เข้าสู่ระบบนั่งกร่อยอยู่คนเดียวไม่นานความฟุ้งซ่านก็เริ่มกลับมาปั่นประสาทอีกรอบ รอบนี้จอมทัพซดเหล้าเข้าปากแบบไม่คิดเสียดาย ไม่ผสม ไม่ชงอะไรทั้งนั้น แถมยังสั่งกับแกล้มมาเพิ่มอีกแน่ะ
แม้จะไร้ผู้คนปลอบใจ แต่อะไรบางอย่างก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าเขาไม่ได้ตัวคนเดียว ทุกครั้งที่มองไปยังฝั่งตรงข้ามเขาก็เจอคน ๆ นั้นอีกแล้ว และทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมาเขาก็เห็นว่าอีกฝ่ายค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ ๆ เรื่อย และก่อนที่จอมทัพจะได้เงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง เงาดำที่พาดลงบนโต๊ะก็ส่งสัญญาณให้รู้ได้ในทันทีว่ามีอะไรบางอย่างได้มาถึงตัวเขาเรียบร้อยแล้ว
"โทษนะ นี่โต๊ะโผม...ม" เสียงของจอมทัพเริ่มยานเหมือนของเล่นที่ถ่านใกล้หมด ในตอนนี้ถึงแม้จะต้องการใครสักคนคอยรับฟังแต่ก็ไม่ได้อยากจะให้คน ๆ นั้นเป็นคนแปลกหน้า อย่างน้อยเคยรู้จักกันสักหน่อยก็ยังจะดีกว่า แต่แล้วความเงียบจากคนข้าง ๆ ก็ทำเอาจอมทัพต้องขมวดคิ้วจนเป็นปม
"โต๊ะผม...ม!"
พูดเพราะก็แล้ว เก๊กเสียงข่มก็แล้ว อีกฝ่ายก็ยังนิ่งแถมยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มานั่งข้าง ๆ จ้องหน้าเขาอยู่อย่างนั้น แต่ดูเหมือนเขาจะเมามากไปหน่อย เพราะยิ่งพยายามเพ่งมองหน้าอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ ภาพยิ่งเบลอมากเท่านั้น
"พูดไม่รู้เรื่องรึไง กูบอกว่าโต๊ะกู"
"รู้แล้ว"
"รู้แล้วมานั่งทำไม"
"ก็มาดูแล"
"หือ"
"...."
"พูดไรของมึง ลุก กูอยากนั่งคนเดียว"
"..."
"จะไปไม่ไป"
"...."
เมื่อไร้คำตอบ สุดท้ายแล้วจอมทัพก็ลุกขึ้นยืนคว้าเอาคอเสื้อของคนที่กำลังทำตัวตามอำเภอใจไม่เกรงใจเขา แต่เขาอาจจะเมามากไปนิด เพราะแทนที่คนข้าง ๆ จะถูกดึงเข้าหากลับกลายเป็นเขาที่ถลาเซไปหาเจ้าตัวถึงที่ถึงขั้นล้มไปนั่งลงบนตักกว้าง สองมือหนาจู่ ๆ ก็ยกขึ้นมาประคองเอวเขาไว้หลวม ๆ แต่สีหน้าและแววตาก็ยังคงดูนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คน ๆ นี้ต้องแข็งแรงแค่ไหนกันถึงได้ไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด
"ปล่อย มากอดกูทำมาย...ย!"
"...."
จอมทัพลากเสียง ยิ่งโวยวายมากเท่าไหร่ สองแขนแกร่งก็ยิ่งกอดรัดเอวเขาแน่นขึ้นมากเท่านั้น ตะโกนจนแทบจะกลายเป็นตะคอกอยู่แล้วแต่ดูเหมือนเขาจะคุยกับกำแพงมากกว่า นั่นยิ่งทำให้จอมทัพโมโหเลือดขึ้นหน้าจนอยากจะชกใส่สักหมัด เขาเพิ่งจะได้พินิจพิเคราะห์ใบหน้าอีกฝ่ายก็ตอนมองใกล้ ๆ นี้เอง ถึงจะเบลอแต่ก็รับรู้ได้ว่ามันเกลี้ยงเกลาสะอาดสะอ้านดี คนบ้าอะไรขาวนวลชะมัด หรืออาจเป็นไปได้ว่าที่มันดูดีก็เพราะว่าเขาเมานั่นแหละนะ
"ปล่อยกู!"
ด้วยความหมั่นไส้พร้อมกับความรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึก ๆ จอมทัพใช้แรงเฮือกสุดท้ายพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด ทั้งผลักทั้งดันแต่หมดแรงเอาดื้อ ๆ แล้วเขาก็ดันแข้งขาอ่อนนั่งอยู่บนตักอีกฝ่ายอยู่แบบนั้น
"พี่ครับ อาหารที่สั่งได้แล้วครับ"
".…อุ๊บ….อ้อกกกกก"
ยังไม่ทันจะควักเงินจ่ายบิลรอบล่าสุด ความผะอืดผะอมจากการพยายามดีดดิ้นทำให้จอมทัพขย้อนเอาทุกอย่างที่กินลงท้องไปแล้วออกมาแบบไม่มีกั๊ก ส่วนหนึ่งลงพื้นอีกส่วนอยู่บนตัวของเขาเอง ตอนนี้โต๊ะที่เขานั่งกลับกลายเป็นเป้าสายตาของทุกคนไปแล้ว น้ำตาที่เขาอุตส่าห์พยายามกลั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้ใครเห็น อยู่ดี ๆ มันก็ไหลออกมาจากความรู้สึกที่สับสน จะอายก็ไม่ใช่ จะเสียใจก็ไม่สุด มันกลวงโบ๋เหมือนโลกนี้ว่างเปล่า
ตัวของจอมทัพถูกจับยกขึ้นพาดบ่าอีกฝ่ายในทันที ความมึนบวกกับที่ยังคงมวนท้องไม่จบสิ้นทำให้แทบไม่มีแรงขัดขืน รู้ตัวอีกทีเขาก็อยู่ในห้องน้ำแล้ว
"ปล่อยกู…."
ก็พูดได้แค่นั้นในขณะที่มือไม้ก็พยายามยกขึ้นมาปกป้องตัวเองเต็มที่ เขาถูกกดที่ต้นคอด้านหลังให้โน้มตัวลงตรงอ่างล้างมือ ตามด้วยน้ำที่ถูกวักขึ้นรดใบหน้าราวถี่ยิบจนเขาแทบสำลัก
"แฮ่ก ๆ ไอ้เอี้ยยย…."
จอมทัพแผดเสียงน่าเกรงขามดุจราชสีห์แต่หลับตาปี๋เพราะน้ำบางส่วนไหลเข้าตา แต่คนตรงหน้ากลับเห็นแค่เพียงลูกแมวน้อยเปียกน้ำตัวหนึ่งที่กำลังตวาดแว้ด ๆ แค่นั้น
อยากจะด่าต่อแต่ก็ได้แต่ทำเสียงอู้อี้ สะบัดหน้าหนีเพราะน้ำที่ยังกระเด็นใส่ใบหน้าไม่หยุดหย่อน เมื่อทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ยอมยืนนิ่ง ๆ คอยเป่าปากไล่ความเปียกชื้นที่ไหลอาบหน้าอย่างเดียว
พลั่ก!
ด้วยความที่คิดว่าอีกฝ่ายกำลังลวนลามซ้ำยังไม่ยอมปล่อยมือที่กักตัวเขาไว้ยิ่งกว่ากรงขัง จอมทัพจึงใช้ศอกกระแทกลำตัวคนตรงหน้าทีเผลอ เมื่ออีกฝ่ายปล่อยมือ เขาก็ถือโอกาสกำหมัดต่อแต่ก็ได้แต่ชกลมชกอากาศไปเรื่อย
"ถ้าคราวหน้ามึงทำอีก กูจะฆ่าเมิง!"
ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่ใครจะอยากให้มันมีคราวหน้ากันล่ะ จอมทัพไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ขนาดด่ายังต้องหันหลังให้ พอได้ทีเขาก็วิ่งล้มลุกคลุกคลานดิ้นรนหาทางออกจากร้านไปดื้อ ๆ ไม่ได้สนใจเลยว่าใครจะมอง ไม่ได้สนด้วยซ้ำว่าจ่ายเงินไปครบหรือยัง จะหาว่าเขาชักดาบ จะตามตำรวจมาลากก็เชิญเพราะตอนนี้ตัวเขาเองสภาพเละเทะยิ่งกว่าลูกหมาตกน้ำ อายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีแล้ว
"ครั้งหน้ากูเอามึงตายแน่ ฮึก!…"
ประโยคคำพูดที่แสนจะอวดดี แต่กลับถูกพ่นออกมาบางเบาแถมยังสะอึกโชว์ไปอีก จอมทัพหนีออกมาด้านนอกร้าน เดินตรงบ้าง เซบ้าง สะดุดพื้นบ้าง เดินชนเสาบ้าง ก่อนจะเดินกะเผลกไปเรียกรถแท็กซี่ด้วยกลัวว่าจะมีใครตามทัน
"ออกรถด่วนเลยเพ่!"
วันนี้เป็นวันที่พ่อแม่ของจอมทัพขายของนอกสถานที่ จอมทัพมีเรียนแค่ตอนเช้า จบคลาสเขาจึงรีบมาที่ร้านของแมกมาเพื่อมารอช่วยพ่อแม่ตัวเองเก็บของกลับบ้าน แต่ไม่ใช่เขาที่มาถึงร้านเป็นคนแรก เข้าไปในร้านก็เห็นว่าแมกมากำลังยืนคุยกับพ่อของเขาอยู่ ทั้งสองคนดูเหมือนว่าจะคุยถูกคอกันเสียด้วยเพราะอำพลนั้นกำลังหัวเราะเสียงดังราวกับถูกอกถูกใจอะไรบางอย่าง"คุยไรกับพ่อกูนักหนา"ชายหนุ่มเหล่ตามองคนตัวสูงก่อนจะแทรกตัวเองเข้าไปในวงสนทนาอย่างเนียน ๆ "ทัพ พูดกับเพื่อนดี ๆ สิลูก"ปราณีจ้องหน้าลูกชายพร้อมกับส่งสายตาที่จอมทัพสามารถอ่านเป็นคำพูดได้ว่า อย่าทำให้แม่ขายหน้า เขาจึงต้องสงบปากสงบคำแล้วเดินหนีไปหาแม่ตัวเองที่ยืนอยู่หน้าหม้อก๋วยเตี๋ยวแทน"แม่ ทัพหิวอะ เหลืออะไรให้กินบ้าง""จัดการเลยลูก เหลืออยู่ไม่มากแล้วล่ะ ไปชวนแมกมามากินด้วยกันสิ เพื่อนลูกมาช่วยเสิร์ฟตั้งแต่เช้าแล้ว ยังไม่ได้กินอะไรเลย""ให้มันหากินเองเถอะแม่"แค่น้ำเสียงที่อ่อนลงเวลาพูดกับแมกมา จอมทัพก็รู้ได้เลยว่าแม่เขายอมรับอีกฝ่ายราวกับเป็นลูกตัวเองอีกคนไปแล้ว ปราณีถลึงตายกมือขึ้นเท้าเอวซึ่งจอมทัพอ่านท่าทางนั้นได้อีกว่า จะทำหรือไม่ทำ?"จ้า ๆ"จอมทั
"เป็นไงลูก อาจารย์ว่าไงบ้างเรื่องขนม""มัน..เอ้ยอาจารย์บอกว่าอร่อยมากเลยแม่ ทัพกินแล้วบอกเลยว่าแม่ทำขนมขายได้อีกทางเลยนะ""ไม่ไหวหรอกลูก ขนมไทยมันจะมาทำลวก ๆ แบบขายไปทีไม่ได้ ร้านเราขายก๋วยเตี๋ยว ถ้าจะขายของหวานล่ะก็คงต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์อีกเยอะเลย แค่นี้พ่อกับแม่ก็ยุ่งพอแล้ว แต่ถ้า…." ปราณีเว้นช่องว่างเอาไว้ เธอมองลูกตัวเองพร้อมอมยิ้มน้อย ๆ"ไม่เอาหรอกแม่ ทัพไม่ทำหรอก แค่เมื่อเช้าก็เพลียจะตายแล้ว ขืนให้มาทำขายล่ะก็เจ๊งแน่ วันนี้ทัพกินข้าวเย็นทีหลังนะ ขออาบน้ำนอนสักงีบ""ไม่แน่นะ ลูกอาจจะขายดีกลายเป็นเจ้าของกิจการเลยก็ได้"ตึก ๆ เสียงแม่ที่พูดลอยตามหลังยิ่งทำให้จอมทัพเร่งฝีเท้าวิ่งขึ้นบ้าน อย่างเขาเนี่ยนะจะให้มาขายขนม แล้วใครจะกล้าซื้อ ให้ไปพากย์เรือหางยาวหรือใช้เสียงตะโกนแข่งกับคนอื่นยังจะดูมีหวังที่จะประสบความสำเร็จมากกว่า"แม่ว่าลูกเราจะได้เรื่องไหม""ได้สิ พ่อนี่ก็ถามอะไรแปลก ๆ ต้องให้เวลาลูกอีกหน่อยเดี๋ยวก็เจอหนทางทำมาหากินเองนั่นแหละ""จะไปยากอะไร ถ้างั้นก็ให้ขายก๋วยเตี๋ยวต่อจากเรานี่แหละ สูตรก็ไม่ต้องไปซื้อเขา ร้านก็ไม่ต้องเช่า แค่ลงทุนลงแรงเองอีกนิดเดียว""มันง่ายแบบนั้นก็ดีส
"แม่ แม่รู้จักขนมพระพายมั้ย""ขนมโบราณสูตรตั้งแต่สมัยแม่ยังเด็กนู่นเลย ทัพรู้จักด้วยเหรอลูก""ทัพไม่รู้จักหรอกแม่ แต่ว่าพอดีต้องพรีเซนต์งานเกี่ยวกับขนมอันนี้อะ แม่พอจะรู้จักใครที่ขายขนมไทยแบบนี้มั้ย"ก็แถไปเรื่อย เขาเรียนบริหารธุรกิจก็จริง แต่ก็สาขาที่เรียนเป็นการจัดการทั่วไป รายวิชาที่เรียนส่วนใหญ่มันก็ออกแนวทฤษฎี มีการวางแผนวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ ถ้าเป็นโปรเจคอย่างมากก็แค่จำลองธุรกิจขึ้นมา แต่ก็อาจไม่ต้องถึงขั้นลงทุนทำขนมเองแบบนี้ แต่ทำไงได้ ในเมื่อหลวมตัวไปแล้ว เขาก็เลยต้องตามน้ำไปก่อน "หายากนะลูก แม่ไปตลาดทีไร ไม่เคยเห็นมีใครทำมาขายเลยนะ แต่ถ้าสั่งพิเศษอันนี้แม่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าร้านไหนเขารับทำ""ถ้าเราทำเองมันจะยุ่งยากไหมแม่ แม่ลองดูให้ทัพหน่อย เห็นเขาบอกว่าทำกินเองได้"ปราณีรับกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ใบหนึ่งที่มีลายมือยุกยิกของลูกชายจดอะไรบางอย่างเอาไว้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าจอมทัพเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ จู่ ๆ ก็มาพูดเกี่ยวกับเรื่องเรียน เห็นแบบนี้คนเป็นแม่ยิ่งอยากจะช่วยผลักดันลูกชายเต็มที่โดยไม่ได้เอะใจอะไรเลย"ถามถูกคนแล้วเจ้าทัพ แม่แดงของลูกน่ะเติบโตมากับครอบครัวที่เปิดร้านขายข
"เรียนเป็นไงบ้างลูก"ปราณีหรือที่คนทั่วไปเรียกกันติดปากว่า ‘เจ๊แดง’ เอ่ยถามลูกชายคนเล็กหลังจากที่กลับมาถึงก็หย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งทันที พ่อแม่ของจอมทัพยึดอาชีพค้าขายมาตั้งแต่เขายังไม่เกิด ส่งลูกชายคนโตเรียนจนจบปริญญาโท เหลือก็แต่จอมทัพที่แม้แต่ตัวคนเป็นพ่อเป็นแม่เองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนไปรอดหรือเปล่า"โถ่แม่ ถามทัพอยู่ได้ทุกวัน ทัพบอกแล้วไงว่าเรียนได้อะ""แม่ถามก็เพราะเป็นห่วง ถ้าเผื่อเรียนไม่ทันหรืออะไรยังไงจะได้หาทางแก้ถูก พี่ขุนฝากมาถามว่าอยากจะลองเรียนเพิ่มไหม จะได้หาจ้างติวเตอร์มาติวให้"‘พี่ขุน’ ที่ปราณีพูดถึงก็คือ ‘ขุนพล’ ลูกชายคนโตซึ่งเรียนจบและทำงานเรียบร้อยแล้ว หากแต่เขาย้ายออกไปเพราะเหตุผลในเรื่องของการเดินทางที่สะดวกและเสียเวลาน้อยกว่า"วัยมหาลัยเขาไม่ต้องเรียนพิเศษกันแล้วแม่ ไม่จำเป็นหรอก ไอ้พี่ขุนไม่ต้องยุ่งเลย เดี๋ยวทัพจะแสดงให้ดูเองว่าเรียนไม่เก่งก็จบได้""คิดแล้วว่าต้องตอบแบบนี้ เอาเถอะ แม่ไม่อยากกดดันอะไรหรอก ถ้าเรียนจบก็คงเป็นบุญของแม่กับพ่อจริง ๆ ที่ได้เห็นลูกชายใส่ชุดครุยรับปริญญาทั้งสองคน""ก็เพราะว่าพ่อกับแม่ให้สมองทัพมาน้อยไง ไอ้พี่ขุนเอาไปหมด แล้วทั
4 โมงเย็นจอมทัพก็มายังจุดนัดหมาย เขาเดาเอาเองว่าคงจะเป็นลานกิจกรรมของคณะวิทยาศาสตร์เพราะเชื่อว่าแมกมาคงไม่ลงทุนมาหาตนถึงที่แน่ รอจนใกล้ถึงเวลาก็ยังไม่เห็นวี่แวว ระหว่างนั้นสายตาก็สอดส่องมองดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย พลันก็เหลือบไปเห็นใครสักคนที่คุ้นตาเข้า"ปรายา"ถึงกับกระเด้งตัวลุกขึ้นจากม้านั่งเพราะเห็นใบหน้าของคนที่ชอบ แต่ก่อนที่จอมทัพจะได้เดินเข้าไปทักทายเขาก็ต้องชะงักเพราะมีใครอีกคนอยู่ด้วยกันกับปรายาจากที่จะเข้าหาอย่างสง่าผ่าเผยกลับกลายเป็นต้องหาที่หลบ ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องหลบเหมือนกัน "ดูอะไรอยู่""เฮ้ย!"จู่ ๆ แมกมาก็โผล่มาจากทางด้านหลังทำเอาจอมทัพสะดุ้งสุดตัว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่สนใจเรื่องของตัวเองกลับหันกลับไปมองน้องรหัสตามเดิม แถมยังดึงไอ้คนที่ยืนสูงเด่นให้หลบเข้ามุมด้วย"มึงอยู่คณะนี้ รู้จักคนนั้นป่ะ""ใคร" "นั่นน่ะ ที่นั่งอยู่ตรงนั้นน่ะ""ตรงไหน"แมกมายื่นหน้าเข้ามาใกล้มากขึ้นโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว จนเรื่องเมื่อกลางวันผุดขึ้นมาในหัวนั่นแหละ จอมทัพถึงต้องรีบขยับตัวถอยห่างแม้จะใกล้หมดความอดทนแต่เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยก็จำต้องข่มใจตัวเองเอาไว้ก่อน จอมทัพกำมือแ
เวลาผ่านไปจวบจนถึงเวลาพักกลางวัน สิ่งแรกที่จอมทัพทำหลังจากเดินออกจากห้องเรียนก็คือการหาอะไรอร่อย ๆ กิน ไม่ได้สนใจคำพูดของเพื่อนที่ตักเตือนเขาเลยสักนิด เขามุ่งมั่นมากในการเลือกเมนูมื้อเที่ยงแทนที่จะไปทำธุระที่สำคัญกว่านั้น"หึ อย่าหวังว่ากูจะไปหามึงนะไอ้หิน กินเสร็จกูจะรีบแจ้นกลับบ้านซะเลย"ขณะที่กำลังบ่นงึมงำพร้อมกับตักอาหารเข้าปากอยู่คนเดียวนั้น ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ปรากฎขึ้นจนจอมทัพต้องเงยหน้ามอง คนที่กินข้าวอยู่อย่างเอร็ดอร่อยถึงกับช้อนหลุดมือด้วยความตกใจที่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะเห็นผีเข้าให้ แถมไอ้ผีตนนี้ยังเอาแต่จ้องเขาอีก "มายืนจ้องกูทำไมวะ ไปไหนก็ไปดิ คนจะกินข้าว"จอมทัพทำตัวเนียนเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่ามี แต่คำพูดของเขาก็ไม่ต่างอะไรจากการคุยกับกำแพงเพราะอีกฝ่ายเอาแต่ยืนนิ่งอยู่ตลอด"อะไร"จู่ ๆ มือใหญ่ก็แบออกยื่นออกมาตรงหน้าเขา จอมทัพขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยความฉงน "ขนม" "สรุปมึงพูดภาษาคนใช่ปะ""ขนม" อีกฝ่ายไม่ตอบเรื่องที่ถาม เอาแต่พูดอะไรบางอย่างซ้ำ ๆ"ขนมไร""อยากกินปลากริมไข่เต่า" ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมือเกาหัวแกรก ๆ จอมทัพนึกไปถึงเหตุก







