ANMELDENเธอคือแม่ของลูก คือผู้หญิงที่เขาเลี้ยงดู แต่ไม่ใช่ภรรยา ++++++++++++++++ น้ำหวานอยู่ในสถานะ "แม่ของลูก" ที่ไม่มีชื่อเรียก ภาคินให้ความรับผิดชอบอย่างดีเยี่ยม ซื้อบ้านในโครงการหรูให้ ส่งเสียเงินทองไม่เคยขาด แวะเวียนมาหาอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งเพื่อทำหน้าที่พ่อ... และบางครั้งก็จบลงบนเตียงด้วยความโหยหาที่น้ำหวานไม่เคยปฏิเสธได้ เพราะเธอยังรักเขาหมดหัวใจ
Mehr anzeigenตอนที่ 1
ไร้สถานะ
เสียงแจ้งเตือนออเดอร์จากแอปพลิเคชันเดลิเวอรีดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แข่งกับเสียงตะหลิวที่กระทบกระทะเหล็กใบใหญ่ภายในห้องครัวสไตล์โมเดิร์น กลิ่นหอมฉุนของใบกะเพรา พริกแห้ง และเนื้อสับที่กำลังสุกได้ที่ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
น้ำหวานใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผม ก่อนจะเร่งมือตักผัดกะเพราร้อน ๆ ใส่กล่องอย่างคล่องแคล่ว เธอตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้งแล้วปิดฝา นำไปบรรจุลงในถุงกระดาษสีน้ำตาลที่พิมพ์ชื่อร้านว่า ‘ครัวแม่หวาน’
“แอ้ หม่ำ หม่ำ”
เสียงเล็กใสของเด็กหญิงวัยหนึ่งขวบดังมาจากคอกกั้นเด็กซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากห้องครัว
น้ำหวานหันไปมอง ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะคลี่ออกบนใบหน้า น้องพริมโรสกำลังยืนเกาะขอบคอกกั้น ดวงตากลมโตดำขลับที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อกำลังจ้องมองเธออย่างออดอ้อน ริมฝีปากเล็กขยับส่งเสียงเรียกแม่ไม่หยุด
“รอแม่อีกนิดนะคะคนเก่ง ขอแม่แพ็กข้าวให้พี่ไรเดอร์ก่อน เดี๋ยวแม่พาไปหม่ำข้าวนะคะ”
น้ำหวานบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะหันกลับมาจัดการออเดอร์สุดท้ายของวันให้เรียบร้อย
ไม่กี่นาทีต่อมา เธอก็นำถุงอาหารออกไปส่งให้ไรเดอร์ที่จอดรถรออยู่หน้าบ้าน บ้านสองชั้นหลังใหญ่ตั้งอยู่ภายในโครงการจัดสรรระดับหรูใจกลางเมืองฉะเชิงเทรา ทั้งตัวบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างล้วนถูกจัดเตรียมไว้อย่างเพียบพร้อม
บ้านหลังนี้เป็นสิ่งที่ภาคินมอบให้เธอกับลูก เพื่อให้ทั้งสองมีที่พักอาศัยอย่างสุขสบาย
ทว่าสำหรับน้ำหวานแล้ว ความหรูหราเหล่านี้ไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
มันเป็นเพียงสถานที่พักพิงที่สวยงาม และในบางครั้งก็ให้ความรู้สึกราวกับกรงขนาดใหญ่ที่ใช้กักขังเธอไว้ในสถานะซึ่งไม่มีใครรับรู้
เธอคือแม่ของลูกสาวเขา
เป็นผู้หญิงที่เขาให้เงินเลี้ยงดู
เป็นคนที่เขาแวะเวียนมาหาในยามต้องการ
แต่ไม่เคยเป็นภรรยา
เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์ยุโรปคันคุ้นเคยดังขึ้นจากหน้าบ้าน ก่อนรถสีดำเงางามจะแล่นเข้ามาจอดภายในโรงรถ
น้ำหวานชะงักไปเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างห้ามไม่ได้ทุกครั้งที่รู้ว่าคนขับรถคันนั้นเป็นใคร
เธอรีบถอดผ้ากันเปื้อน แขวนไว้ข้างตู้เย็น ล้างมือให้สะอาด แล้วเดินกลับไปอุ้มลูกสาวออกจากคอกกั้น เพื่อพาไปต้อนรับผู้มาเยือน
ประตูรถเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของภาคินก้าวลงมาจากรถในชุดสูทสีเข้ม เนกไทถูกคลายออกจนหลวม กระดุมเสื้อเชิ้ตบริเวณลำคอถูกปลดออกหนึ่งเม็ด ใบหน้าหล่อเหลาที่มักเคร่งขรึมอยู่เสมอฉายแววอ่อนล้าจากการทำงานหนักตลอดทั้งวัน
เขาเป็นผู้บริหารโรงงานผลิตกระดาษขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ ต้องรับผิดชอบทั้งงานในโรงงานและการบริหารบริษัท จึงแทบไม่มีเวลาว่างให้กับเรื่องอื่น
ทว่าในวินาทีที่สายตาคมกริบเหลือบมาเห็นเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขนของน้ำหวาน ความเคร่งเครียดบนใบหน้าก็คลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“ป้อ ป้อ”
น้องพริมโรสส่งเสียงเรียกอย่างดีใจ พร้อมชูแขนเล็กทั้งสองข้างไปหาคนเป็นพ่อ
ภาคินวางกระเป๋าเอกสารลงบนโซฟา แล้วก้าวเข้ามารับลูกสาวไปอุ้มแนบอก เขากดปลายจมูกลงบนแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มทั้งซ้ายและขวาหลายครั้ง จนเด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากด้วยความชอบใจ
“ชื่นใจจังเลย วันนี้พริมโรสของพ่อดื้อกับแม่หรือเปล่าครับ”
น้ำเสียงทุ้มที่เคยเคร่งขรึมกลับอ่อนโยนจนแทบกลายเป็นคนละคน
น้ำหวานยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธออบอุ่นใจทุกครั้งที่เห็นภาคินรักและเอ็นดูลูกสาว เขาอาจไม่ใช่คนรักที่ดีสำหรับเธอ แต่ในฐานะพ่อ เขาไม่เคยทอดทิ้งหรือบกพร่องในเรื่องค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่น้อย
กระนั้น ความอ่อนโยนที่เขามอบให้ลูกอย่างเต็มเปี่ยม กลับไม่เคยเผื่อแผ่มาถึงเธอเลย
“วันนี้ลูกไม่ดื้อเลยค่ะ” น้ำหวานตอบพร้อมรอยยิ้มบาง “คุณคินเหนื่อยไหมคะ หวานเตรียมน้ำเย็นไว้ให้แล้ว”
เธอยื่นแก้วน้ำให้เขา ภาคินรับไปดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนสายตาจะเหลือบมองเข้าไปทางห้องครัว ซึ่งยังมีอุปกรณ์ทำอาหารและกล่องบรรจุภัณฑ์วางอยู่บนเคาน์เตอร์
รอยอ่อนโยนบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง
“เธอยังไม่เลิกทำข้าวกล่องขายอีกเหรอ น้ำหวาน”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเปลี่ยนเป็นเข้มงวดในทันที
“ฉันเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าไม่ต้องทำ”
น้ำหวานเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนตอบเขาอย่างระมัดระวัง
“หวานแค่อยากมีรายได้เสริมค่ะ อยู่บ้านเฉย ๆ มันเบื่อ หวานจัดการเวลาได้ แล้วก็รับออเดอร์ไม่เยอะ ไม่กระทบกับการดูแลลูกแน่นอนค่ะ”
“เงินที่ฉันโอนเข้าบัญชีให้ทุกเดือนมันไม่พอใช้หรือไง”
ภาคินขมวดคิ้ว สีหน้าแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
“หรือเธอคิดว่าฉันไม่มีปัญญาดูแลลูกเมียของตัวเอง”
คำว่า ‘ลูกเมีย’ ทำให้หัวใจของน้ำหวานกระตุกวูบ แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นเพียงคำเรียกรวม ๆ ที่เขาใช้ให้การสนทนาจบลงง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับเธอเป็นภรรยา
ถ้อยคำนั้นจึงมอบทั้งความหวังและความเจ็บปวดให้เธอในเวลาเดียวกัน
“พอค่ะ” เธอตอบเสียงเบา “เงินที่คุณคินให้มากพอจนหวานแทบใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ แต่หวานแค่อยากทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง อยากมีคุณค่า อยากหาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง”
เธอสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย ก่อนรวบรวมความกล้าพูดต่อ
“หวานไม่อยากเป็นคนที่คอยแบมือรับเงินจากคุณไปวัน ๆ”
แววตาของภาคินนิ่งลง แต่เขาไม่ได้แสดงท่าทีเข้าใจความรู้สึกของเธอ
“ตามใจเธอแล้วกัน”
ชายหนุ่มตัดบทอย่างเย็นชา
“แต่อย่าให้ฉันเห็นว่าลูกต้องลำบาก เพราะความดื้อรั้นของเธอก็พอ”
พูดจบเขาก็อุ้มพริมโรสเดินไปยังห้องนั่งเล่น ก่อนจะนั่งลงเล่นของเล่นกับลูกสาวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น้ำหวานยืนอยู่ที่เดิม ริมฝีปากถูกเม้มแน่นเพื่อสะกดกลั้นความน้อยใจ
เธอไม่เคยคิดว่าการทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ จะทำให้ลูกต้องลำบาก ตรงกันข้าม ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อต้องการสร้างหลักประกันให้ตัวเองและลูกในอนาคต
เพราะเธอไม่รู้เลยว่าสถานะที่ภาคินมอบให้จะคงอยู่ได้นานเพียงใด
หากวันหนึ่งเขาแต่งงานกับผู้หญิงที่เหมาะสม บ้านหลังนี้อาจไม่เหลือที่ว่างสำหรับเธออีกต่อไป
มื้อค่ำในคืนนั้นผ่านไปท่ามกลางความเงียบ มีเพียงเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของพริมโรสที่ช่วยลดบรรยากาศอึดอัดบนโต๊ะอาหารลงได้บ้าง
อาหารตรงหน้าประกอบด้วยแกงส้มชะอมกุ้งและปลาหมึกผัดไข่เค็ม ซึ่งล้วนเป็นอาหารจานโปรดของภาคิน
ชายหนุ่มรับประทานอย่างเงียบ ๆ แม้ไม่ได้เอ่ยปากชม แต่เขาก็ตักข้าวเพิ่มจนถึงสองจาน เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้กลับทำให้น้ำหวานรู้สึกดีขึ้นมาอย่างง่ายดาย
เธอยังคงเป็นเช่นนี้เสมอ เพียงเขาแสดงออกว่าชื่นชอบสิ่งที่เธอทำ แม้จะไม่ได้กล่าวออกมาเป็นคำพูด หัวใจก็พร้อมจะพองโตและหลงลืมความน้อยใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
“อาหารอร่อยไหมคะ”
น้ำหวานตัดสินใจทำลายความเงียบ
“ก็ดี รสชาติเหมือนเดิม”
เขาตอบสั้น ๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
หญิงสาวพยายามไม่ใส่ใจกับท่าทีเย็นชา ก่อนจะชวนเขาสนทนาต่อ
“ช่วงนี้งานที่โรงงานยุ่งมากไหมคะ หวานเห็นคุณคินดูเหนื่อยกว่าปกติ”
“เครื่องจักรมีปัญหานิดหน่อย ต้องคุมช่างซ่อมเองทั้งหมด” ภาคินตอบขณะตักอาหารใส่จาน “แถมบริษัทยังมีโครงการการตลาดตัวใหม่ที่ต้องรีบทำส่งลูกค้า ฉันเลยไม่มีเวลาแวะมาหาลูกบ่อยเหมือนเมื่อก่อน”
“หวานเข้าใจค่ะ คุณคินไม่ต้องห่วงทางนี้นะคะ หวานดูแลลูกได้”
เธอมองใบหน้าที่มีร่องรอยอ่อนล้าของเขาด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง
“คุณคินดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ อย่าหักโหมมาก เดี๋ยวจะล้มป่วยเอา”
มือของภาคินที่กำลังตักข้าวชะงักไปเล็กน้อย เขาช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าหวานละมุนของอดีตเลขาสาว ผู้ซึ่งบัดนี้กลายมาเป็นแม่ของลูก
น้ำหวานยังคงมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและเทิดทูนไม่ต่างจากวันแรกที่รู้จักกัน
เขารู้มาตลอดว่าเธอรู้สึกอย่างไร
รู้ว่าเธอมอบหัวใจให้เขาอย่างหมดสิ้น
แต่เขาไม่อาจตอบรับความรู้สึกนั้นได้
สำหรับภาคิน ผู้หญิงที่จะยืนเคียงข้างเขาในฐานะภรรยาต้องมีความเพียบพร้อม ต้องเหมาะสมทั้งด้านฐานะ ชาติตระกูล และหน้าตาทางสังคม
น้ำหวานอาจเป็นผู้หญิงที่แสนดี เป็นแม่ที่ดูแลลูกได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง และเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วให้ความรู้สึกสบายใจ
แต่สำหรับเขา ความดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอกลายเป็นคู่ชีวิต
“ฉันดูแลตัวเองได้”
เขาเอ่ยตัดรอนความหวังดีของเธอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เธอเอาเวลาไปดูแลลูกให้ดีก็พอ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของน้ำหวานจางลง แต่เธอยังคงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“ค่ะ”
เวลาล่วงเลยไปจนถึงสี่ทุ่ม น้องพริมโรสหลับสนิทอยู่ภายในเปลเด็กซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องนอนกว้าง น้ำหวานค่อย ๆ ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างเล็ก ก่อนก้มลงจุมพิตหน้าผากลูกสาวอย่างแผ่วเบา
เมื่อแน่ใจว่าเด็กน้อยหลับสนิทแล้ว เธอจึงเดินไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เทครีมบำรุงลงบนปลายนิ้วแล้วค่อย ๆ ลูบไล้ทั่วใบหน้า
เสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ภาคินเดินออกมาพร้อมไออุ่นที่ติดตามมาจากภายในห้องน้ำ บนร่างกายมีเพียงผ้าเช็ดตัวสีเข้มพันอยู่รอบเอวสอบ หยดน้ำเกาะพราวบนแผงอกและหน้าท้องซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
น้ำหวานมองภาพสะท้อนของเขาผ่านกระจกเพียงครู่เดียว ก่อนจะรีบหลุบตาลงเพื่อซ่อนอาการหวั่นไหว
ชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ก่อนวงแขนแข็งแรงจะโอบรอบเอวบาง แล้วดึงร่างของเธอเข้าไปแนบกับแผงอกอุ่นร้อน
น้ำหวานสะดุ้งเล็กน้อย ความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าชุดนอนบางเบา กลิ่นสบู่สะอาดผสมกับกลิ่นกายคุ้นเคยทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม
“ลูกหลับแล้วเหรอ”
ภาคินถามชิดใบหู ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดผิวเนียนทำให้เธอขนลุกไปทั้งร่าง
“หลับแล้วค่ะ วันนี้เล่นซนทั้งวัน คงเพลียมาก”
น้ำหวานตอบเสียงสั่น พยายามควบคุมสติที่กำลังเลือนหายไปกับสัมผัสของเขา
ตอนที่ 3เมื่อเธอไม่ใช่คนที่คู่ควรแสงสว่างจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือสาดกระทบใบหน้าหวานที่เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตามาริกา นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาบุหนังราคาแพงในห้องนั่งเล่น นิ้วเรียวที่เริ่มสากจากการทำอาหารและซักผ้า เลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ดูฟีดข่าวในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กอย่างเหม่อลอยความเงียบในบ้านหลังใหญ่กัดกินหัวใจเธออย่างช้าๆหลังจากคืนนั้น คืนที่ภาคินทิ้งเธอให้อยู่กับลูกเพียงลำพังเพื่อออกไปหาผู้หญิงอีกคน เขาก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านหลังนี้อีกเลยนับตั้งแต่วันนั้นไม่มีข้อความ ไม่มีสายเรียกเข้า ไม่มีแม้แต่เงาของผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจหน้าจอโทรศัพท์แสดงหน้าเพจเฟซบุ๊กชื่อดังของจังหวัด เพจที่มักจะอัปเดตข่าวสารแวดวงสังคมไฮโซของเมืองฉะเชิงเทรา ภาพถ่ายที่ปรากฏหลาอยู่บนหน้าจอทำให้หัวใจของน้ำหวานถูกบีบรัดมันบีบรัดรุนแรง จนแทบแหลกสลายภาพของภาคินในชุดสูททักซิโด้สีเข้มดูหล่อเหลาไร้ที่ติ เขากำลังยืนประคองร่างบางของนิรมลหญิงสาวผู้มีใบหน้าสวยเฉี่ยว ทรงผมถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีต เผยให้เห็นลำคอระหงที่ประดับด้วยสร้อยเพชรน้ำงาม เธอสวมชุดเดรสสีแดงเพลิงที่ขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่นสะดุดตาทั้งคู่ยืนเคียงข้างกัน แก้วแช
ภาคินไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เขาหมุนตัวเธอให้หันกลับมาเผชิญหน้า มือหนาเชยปลายคางมนขึ้น ก่อนริมฝีปากหยักได้รูปจะทาบทับลงมาอย่างร้อนแรงจุมพิตของเขาเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจและความต้องการ ริมฝีปากร้อนบดเบียด ขบเม้ม และเรียกร้องจนเธอต้องเผยอปากรับสัมผัสลึกซึ้งที่รุกล้ำเข้ามาอย่างไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธน้ำหวานหลับตาลง ยินยอมให้เขาช่วงชิงลมหายใจอย่างคุ้นเคย แขนเรียวยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว ขณะที่ร่างกายอ่อนระทวยลงอย่างง่ายดายภายใต้สัมผัสที่เธอไม่เคยมีแรงต้านทานภาคินช้อนร่างบางขึ้นอุ้ม ก่อนพาไปวางลงบนเตียงกว้างอย่างนุ่มนวลร่างกำยำทาบทับลงมา ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความโหยหาและแรงปรารถนาที่ถูกกักเก็บ เขาฝากรอยจุมพิตไว้ตามซอกคอขาวเนียน เลื่อนฝ่ามือไปตามเรือนร่างที่คุ้นเคย ราวกับต้องการครอบครองเธอไว้ทั้งตัวเสียงลมหายใจหอบกระชั้นดังแผ่วอยู่ภายในห้องนอน แข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอน้ำหวานปล่อยกายและหัวใจให้เขาเป็นผู้นำพาไปตามแรงอารมณ์ แม้ส่วนลึกจะรู้ดีว่าความสัมพันธ์ทางกายที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความรักภาคินเพียงต้องการปลดปล่อยความต้องการตามธรรมชาติส่วนเธอก็เป็นคนที่พ
ตอนที่ 1ไร้สถานะเสียงแจ้งเตือนออเดอร์จากแอปพลิเคชันเดลิเวอรีดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แข่งกับเสียงตะหลิวที่กระทบกระทะเหล็กใบใหญ่ภายในห้องครัวสไตล์โมเดิร์น กลิ่นหอมฉุนของใบกะเพรา พริกแห้ง และเนื้อสับที่กำลังสุกได้ที่ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณน้ำหวานใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผม ก่อนจะเร่งมือตักผัดกะเพราร้อน ๆ ใส่กล่องอย่างคล่องแคล่ว เธอตรวจดูความเรียบร้อยอีกครั้งแล้วปิดฝา นำไปบรรจุลงในถุงกระดาษสีน้ำตาลที่พิมพ์ชื่อร้านว่า ‘ครัวแม่หวาน’“แอ้ หม่ำ หม่ำ”เสียงเล็กใสของเด็กหญิงวัยหนึ่งขวบดังมาจากคอกกั้นเด็กซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากห้องครัวน้ำหวานหันไปมอง ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะคลี่ออกบนใบหน้า น้องพริมโรสกำลังยืนเกาะขอบคอกกั้น ดวงตากลมโตดำขลับที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อกำลังจ้องมองเธออย่างออดอ้อน ริมฝีปากเล็กขยับส่งเสียงเรียกแม่ไม่หยุด“รอแม่อีกนิดนะคะคนเก่ง ขอแม่แพ็กข้าวให้พี่ไรเดอร์ก่อน เดี๋ยวแม่พาไปหม่ำข้าวนะคะ”น้ำหวานบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะหันกลับมาจัดการออเดอร์สุดท้ายของวันให้เรียบร้อยไม่กี่นาทีต่อมา เธอก็นำถุงอาหารออกไปส่งให้ไรเดอร์ที่จอดรถรออยู่หน้าบ้าน บ้านสองชั้นหลังใหญ่ตั้งอยู





