LOGINผมนึกถึงตอนที่ผมถามรวิว่าทำไมถึงเขียนนิยายเรื่องนี้
“วิฝันยาวมากพี่ไอศ์ มันเป็นฝันเรื่องยาวที่ต่อกัน ยาวมากๆ” รวิตอบผม “เป็นเรื่องเป็นราวจนจบ”
งั้นตอนนี้ผมอาจจะอยู่ในโลกคู่ขนานที่รวิฝันถึงหรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจ อย่างไรผมในฐานะไอศูรย์ก็ตายไปแล้วแน่นอน แต่ที่แน่ใจก็คือจากที่ผมอ่านนิยายนั่นไม่ใช่เรท R ซะหน่อย
ต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหน ระหว่างผมกับตัวร้ายหมาบ้านั่นแน่ๆ
หลังจากวันที่ผมมีอะไรกับเซอร์เบอรอส ผมก็ช็อคนอนเหม่อไปหลายวัน ระหว่างนั้นเซอร์เบอรอสบอกว่าเขามีที่ที่ต้องไป และทิ้งให้ผมเพ้อเจ้อคนเดียวที่คฤหาสน์
“อึก อื้อ” ผมครางเบาๆ “อย่าทาแรงสิ”
“เจ้าก็อย่าเกร็งสิ” โมเบียสบอก เขากำลังใช้ยาเย็นๆ ลูบไปตามด้านหลังที่เต็มไปด้วยรอยจูบที่ผมทายาเองไม่ถึง ตอนที่เซอร์เบอรอสอุ้มผมกลับมาพร้อมรอยโดนทำรักอย่างหนักหน่วง โมเบียสหน้าซีดด้วยความตกใจแล้วก็เปลี่ยนเป็นโกรธอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเข้าใจว่าเซอร์เบอรอสขืนใจผม
ผมเลยเล่าเรื่องในป่าให้ฟังพร้อมให้ต้นซัคคิวที่ถูกเซอร์เบอรอสฟันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และเมล็ดซัคคิวให้เขาไปทดลองด้วย
“ตอนนี้ข้าทดลองได้ตัวยาของเจ้ามาแล้ว แต่ข้ามีข่าวดีกับข่าวร้ายมาบอก เจ้าจะฟังอันไหนก่อน” โมเบียสถาม เขาเป็นคนมือเบามากเวลาทายาผมเลยรู้สึกสบายมาก
“งั้นเอาข่าวร้ายก่อน” ผมบอก
“เอ่อ เจ้าน่าจะต้องหาคนรักด่วนๆ เพราะว่าจากการที่ข้าได้ทดลองใช้ไปนี๊ดเดียว มันค่อนข้างที่จะรุนแรงมากๆ” ชายหนุ่มผมสีเงินหน้าแดงแล้วไอค่อกแค่กเล็กน้อย
“งั้นข่าวดีล่ะ” ผมถาม
“ยานี่ไม่แน่ใจว่าจะทำให้หายไหม แต่สุขภาพเจ้าจะดีขึ้นแบบก้าวกระโดดแน่นอน แต่ผลข้างเคียงของมันคือทำร่างกายเพิ่มพลังความร้อนมากเกินไป ให้มีอารมณ์ทางเพศสูง เจ้าต้องมีคนรักไม่ก็หาที่ระบายความใคร่” โมเบียสพูดแล้วเหลือบมองรอยดูดบนคอที่ยังช้ำอยู่
“หรือเจ้าจะขอให้ท่านดยุกช่วยก็ได้นะ ข้าว่าเขาคงเต็มใจอยู่บ้าง ไม่งั้นคงไม่ทั้งกัดทั้งจูบเจ้าจนทิ้งรอยช้ำทั้งตัวแบบนี้หรอก”
“ม.. ไม่ดีกว่า” ผมรีบปฏิเสธ ตอนนี้ผมยังไม่รู้จะทำอย่างไรกับเขาดี เอาจริงๆ ผมยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผ้าเปื่อยๆ ที่ถูกโยนเข้าเครื่องซักจนออกมายู่ยี่ ไม่รู้จะทำยังไงกับตัวเองเลยด้วยซ้ำ
“โมเบียส ข้าขอทดสอบอะไรบางอย่างหน่อย” ผมดึงโมเบียสเข้ามาใกล้ แล้วมองตาเขา
“ได้” โมเบียสสบตาแล้วมองตอบดวงตาสีม่วงลึกลับของเขาสบตากับผม “จะทดสอบอะไรล่ะ”
ทันใดนั้นมีเสียงประตูเปิดผลัวะเข้ามา
“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เห็นโมเบียสบอกว่าท่านป่วยกลับมาจาก…” มารีนทำหน้าช็อคที่เห็นผมเอาแขนดึงโมเบียสอยู่โดยที่หน้าใกล้กัน
“ขอโทษที่รบกวนค่ะ” หญิงสาวผมสีชมพูหลับตาปี๋แล้วปิดประตูปัง! ทันที
“ไม่ใช่แบบนั้น มารีนนนนน เจ้ากลับมาก่อนนนน” ผมตะโกนไล่หลัง มารีนที่เข้าใจผิดไปเรียบร้อยแล้ววิ่งหายไป
“เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ คุณหนูมารีนเข้าใจข้าผิดไปแล้ว นอกจากหาสมุนไพรให้เจ้า ทำยาทาทำยากิน คอยดูแลเจ้า เจ้ายังทำให้ข้าดูเหมือนเอาตัวเข้าแลกที่นอนอีก เจ้าจะทำข้าดูแย่ไปถึงไหนหา” โมเบียสด่าผมอีกเป็นชุดจนผมสำนึกผิดแทบไม่ทัน “หรือท่านดยุกคนเดียวไม่พอสำหรับเจ้าใช่ไหม ถ้าเจ้าคุกคามข้า…ข้าจะไม่รักษาให้เจ้าแล้ว”
“เจ้าบ้าไปแล้วเหรอ ข้าไม่ได้จะทำแบบนั้น” ผมรีบแก้ความเข้าใจผิด
“แล้วเจ้าจะทำอะไร”
“คือว่า ข้ากำลังทดสอบว่า ข้าชอบผู้ชายหรือเปล่า” โมเบียสอ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำตอบ แต่เขาทำหน้าคิดและตอบผมว่า “ถ้าเจ้าอยากรู้เรื่องนั้นล่ะก็ ข้าพอรู้อยู่ว่าต้องไปที่ไหน”
ผมไม่แน่ใจเรื่องนี้จริงๆ เพราะว่าก่อนหน้าที่จะมาเกิดใหม่ ผมเอาแต่ทำงานจนไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเองเลย แน่นอนว่าผมเคยมีเซ็กซ์ แต่มันเป็นแค่เรื่องความจำเป็นที่ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าบางคน หรือเป็นความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวกับทั้งชายทั้งหญิง แต่ผมไม่ได้ติดใจหลงใหลใคร ส่วนเรื่องคนมาจีบ อาจเพราะผมเอาแต่คิดว่าคนอย่างผมไม่มีเวลาดูแลใครถึงคบใครก็คงไม่ยืด
ในอาณาจักรอาร์ค เพศเดียวกันสามารถชอบกันและอยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผยได้ แต่หากจะแต่งงานเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลก็ต้องแต่งกับผู้หญิงอยู่ดี เพราะงั้นเรื่องของผมกับเซอร์เบอรอสอาจจะเป็นแค่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก็ได้ เพราะฝ่ายนั้นเองก็เป็นถึงดยุก
…
“โมเบียส เจ้าแน่ใจเหรอว่ามันจะได้ผลน่ะ” ผมนั่งอยู่ในพุ่มไม้ข้างๆ โมเบียส พวกเรากำลังซุ่มมองไปข้างหน้าอยู่
“ข้าก็ว่าจะพาเจ้าไปข้างนอกอยู่ แต่สภาพร่างกายเจ้ายังไม่ดี เลยพามาได้แค่ที่นี่”
แล้วผมก็ค้นพบว่าคฤหาสน์ของตัวเองมีที่แบบนี้อยู่ด้วย นั่นก็คือ ที่อาบน้ำรวมของเหล่าอัศวินและทหารรับจ้างรวมถึงคนงานต่างๆ แน่นอนว่ามีห้องน้ำ แต่บางทีคนที่อยากคุยกันก็จะมาอาบน้ำที่แม่น้ำที่ไหลผ่านด้านข้างของคฤหาสน์
ส่วนผมก็กำลังถ้ำมอง เอ๊ย แอบดูเหล่าอัศวินกำลังอาบน้ำและพูดคุยกัน
“แล้วข้าต้องทำยังไงต่อนะ” ผมถาม ระหว่างนั่งดูเหล่าชายฉกรรจ์จนเมากล้ามไปหมด
“เอ่อ เจ้าก็ลองดู มีคนไหนที่เจ้ามองแล้วรู้สึกว่าดึงดูดบ้างไหม”
“อืม… พูดยากนะ” ผมมองดูก็มีหลายคนที่ดูดี แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกถึงแรงดึงดูดทางเพศจากใครเท่าไหร่ อาจจะเพราะเซอร์เบอรอสในคืนนั้นเต็มไปด้วยแรงดึงดูดมากจนคนอื่นดูธรรมดาไป หรือว่า ผมอาจจะรู้สึกดีเพราะเป็นครั้งแรกในร่างนี้หรือเปล่า
“งั้นเรากลับกันเถอะ ข้าว่าข้าพอได้คำตอบแล้วล่ะ” ผมถอนใจก่อนจะลุกจากพุ่มไม้แล้วชนเข้ากับใครบางคน
“แอ่ก ข้าขอโทษ” ผมเงยมองว่าชนเข้ากับใคร
ก่อนที่จะสบตากับใครบางคนที่โกรธจนหน้าดำไปหมด คิดถึงหมา หมาก็มา
“เฮ้ยยย เซอร์เบอรอส เจ้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมหันซ้ายหันขวาหาโมเบียสแต่ไม่เจอ
ไอ้หมอนี่เวลาแบบนี้หลบเก่งชิบ!
“เหอะ ข้าอุตส่ารีบเคลียร์งานเป็นห่วงว่าท่านพี่จะเป็นยังไงบ้าง” ใบหน้าคมยื่นมาใกล้ผม เขาดูโกรธผมมาก “แต่ว่า ข้าเพิ่งรู้ว่าท่านพี่มีรสนิยมแบบนี้”
“ม…ไม่ใช่หนา” ผมบอก โอ๊ย เขาเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว
ทำไมวันนี้จะทำอะไรก็จังหวะนรกไปหมด จะแก้ตัวก็ดูฟังไม่ขึ้นอีก โว้ย นี่มันวันอะไรของผมเนี่ย
ผมท้อใจขณะมองมือที่เหมือนกับคีมเหล็กลากผมเข้าคฤหาสน์
...
ผมโฟกัสเรื่องตัวเองได้ไม่นาน ด้วยความที่ผมทดลองยากับตัวเองและมันได้ผลดีมาก อาการเป็นลมเริ่มหายสนิท ผมกับโมเบียสจึงเริ่มวางขายยาตามร้านรวงต่างๆ ในเมือง
และเราแบ่งยาเป็น 2 สูตร เป็นยาสำหรับบำรุงกำลังโดยเฉพาะและยาเพิ่มสมรภาพทางเพศ ซึ่งยาที่ขายเป็นยาที่เจือจางกว่าที่ผมกินอยู่หลายส่วนทำให้ผลข้างเคียงลดลงจนแทบไม่มีเลย เมื่อท่านพ่อรู้เรื่องเข้าว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนจะทำธุรกิจ กิลด์ข้อมูลอะควาเซียก็ช่วยโปรโมทอย่างเต็มที่ พวกเรามีสายข่าวอยู่ที่แหล่งสถานบันเทิงมากมายและบอกต่อกันปากต่อปาก ทำให้อยู่ๆ ยาก็ดังเป็นพลุแตก จนผลิตไม่ทัน
.
.
.
.
.
.
ข้า เซอร์เบอรอส ไม่ค่อยชอบช่วงนี้เท่าไหร่นัก
ยาอัลฟิเดสขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนอาณาจักรอื่นๆ ยังต้องมาต่อแถวซื้อ
เรย์คาลัสมีความสุขมาก แต่นั่นทำให้ข้าเป็นกังวล
เพราะบางอย่างที่ส่องประกายเกินไป มักมีไอ้พวกอยากโยนหินใส่
เช่นไอ้สันขวานตรงหน้าข้าตอนนี้
“ทำไมเจ้าถึงไม่ปรากฏตัวที่งานฉลองชัยล่ะ เจ้าเป็นตัวเอกของงานเลยนะ” ชายที่อยู่ในเงามืดเอ่ยถามข้า
“ข้ารู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างมาก แต่ข้ามีที่ที่ต้องไป” ข้าตอบไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยและเบื่อหน่าย “อีกอย่าง หากข้าไปคนอื่นคงหมดสนุกกัน” หมาบ้าแห่งสนามรบ พวกเขาเรียกข้าแบบนั้นและหวาดกลัวข้า ข้ามองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ข้าทำมันดูเหมือนสัตว์ประหลาดจริง ข้าจึงไม่โทษพวกเขา
และกลับไปหาคนที่มองข้าในแบบอื่น นั่นคืองานฉลองอย่างแท้จริงของข้า
ภาพที่ชายหนุ่มผมสีเขียวที่มัวเมาในความสุขสมที่ข้ามอบให้แว่บเข้ามาในหัว นั่นดียิ่งกว่างานฉลองเสียอีก ข้าอยากเห็นอีก อยากเห็นสีหน้ามีอารมณ์ของเขา จะเป็นอย่างไรถ้าเขาใช้ปากให้ข้า แล้วมองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความต้องการนั่น
“เจ้าสนิทกับ เรย์คาลัส อะควาเซียล่ะสิ” อีกฝ่ายยืนขึ้นเผยให้เห็นผมสีทองประกายของเขา
ข้ายังคงคุมสีหน้าให้เรียบเฉย ทั้งที่ในใจหงุดหงิดเป็นบ้า
“ผู้ผลิตยาอัลฟิเดส ที่อาณาจักรอื่นกล่าวขานกันว่า เป็นยาวิเศษแห่งอาณาจักรอาร์คในเวลานี้เลยนะ แถมยังเป็นทายาทตระกูลอะควาเซีย กิลด์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดนั่นอีก ข้าอยากทำความรู้จักเขาสักหน่อยน่ะ”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ องค์รัชทายาทแองเจล ตะวันดวงน้อยแห่งอาณาจักรอาร์ค” ข้าทำความเคารพเขา ชายผมทองผู้นั่งบนบัลลังก์ เดินออกจากท้องพระโรงที่มืดสนิทไป ข้าเองก็เดินออกจากที่นั่นไปที่รถม้า
ชายหนุ่มสองคนปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบหลังข้าส่งสัญญานเรียก
“สเตมป์ฟา สโครว์ พวกเจ้าต้องไปกับข้า” ข้าเอ่ยเรียกชื่อชายทั้งสอง
.
.
.
.
.
.
ผมเปลี่ยนเรื่องราวไปทีละอย่าง แต่บางอย่างผมก็ต้องยอมรับความจริงว่า บางสิ่งไม่สามารถเปลี่ยนได้
ในตอนเช้า โมเบียสไม่ได้มาหาผมตามเวลายา ผมจึงไปหาเขาว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ พบว่าเขาอยู่ในห้องทดลองที่มีแต่เข็มฉีดยา ที่ข้อมือมีรอยฉีดยาเข้าไป และกำลังแช่อยู่ในอ่างน้ำในห้องทั้งที่อากาศเย็น
“เฮ้ย โมเบียส เจ้าเป็นอะไร” ผมตกใจแทบช็อคแล้วเขย่าตัวเขา
“ข้าไม่เป็นไร” โมเบียสลืมตาขึ้น เขาลุกขึ้น เพราะเสื้อที่เปียกน้ำ ผมเพิ่งเห็นว่าด้านหลังเขามีรอยสักรูปงูขดตัวเป็นเครื่องหมายอินฟินิตี้อยู่ด้านหลัง
“ข้ากำลังทดลองแบ่งยาเป็นสองสูตร แต่ยามันร้อนไปหน่อย ข้าก็เลยมาแช่น้ำแล้วเผลอหลับไป”
ผมมองเขาด้วยความเป็นห่วง ตามต้นฉบับโมเบียสจะเป็นหมอยาที่ทดลองยาด้วยตัวเองทั้งยาพิษและยารักษาทำให้สภาพร่างกายเขาย่ำแย่มากถึงกับพิการ การที่เขามาอยู่กับผมมันจะเป็นเรื่องดีจริงๆ หรือเปล่า
โมเบียสเห็นผมดูรู้สึกผิด เขาเลยบอกว่า “เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก ยานี่น่ะต่อให้สูตรยาผิดพลาด ก็ไม่ถึงตายหรอก แค่อาจจะต้องไปซื้อ เอ่อ…”
“ซื้ออะไรนะ เจ้าบอกข้ามาได้เลยเดี๋ยวข้าซื้อให้” ผมบอก
“ไปซื้อ เอ่อ…ที่ซ่อง” เขาพูดพลางหน้าแดง
“…” โว้ยยย ผมต้องซื้อให้ใช่ไหม
“คุณชาย คุณชาย ท่านดยุกเฮลดันไฮม์มาหา” พ่อบ้านวิ่งกระหืดกระหอบมาหาผม
ผมรีบออกจากห้องโมเบียสเพื่อกันจังหวะนรกที่อาจเกิดขึ้นอีกแล้วลงไปหาเขา
เซอร์เบอรอสในวันนี้ใส่ชุดดยุกมาแบบเต็มยศ ดูดีจนผมแสบตา
“ข้ามีคนที่ต้องพาท่านพี่เรย์ไปพบ” เขาเอ่ย
“อ้อ ใครล่ะ” ผมถาม
“องค์รัชทายาทแองเจลอยากพบท่านพี่”
“ฮะ!” ผมช็อค เข้าใจแล้วทำไมเซอร์เบอรอสถึงแต่งตัวทั้งที่ปกติเขาบอกว่าไม่ชอบชุดดยุกเพราะมันเคลื่อนไหวไม่สะดวก องค์รัชทายาทแองเจล แม้ว่าชื่อจะเหมือนเทวดา แต่แค่ชื่อเหมือนเท่านั้น ในความเป็นจริงเขามักอยู่เบื้องหลังเรื่องชั่วๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสี้ยมให้เซอร์เบอรอสกับพระเอกในเรื่องไม่ถูกกัน หรือให้คนไปแนะนำแหล่งซื้อยาพิษให้ชาเลจ แล้วตอนนี้เขาอยากเจอผม ทำไม
“อืม ไม่เป็นไร ยังไงท่านพี่ก็ไปกับข้า เรื่องเขาท่านไม่ต้องกังวลหรอก” ดยุกหนุ่มยักไหล่
“ว่าแต่ว่า ข้าว่าตรงนี้มันจางไปหน่อยนะ” เซอร์เบอรอสขยับมาหาผมแล้วเอานิ้วลูบรอยที่คอที่เขาทำไว้ รอบหน้าข้าจะทำจนท่านพี่ร้องไห้ขอให้ปล่อยเลยล่ะ” เขากระซิบที่ข้างหูแล้วมองผมด้วยสีหน้าเหมือนสัตว์ร้ายมองเหยื่อ
“จ.. เจ้า” ผมพูดไม่ออก “อย่าทำนะ”
“ถ้าข้าทำใครจะกล้าห้ามข้า ท่านพี่ก็รู้ว่าข้าเป็นใคร”
โธ่เว้ย ไอ้เด็กเปรตโรคจิต
…
เซอร์เบอรอสพาผมไปในร้านอาหารร้านหนึ่งที่เหมือนกับเขาวงกตเพื่อกันคนแอบฟัง ผมรู้สึกเหมือนพวกเราเดินเป็นกิโลกว่าจะถึงโต๊ะ จนผมเริ่มสงสัยว่านี่ร้านอาหารหรือที่ออกกำลังกาย
ชายผมทองสว่างไสวในชุดสีขาวหรูหรา กำลังยกชาขึ้นมาจิบ
เขาเหมือนกับเทวดาจริงๆ ด้วยทั้งผมสีทองสว่างๆ และนัยน์ตาสีเฮเซล ทำให้เขายิ่งเหมือนกับเทวดาในภาพวาดเข้าไปอีก
“อรุณสวัสดิ์ดวงตะวันดวงน้อยแห่งอาณาจักรพะยะค่ะ” ผมเอ่ย
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระที่ไม่สลักสำคัญ ก็เข้าเรื่องที่ผมสงสัย
“ข้าจะถามเลยนะ เจ้าอยากมาเป็นมือเป็นเท้าให้ข้าหรือไม่” องค์รัชทายาทเอ่ย
“ข้ายินดีที่ท่านตะวันดวงน้อยแห่งอาณาจักรสนใจในความสามารถของข้า แต่ข้าเป็นเพียงพ่อค้าขายยาธรรมดาเท่านั้น ส่วนกิลด์ข้อมูลเป็นพ่อข้าบริหาร ข้าเองร่างกายอ่อนแอจึงได้แค่ช่วยงานเล็กน้อย เกรงว่าจะช่วยองค์รัชทายาทได้ไม่มาก แต่หากท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้สามารถส่งสารมาให้ข้าได้เลยพะยะค่ะ” ผมตอบไปเหงื่อแตกไป ไม่รู้ว่าเขาจะให้ช่วยอะไรกันแน่
องค์รัชทายาทดูสังเกตเซอร์เบอรอสที่อยู่ด้านหลังผมแปลกๆ ผมจึงเหลือบมอง เขาทำสีหน้าไร้อารมณ์มองผมแต่ดวงตามีความไหววูบบางอย่าง
“เร็วๆ นี้ข้าน่าจะมีเรื่องให้เจ้าช่วย” องค์รัชทายาทยิ้ม เป็นยิ้มที่ดูไม่เหมือนเทวดาเลยสักนิด
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ

![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




