LOGINในขณะที่สองสาวพี่น้องก็เริ่มเข้าสู่วัยสาวเต็มตัวและยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เขาได้เข้าทำงานในบริษัทรับออกแบบแห่งหนึ่ง และยังคงติดต่อกับสาวๆ รวมถึงบิดามารดาของพวกเธอตลอด ชายหนุ่มได้รับความไว้วางใจจากทั้งชนชาติและจิตนารีเพราะเป็นคนขยันขันแข็งอ่อนน้อมถ่อมตนสุภาพและอ่อนโยน
เขาเฝ้ามองกันต์ศิตางค์มาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งนั้นที่ได้เจอ คนเมื่อถึงเวลาอันสมควรจึงเดินหน้าสารภาพความในใจให้รู้ ด้วยความช่วยเหลือจากฉัตรชฎาที่ทั้งเชียร์ทั้งลุ้นทั้งคู่จนออกนอกหน้า ในที่สุดนางในดวงใจของเขาก็ใจอ่อนยอมคบหาด้วย เปลี่ยนฐานะจากพี่ชายเป็นคนรัก ในตอนที่เธอเข้ามหาลัยปีหนึ่ง เขารักและถนอมกันต์ศิตางค์ราวเป็นสิ่งล้ำค่า พยายามทำงานเก็บเงินเพื่อสร้างฐานะไม่ให้เธอได้อับอายใคร บากบั่นจนได้เปิดบริษัทเป็นของตัวเอง เป็นบริษัทเล็กๆ ที่อาศัยเพื่อนๆ คอยให้ความช่วยเหลือเรื่องการติดต่อหางาน
เขาทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำไม่เคยเกี่ยง จะงานหนักหรืองานเบาเอาหมดรับหมดเพื่อที่ว่าพอเธอเรียนจบจะได้มีเงินไปขอเธอแต่งงาน และสร้างทุกอย่างที่ควรจะมีไว้รอ อย่างเช่นบ้านกับรถ
เมื่อความรักสุกงอมเต็มที่ความปรารถนาในตัวเธอที่พยายามฝืนเก็บไว้ก็ปะทุอย่างไม่อาจรอได้อีกต่อไป ในวันรับปริญญากันต์ศิตางค์ตกเป็นของเขาครั้งแรก เพราะถือว่าเธอได้บรรลุนิติภาวะและพร้อมสำหรับมีครอบครัวแล้วเขาจึงไม่ลังเลจะแสดงความรักผ่านสัมผัสทางร่างกายให้เธอได้เรียนรู้
เมื่อเธอเรียนจบได้หนึ่งปีต่อมาทั้งคู่เตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกัน วางแผนจะแต่งงานในวันที่ศิลาภินมีทุกอย่างพอจะเชิดหน้าชูตาไม่ให้เธอต้องด้อยกว่าใครๆ
ไม่น่าเชื่อ...ก่อนวันงานเพียงสองสัปดาห์ ทุกอย่าง...ที่ร่วมกันสร้างมาเกือบสิบปี ต้องพังลงในวินาทีที่เขารู้ว่าฉัตรชฎากำลังตั้งครรภ์
เขา...ต้องออกมารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาด เขาต้องชดใช้ความผิดทั้งหมดโดยไม่คิดโทษใครแม้จะต้องทนต่อความเจ็บปวดไปด้วยก็ตาม
ชายหนุ่มหายใจเข้าปอดลึกๆ อีกครั้งหลังจากคร่ำครวญถึงอดีตอยู่ในใจ เขาอยากย้อนเวลากลับไปเหลือเกิน ย้อนกลับไปวันเก่าๆ ที่มีแต่ความสุข รอยยิ้มเสียงหัวเราะของเธอยังติดตราตรึงใจเขาอยู่ทุกขณะจิต แม้จะไม่ได้เห็นมันมานานแสนนานแล้วก็ตาม ตอนนี้เขามีบางอย่างจะต้องทำ แม้มันจะผิดแต่หัวใจเรียกร้องเหลือเกิน ต้านทานยังไงก็ไม่อาจทนไหวอีกแล้ว
หญิงสาวเดินเข้าบ้านและขึ้นไปบนห้องนอนตัวเองเลยเพราะรู้สึกล้าเต็มที ช่วงนี้เธอต้องออกงานในสวนผักบ่อยมาก เรื่องเล็กๆ น้อยๆ หยุมหยิมของการเกษตรแบบผสมที่พ่อเธอทำมันอยู่ทุกวันดูเหนื่อยล้าจริงๆ ยามต้องลงสนามไปทำเองบ้าง
ประตูถูกเปิดออกและปิดลงเมื่อเจ้าของห้องก้าวเข้ามาอย่างเต็มตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจและใช้มือทุบตรงต้นคอเบาๆ เป็นการผ่อนคลาย และเดินไปเปิดสวิตช์ไฟ
“อุ๊ย...อื้อ...”
“พี่เอง...สัญญานะว่าจะเงียบ” หญิงสาวที่ถูกจับล็อกมือและปิดปากด้วยมือใหญ่หนาพยักหน้าหงึกๆ เมื่อรู้ว่าคนร้ายที่จู่โจมเธอเป็นใคร
“นี่แน่ะ...ไอ้คนบ้า!!” มือเล็กกำเข้าหากันแน่นทุบไปยังชายหนุ่มในชุดนอนไม่ยั้ง เขาไม่ได้เจ็บหรอกแรงเท่ามดคันแค่นี้น่ะ แต่ก็ยังใช้มือกันไว้ป้องกันตัว
“พอแล้ว...จีนัสพี่เจ็บนะ พอก่อน!!”
“เข้ามาทำไม ทำอะไรบ้าๆ ฉันตกใจหมดเลยรู้ไหม ออกไปนะก่อนที่ฉันจะเรียกคุณพ่อคุณแม่ให้ขึ้นมาดู”
“ร้ายนัก...มานี่เลย” มือเรียวเล็กสองข้างถูกรวบเข้าหากันและตวัดเจ้าของให้เข้ามาอยู่ในกรงแขนของเขา รัดเธอไว้แน่นจนหายใจติดขัด
“ปล่อยนะ...คิดจะทำอะไรน่ะ”
“แค่มาคุย...” ใช่...เขาอยากคุยกับเธอ วันนี้ทั้งวันเขาไม่ได้เห็นหน้าหวานๆ นี้เลยเพราะต้องพาคุ้มขวัญไปสมัคเรียนตั้งแต่เช้า กลับมาตอนค่ำก็ยังมาเห็นภาพบาดตาบาดใจเข้าอีก เขาหักห้ามใจตัวเองไม่ได้อีกแล้วกับการต้องทนดูทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่ไม่อยากให้เป็น
“จะคุยอะไรล่ะ ก็คุยกันแล้วตั้งแต่เมื่อวาน” คำตอบที่อยู่ในใจคือ จริงๆ แล้วเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเรื่องใดสำคัญจะคุยด้วย จะบอกไปตรงๆ ว่าหึงโว๊ย!! คิดถึงโว๊ย!! ก็คงไม่ได้ ศิลาภินกลายเป็นคนปากหนักไปโดยปริยาย
“นี่คุณ...ฉันเจ็บนะปล่อยซะทีสิ” ชายหนุ่มรีบคลายวงแขนออก เมื่อสาวเจ้าโวยวายเขาไม่กลัวใครจะได้ยินหรอก ห้องนี้มันทึบมาก ขนาดตะโกนดังๆ ข้างนอกยังได้ยินแค่เสียงแว่วๆ เลย
“ไปรู้จักกับไอ้หมอนั่นตั้งแต่เมื่อไหร่...”
“ใคร...คุณกิตติธัชกับพ่อเขาน่ะเหรอ” หญิงสาวถามย้อนกลับในขณะที่ตัวเธอยังถูกเขากอดไว้จากด้านหลัง แม้เขาจะคลายแขนออกไม่แน่นเหมือนในตอนแรกแต่เธอก็ยังขยับตัวไม่ได้อยู่ดี
“ยังจะมีใครอีก...ดูท่าสนิทกันจังเลยนะ” ศิลาภินขบกรามเข้าหากันอย่างหมั่นเขี้ยวทันที เผลอกอดร่างน้อยแน่นกว่าเจนเธอหันมามองหน้าอย่างเอาเรื่อง
“มันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยเนี่ย...ที่จะมาคุยก็แค่เรื่องนี้ใช่ไหมไร้สาระมาก คุณปล่อยฉันเดี๋ยวนะไม่ละอายแก่ใจบ้างรึไง” “...” ชายหนุ่มนึกจุกกับคำนี้ขึ้นมาทันที เขาทำผิดอีกแล้วสินะผิดที่ไม่ยอมห้ามใจตัวเอง ผิดที่ไม่เคยหยุดรักเธอและอยากอยู่ข้างๆ เธอตลอดเวลา
“คุณทำอย่างนี้ทำไมอีก...มายุ่มย่ามอะไรกับฉันนักหนาเราจบกันไปตั้งนานแล้วจำไม่ได้รึไงและคุณก็เป็นคนเลือกให้มันจบเอง สิ่งที่คุณกำลังทำมันเหมือนยิ่งซ้ำเติมให้ฉันยิ่งจมดิ่งลงนรกเข้าไปทุกที คุณต้องการอะไรกันแน่อยากให้ฉันอยู่อย่างตายทั้งเป็นถึงจะพอใจใช่ไหม”
“เปล่า...ไม่ใช่นะจีนัส โธ่...อย่าร้องไห้สิพี่ไม่คิดจะทำให้เธอเสียใจเลยนะ” ศิลาภินละล่ำละลักหมุนคนตัวเล็กให้หันหน้ามาทางเขาใจไม่ดีเลยเมื่อเสียงสะอื้นนั่นส่งผ่านเข้าหู
“ฉันรู้ว่าคุณหาเรื่องเขามาในห้อง ฉันไม่ได้โง่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ”
“ไม่...ไม่โง่จีนัสของพี่ไม่เคยโง่เลย”
“ไม่โง่แต่ถูกคนไว้ใจสองคนหลอกสวมเขาให้กินหญ้าจนแทบสำลักตาย อย่างนั้นเหรอ” หญิงสาวจ้องตาเขา เธอร้องไห้ออกมาอย่างไม่คิดอาย
“ฉันจะบอกให้รู้นะ ฉันกำลังจะคบกับคุณกิตติธัช เพราะเขาเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง ขนาดคุณพ่อยันยืนยันด้วยตัวเอง ฉันอยากไปจากตรงนี้คุณเข้าใจไหมฉันอยากลืม...”
“ไม่ได้นะ!! ทำอย่างนั้นไม่ได้นะจีนัส” ศิลาภินจับต้นแขนสองข้างของเธอเขย่าจนร่างบอบบางสั่นคลอน คำพูดของเธอมันทำให้เขาแทบจะเป็นบ้า
“ทำไมจะไม่ได้...ตอนนี้ฉันเองก็ไม่ได้มีใครและเขาเองก็ยังโสด บอกตรงๆ ฉันคิดว่าถึงเวลาที่ฉันจะเริ่มชีวิตใหม่ได้แล้ว”
“แล้วพี่ล่ะ...จีนัสพี่ล่ะ เธอไม่รักพี่แล้วเหรอ”
เพี๊ยะ!! “หน้าด้านที่สุด คุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้อายปากบ้างไหม” หญิงสาวสะบัดตัวและตวัดมือเข้าหาใบหน้าสุดแรงจนเขาหน้าหัน ก่อนจะต่อว่าตามซ้ำ
“กล้าตบพี่เชียวเหรอจีนัส...” ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะค่อยๆ หันมาทางหญิงสาวที่ยืนจ้องเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ทำไมต้องไม่กล้า ในเมื่อที่คุณทำกับฉันมันมากกว่านี้ด้วยซ้ำ...ออกไปจากห้องนี้ได้แล้วก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนกับคุณจริงๆ”
“อยู่ใกล้พี่...เธอต้องทนฝืนใจมากใช่ไหม เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อนพี่ยอมรับว่าผิด พี่ขอโทษจริงๆ จะให้ทำยังไงก็ยอม เธอรู้ไหมพอเธอไปต่างประเทศพี่กับจีนเราก็แยกกันอยู่และไม่เคยเกี่ยวข้องกันเลย...จนถึงทุกวันนี้พี่ก็ยังไม่เคยมีใครเลยนะ”
ชายหนุ่มสบตากับเธอหวังให้คำพูดซึมซับผ่านสายตาคู่นี้บอกให้เธอรู้ว่าเขามีความจริงใจแค่ไหน
“จะบอกว่าตลอดเวลามีแต่ฉันคนเดียว?”
“ใช่...พี่มีแต่เธอ”
“คุณยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ว่าทำให้ฉันเสียใจ อับอายผู้คนขนาดไหน ฉันอายเพื่อนฝูงญาติพี่น้องขายขี้หน้าชาวบ้านที่โง่ให้น้องแท้ๆ กับคนรักหลอกสวมเขาจนมีพยานเป็นเด็กนั่น ฉันอยู่กับคุณกับจีน ไว้ใจพวกคุณรักพวกคุณที่พวกคุณกลับตอนแทนฉันอย่างเจ็บปวดที่สุด คุณยังมีหน้ามาพูดว่ามีแต่ฉันอีกเหรอ”
หญิงสาวตวาดใส่หน้าเขาทั้งๆ ที่ยังร้องไห้อยู่ดวงตาของเธอฉายแววความเจ็บแค้นออกมาอย่างเด่นชัด มันทำให้เขาซึ่งถูกมองเจ็บแปลบจนแม้แต่น้ำลายก็กลืนไม่ลงด้วยความที่ความรู้สึกจุกอัดแน่นไปหมด
“...” ศิลาภินหมดคำพูดเขาไม่รู้จริง จะต้องสรรหาคำไหนมาเอ่ยเพื่อปลอบประโลมเธอ แม้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะสร้างความเจ็บปวดให้ทุกคนแต่ก็ยังอยากให้หญิงสาวเชื่อในความรักที่เขามีต่อเธอ มันคงยังเหมือนเดิมและยิ่งจะมีมากขึ้นทุกวันๆ
“คุณเลือกที่จะออกไปจากชีวิตฉันเอง...อย่ากลับมาทำลายชีวิตที่ฉันตั้งจะเริ่มต้นใหม่อีกเลย”
“จีนัส...นี่คิดจะคบกับไอ้หมอนั่นจริงๆ เลยใช่ไหม”
“ใช่!!” จริงๆ แล้วไม่ใช่ แค่อยากให้เขาเลิกวุ่นวายกับเธอเสียที หญิงสาวบอกกับตัวเองว่าเธอไม่อยากกลับไปจุดเดิมเพื่อให้ใครต่อใครดูถูกได้ว่าไม่มีปัญญาจะหา ต้องกลับมากินของเก่าที่น้องสาวทิ้งไว้ให้ก่อนตาย
“ดี!! พี่ก็ไม่ยอมเหมือนกัน”
“อื้อ!!..” สิ้นเสียงทุ้มกระด้างหญิงสาวถูกกระชากมาปะทะแผงอก ริมฝีปากบางเฉียบถูกประกบจูบแล้วบดเบียดให้เธอรับเขาเข้าไปควานหาความหอมหวานภายใน ร่างเล็กดิ้นพรวดไม่ยอมง่ายๆ พยายามสะบัดหน้าหนีแต่ก็ไม่พ้นแถมยังถูกเขารัดไว้แน่นพอเดินไปยังที่นอนของเธอเอง
“อ่อย...” กันต์ศิตางค์ยังคงดิ้นเพื่อให้ตัวเองรอดพ้น ใจเธอสั่นระรัวตัวเย็นเฉียบราวกับถูกน้ำเย็นๆ ราดไปทั่ว แล้วเขาก็ดันให้เธอหงายหลังล้มลงบนที่นอนก่อนที่ร่างใหญ่หนาจะทาบทับตามลงไป
“เธอทำให้พี่บ้าจีนัส...เธอต้องรับผิดชอบ”
“บ้า...ไอ้คนบ้าปล่อยนะ”
ศิลาภินไม่สนใจคำขับไล่ไสส่ง เขาตรึงเธอไว้ใต้ร่างแล้วเริ่มรุกด้วยริมฝีปาก เขาพรมจูบตั้งแต่หน้าผากมนได้รูปเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากสีสดที่บวมเจ่อ ส่งจูบโรมรันให้เธอตั้งรับทั้งน้ำตา
“คิดถึงจีนัส พี่คิดถึงเธอ” ชายหนุ่มยังคงเพ้อพร่ำ หายใจหอบกระเส่าอารมณ์ที่ค้างเก็บไว้แสนนานกำลังมารวมสร้างความเจ็บปวดให้ยิ่งนัก ชุดลำลองที่หญิงสาวสวมใส่ถูกร่นเรื่อยมาเมื่อการรุกรานไล่ต่ำลง เขาจับมือสองข้างของเธอทับไว้ใต้ร่างที่ถูกคร่อม ทับเธอไว้ทั้งตัวจนไม่มีทางให้ดิ้นรนหนี
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







![สามีติดเซ็กส์ [PWP] + [SM25+] #จบแล้ว](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)