LOGIN“พวกเจ้าทำอะไรน่ะ ดอกไม้เอาวางไว้ตรงนั้นได้เลย” ผมบอกคนงานในคฤหาสน์ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังวุ่นวายสุดๆ ในวันก่อนจะถึงวันงานใหญ่ และงานที่ว่านั่นก็คือ ‘งานเดบูตองของมารีน’ ซึ่งคืองานเปิดตัวสู่วงสังคมของเธอ ที่ผมเป็นคนจัดงานนี้ขึ้นเองแม้ว่าผมจะไม่มีประสบการณ์ในการจัดงาน แต่ก็เคยเห็นมาบ้างจากการไปรับจ็อบขับกระบะออนิวขนของให้บริษัทที่รับงานอีเวนต์จนรวิเรียกผมว่าพ่อน้องออนิวอยู่พักหนึ่ง
เพราะเป็นงานใหญ่ วันนี้ทุกคนในคฤหาสน์ต่างตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะช่วยผม กระทั่งริชาร์ดที่เป็นอัศวินยังดูสนุกกับการช่วยงานนี้ เขาถึงกับอาสาไปรับดอกไม้พวกนั้นเองเลย
ผมเหมาดอกไม้สีชมพูที่เข้ากับสีผมของมารีน และสีฟ้าที่สดใสเหมือนเธอจากร้านดอกไม้ทุกแห่งในเมืองหลวง จนมารีนลงมาแทบช็อคที่ดอกไม้แทบจะท่วมโถงคฤหาสน์ จนสาวเมดจามกันไม่หยุด
“ท..ท่านพี่ มันมากไปแล้วค่ะ” มารีนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อีกรอบเช่นเดียวกับเมื่อวันก่อนผมให้ร้านเดรสชื่อดังนำชุดมาให้เธอลองที่คฤหาสน์แล้วเหมาทั้งหมด และร้านเครื่องประดับอีก
เห็นพระเอกในนิยายเขาชอบทำให้นางเอกกันผมเลยทำบ้าง แต่ไม่มีแฟนสาวเลยทำให้น้องสาวแทน
ที่ผ่านมาผมเองก็ไม่กล้าใช้เงินตระกูลมากเกินไป แม้จะเกิดเป็นลูกคนรวยแล้วแต่นั่นก็เป็นสมบัติตระกูล แต่พอเป็นเงินที่ผมหามาได้เองผมจึงกล้าใช้ และเหตุผลที่ผมใช้เงินได้เป็นน้ำได้ขนาดนี้ นั่นก็เป็นเพราะยาอัลฟิเดสที่ผมกับโมเบียสผลิตขึ้น มันขายดีมากถึงขนาดที่ว่าอาณาจักรอื่นยังต้องส่งคนมาซื้อจนขาดตลาด ช่วงนี้โมเบียสจึงยุ่งหัวหมุนจนบ่นผมทุกวัน ถึงส่วนแบ่งจะทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีแล้วก็ตาม
มารีนดีใจมากกับสิ่งที่ผมทำให้ แต่ในความดีใจของเธอก็มีความเครียดด้วย เพราะงานเดบูตองที่อาณาจักรนี้ส่วนใหญ่ก็จัดขึ้นเพื่อหาคู่แต่งงาน และลูกสาวนอกสมรสก็มักจะถูกแต่งออกไปเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลซึ่งบางทีก็ต้องแต่งกับคนที่ไม่ถูกใจ ผมจึงปลอบเธอไป
“เจ้าไม่ต้องเครียดหรอกมารีน พ่อกับพี่เจ้ารวยขนาดนี้ จะเลี้ยงเจ้าทั้งชีวิตก็ย่อมได้ ถ้าเจ้าจะแต่งงาน พี่ขอให้เจ้าแต่งกับคนที่เจ้าเลือกเถอะ” ผมบอก สีหน้ามารีนดูดีขึ้นมาหน่อย “ที่ข้าทำทั้งหมดนี่ก็เพราะข้าจะไม่ให้ใครดูถูกเจ้าได้ว่าเจ้าเป็นลูกนอกสมรส และถ้าใครอยากแต่งงานกับเจ้า ก็ต้องดูแลเจ้าให้ดีสักครึ่งหนึ่งของข้า”
มารีนทำหน้าหัวเราะทั้งน้ำตา
“ข้าชอบท่านพี่ที่สุดเลยเจ้าค่ะ” มารีนกอดผมแน่น ดวงหน้าสวยเหมือนนางฟ้ามีน้ำตาคลออยู่ผมกอดปลอบเธอเหมือนตอนที่เธอยังเด็ก
…
ตามนิยายต้นฉบับแล้ว มารีนจะได้จัดงานร่วมกับตระกูลอื่นเพราะเป็นลูกนอกสมรสจึงไม่มีงานของตัวเอง และจะไม่มีใครขอเต้นรำนอกจากเซอร์เบอรอสที่ทำให้เธอกลัว จากนั้นเดินไปชนกับดยุกอิลเครน จึงขอให้เขาช่วยกันออกจากเซอร์เบอรอส และดยุกอิลเครนนั่นคือพระเอกของเรื่อง ในวันงานผมจึงเชิญเขามาด้วยเผื่อจะเกิดพรหมลิขิตแบบในนิยาย ดยุกแดนเหนือที่ถึงกำหนดต้องมาที่วังของอาณาจักรอาร์คในเดือนนี้พอดี จึงตอบรับคำเชิญแบบงงงวย เพราะเขาและตระกูลอะควาเซียไม่ได้มีสัมพันธ์ใดกันมาก่อน
ส่วนคนอื่นๆ ที่จะมาร่วมงาน จะเชิญใครและไม่เชิญใคร ท่านพ่อผู้กว้างขวางในวงสังคมได้ลิสต์รายชื่ออันยาวเป็นหางว่าวให้ผมเรียบร้อยแล้ว ผมจึงแค่ส่งบัตรเชิญไปก็พอ
ซึ่งตอนอ่านนิยายผมสงสัยว่าทำไมพระเอกต้องมาที่งานเดบูตองของสามัญชนธรรมดาด้วย แต่พอมาเป็นเรย์คาลัสผมจึงได้รู้ว่าดยุกอิลเครนถึงวัยที่ต้องแต่งงานและเขากำลังต้องการหาดัชเชสที่คู่ควร ดินแดนทางเหนือแห้งแล้งเป็นอย่างมาก และประสบปัญหาประชากรอดอยาก พล็อตซ้ำกับนิยายแฟนตาซีที่พระเอกเป็นดยุกแดนเหนืออีกประมาณ 180 เรื่อง ตระกูลอะควาเซียที่ร่ำรวยและเต็มไปด้วยเส้นสายจึงเหมาะสมยิ่งกว่าพวกชนชั้นสูงเสียอีก
ถึงตามนิยายจะจบลงด้วยความรักของทั้งคู่ แต่มารีนที่ตระกูลล่มสลายจะได้อยู่อย่างมีความสุขตลอดไปตามนิยายหรือเปล่า เรื่องนั้นนิยายไม่ได้เล่าเอาไว้
แต่ตอนนี้มีผมอยู่แล้ว นางเอก ไม่สิ มารีน น้องสาวของผมต้องเป็นหญิงสาวที่มีความสุขที่สุดคนหนึ่งในอาณาจักร
“นี่เจ้าไปเรียนวิธีทำอาหารพวกนี้มาจากไหนกันแน่นะ” โมเบียสที่กลับมาช่วงหัวค่ำในคืนก่อนวันงานเห็นผมกับคนในคฤหาสน์กำลังทำเซ็ตค็อกเทลอาหารไทยกันอยู่ เพราะเซ็ตจานหลักทำเสร็จหมดแล้ว
“อ่า เดี๋ยววันนึงจะเล่าให้เจ้าฟัง แต่ตอนนี้มาช่วยข้าก่อน” ผมที่กำลังวุ่นกับการเสียบกุ้งใส่ไม้และชิมน้ำจิ้มซีฟู้ด เพราะกลัวจะไม่ถูกปากคนที่นี่ผมเลยทำรสชาติกลางๆ ไม่จัดจ้านมากนัก และจัดใส่แก้วค็อกเทลเพื่อให้กินง่าย ส่วนบางอย่างก็ใส่จานเล็กแบบที่เคยเห็นตามงานอีเวนต์เขาจัดกัน
“ให้ช่วยอะไรล่ะ” โมเบียสถึงจะดูเหนื่อยแต่ก็เดินมาหาผมเมื่อเห็นสายตาเว้าวอน
“ข้าไม่รู้ว่ามันเผ็ดไปหรือเปล่า ลองชิมดูหน่อยสิ” ผมเอาไม้จิ้มและป้อนใส่ปากไม่ให้เขาทันตั้งตัว
“เอ่อ ข้าว่ามันอร่อยนะ” โมเบียสตอบแต่เอามือปิดปาก มันน่าจะเผ็ดไปจริงๆ ผมเติมปรับรสให้อ่อนลงนิดหน่อย
“งั้นอันนี้ล่ะ” ผมจิ้มถุงทองไส้กุ้งให้เขากิน เขาพยักหน้า ผมจึงเลื่อนไปที่อย่างถัดไป โมเบียสกินไปเรื่อยๆ จนถึงอย่างที่ 15 ซึ่งคือหมูสะเต๊ะ
“เจ้าจะให้ข้าชิมจนอิ่มเลยหรือไง” โมเบียสบ่นเพราะเขาน่าจะเริ่มอิ่ม ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นพวกกินน้อยเหมือนแมวดม ไม่เคยเห็นเขากินเยอะมาก่อนเลย
“นี่มันยังไม่ถึงของหวานเลย แล้วข้าจะให้ใครช่วยชิมล่ะ” ผมมองเขาด้วยสายตาเว้าวอน
“อ่า” โมเบียสมองซ้ายมองขวาหาตัวช่วย แล้วก็ไปดึงมือคนคนหนึ่ง เขาคือริชาร์ด อัศวินหนุ่มผมทองที่เพิ่งเสร็จจากการไปช่วยย้ายดอกไม้ที่ผมสั่งมาล้นคฤหาสน์
“ท่านอัศวิน เอ่อ ช่วยข้าหน่อย ค…คือว่าข้าอิ่ม” โมเบียสกับเขาสนิทกันด้วยเหรอ ผมก็เพิ่งเคยเห็นสองคนนี้คุยกันครั้งแรกหลังจากที่ผมเจอกับโมเบียสครั้งแรก ริชาร์ดมองโมเบียสที่ดึงมือเขาเข้ามาแล้วมองหน้าผมแล้วก็เข้าใจ
“ต้องขออภัยคุณหมอด้วยนะขอรับ เพราะนายน้อยให้ข้าชิมของช่วงกลางวันไป 50 เมนูแล้วล่ะ ข้าอิ่มจนมาถึงตอนนี้เลย” ริชาร์ดบอกด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “แต่ช่วงนี้ท่านดูทำงานหนักจนเหมือนจะผอมลงนะขอรับ ท่านควรกินเยอะอีกหน่อยจะดีต่อสุขภาพมากกว่า”
“…” และแล้วผมกับริชาร์ดก็ช่วยกันยัดเมนูอาหารคาวหวานให้โมเบียสกินสำเร็จ
…
เพราะเรย์คาลัสตั้งใจจัดงานให้น้องสาวเป็นอย่างมาก จากงานเดบูตองเล็กๆ ของลูกสาวนอกสมรสคนหนึ่ง เลยกลายเป็นงานใหญ่ระดับอาณาจักร
ทั้งโคมไฟเวทย์ทั้งพลุ และอาหารคาวหวานที่ดูแปลกหลากหลายทั้งตะวันตกและตะวันออก รวมถึงเมนูอาหารที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทำให้คนในงานตื่นตาตื่นใจ
เรย์คาลัสกับมารีนเต้นเปิดงาน และคนที่เต้นรำกับมารีนคนถัดไปก็คือเซอร์เบอรอส ดยุกแห่งเฮลดันไฮม์ หมาบ้าแห่งสนามรบ เขาอยู่ในชุดดยุกสีดำทองสุดหรูหราที่ปลดกระดุมคอไว้ ผมสีดำสนิทเหมือนขนอีกาถูกเสยไปด้านหลัง และใส่สร้อยคอทับทิมสีแดงเลือดที่เข้ากับสีตาราวกับเปลวเพลิงลุกโชนของเขา คิ้วเข้มขมวดอยู่และริมฝีปากที่เม้มเอาไว้เหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง
ชายหนุ่มผมสีเขียวมองที่สร้อยคอทับทิมนั้นแว่บหนึ่ง แล้วเดินออกไปทักทายแขกที่มาร่วมงาน
“บ้าหน่า นั่นมันดยุกแห่งเฮลดันไฮม์”
“หมาบ้าแห่งสนามรบน่ะเหรอ”
“ดูหล่อมากไม่เหมือนในข่าวลือเลย”
“แต่เขาดูน่ากลัวนะ ดวงตาสีแดงนั่นอย่างกับปีศาจ”
สาวในวงสังคมต่างซุบซิบนินทาถึงท่านดยุกหมาบ้าผู้ไม่เคยปรากฏตัวที่งานไหน แม้แต่งานของราชวงศ์ยังหาเรื่องหลบหลีกตลอด กระทั่งเจ้าหญิงยังไม่มีโอกาสได้พบหน้า กลับมางานของตระกูลอะควาเซียและเต้นรำกับลูกสาวนอกสมรส ทำเอาคนหมั่นไส้อิจฉาตาร้อนผ่าวๆ แต่หารู้ไม่ว่าบทสนทนาของทั้งสองคนนั้นตรงกันข้ามกับที่ทุกคนคิดราวหน้ามือเป็นหลังเท้า
“ไง ยัยหัวสายไหม” เซอร์เบอรอส “ท่าทางสุขสบายดีนี่”
“ขอบคุณที่ให้เกียรติ์เต้นรำกับข้านะคะท่านดยุก” มารีนยิ้มตามมารยาทที่แปลว่า ขอบคุณแต่ทีหลังไม่ต้อง
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ที่จริงแล้วข้าไม่ได้อยากเต้นกับเจ้า” เซอร์เบอรอสบอก “แต่ข้าอยากมาบอกเจ้าว่าข้าอยากเต้นกับพี่ชายของเจ้า”
มารีนทำหน้างง
“ข้าอยาก เอ่อ ข้าชอบพี่ชายของเจ้า” เซอร์เบอรอสพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แอบหูแดง
“เรื่องนั้นข้ารู้ตั้งแต่เด็กแล้ว” หญิงสาวเอ่ย “ท่านเอาแต่ตามติดเขาแบบนั้นอยู่ตลอด ท่านพี่เรย์คาลัสจะรู้หรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง อีกอย่าง ท่านพี่จะชอบคนป่าเถื่อนแบบท่านหรือเปล่า ข้าก็ไม่รู้” นางจงใจเอาส้นสูงสีฟ้าเหยียบเข้ากับรองเท้าหนังของอีกฝ่าย
“อุ้ย ขออภัยค่ะ” มารีนหัวเราะในขณะที่เซอร์เบอรอสหงุดหงิดจนเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบๆ แต่ไม่ได้ทำอะไร ทำเอาทุกคนเห็นภาพเหมือนเป็นซีนหวานของทั้งคู่
“นี่ถ้าเจ้าไม่ใช่น้องสาวคนเดียวของเขานะ ข้าจะ…” เซอร์เบอรอสกลืนคำลงในปาก ตอนเด็กๆ ที่ทั้งสามอยู่ด้วยกันเวลาเรย์คาลัสทะนุถนอมมารีนเหมือนไข่ในหิน ถ้าทำอะไรคนตรงหน้าเขาต้องคงต้องโดนเรย์โกรธ
นี่เขาเคยสนใจเมื่อไหร่ว่าจะทำใครโกรธ
คงเป็นข้อยกเว้นข้อเดียวที่ชื่อ ‘เรย์คาลัส’
“งานนี้ ท่านพี่เหมาดอกไม้ทั้งอาณาจักรมาให้ข้า” มารีนเอ่ยขึ้นขิงอีกฝ่าย “รวมถึงเดรสและเครื่องประดับที่ข้าใส่ด้วย”
“แล้วเมื่อไหร่ท่านจะได้เปลี่ยนสร้อยใหม่ล่ะเจ้าคะ ท่านดยุกแห่งเฮลดันไฮม์”
เซอร์เบอรอสรู้สึกพ่ายแพ้อย่างมาก แม้แต่ตอนโดนฟันในสนามรบยังไม่รู้สึกแพ้เท่านี้
…
และแล้วดยุกอิลเครนก็มาถึงงาน เขาเป็นชายหนุ่มผมสีขาว จากความประทับใจแรก เขามีออร่าความสว่างสไวบริสุทธิ์ เหมือนนักบวชมากกว่าเป็นดยุกเสียอีก แต่ขณะเดียวกันก็ดูแข็งแกร่งมาก เมื่อมาถึงงานเขาก็เรียกเสียงฮือฮาให้เกิดขึ้น มีดยุกถึง 2 คนมาร่วมงานเดบูตองของลูกสาวนอกสมรส ฟังดูเหมือนจุดเริ่มต้นของข่าวฉาวศึกชิงนาง ชุดดยุกอิลเครนถึงจะเป็นเครื่องแบบดยุกเหมือนของเซอร์เบอรอสแต่เป็นสีขาวและถูกรีดมาอย่างเรียบกริบชนิดผ้าแทบไม่กระดิกเวลาเดิน แตกต่างจากของเซอร์เบอรอสที่ใส่เหมือนไม่ค่อยอยากใส่ การใส่เสื้อผ้าของสองคนนี้ชวนให้คิดถึงการใส่เครื่องแบบนักเรียนของเด็กเรียนหน้าห้องกับเด็กเกเรหลังห้องหน่อยๆ เพราะแม้จะเป็นชุดแบบเดียวกันแต่ให้อารมณ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง
แต่พูดตรงๆ ว่าผมผิดหวังนิดหน่อย เพราะคิดว่าพระเอกจะดูมีอะไรพิเศษมากกว่านี้ อาจเพราะผมเจอเซอร์เบอรอสที่หล่อแบบมีเสน่ห์ที่ดูชั่วร้ายบ่อยๆ รวมถึงโมเบียสที่วันนี้ยิ่งดูเหมือนเจ้าชายอาณาจักรอะไรสักอย่างมากกว่าวันอื่น เพราะชุดสีฟ้าน้ำทะเลของเขาที่ใส่ให้เข้ากับธีมงานนั้นดูเข้ากับผมสีเงินเปล่งประกาย เขายิ้มโปรยเสน่ห์ทักทายทำความรู้จักกับสาวน้อยสาวใหญ่ที่รุมล้อมเขาด้วยความสนใจ ส่วนผมก็ทักทายผู้ใหญ่ในตระกูลที่รู้จักตามความต้องการของท่านพ่อจนเหนื่อย เลยเดินออกไปพักด้านนอกคฤหาสน์
ตอนนี้ด้านนอกคฤหาสน์สว่าง เพราะคืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง
ผมเดินไปเรื่อยๆ จนไปหยุดอยู่ในสวน
ดอกไม้เมืองร้อนในสวนส่งกลิ่นหอมอบอวล ตอนนี้ต้นไม้ในคฤหาสน์หลากหลายไปด้วยพืชจากแดนตะวันออกที่ผมซื้อมาปลูกด้วยความคิดถึงบ้าน
“ท่านพี่ไม่ไปเต้นรำเหรอ” ชายหนุ่มในชุดสีดำทองยกมือขึ้นดันกิ่งไม้ให้พ้นจากความสูงของเขา
ผมหันไปตามเสียง แม้ในความมืดดวงตาของดยุกหนุ่มก็ยังคงส่องประกายเหมือนทับทิม
เขาเดินตามผมมาเหรอ เดินตามมาทำไม
“อย่าเลย สงสารคนที่จะมีข่าวลือว่าเดทกับข้า” ผมบอก อีกอย่างแม้ร่างกายจะหายดีแล้ว แต่ผมก็ยังดูซีดเซียวเหมือนคนป่วย ไม่ใช่ไทป์ที่สาวจะชู้สเพราะชอบหรอก
“แล้วเจ้าล่ะ ไม่ไปขอสาวเต้นรำบ้างเหรอ” เซอร์เบอรอสทำหน้าหงุดหงิด ท่าทางการเต้นรำของเขากับมารีนคงเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง “พวกนางไม่กล้าจ้องตาข้าหรอก เพราะว่ามันเหมือนกับปีศาจ”
“ทำไมล่ะ ข้าว่าตาของเจ้าสวยออกเหมือนกับทับทิมเลย” ผมมองตาเขา แม้ในเงามืดดวงตาของเขาก็สวยและแวววาว สายตาผมเลื่อนลงมามองที่สร้อยทับทิมเส้นนั้นที่ผมเคยซื้อให้
“เจ้ายังใส่สร้อยเส้นนี้อยู่เหรอ” ผมมองแล้วตอนแรกคิดว่าเป็นเส้นอื่นที่คล้ายกัน แต่สร้อยนั่นคือสร้อยที่ผมซื้อให้เขาตอนที่เขายังเป็นดยุกน้อยอยู่
“ท่านจำไม่ได้เหรอ” เขาเดินมาใกล้แล้วมองตาผมเหมือนไม่พอใจอะไรบางอย่าง “ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้าใส่เวลาไหน”
เวลาที่คิดถึงผมน่ะเหรอ นั่นไม่ใช่การพูดไปเรื่อยของเด็กหนุ่มหรอกเหรอ
แต่หน้าของเซอร์เบอรอสตอนนี้ไม่เหมือนการพูดล้อเล่นแม้แต่นิดเดียว
“ข้าอยากเต้นรำกับท่าน” ดยุกหนุ่มพูด “ท่านจะให้เกียรติ์เต้นรำกับข้าไหม” จากน้ำเสียงนั่นฟังดูไม่เหมือนคำขอเลย เหมือนคำสั่งมากกว่า ผมมองเขาด้วยความไม่แน่ใจ ทำไมเขาต้องมาวุ่นวายกับผมด้วย
หรือว่า…ระหว่างผมกับเขามันไม่ใช่แค่การนอนด้วยกันเพราะอุบัติเหตุ
ไม่ใช่แค่เขาแค่สนุกเฉยๆ
แต่เป็นอะไรที่คาดหวังได้มากกว่านั้นเหรอ
“ข้าเป็นผู้ชายนะ อีกอย่าง ข้าเต้นห่วยมากตอนที่เรียนน่ะ” ผมตอบ เพราะเป็นลูกชายคนโตตระกูลใหญ่เลยได้เรียนมาบ้างแต่ผมคิดว่าคงไม่ได้ใช้เลยไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไหร่
“ข้าก็ยังอยากเต้นรำกับท่าน เรย์คาลัส” เมื่อมองหน้าเขาทำให้ผมปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป
“อ่า ก็ได้ ถ้าข้าเหยียบเท้าเจ้าอย่าด่าข้านะ” ผมหัวเราะกลบกลื่นความรู้สึกแปลกๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจ
“ไม่เป็นไรหรอกน้องสาวท่านก็เหยียบไปซะเต็มตีนแล้ว” เซอร์เบอรอสบอกด้วยสีหน้าหงุดหงิดเหมือนกำลังฟ้องผม
“หา!” ผมคิดว่ามารีนจะกลัวเซอร์เบอรอสที่กลับมาจากสงคราม กลายเป็นว่าสองคนนี้โตขึ้นมาเหมือนเพื่อนสนิทที่ชอบด่ากันแรงๆ
ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปของทั้งคู่จะทำให้พวกเขามีชีวิตที่มีความสุขขึ้นไหม…
แล้วผมล่ะ คนที่เกิดใหม่ หรือมาสวมร่าง ผมมีสิทธิคาดหวังความสุขของตัวเองได้ไหม
ท่ามกลางแสงจันทร์ เซอร์เบอรอสเต้นนำผม มีผมที่เต้นตามอย่างมึนงง ตามเสียงเพลงที่แว่วออกมากจากคฤหาสน์
…
“เลดี้ ดูเงียบๆ เถอะเจ้าค่ะ” มารีนเอ่ย หญิงสาวผมสีชมพูดึงแขนหญิงสาวผมสีเข้มที่เหมือนจะเข้าไปขัดทั้งคู่
“แล้วทำไมพวกเราต้องทำเหมือนมาแอบดูด้วยเนี่ย” ชาเลจพูด
“ดยุกแห่งเฮลดันไฮม์คนนั้นเขายิ้มบ่อยไหมคะจากที่ท่านติดตามเขา” มารีนถาม
“ไม่นะ จากที่ข้าติดตามมาก็ นับครั้งได้” หญิงสาวผมเข้มตอบแต่แล้วก็ตกใจเมื่อมองสีหน้าของเซอร์เบอรอสดีๆ “เอ๋” ชาเลจอุทานออกมาเบาๆ ใบหน้าหล่อเหลายิ้มอย่างผ่อนคลายและอ่อนโยนจนไม่มีเค้าของดยุกหมาบ้า ดูหล่อเหลามากกว่าปกติและก็ดูแปลกตาด้วย
“ท่านกล้าไปขัดจังหวะเหรอคะ” มารีนเอาพัดขึ้นมาพัด “ยิ้มหน้าบานขนาดนั้น ท่านพี่ข้าก็ยังไม่รู้เรื่องอีก”
“เฮ้อ” ชาเลจถอนใจ “ตอนแรกข้าอิจฉาพี่ชายเจ้ามาก แต่แบบนี้ข้าว่าก็ดีกว่ายกให้หญิงอื่นที่ไหน ต้องยอมรับว่าพวกเขาน่ารักดี สีหน้านั่นข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“ท่านชาเลจมาเต้นรำกับข้าบ้างไหมล่ะเจ้าคะ” มารีนเอ่ยชวน ชาเลจที่ทำหน้าตกใจ
“ม… ไม่ๆๆ ข้าจะไปขอโมเบียสให้เขาขอข้าเต้นรำ” นางร้ายละล่ำละลัก
“ล้อเล่นเจ้าค่ะ ข้าต้องเต้นกับดยุกอิลเครน เขาขอข้าเต้นแล้วแต่ข้าบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ” มารีนบอกแล้วพูดต่อ “ท่านน่าจะต้องเหนื่อยฝ่าด่านสาวๆ กลุ่มหน่อยนะคะ” มารีนชี้ไปที่ชายหนุ่มผมสีเงินในชุดสีฟ้าน้ำทะเลที่อยู่ในวงล้อมของสาวๆ
..
ชายหนุ่มสองคนตรงหน้าเต้นรำใต้แสงจันทร์จนจบเพลง
เมื่อการเต้นรำจบลง
“ค…คืนนี้พระจันทร์สวยนะ” เรย์คาลัสที่หน้าแดงและไม่รู้จะพูดอะไรเอ่ยปาก เขาไม่กล้ามองหน้าเซอร์เบอรอสเลย
“สำหรับข้า ข้าอยากมองท่านมากกว่าพระจันทร์เสียอีก” เซอร์เบอรอสมองหน้าเขาแล้วพูดจาเลี่ยนๆ ออกมาได้หน้าตาเฉยจนเรย์คาลัสหน้าร้อนผ่าวไปหมดแทบจะเอาหัวมุดดินตรงนั้น ดยุกหมาบ้าเชยคางอีกฝ่ายให้หันมาสบตากัน เขาเอามือเกลี่ยเส้นผมสีเขียวออกจากหน้าเรย์
“ข้ามีบางอย่างที่อยากบอก…” ดยุกหนุ่มจะพูดบางอย่าง
แต่ร่างบางเอามือปิดปากอีกคนไว้ด้วยหน้าที่แดงก่ำ
“ด..เดี๋ยว ไว้วันอื่นค่อยบอกแล้วกัน วันนี้ข้า พ..เพลียมากเลย” เรย์คาลัสปฏิเสธ เขาไม่รู้ว่าเขากลัวอะไรอยู่กันแน่
เสียงพลุที่ดังขึ้นช่วยกลบเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม
.
.
.
.
.
วันนั้นเรย์คาลัสนึกเสียใจว่าเขาน่าจะฟังเซอร์เบอรอสพูดให้จบ อย่างน้อยถ้าวันนี้เขาตายไป จะได้ไม่มีอะไรที่ติดค้างต่อกัน เพราะตอนนี้เรย์คาลัสกำลังโดนลักพาตัว
โดนเอาผ้าปิดตานั่งอยู่ในเกวียน มือทั้งสองข้างโดนล็อคกุญแจมือนั่งอยู่ในรถม้าที่ปิดทึบ เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยว่าจะถูกเอาไปทำอะไรที่ไหน
…
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ







