่านี้เลย” ฟู่อ้ายโกวเองก็กลัวว่าตัวเองจะต้องติดร่างแหไปด้วย เขายังไม่อยากติดคุกตอนแก่หรอกนะ
“แกเงียบไปเลย! ฉันไม่เชื่อหรอกว่านังซินเหยาจะกล้าแจ้งตำรวจ” เหมียนจูอับอายชาวบ้านที่กำลังกระซิบกระซาบเรื่องที่เธอเคยทำกับซินเหยาจนกลายเป็นความโกรธ
“ป้าเพ่ย รบกวนให้ใครไปตามผู้ใหญ่บ้านมาหน่อยค่ะ ฉันจะให้เขาโทรแจ้งความ” ซินเหยาหันไปขอร้องป้าเพ่ยให้ช่วยเธอสักหน่อย
“ซินเหยาจะทำแบบนี้จริง ๆ เหรอลูก” ป้าเพ่ยเองก็รู้สึกหวาดกลัวตำรวจเป็นทุนเดิม
สองปีต่อมา ตอนนี้เฟิงอู่กับโจวหงไม่ได้เข้าทำงานที่บริษัทมากว่าหนึ่งปีแล้ว พวกเขาอยู่บ้านเลี้ยงหลานและปล่อยให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ดูแลธุรกิจกันเอง เพราะซินเหยาหลังมีลูกคนแรกได้ไม่ถึงครึ่งปี เธอก็ท้องลูกคนที่สองอีกครั้ง ทำให้พวกเขามีหลานสาวและหลานชายให้คอยเลี้ยงดูอย่างมีความสุข ส่วนเฟิงจี้ถิงกับเฟิงจี้กวงได้ลูกชายกันทั้งคู่ พวกเขาเพิ่งวางแผนจะมีลูกคนที่สองกันในปีนี้“เราพาเด็ก ๆ ไปเล่นกับลูกพี่ลูกน้องพวกเขาที่บ้านใหญ่ดีไหมคะคุณ” โจวหงถามหลังจากป้อนข้าวให้หลานทั้งสองคนของเธอเสร็จในช่วงสายของวัน“อืม… ก็ดีเหมือนกันนะ คุณพ่อจะได้เล่นกับหลานด้วย” เฟิงอู่พยักหน้ารับคำ พวกเขาพาหลาน ๆ ไปเล่นด้วยกันบ่อย ๆ เพื่อที่ในอนาคต เด็ก ๆ ตระกูลเฟิงจะได้ช่วยเหลือกันและกันในย
เฟิงจิงถิงพยักหน้ารับคำภรรยาที่ใบหน้ายังซีดเผือดจากการเสียเลือดอยู่ เขาได้แต่คิดว่าจะมีลูกอีกอย่างที่ซินเหยาอยากมีหรือเปล่า“พวกลูกนอนพักกันสักหน่อยเถอะ เมื่อเช้าก็ตื่นกันตั้งแต่เช้าแล้ว แม่เองก็จะพักด้วยเหมือนกัน รอเสวี่ยเยว่หิวนมเราค่อยตื่นกันอีกที” โจวหงบอก เธอรู้ดีว่าเด็กแรกคลอดดื่มนมบ่อยมากแค่ไหน ถ้าซินเหยาไม่นอนพัก เธอก็กลัวว่าลูกสะใภ้จะไม่มีน้ำนม“ได้ค่ะแม่ คุณไปนอนก่อนเถอะนะคะ” ซินเหยาบอกเฟิงจิงถิงที่กำลังเก็บกล่องอาหารอยู่ข้างเตียงของเธอเงียบ ๆ ซินเหยาไม่รู้ว่าตอนนี้สามีคิดอะไรอยู่“ครับ ฝันดีนะครับที่รัก” เฟิงจิงถิงลุกขึ้นจูบหน้าผากนวลของซินเหยาอย่างแสนรัก ก่อนจะหยิบเอากล่องอาหารออกไปทิ้งนอกห้องพักผู้ป่วยของซินเหยาแล้วกลับเข้ามานอน
เฟิงอู่ โจวหงและเฟิงจิงถิงนั่งรออยู่หน้าห้องคลอดเกือบหนึ่งชั่วโมง พวกเฟิงตี้หลงก็มาถึง พวกเขาต่างสอบถามอาการของซินเหยาด้วยความเป็นห่วง“ทุกคนอย่าเพิ่งคิดมากเลย ยังไงก็ถึงมือหมอแล้ว” เฟิงตี้หลงบอกลูกหลานให้สงบจิตใจ คนอื่น ๆ ได้แต่พยักหน้ารับคำเฟิงตี้หลง เพียงแต่ในใจแต่ละคนยังคงคิดไปต่าง ๆ นา ๆ และภาวนาให้ซินเหยาคลอดอย่างปลอดภัยเท่านั้น หนึ่งชั่วโมงต่อมา พยาบาลอุ้มห่อผ้าออกมาพร้อมรอยยิ้ม เธอนำเด็กไปส่งให้กับโจวหงที่ลุกขึ้นเดินไปหาพยาบาลเป็นคนแรก“ยินดีด้วยนะคะ เป็นเด็กผู้หญิงค่ะ” พยาบาลบอกพร้อมรอยยิ้มกว้าง“
สี่สิบห้าวันต่อมา เฟิงจิงถิงเรียนรู้งานทุกอย่างจากเฟิงอู่เสร็จเรียบร้อยนานแล้ว ตอนนี้ร่างกายที่เคยบาดเจ็บของเขาหายสนิทแล้ว วันนี้จึงเป็นวันแรกที่เฟิงจิงถิงจะกลับไปทำงานที่หน่วย เขารับปากกับพ่อว่าจะเข้าไปทำงานช่วงวันเสาร์ของทุกสัปดาห์ ส่วนเรื่องการลาออกเฟิงจิงถิงยังไม่รับปากว่าเขาจะลาออกเมื่อไหร่ สำหรับเฟิงจิงถิงแล้วการเป็นทหารถือเป็นเกียรติของเขามานานแล้ว เมื่อรู้สึกว่าจะไม่ได้รับใช้ประเทศอีก เขาจึงรู้สึกใจหายแปลก ๆ ด้านซินเหยาก็ท้องเข้าสู่เดือนที่หกแล้วเช่นกัน ร้านอาหารของเธอมีคนมาติดต่อขอสูตรเป็นจำนวนมาก จากที่ซินเหยาคิดจะเปิดร้านสาขาตามมณฑลต่าง ๆ เธอจึงได้แต่มาปรึกษาพ่อแม่สามีเรื่องการขายเฟรนไชส์แทนในช่วงสัปดาห์ก่อน รายละเอียดต่าง ๆ จะมีฝ่ายกฎหมายของตระกูลมาช่วยซินเหยาเตรียมสัญญาก่อนประกาศเปิดขา
ซินเหยาเดินตามหลังพนักงานไปยังช่องยิงใกล้ ๆ เธอบรรจุกระสุนและเล็งยิงไปยังเป้าหมายห่างออกไปประมาณ 30 เมตรปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
รถของเฟิงจิงถิงออกจากบริษัทไปทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง ที่นั่นเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรมหนักและเหล็กกล้าของประเทศแห่งหนึ่ง ระยะทางจากบริษัทไปยังโรงงานไกลประมาณยี่สิบกิโลเมตร เมื่อพวกเขาไปถึงด้านหน้าโรงงาน ยามรักษาการติดอาวุธหลายคนตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามระเบียบ ที่นี่ห้ามคนภายนอกเข้าโดยเด็ดขาดและโรงงานมีนโยบายการเก็บความลับเป็นอย่างดี“สวัสดีครับเลขาตู้ คุณชายใหญ่ คุณนายน้อย” ผู้จัดการโรงงานออกมาต้อนรับพวกเขา เพราะก่อนออกจากบริษัทนั้น เลขาตู้ได้โทรบอกล่วงหน้าแล้ว“สวัสดีครับ/ค่ะ” ทั้งสามทักทายกลับ ก่อนจะเดินตามผู้จัดการโรงงานเพื่อเข้าไปฟังการอธิบายเกี่ยวกับโรงงานในห้องประชุม เรื่องพวกนี้ผู้จัดการทำบ่อยเวลามีลูกค้าเข้ามา
“ฉันไม่ปล่อย!
“คุณกล้าใช้กำลังกับฉันเหรอหมวดฟู่ มันจะเกินไปแล้วนะ” ผู้หญิงคนนั้นโวยวายเสียงดังจนทำให้เพื่อนบ้านใกล้ ๆ ต่างเดินมามุงดูกันหลายครอบครัว“คุณทำไมไร้เหตุผลแบบนี้ล่ะครั
“อืม… ขอบคุณมากนะคะ ไม่ทราบว่าคุณพอจะรู้ไหมว่าฟู่จิงถิงใช้ชีวิตยังไงในช่วงสามปีที่ผ่านมา พอดีว่าฉันไม่ได้รับจดหมายจากเขาเลยค่ะ” ซินเหยาอยากรู้มากจริง ๆ เพราะคนบ้านฟู่ไม่ยอมมอบจดหมายของฟู่จิงถิงให้
ก่อนฟ้าสางวันต่อมา พวกฟู่อ้ายโกวต่างหาวหวอด ๆ เพราะตื่นเช้าเกินกว่าปกติ ทั้งสามเอาเก้าอี้ไปนั่งรอที่หน้าประตูเพื่อดูว่าซินเหยาจะออกจากห้องเมื่อไหร่ แต่เมื่อรอแล้วรอเล่าจนกระทั่งเหมียนจูกับฟู่โหรวทำอาหารเช้าเสร็จ ฟู่







