Mag-log inในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน
มีคนเดียวที่ทำให้ฉันมีอาการอึดอัดแบบนี้ แม่นั่นเอง แม่กักตัวฉันไว้ในห้องนอนก่อนเวลามื้อเย็นเล็กน้อย สีหน้าแม่จริงจัง จนฉันยกมือกัดเล็บแก้เครียด
“หยุด! เอามือลง”
ฉันชะงักค้าง ก่อนเอามือลงตามคำสั่ง
“แม่มาหาหนู มีอะไรเหรอคะ?”
ฉันกำมือแน่น เมื่อแน่ใจว่าแม่ไม่เห็นมือกำเกร็ง จนเล็บจิกฝ่ามือ แม่มองฉัน เชิดหน้า กอดอก แล้วเอ่ยออกมา
“ที่บริษัททำท่าจะรอดไหม?”
แม่ไม่รอคำตอบ ราวกับนี่เป็นคำทักทาย แล้วเอ่ยต่อ
“ถ้าไม่รอดก็แต่งงานซะ กับคุณมหาสมุทร”
“เขามีลูกมีเมียแล้วค่ะ”
“ป๊าเขาก็มีแม่ใหญ่ แต่ยังมีฉันเพิ่มได้เลย”
“แต่ว่า หนูเป็น...”
“แกก็มีลูกกับเขาสักคน หลังจากนั้นก็ให้สามีไปมีเล็กมีน้อย”
“แต่แม่คะ”
ฉันเอ่ยออกมาแค่นั้น ทำไมคนเจ้าแผนการแบบฉัน แค่คิดจะสู้กับแม่ยังทำไม่ได้เลย
“เลขาแกน่ะ คนของฉัน เธอเล่าให้ฟังหมดแล้ว แกก็เล่าเรื่องป๊าให้มันเกินจริง บ้านใหญ่จะได้ยอมรับในตัวแก”
“ค่ะ แม่”
“บริษัทแม่ของป๊าแก ฉันให้คนของเราไปประจำตำแหน่งสำคัญๆ หมดแล้ว เหลือก็แค่ แกต้องทำตัวให้เด่นพอ ที่เขาจะเสนอชื่อ เข้าใจไหม?”
“เข้าใจค่ะ”
ฉันตอบราวกับหุ่นยนต์ สะสมความกดดันลงในใจ จนตอนนี้ภายในใจไม่เหลือที่ว่างใดๆ อีก
เสียงป๊าสั่นกระดิ่งให้อาหารมาเสิร์ฟดังขึ้น ฉันกับแม่เร่งฝีเท้าเดินจากห้องนอนไปร่วมโต๊ะอาหาร
“ธนู แกก็บริหารบริษัทมาสามปีแล้ว ป๊าไม่เห็นบริษัทจะก้าวหน้าไปไหน”
“ครับป๊า ผมพยายามอยู่”
แม่ของฉันอมยิ้ม แต่ก็แกล้งกระแอมเรียกความสนใจ
“ว่าไง มยุเรศ?”
“เฮียฮงจะไม่ถามถึงลูกศรบ้างเหรอคะ? นี่ลูกก็ทำงานครบอาทิตย์หนึ่งพอดี”
แม่ใหญ่และเฮียธนูทำหน้าบึ้ง แต่ก็พยายามเก็บสีหน้าให้มิดชิด เพราะป๊าไม่ชอบให้เราทะเลาะกัน
“ว่าไง ลูกศร?”
“ก็...”
ฉันกำลังจะตอบ แต่แม่ใหญ่วางช้อนเสียงดัง ก่อนเปลี่ยนเรื่อง
“ไปดูตัวเป็นยังไงบ้าง?”
ฉันชะงักค้าง ก่อนคิดหาคำตอบที่ได้เปรียบที่สุด
“เขามีลูกมีเมียแล้วค่ะ”
แม่หันมาค้อน ส่วนป๊าขมวดคิ้ว หันมาจ้องฉัน ก่อนที่จะเอ่ยเสียงเขียว
“เป็นลูกผู้หญิง แถมมีแม่เป็น...แม่บ้านมาก่อน แต่งงานมีลูกก็ดีแล้ว จะไปทำงานทำไม”
ฉันรู้สึกโกรธที่ป๊าว่าแม่เป็นคนใช้ ก็แค่เปลี่ยนคำ ฉันจึงเถียงออกมา
“ป๊าขา ที่ค่ายเพลงเหลือนักร้องหนึ่งคน นักแต่งเพลงหนึ่งคน โอกาสรอดแทบไม่มี”
ฉันหันไปมองแววตาของเฮียธนูที่ทำเหมือนทองไม่รู้ร้อน รู้ดีว่าสองแม่ลูกนั้น วางแผนมาตั้งแต่ก่อนฉันเรียนจบ
“ถ้าหนูทำค่ายเพลงเรารอดได้ ป๊าต้องให้ตำแหน่งหนูในบริษัทแม่นะคะ หนูรู้ว่าหนูเป็นผู้หญิง และเป็นลูกคนใช้ แต่ก็ลูกป๊าคนนี้ไม่ใช่เหรอคะ ที่จบฮาร์วาร์ด ในขณะที่เฮียจบ...”
ฉันละไว้แค่นั้น แม่หันมามองฉันด้วยแววตาชื่นชม
“อย่าไปฟังอีเลยค่ะ เฮียฮง”
แม่ใหญ่ทำตาเข้มมาทางฉัน
“ลูกชายมีแต่จะสืบสกุล เป็นหน้าเป็นตา เป็นผู้นำได้ แถมเฮียธนูของแกยังมีฉัน ที่มีเส้นสายทางธุรกิจ”
“แต่หนูได้ยินมาว่า บริษัทแม่ที่ป๊าเพิ่งวางมือ กำลังร่อแร่ เพราะกฎที่เฮียธนูเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ใช่ไหมคะ เฮีย?”
ฉันถามเน้นเสียงในประโยคท้าย
“พูดอะไร ยัยลูกศร?”
เฮียธนูเห็นฉันโจมตีจึงอ้าปากอยากโต้ตอบ แต่เขาคิดไม่ทันฉันหรอก เพราะเฮียค่อนข้างหัวทึบสักหน่อย
“พวกกรรมการขอสวัสดิการเพิ่มค่ะป๊า แล้วเฮียก็ให้”
พ่อชำเลืองมองแม่ใหญ่ กระแอม ก่อนเอ่ย
“ยุ่งน่า ไม่ใช่เรื่องของแก ยัยลูกศร บริษัทแม่เป็นของเฮียธนู แล้วแกก็รู้แค่ในตำรา จะไปรู้เรื่องบริหารคนได้ยังไง กินข้าวๆๆๆ”
“หนูก็แค่หวังดี ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป”
ฉันทิ้งระเบิดลูกใหญ่ เลิกคุย แล้วนั่งกินข้าวเงียบๆ แม่หันมามองฉัน แล้วส่งใบหน้าอมยิ้มมาให้
ดูเหมือนในระหว่างนั้น เฮียธนูจะใช้เวลาอีกนาน กว่าจะคิดได้ว่าควรจะโจมตีฉันตรงไหน
“แล้วแกจะเอายังไง เรื่องที่นักร้องในค่ายฟ้องร้องเรียกค่าตัว”
“ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย”
ฉันยักไหล่ ก่อนหันมาสบตาตรงกับเฮียธนู
“จนกว่าคดีจะสิ้นสุดลง แล้วตอนนั้นลูกศรก็คงทำรายได้มาทยอยจ่ายได้จนหมด”
“แต่นักร้องของแก ก็แค่เกรดบี จะทำยังไง? จะจัดคอนเสิร์ตยังทำไม่ได้เลย”
“ลูกศรมีวิธีก็แล้วกัน”
“ก็แค่ให้เอไอแต่งเพลง แล้วเอาไปดัดแปลงก็พอใช้ได้แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น เฮียก็ตัดค่ารับรองกรรมการบอร์ดบริหาร แล้วเอาเงินนั้นให้บริษัทลูก อย่างเอ็นแชนทิงมิวสิคดีไหมคะ? เราจะได้มีเพลงที่มืออาชีพแต่ง แล้วดังเป็นพลุแตก”
“หมายความว่าไงธนู?”
พ่อฉันวางช้อนเสียงดัง บ้านเราเวลาโมโหทำไมชอบมาลงที่จานชามนัก
“เอ่อ...”
เฮียธนูคิดไม่ทัน จนแม่ใหญ่ต้องยื่นมือมาช่วย
“ก็ลูกเราต้องรักษาบอร์ดบริหารเก่งๆ เอาไว้ไงคะเฮีย”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ!”
ถึงจะว่าแม่ใหญ่ แต่ฉันก็ไม่ชอบที่ป๊าชอบดูถูกผู้หญิงเหลือเกิน เฮียธนูทำท่าโกรธจัด หันมาทำหน้ายักษ์ใส่ฉัน
“ไปเจอป๊าที่ห้องหนังสือ”
ป๊าจบบทสนทนาแค่นั้น แล้วตอนนี้ฉันก็เป็นฝ่ายชนะน็อก ฉันส่งข้อความ ‘เยส’ ลงไปในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอันหนึ่ง โดยไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นใคร
แค่อยากประกาศให้โลกรู้ว่าฉันเป็นฝ่ายชนะ เหมือนที่แม่สอนว่า อยากได้อะไรก็ต้องได้!
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน หลังจากผ่านเหตุการณ์การขับรถเองในวันนั้น น่านฟ้าก็จับฉันฝึกขับรถ เธอให้เหตุผลว่า เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ฉันจะได้เอาตัวรอด แต่ที่ฉันเดาใจเธอออกคือ ประกายตาอันสดใสของน่านฟ้า ยามจดจ้องเสี้ยวหน้าของฉัน ขณะฉันขับรถ ตอนนี้ฉันมั่นใจในตัวเองมากพอที่จะขับรถทางไกลคนเดียวได้แล้ว ฉันมาเยี่ยมคนๆ หนึ่ง ที่ไม่ได้มาหานับสิบห้าปีได้แล้ว สองข้างทางยังคงเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีเหมือนเดิม ฉันจำโค้งทุกโค้งได้เป็นอย่างดี ราวกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เพราะยังขับรถไม่ชำนาญ ฉันจึงขับความเร็วระดับที่ปลอดภัย ยอมให้รถคันหลังแซงไป ฉันร้องเพลงใหม่ของน่านฟ้าแล้วเคาะพวงมาลัย แต่รถกลับส่ายไปมา จนฉันต้องจอดชิดข้างทาง ฉันดูสัญญาณมือถือแล้ว ที่นี่อับสัญญาณพอดี ฉันยักไหล่ ตอนเด็กๆ พวกเราไม่ค่อยได้ใช้เทคโนโลยีอะไรนัก จะมาบ่นอะไร ถ้าวันนี้จะไม่ได้ใช้สักวัน ฉันก้มลง
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน แม้ว่างานอีเว้นท์จะผ่านมาหลายชั่วโมง แต่ใจฉันยังเต้นให้กับคำตอบของน่านฟ้า ขณะเดียวกันก็รู้ว่าสาเหตุที่น่านฟ้าถูกวางยาสลบ แล้วปล่อยให้จมน้ำ นั้นเกิดจากฉันพันเปอร์เซ็นต์ ก่อนจะปล่อยให้เธอต้องเสี่ยงไปกับฉัน ฉันควรรู้ตัวว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอ เอาล่ะ เธอสวย ดวงตาเธอหวานซึ้ง ริมฝีปากได้รูป จมูกโด่งเป็นทรงตรงเหมือนช่างตั้งใจประดิษฐ์เป็นพิเศษ สรุปว่าฉันหลงเธอที่หน้าตา อันดับต่อมา เธอกล้าเถียงฉัน ฉันรู้ว่าฉันชอบขมวดคิ้ว ทำหน้ายุ่ง แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่กลัว และเธอกล้าท้าชน เธอเคารพตัวเอง ตรงตามสเปกฉันทุกอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ฉันใจเต้นเวลาเห็นหน้าเธอ แม้ว่าเหตุผลทั้งสองข้อ อาจจะไม่มีเลยก็ตาม เพื่อนคนเดียวที่ฉันมีคือเอไอ แต่ฉันอยากคุยกับมนุษย์ ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ ฉันอยากรู้ว่าถ้าคนชอบวางแผนแบบฉันจะมีความรัก ฉันจะรักด้วยใจบริสุทธิ
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน อาจเพราะส่วนลึกในใจ ฉันไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ฉันยังจำภาพที่พ่อทำเหมือนฉันเป็นขยะชิ้นหนึ่งได้ติดตา ฉันคิดอยู่นานว่าถ้าอยากพาพี่นานาไปเที่ยวที่ไหนสักแห่ง ฉันควรทำอย่างไรดี ในหัววางแผนอย่างแยบยล โอเค ก็แค่ชวนไปตรงๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น พี่นานามีแต่คนรายล้อม แต่สองสามวันหลังมานี้ เธอให้เวลาส้มเปรี้ยวเป็นพิเศษ จนฉันออกจะรู้สึกหวงอยู่บ้าง ฉันยืนหลังตรง บอกตัวเองให้เอาจริง สูดลมหายใจแรงๆ เรียกความกล้าออกมา เดินไปประชิดตัวพี่นานา ที่อยู่ท่ามกลางเด็กๆ ในบ้าน “ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ?” ในหัวฉันว่างเปล่า มีแต่ความกล้าที่ส่งไปยังพี่นานาเท่านั้น แต่เธอเคยบอกชอบฉัน ฉันชวนเธอก็น่าจะไปสิ หรือเธอจะเปลี่ยนใจเมื่อได้รู้จักกับฉันเข้าแล้ว “ได้สิ” พี่นานายังรักษารอยยิ้มอ่อนโยนมาไว้ให้ฉันเสมอ เธอเดินนำฉันมาใต้ต้นห
ในมุมมองของโดนัท เมื่อ 15 ปีก่อน ปกติส้มเปรี้ยวจะมีแม่มาเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์ ชุดธรรมดาๆ ถูกเปลี่ยนใหม่เป็นชุดหลากสีสัน แม้เธอจะมีแค่ตัวที่กลางเก่ากลางใหม่ แต่เธอก็ตั้งใจเปลี่ยนเสมือนว่าเป็นวันพิเศษ ส้มเปรี้ยวนั่งอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน เท้าคางมองต้นไม้ใบหญ้าอย่างเดียวดาย เสียงรถยนต์ผ่านมา ทำให้ส้มเปรี้ยวชะเง้อมองที่มาของเสียง แต่ไม่มีวี่แววของแม่เธอเลย ผู้มาเยือน แท้จริงแล้วคือครูดอกปีบ เดินมาพร้อมกับแม่บ้านและพี่ๆ ในบ้านสุขใจ พวกเขาถืออาหารสดจำนวนมาก ในฐานะที่พวกเรายังเด็กเกินไปสำหรับหน้าที่นี้ จึงได้แต่มองเท่านั้น “ว้า” ส้มเปรี้ยวถอนหายใจ ครูดอกปีบมองอาการนั้น แล้วทำหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินเข้าครัวไป พี่นานาเดินผ่านส้มเปรี้ยว เธอยังคงฝังใจเรื่องแม่ของส้มเปรี้ยว และดูท่าทางจะไม่หายอิจฉาง่ายๆ แม้จะได้เคล็ดวิชาจากฉันมาแล้ว “พี่นานาชอบสร
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน น่านฟ้าแน่นิ่งจนฉันใจหาย ฉันเขย่าตัวเธอครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอไม่มีปฏิกิริยาเลยแม้แต่น้อย น้ำตาฉันไหลลงสู่ใบหน้าของเธอ ในที่สุดน่านฟ้าก็สำลักออกมา เธอใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น “ฟ้า” ฉันเรียกเธอเสียงแผ่ว ใบหน้าแสดงความกังวล น้ำตาของฉันยังหยดลงเรื่อยๆ บนใบหน้าของเธอ น่านฟ้าที่รู้ตัวกอดฉันแน่น “ฟ้าเป็นไงบ้าง?” เธอรู้ตัวอย่างเต็มที่แล้ว ก่อนเอ่ยประโยคนี้ออกมา “เวรกรรมมีจริง ฟ้าเคยทำคนตาย แล้วตอนนี้ฟ้าก็เกือบตาย เพื่อชดใช้ความผิดนั้น” “หมายความว่ายังไง แต่ตอนนี้ฟ้าต้องไปโรงพยาบาลก่อน” ก่อนหน้านั้น ฉันเรียกรถฉุกเฉินมา เบอร์ 1669 รถฉุกเฉินพาเราไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ตอนลงจากรถฉุกเฉิน มีผู้คนจดจำเธอได้ หลายคนจึงยกกล้องมือถือ ไลฟ์น่านฟ้าที่ถูกเข็นเข้าห
ในมุมมองของลูกศร ปัจจุบัน ฉันกดปุ่มโทรศัพท์เครื่องโบราณ เรียกเลขาเข้ามาหา ด้วยความรู้สึกน้อยใจที่แม้แต่โทรศัพท์เครื่องใหม่ เราก็ไม่มีปัญญาจะเปลี่ยน “คุณไนฟ์ คุณพร้อมทำงานหนัก เพื่อทำให้ค่ายเพลงเราไปรอดไหม?” เธอมองฉันด้วยแววตาส่องประกาย ก่อนยกกำปั้นขึ้น แล้วตะโกนเสียงดัง “พร้อมค่ะ บอส!” “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นเราจะประชุมทุกวันจันทร์ เพื่อวางแผนว่า อาทิตย์นี้จะดีกว่าอาทิตย์ที่แล้วยังไง” “แต่..เรามีกันแค่สี่คน” “ลูกศรไว้ใจคุณไนฟ์นะคะ” ฉันประกาศ จ้องเธอด้วยดวงตานิ่ง “ค่ะ คุณลูกศร” เธอเสียงอ่อนลง เมื่อไม่รู้ว่าแผนของฉันคืออะไร “คุณไนฟ์ จะต้องไปคุมการผลิตเอ็มวีตัวใหม่กับน่านฟ้า แต่ในฐานะเลขา แค่ส่งตารางงานมาให้ลูกศรก็พอ” เธอกลืนน้ำล