LOGINเมื่อได้เวลาทุกคนต่างมารวมกันอยู่ที่โต๊ะอาหารศิลาภินกับบุตรสาวมาทันมื้อค่ำกับเขาพอดี สองพ่อลูกนั่งป้อนข้าวดูแลกันเหมือนทุกๆ วัน ชนชาติก็สนทนาอยู่กับคู่หูเช่นเคยดูเหมือนพวกเขามีเรื่องเล่าไม่มีจบสิ้นเสียที
กิตติธัชดูจะทำความสนิทกับกันต์ศิตางค์ได้มากขึ้น ทั้งคู่เริ่มคุยกันตักอาหารให้กันหัวร่อต่อกระซิก ซึ่งทุกอย่างอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่รวมถึงใครบางคนที่เหลือบมองด้วยความไม่พอใจเป็นระยะ
ศิลาภินพยายามเก็บอาการตัวเองไม่ให้แสดงออกเกินหน้าเกินตา ทั้งๆ ที่อยากลุกไปกระชากว่าที่ศัตรูหัวใจมาซัดให้ล้มคาโต๊ะนี่สักหลายๆ รอบ
“อาหารอร่อยครับ นี่ทำกินกันเองทุกวันเลยเหรอครับ”
“ค่ะ เราทำกันเองทุกวัน วัตถุดิบเราก็มีเยอะแยะซื้อก็แค่พวกของคาว อย่าลืมซิคะบ้านฉันน่ะมีผักเป็นสวนๆ เลยอยากกินอะไรไม่เคยต้องซื้อหาค่ะ”
“ฮะๆ นั่นสิครับ ผมแค่ทึ่งนิดหน่อยเห็นทุกคนทำงานกันเหนื่อยๆ นึกว่าจะจ้างแม่ครัวกันเสียอีก”
“เรามีแม่บ้านคนหนึ่ง แล้วก็แม่ครัวกับลูกสาวมาช่วยด้วย น้าจันทร์กับพี่อ้อค่ะแกช่วยเราดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับงานบ้านอยู่แล้ว ก็...ช่วยๆ กันน่ะค่ะ คนละไม้คนละมือ” สองหนุ่มสาวยังคงพูดคุยกันตลอดเวลาที่นั่งรับประทานอาหาร เนื่องจากมีที่นั่งติดกันพอดีบรรยากาศดูเป็นกันเองจนเกินไปสำหรับใครบางคน เมื่อมื้อค่ำอันแสนสุขผ่านลุล่วงไปแล้ว ทั้งหมดยกเว้นศิลาภินกับคุ้มขวัญต่างมานั่งเล่นดูทีวีกันในห้องรับแขกต่อ ก่อนที่สองพ่อลูกจะลากลับในเวลาดึกพอสมควร กันต์ศิตางค์เป็นคนเดินออกมาส่งทั้งคู่ที่รถ เธอไม่รู้หรอกว่าทุกการเคลื่อนไหวถูกใครบางคนจ้องดูอย่างไม่วางตา
ศิลาภินแยกตัวจากทุกคนเพื่อนำคุ้มขวัญเข้านอน หนูน้อยเริ่มโยเยเพราะความง่วงและคิดถึงแม่เหมือนเคย พ่อลูกอ่อนอย่างเขาต้องดูและอยู่เกือบตลอดเวลา โชคดีที่มีแม่ยายและแม่บ้านคอยช่วยบ้าง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเลี้ยงดูเด็กสามขวบคนหนึ่ง ที่เพิ่งขาดแม่ให้มีความรู้สึกเหมือนเธอยังไม่ขาดอะไรไป
เขาลุกจากเตียงของลูกสาวตัวน้อยหลังจากเธอหลับไปแล้ว สายตามมองผ่านหน้าต่างห้องลงไปด้านล่างยังลานจอดรถ เขาเห็นกันต์ศิตางค์เดินไปส่งสองพ่อลูก เธอเดินเคียงคู่ไปกับกิตติธัชโดยที่อากรนั้นเดินนำหน้าไปก่อนทำราวกับเปิดโอกาสให้สองหนุ่มสาว
มือใหญ่ของเขากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน กลืนน้ำลายลงคอด้วยความเจ็บร้าวใจ
ยืนเหม่อมองออกไปแล้วพานคิดถึงความเพียบพร้อมของตายหนุ่มคนนั้นช่างแตกต่างกับคนมีตำหนิอย่างเขานัก แค่ฐานะทางสังคมก็กินขาดเข้าเส้นชัยทั้งๆ ที่ไม่ได้ลงแข่งแล้ว
ครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับโอกาสจับจองหัวใจเจ้าของร่างงามนั่นแต่บัดนี้ทุกอย่างได้หลุดลอยไปแล้ว และไม่รู้ว่าจะไขว่คว้าคืนมาได้หรือเปล่า ถ้าได้...ก็คงยากเย็นแสนเข็ญเช่นกัน
ชายหนุ่มหลับตาลงคล้ายคนเหนื่อยหนัก นึกย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่ได้เจอกับเธอคนนี้ครั้งแรก เหมือนทุกอย่างดลใจบอกว่าเขาว่านี่แหละคือคนที่ใช่ทำหรับทั้งชีวิต เขาตกหลุมรักเธอทันที หลงใหลเธอในวินาทีแรกที่พบกันก็ว่าได้
แต่เดิมนั้นเขาเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ทั้งบิดาและมารดาบังเกิดเกล้าเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ฐานะทางบ้านไม่ได้ดีนักญาติพี่น้องก็เอาแต่ผลักไสจะให้ไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
โชคดีที่อรนาถ มารดาของฉัตรชฎากับยายน้อยซึ่งเป็นแค่เพื่อนบ้านยอมรับเข้ามาดูแล ให้ความเมตตารักเขาเหมือนลูกหลานแท้ๆ ตอนนั้น ฉัตรชฎายังเป็นเด็กน้อยวัยขวบกว่าๆ เท่านั้น เธอติดเขาแจเพราะคิดว่าเป็นพี่ชายแท้ๆ ทั้งคู่อายุห่างกันถึงเก้าปี
เขามีชีวิตใหม่อีกครั้งที่นั่น แต่ทุกอย่างก็ถึงจุดวิกฤติเกิดขึ้นอีกเมื่อต่อมาอรนาถล้มป่วย และเสียชีวิตในที่สุด ทิ้งเขากับฉัตรชฎาให้อยู่ในความดูและของยายน้อย
แต่ด้วยวัยที่เหยียบเจ็ดสิบเข้าไปแล้ว หัวเรือใหญ่ก็คือลูกสาวก็มาจากไปเสียอีก ยายน้อยจึงไม่มีทางจะเลี้ยงพวกเขาให้อยู่รอดอย่างสุขสบายได้เลย ฐานะก็ไม่ได้อยู่ดีกินดีมากนัก
อาศัยตอนอรนาถยังมีชีวิตอยู่ทำข้าวแกงขายในตลาดพอหาเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น เมื่อเงินทองที่ลูกสาวทิ้งไว้ให้ร่อยหรอลงทุกที ยายน้อยจึงตัดสินใจพาฉัตรชฎาไปให้บิดาแท้ๆ ของเธอเลี้ยงดู
ส่วนตัวเขาก็ยังคงอาศัยกับยายวัยชราทำงานรับจ้างหลังเลิกเรียนพอให้มีรายได้ ต่อมายายน้อยที่พึ่งเดียวของเขาก็มาจากไปอีกคน ตอนนั้นเขาอายุย่างเข้าสิบห้าปีเห็นจะได้ โชคยังดีที่ก่อนตายยายน้อยได้ขายบ้านและที่ดินตรงนั้นเพื่อนำเงินก้อนสุดท้ายให้เขาได้ใช้จ่ายในการเล่าเรียนหนังสือ
ซึ่งเขาก็เพิ่งมารู้ทีหลังตอนแกจากไปแล้วนั่นเอง...
เด็กชายศิลาภินต้องระหกระเหินอีกครั้ง เขาไปขออาศัยอยู่กับหลวงตาที่วัด เพราะเงินก้อนสุดท้ายนั้นต้องเก็บไว้เป็นค่าเล่าเรียน เขาทำหน้าที่เด็กวัดทุกอย่างไม่เคยเกียจคร้าน จนสามารถเรียนจบมัธยมปลายได้อย่างใจฝันในที่สุด
หลังจากนั้นเขาก็เสี่ยงสอบเข้ามหาวิทยาลัยในตัวเมืองของอีกจังหวัดหนึ่งที่ฉัตรชฎาอยู่ เพราะความคิดถึงอยากเจอและอยากดูแลน้องสาวซึ่งเปรียบเสมือนญาติคนเดียวที่มี ตามคำสั่งเสียของทั้งอรนาถและยายน้อย
เขามีที่อยู่ของฉัตรชฎาที่ยายน้อยทิ้งไว้ให้ แต่ยังไม่มีโอกาสไปหาเพราะต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยตลอด จนผ่านไปหลายปีก็ยังไม่ได้เจอเสียที กระทั่งได้รู้ข่าวว่าเธอเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในตัวเมืองเช่นกัน เขาจึงไปหาเธอที่นั่นเมื่อสบโอกาส และสองพี่น้องต่างสายเลือดก็ได้เจอกันในที่สุด
วันนั้น...เขานั่งรอเธอที่ซุ้มของโรงเรียนหลังจากเข้าไปขอความช่วยเหลือจากฝ่ายวิชาการให้ช่วยตามตัวเธอมาพบ ฉัตรชฎาในชุดนักเรียนหญิงมัธยมต้นเดินคู่มากับเด็กผู้หญิงอีกคนรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ หน้าตาเธอสองคนคล้ายกัน แต่ฉัตรชฎาจะออกหวานกว่า ในขณะที่อีกคนดูเป็นสาวและสวย สวยมาก...
ชายหนุ่มวัยยี่สิบสองคิดว่าเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่เห็นหน้าเด็กมัธยมต้นแล้วใจสั่นไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เธอคนนั้นอาจจะรุ่นเดียวกับน้องสาวของเขาก็เป็นได้ และนั่นหมายความว่าเธอยังเด็กมากๆ
ฉัตรชฎาเห็นเขาครั้งแรกก็จำได้ทันทีแม้จะไม่ได้เจอมาเกือบสิบปีก็ตาม เพราะเธอเองก็คิดถึงและบ่นให้คนในบ้านฟังถึงพี่ชายคนนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และเธอก็แนะนำให้เขารู้จักกับพี่สาวร่วมสายเลือดของเธอ คนที่เขามอบหัวใจให้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น
กันต์ศิตางค์...
หลังจากนั้นพวกเขาก็ติดต่อกันตลอดรวมถึงได้รู้จักกับทางบ้านของเธอด้วย เขาเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาด้วยเกรดเฉลี่ยพอตัวในเวลาต่อมา
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







