LOGINในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน
ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่อยู่ๆ ฉันก็เห็น แหยร้องไห้กับครูดอกปีบใต้ต้นหูกวาง ไม่ไกลจากบ้านสุขใจ
ครูลูบหลังแหย เช็ดน้ำตา และจัดผมให้แหยอย่างอ่อนโยน
“ไม่ยักรู้ ว่าครูมีมุมแบบนี้ด้วย เห็นปกติเอาแต่ทำหน้ายักษ์”
ส้มเปรี้ยวเอ่ย ตอนมองภาพนั้น และพวกเราได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับแหย โดยไม่มีใครได้รับคำตอบ เพราะแหยมีโลกส่วนตัวสูงมาก
เวลาผ่านไปอีกหลายวัน แหยเดินเข้ามาหาเราสองคน
“เราขอนั่งด้วยคนได้ไหม?”
ฉันกับพี่นานาเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนหันมามองหน้ากันอย่างประหลาดใจ
“ได้สิ แหย”
ฉันตอบรับ แต่จู่ๆ ก้อนข้าวที่เดินตามมา ก็นั่งลงเยื้องกับฉัน แล้วทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำ
“ทะเลอยากเป็นเพื่อนกับทุกคนน่ะ”
ก้อนข้าวเรียกแหยว่า ‘ทะเล’!
แหยตบโต๊ะให้เป็นจังหวะ แล้วพูดว่า
“เอาละเว้ย เอาละวา เพื่อทำให้ฉันมีพวกพ้อง ฉันคงต้องตลก จนติดตลาด”
พวกเราหัวเราะอย่างถูกใจ ฉันว่าแหยหน้าแดงระเรื่อตอนที่ร้องเพลงออกมาอย่างนั้น
“แหย เอ๊ย ทะเล ไม่ต้องสันทนาการขนาดนั้นก็ได้”
ฉันเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“เราไม่เคยมีเพื่อน เลยไม่รู้ว่าต้องทำไง”
“แล้วก้อนข้าวไม่ใช่เพื่อนทะเลเหรอ?”
ก้อนข้าวตัดพ้อ ทำหน้าไม่พอใจ แต่เพียงแวบเดียวก็กลับไปทำหน้าตามปกติ
“ยิ้มไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวเราก็มีเรื่องคุยกันเอง”
ฉันเป็นคนมอบเคล็ดลับให้แหย ไม่สิ ทะเล คนใหม่
“อืม ขอบใจนะ โดนัท”
พี่นานาที่นั่งสังเกตมาครู่ใหญ่ เอ่ยออกมาอย่างกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง
“พี่รู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับแหย ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พี่เองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะนะ”
“ค่ะ พี่นานา”
แหยยิ้มบางๆ เรามองไม่เห็นดวงตาเธอ เพราะผมยังปรกหน้าอยู่ ราวกับบอกเป็นนัยว่า ถึงอยากทำความรู้จัก แต่ก็จะยอมให้รู้จักได้แค่บางส่วนเท่านั้น
“ทะเล เธอต้องเปลี่ยนแปลงอีกอย่างนะ”
ก้อนข้าวหันมาจ้องริมทะเลตาเป็นมัน เหมือนเสือที่จ้องจะตะครุบเหยื่อ ขอเพียงสบโอกาสเท่านั้น
“อะไรเหรอ?”
ก้อนข้าวตักข้าวคำสุดท้าย แล้วเดินไปด้านหลังเจ้าตัว ก่อนรวบผมให้เธอ ถักเปียให้อย่างสวยงาม ความงามที่ถูกปกปิดไว้ถูกเผยออกมาอีกครั้ง
“เจ้าหญิงพะยะค่ะ กระหม่อมขอน้อมรับพระบัญชา”
ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ่มนุ่มละมุน ราวกับราชองค์รักษ์
“บ้าน่ะ”
ริมทะเลปัดมืออย่างขัดเขิน พวกเราหัวเราะกันเบาๆ กับท่าทีของเธอ
“โธ่ ทูนหัวของบ่าว ช่างเข้ากับผมทรงใหม่เหลือเกิน”
พี่นานาเล่นกับเขาด้วยคน พวกเราหัวเราะร่วมกัน ฉันเห็นด้วยหางตาว่ามหาศาลกำลังมองมาทางพวกเรา ด้วยแววตาโกรธแค้น แต่ใครจะสน ในเมื่อระบบการปกครองของบ้านสุขใจในขณะนี้ ประชาชนเป็นใหญ่
“มีอีกเรื่องนะ โดนัท”
ริมทะเลเอ่ยกับฉัน แววตานิ่ง จนฉันแปลกใจ
“คนที่ผลักเธอตกบันได เขาฝากเรามาขอโทษ เขาบอกว่าจะไม่ทำอย่างนั้นอีก”
อันที่จริง ฉันก็พอรู้ว่าเป็นใคร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ทำให้ใครโกรธ นอกจากริมทะเลเพียงคนเดียว แต่ในเมื่อเจ้าตัวขอโทษเป็นนัยแบบนั้นแล้ว ก็แล้วกันไป ฉันระบายยิ้มให้แทนคำตอบ
.
,
ฉันไม่เคยนับคืนวันในขณะที่อยู่บ้านสุขใจ วันนี้ฉันตื่นแต่เช้าตามปกติ แล้วเดินลงมาขลุกที่ห้องนั่งเล่น แต่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ห้องนั่งเล่นที่เดิมมีแต่เก้าอี้และโต๊ะให้พวกเราพักผ่อนหย่อนใจ บัดนี้ถูกประดับประดาด้วยลูกโป่งหลากสีสัน มีสายรุ้งห้อยระโยงระยาง เสียงเพลงจากลำโพงดังเป็นจังหวะสนุกสนาน เปิดคลอเบาๆ และแถมด้วยกล่องของขวัญวางเรียงกองใหญ่
“หนึ่ง สอง สาม...”
ฉันนับกล่องของขวัญพวกนั้น แล้วก็พบว่าเท่ากับจำนวนพวกเราทุกคน ครูดอกปีบมองสีหน้าตื่นตะลึงของฉัน แล้วอมยิ้มอยู่ในที
“เผื่อว่าเธอจะลืม ว่าวันนี้วันเด็ก”
ฉันรู้มานานแล้วว่าครูคอยช่วยเหลือพวกลูกนกจากแหย ช่วยมหาศาลจากมดแดง ช่วยทำให้พวกเราอยู่กันอย่างสงบสุข โดยแม้ครูจะดูดุไปบ้าง แต่ที่ครูทำไปก็เพราะหวังดีจากใจ ฉันจึงเข้าไปโอบกอดครู ท่านทำหน้าแดง แล้วกอดกลับอย่างนุ่มนวล
“นี่ไมค์”
ครูส่งมาให้ฉันพร้อมรอยยิ้ม แต่กลับทำให้ฉันอึดอัดใจ
“หนูพูดไม่เก่งค่ะครู”
“ช่วยร้องเพลงปลุกเพื่อนๆ ที”
ฉันรับไมค์มาอย่างจำใจ ก่อนระลึกได้ว่า แก้วเสียงของฉันค่อนข้างพิเศษอยู่อย่าง คือใสกังวาน และสามารถร้องเสียงสูงได้ตามใจนึก ฉันเลือกเพลงใสๆ เกี่ยวกับหญิงสาวที่รอคอยความรักมาตลอด ซึ่งท่อนฮุกติดน่าจะติดอยู่ในหัวทุกคน
ฉันเริ่มเห็นศีรษะโผล่ออกมาจากบันไดทีละคน แววตาพวกเขาสงสัยใคร่รู้ ว่าเสียงเพราะพริ้งราวกับนกการเวกนั้นเป็นของใคร
เมื่อรวบรวมคนได้มากพอแล้ว ฉันก็เลือกร้องเพลงฮิตของพุทธศักราชนี้ ให้ทุกคนร้องไปพร้อมกัน
ฝีมือรวมคนของฉันเด็ดอย่าบอกใครเชียว
จากนั้นสายตาฉันก็ประสานเข้ากับสายตาพี่สาวคนสวย ฉันลืมเนื้อร้องไปหมด ก่อนหันมามองพื้น เพื่อพอจะร้องต่อไปได้
ขนมและน้ำหวานเตรียมไว้อย่างไม่อั้น ฉันเห็นมหาศาลไปเติมขนมกับน้ำหวานอย่างน้อยห้าครั้งไปแล้ว
ริมทะเลเลือกที่นั่งข้างก้อนข้าวอย่างสบายใจ แม้จะไม่ได้พูดคุยอะไรกัน แต่ก็ไม่ได้มีทีท่าอึดอัดอะไร
“เดี๋ยวเราไปเติมโคล่าให้”
ริมทะเลเสนอตัว ก้อนข้าวพยักหน้าแล้วยิ้มหวาน ในตอนนั้นเอง มหาศาลเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ชนเข้ากับริมทะเล
“ขอโทษที เราเดินไม่ดูเอง”
แม้จะเอ่ยแบบนั้น แต่สีหน้าไม่มีความรู้สึกผิดแต่อย่างใด มหาศาลราดโคล่าใส่ริมทะเลอย่างจงใจ ก่อนทิ้งแก้วเปล่าลงพื้น
“ฝากเก็บด้วยแล้วกัน”
“ไอ้หมอนี่สมควรได้รับบทเรียน”
ฉันเอ่ยกับพี่นานา ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ
ริมทะเลเดินมาสมทบกับพวกเรา ที่กำลังคิดอะไรไม่ออกว่าจะจัดการกับมหาศาลอย่างไรดี?
“ทะเลได้ยินมาว่า มหาศาลชอบเสี่ยง แถมยังชอบกิน เรามาใช้นิสัยนี้ให้เป็นประโยชน์ดีกว่า”
เราปรึกษากันเงียบๆ ก่อนประกาศออกทางไมค์
“ขอตัวแทนสามคน เพื่อเล่นเกมชิงรางวัลเป็นช็อกโกแลตกล่องใหญ่ กล่องนี้”
พี่นานาชูของรางวัล มีคนยกมือขึ้นมากมาย
“แต่ถ้าแพ้ ก็ต้องโดนปรับด้วย”
มือที่ยกขึ้นก็ลดลง จนเหลือแค่สามคน ได้แก่ มหาศาล ส้มเปรี้ยว และพี่นานา
แน่นอนว่าฉันสร้างเงื่อนไขเกม เพื่อมหาศาลโดยเฉพาะ
“เราจะให้กินวิบาก ใครกินผลไม้สามอย่างนี้หมดก่อนชนะ รับของรางวัลไปเลย ส่วนคนแพ้ถูกหักค่าขนมนะ”
ผลไม้สามอย่างวางเรียงกัน มีกล้วย มะละกอ และลูกเสาวรส อย่างละโหล
“กินหมดนี้อิ่มแน่เลย แล้วจะเป็นการลงโทษได้ไง?”
ก้อนข้าวเอ่ยแบบเข้าใจไม่เต็มร้อย หันไปสบตากับริมทะเลที่ยืนอยู่ข้างตน
“เดี๋ยวก็รู้”
ริมทะเลเอ่ยพลางกอดอก เก็บรอยยิ้มเยาะไว้ไม่ให้ใครเห็น
“สาม สอง หนึ่ง เริ่ม!”
มหาศาลกินกล้วยหวีหนึ่งหมดอย่างรวดเร็ว มะละกอครึ่งลูก เสาวรสอีกหกลูก ในขณะที่พี่นานากับส้มเปรี้ยวแกล้งกินช้าๆ ตามหลังมหาศาลอีกไกล พวกเธอกินกล้วยไม่หมดด้วยซ้ำ
จนในที่สุด มหาศาลก็ชูสองมือขึ้น เพื่อแสดงว่าเขากินหมดเป็นคนแรก แม้ว่าจะเก็บสีหน้าอิ่มไว้แค่ไหนก็ตาม แต่ทุกคนรู้ว่ามหาศาลมาถึงจุดอิ่มที่สุดแล้ว
“และผู้ได้ช็อกโกแลตกล่องนี้ไป คือ มหาศาล!”
ฉันประกาศก้อง มหาศาลยิ้มกว้าง เอามือตบพุงตัวเอง
พวกเรายังร่วมงานวันเด็กอีกพักใหญ่ ก่อนแยกย้ายกันเข้าไปนอนในตอนหัวค่ำเหมือนเดิม
ก่อนขึ้นเตียงนอน เรามานั่งรอหน้าห้องน้ำชาย เพื่อดูผลงานที่ทำไว้ร่วมกัน มหาศาลปวดท้องเข้าห้องน้ำ ถ่ายท้องเอาของกินที่เอาเข้าปากจนหมด เขาเอามือกุมท้อง หลังเข้าๆ ออกๆ จากห้องน้ำหลายรอบ
ริมทะเลยิ้มเยาะที่แม้จะเห็นแล้วว่า ผลไม้พวกนั้นเป็นยาถ่ายชั้นดี แต่มหาศาลมองข้ามไป และตะกละจนทำตัวเองเดือดร้อน
มหาศาลมองพวกเราด้วยใบหน้าแดงก่ำ เป็นที่รู้กันว่าเขาโดนบทเรียนเข้าให้แล้ว และบทเรียนนี้ไม่มีใครบังคับเขาได้ หากเขาไม่อยากทำมันด้วยตัวเอง
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ปกติส้มเปรี้ยวจะมีแม่มาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์ ชุดธรรมดาๆ ถูกเปลี่ยนใหม่เป็นชุดหลากสีสัน แม้เธอจะมีแค่ตัวที่กลางเก่ากลางใหม่ แต่เธอก็ตั้งใจเปลี่ยนเสมือนว่าเป็นวันพิเศษ ส้มเปรี้ยวนั่งอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน เท้าคางมองต้นไม้ใบหญ้าอย่างเดียวดาย เสียงรถยนต์ผ่านมา ทำให้ส้มเปรี้ยวชะเง้อมองที่มาของเสียง แต่ไม่มีวี่แววของแม่เธอเลย ผู้มาเยือน แท้จริงแล้วคือครูดอกปีบ เดินมาพร้อมกับแม่บ้านและพี่ๆ ในบ้านสุขใจ พวกเขาถืออาหารสดจำนวนมาก ในฐานะที่พวกเรายังเด็กเกินไปสำหรับหน้าที่นี้ จึงได้แต่มองเท่านั้น “ว้า” ส้มเปรี้ยวถอนหายใจ ครูดอกปีบมองอาการนั้น แล้วทำหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินเข้าครัวไป พี่นานาเดินผ่านส้มเปรี้ยว เธอยังคงฝังใจเรื่องแม่ของส้มเปรี้ยว และดูท่าทางจะไม่หายอิจฉาง่ายๆ แม้จะได้เคล็ดวิชาจากฉันมาแล้ว “พี่นานาชอบสร
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน น่านฟ้าแน่นิ่งจนฉันใจหาย ฉันเขย่าตัวเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอไม่มีปฏิกิริยาเลยแม้แต่น้อย น้ำตาฉันไหลลงสู่ใบหน้าของเธอ ในที่สุดน่านฟ้าก็สำลักออกมา เธอใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น “ฟ้า” ฉันเรียกเธอเสียงแผ่ว ใบหน้าแสดงความกังวล น้ำตาของฉันยังหยดลงเรื่อยๆ บนใบหน้าของเธอ น่านฟ้าที่รู้ตัวกอดฉันแน่น “ฟ้าเป็นไงบ้าง?” เธอรู้ตัวอย่างเต็มที่แล้ว ก่อนเอ่ยประโยคนี้ออกมา “เวรกรรมมีจริง ฟ้าเคยทำคนตาย แล้วตอนนี้ฟ้าก็เกือบตาย เพื่อชดใช้ความผิดนั้น” “หมายความว่ายังไง แต่ตอนนี้ฟ้าต้องไปโรงพยาบาลก่อน” ก่อนหน้านั้น ฉันเรียกรถฉุกเฉินมา เบอร์ 1669 รถฉุกเฉินพาเราไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ตอนลงจากรถฉุกเฉิน มีผู้คนจดจำเธอได้ หลายคนจึงยกกล้องมือถือ ไลฟ์น่านฟ้าที่ถูกเข็นเข้าห
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน ฉันกดปุ่มโทรศัพท์เครื่องโบราณ เรียกเลขาเข้ามาหา ด้วยความรู้สึกน้อยใจที่แม้แต่โทรศัพท์เครื่องใหม่ เราก็ไม่มีปัญญาจะเปลี่ยน “คุณไนฟ์ คุณพร้อมทำงานหนัก เพื่อทำให้ค่ายเพลงเราไปรอดไหม?” เธอมองฉันด้วยแววตาส่องประกาย ก่อนยกกำปั้นขึ้น แล้วตะโกนเสียงดัง “พร้อมค่ะ บอส!” “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นเราจะประชุมทุกวันจันทร์ เพื่อวางแผนว่า อาทิตย์นี้จะดีกว่าอาทิตย์ที่แล้วยังไง” “แต่..เรามีกันแค่สี่คน” “ลูกศรไว้ใจคุณไนฟ์นะคะ” ฉันประกาศ จ้องเธอด้วยดวงตานิ่ง “ค่ะ คุณลูกศร” เธอเสียงอ่อนลง เมื่อไม่รู้ว่าแผนของฉันคืออะไร “คุณไนฟ์ จะต้องไปคุมการผลิตเอ็มวีตัวใหม่กับน่านฟ้า แต่ในฐานะเลขา แค่ส่งตารางงานมาให้ลูกศรก็พอ” เธอกลืนน้ำล
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่อยู่ๆ ฉันก็เห็น แหยร้องไห้กับครูดอกปีบใต้ต้นหูกวาง ไม่ไกลจากบ้านสุขใจ ครูลูบหลังแหย เช็ดน้ำตา และจัดผมให้แหยอย่างอ่อนโยน “ไม่ยักรู้ ว่าครูมีมุมแบบนี้ด้วย เห็นปกติเอาแต่ทำหน้ายักษ์” ส้มเปรี้ยวเอ่ย ตอนมองภาพนั้น และพวกเราได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับแหย โดยไม่มีใครได้รับคำตอบ เพราะแหยมีโลกส่วนตัวสูงมาก เวลาผ่านไปอีกหลายวัน แหยเดินเข้ามาหาเราสองคน “เราขอนั่งด้วยคนได้ไหม?” ฉันกับพี่นานาเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนหันมามองหน้ากันอย่างประหลาดใจ “ได้สิ แหย” ฉันตอบรับ แต่จู่ๆ ก้อนข้าวที่เดินตามมา ก็นั่งลงเยื้องกับฉัน แล้วทำสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำ “ทะเลอยากเป็นเพื่อนกับทุกคนน่ะ” ก้อนข้าวเรียกแหยว่า ‘ทะเล&rsquo
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน เวลาเที่ยงคืนเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนหลับไปหมดแล้ว แต่กลับเป็นเวลาแห่งภารกิจของฉันกับพี่สาวคนสวย เธอขยี้ตา เดินโซเซเข้ามาหาฉัน ที่หยิบขนมเข้าปากอยู่ในห้องนั่งเล่น ขอบอกเลยว่า ตั้งแต่เมื่อวาน เหล่าขนมได้รับการปกป้องจากชนส่วนใหญ่ในบ้านสุขใจ “มีอะไรเหรอ?” พี่นานาหาวหวอด ก่อนรู้ตัวว่าเสียกิริยา เลยยกมือปิดปากตัวเอง “พี่เคยบอกว่าพี่ชอบโดนัท จำได้ไหม?” “พี่จำได้” ฉันยิ้มเขินอาย ส่วนเธอก็ยิ้มตอบ เราเงียบในช่วงเวลาอันแสน
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน ทั้งที่เรานั่งกันจำนวนไม่ถึงสิบคน แต่เรากลับประชุมในห้องที่จุคนได้ราวห้าสิบคน ฉันรู้สึกได้ว่ามือเย็นเฉียบ พยายามจะไม่รู้สึกตื่นเต้น จึงเขย่าขาอยู่ใต้โต๊ะ ไม่ให้ใครรู้ ภายในห้องประชุมมีฉัน น่านฟ้า คุณไนฟ์ และคุณเอสท์ นั่งมองหน้ากันด้วยความตึงเครียด ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร “ลูกศรเปิดประชุมเลยแล้วกัน วันนี้เราจะคุยเรื่องเพลงที่คนทางบ้านส่งเข้ามาแข่งขัน ต่อไปเชิญคุณเอสท์เลยค่ะ” เขาดูประหม่ายิ่งกว่าฉัน เอามือเสยผมที่ยุ่งเหยิงนั้น ผ่อนลมหายใจก่อนพูดออกมา “ผมชอบเพลงนี้ที่สุดแล้ว” เขาไม่อธิบายอะไร แต่เปิดเพลงจากไอแพด และเราก็นั่งใกล้กัน จนได้ยินถนัดทุกคน เพลงจังหวะช้าดังขึ้น เนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าคนที่เธอชอบคิดยังไงกับเธอ และทั้งที่รู้แบบนั้น ก็ห้ามใจไม่ให้รักอีกฝ่ายไม่ได้ 







