LOGINเสื้อตัวจิ๋วถูกร่นขึ้นแขนเสื้อหลุดต่ำพร้อมๆ กับส่วนคอที่ถูกดึงจนเลยทรวงอกสล้าง ศิลาภินมองอย่างตื่นตะลึงลอบกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก แล้วโน้มใบหน้าเขากำความอวบอั๋นอย่างไม่รีรอ ใช้ปลายลิ้นตวัดวนรอบๆ ขอบบราสีขาวสะอาด ก่อนจะกวาดเข้าหายอดถันด้านใน เขาไล่ตวัดรัวอย่างแสนคิดถึง มอบความโหยหาผ่านสัมผัสทั่วทุกอณูเนื้อ
“หวาน...หวานกว่าเมื่อก่อนอีกนะ...” คนเหนือร่างยังตักตวงเอาประโยชน์จากร่างกายของสาวน้อยอย่างไม่คิดแม้แต่จะมองหน้าเอเลย แรงดิ้นที่ฮึดหนักในตอนแรกเริ่มหมดไป เธอแผ่วลงแล้วคงเหลือแต่แรงสะอื้นให้พอได้รับรู้ว่ายังมีชีวิตอยู่
มือร้ายข้างหนึ่งถูกเคลื่อนมาทาบตรงช่อปทุมอวบ คลึงเคล้นเบาๆ แหวกขอบบราเพื่อให้แนบสนิทกับผิวเนื้อมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ปากหนาก็ยังคงทำงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่มีทีท่าขัดขืนอีกแล้วมืออีกข้างจึงลาวนไปยังส่วนล่างดึงชายกระโปรงขึ้นมาจนถึงหน้าขาอ่อน แล้วควานลูบคลำเข้าด้านใน ศิลาภินรุกเร็วเขารอเวลานี้มานานเกินกว่าจะมามัวล่าช้า นิ้วร้ายวนเข้าด้านในซุกผ่านขอบแพนดี้ตัวน้อยเพื่อเสาะหาความสาว เขาใช้ปลายนิ้วทางเพื่อการสร้างความพร้อมให้เธอ
“อื้อ...” เสียงครางแผ่วออกมาจากปากสวยได้รูปยามร่างกายถูกรุกถึงด้านใน หญิงสาวอับจนหนทางเหลือเกิน รู้สึกชีวิตช่างอัปยศอดสูยิ่งนัก ไม่เคยคิดหวังว่าความสุขจะเข้ามาเยือนอีก แต่ก็ไม่เคยนึกถึงว่าตัวเองจะต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าอนาถใจเช่นนี้เหมือนกัน
อาการของคนใต้ร่างพอจะสื่อผ่านให้ศิลาภินรับรู้ได้ เขาหยุดชะงักเมื่อหญิงสาวสะอื้นจนร่างกายสั่นเทิ้ม และมันบอกให้เขารู้ว่าเธอเสียใจกับสิ่งที่เขาทำขนาดไหน
“จีนัส...” ศิลาภินผละจากการรุกเร้า มองเธอที่บัดนี้ใบหน้าแดงก่ำอาบเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตา เธอไม่ยอมหันมองเขาตะแคงหน้าแล้วปล่อยความอาดูรให้รินไหล หวังช่วยชะล้างความขุ่นมัวที่เกาะกินจนยากจะหมดไปจากใจ
“พี่...ขอโทษ” ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เขาเอ่ยคำนี้ออกมา แต่มันคงเป็นคำเดียวที่หัวใจรู้สึกได้ลึกซึ้งที่สุด เขาทำผิดกับเธออีกแล้ว....เขาทำเธอร้องไห้มาตลอดแม้กระทั่งครั้งนี้ที่เพิ่งกลับมาได้เพียงไม่กี่วัน
“ออกไปซะ...ไปจากชีวิตฉันเลยยิ่งดี ฉันเกลียดคุณได้ยินไหม!! เกลียด! เกลียด! เกลียด!”
กันต์ศิตางค์ใช้สองมือค้ำตัวเองให้ลุกนั่งกึ่งนอนจ้องมองเขาอย่างไม่คิดหลบอีกแล้ว เธอจะพยายามแสดงออกให้รู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปมันมาจากจิตสำนึกจริงๆ
“จีนัส...” ไม่เคยเลย...กันต์ศิตางค์ไม่เคยพูดคำๆ นี้กับเขาเลย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยิน ทั้งน้ำเสียง สีหน้าและแววตามันบอกว่าเธอกำลังคิดกับเขาอย่างที่เปล่งออกมาเป็นน้ำเสียงจริงๆ
ชายหนุ่มกลืนก้อนจุกแข็งลงคออีกครั้งก้มมองสภาพร่างกายของเธอที่ถูกเขารุกรานแล้วให้นึกชังตัวเองเหมือนกัน เขาทำร้ายเธอทั้งร่างกายและจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วยังหวังลึกๆ ได้อีกหรือว่าจะรับการอภัยให้
“พี่ไม่ได้ตั้งใจ...มันโมโห...พี่หึงเธอ” หญิงสาวแบะปากแล้วหันหน้าหนี ไม่อยากมองเลยสักนิดไม่อยากฟังเลยคำปลิ้นปล้อนเหล่านั้นเขามันแค่คนเห็นแก่ตัวที่คอยแต่จะเอาเปรียบเธออยู่ร่ำไป
ชายหนุ่มพยายามดึงให้เธอลุกนั่งและจัดระเบียบเสื้อผ้าให้ใหม่แต่กลับถูกปัดมือออกเต็มแรง ชายหนุ่มมองหน้าผู้หญิงที่เขารักอย่างเจ็บปวด แต่ก็บอกตัวเองให้ระลึกอยู่เสมอว่านี่คือสิ่งที่เขาเลือกให้มันเกิดขึ้นเอง
“พี่ไปนะ...” ยังมีหน้าบอกลา หมอนใบใหญ่ถูกจับปาใส่ขณะที่เขาเดินออกไปจากห้อง กันต์ศิตางค์รีบลุกวิ่งไปปิดประตูและล็อกกลอนทันที ก่อนจะหอบใจที่บอบช้ำของตัวเองมานอนบนเตียงอีกครั้ง
เธอทิ้งตัวลงบนที่นอนและปล่อยให้น้ำตารินไหลอย่างไม่คิดหยุดยั้ง ถ้าการร้องไห้คือการปลดปล่อยจริงๆ ความเจ็บช้ำของเธอมันคงบรรเทาไปได้บ้าง
แต่นี่ไม่เลยยิ่งนับวันมันยิ่งจะเพิ่มทวีคูณและเขาก็ยิ่งเข้ามาซ้ำรอยแผลให้ใหญ่ลามจนยากจะรักษาให้หายขาด
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







