Share

บทที่ 5

วังหลวง

ภายในท้องพระโรงอันยิ่งใหญ่สถานที่ว่าราชการของฮ่องเต้ บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ต่างยืนเรียงรายกันตามลำดับขั้นชั้นของแต่ละคน

ที่อยู่เบื้องหน้าของทุกคนคือพระวรกายสูงสง่า พระพักตร์งดงามแลดูอิ่มเอิบ ตามลักษณะของผู้มีบุญญาธิการเหนือผู้ใดในแผ่นดิน ทรงภูษาสีเหลืองปักดิ้นลายมังกรสีทองประจำตำแหน่ง ร่างนั้นตระหง่านประทับบนบัลลังก์มังกรเปล่งรัศมีแลดูน่าเกรงขามยิ่ง

“เอาละ ผู้ใดมีเรื่องอะไรจะพูดอีกหรือไม่” สุรเสียงทุ้มกังวานเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจและบารมีตรัสขึ้น ก่อนพระเนตรคมกล้าจะไล่มองทุกคนที่อยู่เบื้องหน้าพระพักตร์

ขุนนางชราขั้นสามผู้หนึ่งยกมือเตรียมอ้าปากกราบทูล เขาขยับกายเพื่อออกมาพูดเบื้องหน้าพระพักตร์ ก่อนจะมีอันต้องหุบปากลดมือแล้วยืนขาสั่นพั่บๆ แทน เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีกดดันพุ่งมาทางตน และต้นตอที่แผ่มานั้นก็หาใช่ใครอื่นไม่ แต่เป็นแม่ทัพคู่พระทัยของฮ่องเต้เอง โดยที่เขาก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองทำสิ่งใดผิด ท่านแม่ทัพไร้พ่ายจึงต้องจ้องเขม็งแผดรังสีร้อนแรงใส่ถึงขนาดนี้

จ้าวหมิงหลงพยายามส่งสายตาพิฆาตอีกทั้งยังแผ่รังสีกดดันใส่อีกฝ่าย จนขุนนางเฒ่าผู้นั้นแข้งขาอ่อนปวกเปียกยืนประคองตนแทบไม่อยู่ คิดว่าหากมิได้ยืนอยู่หน้าพระพักตร์ เจ้าตัวคงปล่อยร่างให้ทรุดฮวบลงไปแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นใบหน้าคมดุจึงลอบยิ้มมุมปากด้วยความสาสมใจ ยิ่งเห็นว่าไม่มีผู้ใดกล้าออกมากล่าวอะไรต่ออีก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ยิ่งผุดกว้างขึ้นมาบนใบหน้าคมเข้มอย่างพึงพอใจ

บุรุษบนบัลลังก์มังกรทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พระองค์ทรงส่ายพระพักตร์เพียงเล็กน้อยด้วยความอิดหนาระอาใจต่อการกระทำของแม่ทัพผู้เป็นสหายคนสนิท

“เอาละ ในเมื่อไม่มีสิ่งใดแล้วก็จงแยกย้ายกันเสีย ใครมีอะไรต้องทำก็ไปทำให้เสร็จสิ้น ส่วนเจ้า แม่ทัพจ้าว ตามเราไปที่ห้องทรงอักษรเดี๋ยวนี้”

เจ้าของพระวรกายสูงสง่าตรัส จากนั้นจึงสะบัดชายผ้าคลุมลุกจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เหล่าขุนนางที่อยู่ด้านหลังพากันถวายความเคารพตามหลังแทบไม่ทัน

จ้าวหมิงหลงเดินไปตามคำสั่งด้วยใบหน้ายับย่น พลางบ่นกระปอดกระแปดตลอดทางอย่างหงุดหงิด เพราะตนเองนั้นอยากจะรีบกลับจวนไปดูบุตรีตัวน้อยไวๆ

“อวี้หลาง เจ้าจะเรียกข้ามาทำไมกัน”

แม่ทัพหนุ่มบ่นโวยวายไม่สบอารมณ์ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเบื้องหน้าอีกฝ่ายด้วยท่าทีกระแทกกระทั้น บ่งบอกให้รู้เป็นนัยๆ ว่าเขากำลังไม่พอใจ

อวี้หลางฮ่องเต้เหลือบพระเนตรตวัดค้อนให้พลางแยกเขี้ยวใส่คนตรงหน้า ก่อนจะตรัสด้วยสุรเสียงเขียวปัด

“แล้วเจ้าทำอะไรลงไปบ้างเล่า เจ้าแม่ทัพบ้านี่”

ในแคว้นต้าเฉินแห่งนี้คงไม่มีผู้ใดที่กล้าอาจหาญเอ่ยนามเจ้าชีวิตตรงๆ เยี่ยงนี้ แต่นั่นย่อมไม่ใช่กับจ้าวหมิงหลงผู้นี้แน่นอน ด้วยว่าทั้งคู่นั้นเป็นสหายกันมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย อีกทั้งคนตรงหน้ายังเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือพระองค์มาโดยตลอด ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเพียงองค์ชายน้อยไร้ศักดิ์ ที่ไม่มีผู้ใดคิดให้ความสำคัญ

สิ่งเหล่านั้นทำให้อวี้หลางไม่ได้มองคนตรงหน้าเป็นเพียงแค่ข้ารับใช้ ซ้ำยังทำให้เขายกย่องสถานะของอีกฝ่ายไว้ดุจพี่น้องร่วมอุทรด้วย

“เจ้าทำตัวแบบนี้ อยากจะให้ข้าอกแตกตายหรืออย่างไรกันหมิงหลง”

ฮ่องเต้หนุ่มตรัสสุรเสียงไม่จริงจังเท่าใดนัก ทว่าครั้นจะไม่บ่นหรือก็ไม่ได้ เพราะนับจากวันที่บุตรีเกิดมาจนถึงแปดปีนั้น จ้าวหมิงหลงยังคงไม่ยอมเลิกทำตนเป็นพ่อเห่อลูกเสียที เดือดร้อนถึงพระองค์ต้องคอยออกมาปรามให้เพลาๆ หลายต่อหลายครั้ง ถึงกระนั้นอีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะฟังคำเสียเมื่อไรกัน

ฮ่องเต้หนุ่มคิดย้อนถึงเมื่อแปดปีก่อน พอทารกน้อยลืมตาออกมาดูโลก แม่ทัพคู่พระทัยก็มาลาคลอดกับพระองค์ทันที ใช่ฟังไม่ผิดหรอก เจ้าคนน่าตายผู้นี้มาลาพระองค์คลอด ประหนึ่งว่าตัวเองเป็นคนตั้งท้องเสียกระนั้น

ด้วยความที่อวี้หลางเห็นแก่ความเป็นสหายสนิทและฮูหยินจ้าวผู้เป็นน้องสาวตน จึงได้ทรงยินยอมให้แม่ทัพหนุ่มได้ลาไปคลอด เอ๊ย! เลี้ยงบุตรถึงสองปีตามใจปรารถนา

เมื่อย่างเข้าปีที่สามแม่ทัพไร้พ่ายจึงกลับมาทำงานตามเดิม ทว่าไอ้เจ้าบ้านี่ก็ยังมิวายเลิกเห่อบุตรสาว เข้าเฝ้าสองวันลาป่วยลากิจอีกห้าวัน ช่วงนั้นอวี้หลางต้องเผชิญหน้ากับสารพัดคำลางานที่อีกฝ่ายสรรหามาใช้ไม่จบไม่สิ้น จนพระองค์แทบจะสติแตกตายไปเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสุนัขวิ่งตัดหน้ารถม้า แมวเดินผ่าน สตรีมีครรภ์เดินสวนทาง เด็กน้อยจ้องมอง หรือแม้แต่หนอนตัวเล็กๆ คลานตัดหน้ารถม้า จวบจนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่ทำเอาพระองค์ถึงขนาดทนไม่ไหว ตัดสินพระทัยไปพบฮูหยินไร้พ่ายผู้เป็นน้องสาวบุญธรรมเพื่อบอกกล่าวเล่าถึงพฤติกรรมของท่านแม่ทัพผู้เป็นสามีให้นางฟังอย่างหมดไส้หมดพุง

‘แม่ทัพยื่นหนังสือขอลางานเป็นเวลาหนึ่งเดือนเพราะมดขึ้นรถม้าเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นลางร้าย’

ลางานหนึ่งเดือนเพียงเพราะมดขึ้นรถม้า! มารดามันเถิด

แน่นอนว่าครั้นพอฮูหยินไร้พ่ายทราบ วันรุ่งขึ้นท่านแม่ทัพใหญ่ก็กลับไปทำงานตามปกติ เพิ่มเติมคือรอยฟกช้ำเต็มใบหน้าหล่อเหลา

ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำเอาแม่ทัพอารมณ์บูดขนาดหนัก จนต้องไปยืนทะเลาะกับเสาท้องพระโรงระบายอารมณ์อยู่เสียหลายวันเลยทีเดียว อวี้หลางและขุนนางคนอื่นต่างยืนนิ่งมองภาพแม่ทัพยืนโวยวายใส่เสาท้องพระโรง จากนั้นจึงพร้อมใจกันส่ายหน้าหมดคำพูด

คนบ้าอะไรทะเลาะกับเสาก็ได้...

“ในเมื่อเจ้าไม่มีธุระสำคัญอะไร ถ้าอย่างนั้นข้าไปล่ะนะ”

โดยไม่คิดรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากอนุญาต ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพก็ดีดกายเผ่นแผล็วไปจากห้องทรงอักษรทันที ทิ้งให้ฮ่องเต้ทอดพระเนตรตามหลังสหายสนิทอย่างเหนื่อยหน่าย เอือมระอากับนิสัยเอาแต่ใจตัวเองของอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน

ร่างสูงเดินจากมาได้ระยะหนึ่งจึงผ่อนชะลอฝีเท้าลง พลางเดินผิวปากเล่นอย่างคนอารมณ์ดีด้วยท่าทีสบายใจ ในที่สุดเขาก็จะได้กลับจวนเสียที

“ท่านแม่ทัพจ้าว ท่านแม่ทัพ โปรดรอข้าด้วย” เสียงชายสูงวัยในชุดขุนนางขั้นหนึ่งร้องเรียกไม่เบานัก ก่อนที่อีกฝ่ายจะพยายามวิ่งเร่งฝีเท้าพาร่างอวบๆ ขึ้นมาเดินตีคู่กับเขา

“มีธุระอันใดกับข้าหรือ ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย”

แม่ทัพจ้าวร้องถามอีกฝ่ายน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าจงใจเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ทำเอาขุนนางร่างอวบต้องออกแรงวิ่งจนพุงหนาๆ กระเพื่อมตามตัว

เสนาบดีฝ่ายซ้ายฉีหลิงเฟยพยายามวิ่งไล่ตามร่างสูงจนทัน ใบหน้าอวบอูมของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลต่างน้ำ ก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งมาเคียงข้างร่างสูงกำยำด้วยอาการหอบถี่ๆ

“ข้าได้ยินข่าวมาว่าคุณหนูจ้าวบุตรีของท่านตอนนี้อายุได้แปดขวบแล้ว บุตรชายข้า เยว่จินเองปีนี้อายุก็ได้สิบขวบพอดี ท่านแม่ทัพคิดอย่างไร หากพวกเราจะให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักกันเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อเป็นทองแผ่นเดียวกันในภายหน้า”

เสนาบดีฝ่ายซ้ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เขาเชื่อมั่นว่าคนข้างๆ จะไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน อย่างไรเสียตระกูลฉีของเขาก็ยิ่งใหญ่ไม่ใช่น้อย อีกทั้งบุตรีคนโตก็เป็นถึงกุ้ยเฟยที่ฮ่องเต้โปรดปราน หากว่าได้เกี่ยวดองกับตระกูลจ้าวที่มากไปด้วยอำนาจทางการทหารแล้วไซร้ อำนาจในมือจะไปไหนเสีย

จ้าวหมิงหลงเหลือบตามองใบหน้าฉุๆ ของคู่สนทนา พลางกัดฟันกรอดนึกเดือดดาลคำรามลั่นในใจ ไม่แสดงท่าทีใดให้เห็นภายนอก

‘ฉีหลิงเฟย ไอ้ลูกเต่าผสมสุกรเอ้ย นี่เจ้าคิดเอาดวงใจของข้าจ้าวหมิงหลงผู้นี้มาเป็นฐานเพื่อสร้างอำนาจให้แก่ตระกูลฉีของเจ้าเชียวหรือ’

“บุตรสาวของข้าเพิ่งจะอายุเพียงแปดขวบ นับได้ว่ายังเล็กนัก ข้าจึงยังมิคิดเรื่องนี้ อีกทั้งตระกูลจ้าวของข้านั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกรพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องสละความสุขของบุตรหลานในตระกูลเพียงเพื่อแลกกับอำนาจความยิ่งใหญ่ใดๆ เพราะฉะนั้นข้าจึงไม่คิดจะยกบุตรสาวข้าให้แก่บุตรชายของท่าน เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจอันไร้สาระ”

กล่าวจบจู่ๆ ร่างสูงก็หยุดเท้ายืนนิ่ง ก่อนมือใหญ่กร้านจะคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของอีกฝ่าย แล้วยกขึ้นสูงจนร่างอวบระยะสุดท้ายของเสนาบดีเฒ่าลอยขึ้นเหนือพื้น พร้อมเอ่ยคำรามน้ำเสียงต่ำดุดันไม่ต่างกับดวงตาคู่คม ที่ยามนี้เต็มไปด้วยรังสีสังหารดังเช่นยามออกไล่เข่นฆ่าเหล่าอริศัตรู

“อย่าได้คิดมองตระกูลจ้าวของข้าเป็นเพียงแค่ฐานรองเหยียบเพื่อปีนป่ายหาอำนาจให้แก่ตระกูลฉีของเจ้า มิอย่างนั้นข้าเกรงเหลือเกินว่าตระกูลฉีอาจได้หลงเหลือเพียงแค่ชื่อสืบไป”

กล่าวจบแม่ทัพหนุ่มจึงคลายมือ ปล่อยให้ร่างอวบๆ ของขุนนางเฒ่าผู้กระหายอำนาจทรุดลงไปกองกับพื้นหินโดยไม่สามารถประคองตัวไว้ได้ จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี

‘น่ากลัว! ช่างน่ากลัวเหลือเกิน ฉายามัชจุราชแห่งแคว้นต้าเฉิน หาใช่เพียงคำเล่าลือไม่’

ฉีหลิงเฟยบอกกับตนเองในใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น แววตายังมีความหวาดหวั่นไม่น้อย ความกดดันเมื่อครู่ทำเอาขุนนางร่างอวบแทบหยุดหายใจ ทว่าอำนาจที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายยังคงล่อตาล่อใจเขาไม่เสื่อมคลาย

‘แล้วอย่างไรเล่า ต้องแบบนี้สิถึงจะเหมาะสมกัน จ้าวหมิงหลง ยังไงเสียข้าต้องได้ลูกสาวเจ้ามาเพื่อตระกูลฉีและด้วยอำนาจทั้งหลายที่ต้องการ’

‘‘หากเป็นรับสั่งของฮ่องเต้ อย่างไรเจ้าก็ไม่มีทางปฏิเสธได้ จ้าวหมิงหลง เจ้ารอดูได้เลย ข้าไม่ถอยแค่นี้แน่’ ’

ขุนนางร่างอวบพึมพำเสียงต่ำในลำคออย่างเคียดแค้น ความอับอายที่ได้รับมาในวันนี้ เขาจะต้องทวงคืนให้อีกฝ่ายได้ชดใช้อย่างสาสมแน่นอน
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 337

    เฉินซานเจ้าพ่อวงการธุรกิจของจีนประสบอุบัติเหตุ ข่าวนี้ช็อกวงการเป็นอย่างมาก หลายคนหวังใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง บรรดานักข่าวต่างเกาะติดเหตุการณ์ทำข่าวอย่างใกล้ชิดแต่เจ้าพ่อก็คือเจ้าพ่อ ไม่กี่วันต่อมาเขาก็กลับมาปรากฏตัวหน้าสื่ออีกครั้ง ด้วยรูปลักษณ์องอาจดุดันเหมือนไม่ใช่คนที่เคยประสบอุบัติ

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 336

    ดีใจงั้นหรือ เขาจะดีใจจริงๆ หรือเสียใจกันแน่แวบแรกนางก็คิดไม่ต่างกับหมอหลวง ทว่าพอคิดถึงท่าทางอึดอัดของอีกฝ่าย ความยินดีพลันจืดจางลง เหลือเพียงอาการเศร้าสร้อยหมอจางรู้ดีว่าคนท้องอารมณ์แปรปรวน เขาเห็นนางมีสีหน้าขรึมลงท่าทางเป็นกังวลจึงเอ่ยปลอบ“ฮูหยินไม่ต้องกังวล ท่านพักผ่อนก่อน เดี๋ยวข้าจะไปแจ้งสา

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 335

    สุดเขตแคว้นต้าเหลียวขึ้นมาทางเหนือเป็นพื้นที่ของความหนาวเย็น อากาศของที่นี่จะเย็นตลอดปี หิมะที่โปรยปรายวันแล้ววันเล่าทับถมกันจนเกิดทัศนียภาพอันงดงามเพราะเหตุการณ์เปลี่ยนรัชสมัยของต้าเหลียวในครั้งก่อน ทำให้ผู้คนเริ่มลืมตาอ้าปากได้ อีกทั้งฝนฟ้าที่ควรตกก็ตกต้องตามฤดูกาล ราษฎรจึงเชื่อว่าฮ่องเต้หลี่เฟิ่

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 334

    “โอ้โห ต้าสือ เจ้าไปเอาสินค้าดีๆ แบบนี้มาจากไหนกัน” ชายรูปร่างผอมสูงอีกคนร้องทักบุรุษนามต้าสือเพียงแสยะยิ้มตอบ “เอาละ เด็กน้อยเจ้าจงรอเงียบๆ ที่นี่เถอะ ประเดี๋ยวท่านอาจะพาเจ้าไปหาครอบครัวใหม่เอง”กล่าวคำยังไม่ทันจบ ร่างป้อมก็วิ่งเข้าไปใกล้ตะเกียงไฟ ยื่นบางสิ่งในมือไปจ่อเปลวไฟ ก่อนร่างป้อมจะโยนมันออ

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 333

    อวี้เหลียนมีสีหน้าบอกไม่ถูก เขาพลันนึกถึงเหตุการณ์ตอนเช้าขึ้นมา“นะเจ้าคะท่านพ่อ ช่วยขอร้องท่านแม่ให้โยวโยวกับหยาหยาหน่อยนะเจ้าคะ”ซาลาเปาน้อยหน้ากลมตัวป้อมของอวี้เหลียนกำลังยึดแขนเขาคนละข้าง มือก็เขย่าแขนผู้เป็นพ่อไม่หยุด ปากก็เอ่ยขอด้วยถ้อยคำออดอ้อน ดวงตาสุกสกาวมองพุ่งมาที่บิดาอย่างมีความหวังเห็น

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 332

    “เจ้ายังกล้าเอ่ยอีกหรือ...” อวี้เหลียนเหล่มอง “รีบร้อนมาเพราะคิดถึงข้ากับแม่เจ้า หรือว่าก่อเรื่องไว้เลยรีบหลบมา”สิ้นคำพูดรู้เท่าทัน เด็กชายร่างป้อมผู้ติดตามมาพลันสะดุ้งเฮือก จิ้งอ๋องตรงหน้าเขาเฉียบแหลมดั่งที่บิดาเคยบอกไว้จริงด้วย บิดาเคยย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นศัตรูกับใครก็ได้ แต่อย่าคิดเป็นศัตรูกับจิ้ง

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 67

    เยว่หลินได้ยินคำพูดจากคนรุ่นคราวลูก ในใจนั้นขุ่นเคืองแทบกระอักเลือด เขาเกือบจะอดทนไม่ไหวอยากเข้าไปบีบคออีกฝ่ายให้ตายคามือเลยทีเดียวจ้าวเฟยเซียนปรายตามองท่าทางไม่พอใจของเยว่หลินกับไทเฮา นางกล่าวคำพูดต่อไปด้วยท่าทีไม่แยแสต่อการแสดงออกของคนทั้งสอง“ที่สำคัญ... ไทเฮากับใต้เท้าเยว่คงจะยังไม่ลืมกระมัง ว่

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 66

    วังหลวงต้าเฉินตำหนักฟ้าทรงธรรมที่ประทับฮ่องเต้ ภายในตำหนักเวลานี้ อวี้หลาง เฟยเซียน ไทเฮา และใต้เท้าเยว่หลินอัครเสนาบดีประจำแคว้น ต่างกำลังจ้องมองกันด้วยสีหน้าและอารมณ์ที่แตกต่างกันไปอวี้หลางนั้นมีสีพระพักตร์บ่งบอกถึงความหงุดหงิดกึ่งรำคาญพระทัยอัครเสนาบดีมีสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตามีแววโกรธขึ้งและไ

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 65

    เฉินเหลาฟงคิดอย่างคับแค้นใจ ไอ้ท่านแม่ทัพบ้านี่ ท่านจะไปรับรู้ได้ยังไงว่ามีกับดงกับดักอะไรนั่น ในเมื่อท่านเล่นระเบิดพลังปราณถากถางเส้นทางมาตลอดแนวหัวหน้าโจรหน้าซีดเผือด แสดงว่าเสียงตูมเมื่อครู่ต้องเป็นไอ้หมอนี่ที่ทำแน่ๆ หัวหน้าโจรจึงส่งสัญญาณบอกให้พรรคพวกสู้ตายทันทีพลั่ก!จ้าวหมิงหลงที่ปล่อยมือจาก

  • เหมยฮวาฤดูหนาว   บทที่ 64

    “เฮ้ยๆ พวกเจ้าดูนั่นสิ ท่านแม่ทัพกับท่านนายกองพากันไปไหนนั่น”เสียงเหล่าทหารที่ยืนเฝ้ายามร้องบอกกัน ก่อนจะหันไปมองรองแม่ทัพที่ก้าวออกมาจากกระโจมเพื่อรอรับคำสั่งต่อไป รองแม่ทัพก็ใช่ว่าจะรู้สิ่งใด เพราะเขาเองก็แปลกใจว่าทั้งคู่คิดจะทำอะไรกันแน่ ในเมื่อนายกองเป็นคนปรึกษากับเขาเองแท้ๆ ว่าการจะเข้าบุกรังโ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status