LOGINหญิงสาวหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมกายทีละชิ้นๆ ร่องรอยและคราบราคะยังไม่เลือนหายราวกับฝันร้ายที่ตราตรึงให้เธอตระหนักถึงการถูกดูครั้งนี้ไว้อีกนานแสนนาน หญิงสาวยกมือปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะหันไปเห็นหมวกปีกกว้างใบหนึ่งแขวนเอาไว้ตรงหัวมุมห้อง เธอรีบดึงมันออกแล้วรวบผมที่สยายรุ่ยร่ายให้เป็นปมหมวดเก็บแล้วสวมทับด้วยหมวกใบนั้น ก่อนจะเดินออกจากกระท่อม
ยายหนุ่มยังยืนรอเธออยู่ด้านล่าง เขาดูเคร่งเครียดปากคาบบุหรี่และดูดเอาควันสีขาวเข้าปอดหนักๆ แล้วพ่นมันออกมา ทันทีที่เขาเห็นเธอ ศิลาภินเดินตรงมาที่บันไดหวังจะช่วยประคองตัวหญิงสาว
“ไม่ต้อง!! อย่ามาแตะต้องฉันศิลาภิน...ต่อไปนี้ให้รู้เอาไว้เลยนะว่า คุณกับฉัน...เราขาดกันไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกันอีก”
“จีนัส...เดี๋ยวสิพี่ขอโทษ โธ่...อย่าทำแบบนี้กับพี่สิ” ชายหนุ่มรีบเดินตามหญิงสาวที่กระโดดลงบันไดแล้ววิ่งแกมเดินออกไปจากบริเวณกระท่อม เขารู้ว่าสร้างความร้าวระบมไว้ในตัวเธอถ้าขืนหญิงสาวยังดื้อรั้นไม่ระวังตัวเช่นนี้เขากลัวว่าเธออาจมีอาการอักเสบตามมาทีหลัง
ภายในใจที่สับสนขุ่นมัวและสำนึกในการกระทำ ศิลาภินยังรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อยที่กันต์ศิตางค์ยังคงเป็นคนเดิมของเขา เธอไม่ได้พลาดท่าเสียทีให้ใครนับตั้งแต่การเลิกรากันเมื่อสี่ปีก่อน
ด้วยความเป็นผู้ชายแม้จะไม่เจนจัดเรื่องอย่างว่าแต่ความยากลำบากในการเดินหน้ายามที่เขารักเธอ มันเหมือนตอนที่หญิงสาวตกเป็นของเขาครั้งแรกไม่มีผิด จะแตกต่างตรงที่ไม่มีม่านบางๆ กั้นขวางอยู่เท่านั้นเอง
จากที่เคยระแวงว่าเธออาจเกินเลยกับกิตติธัชมาบ้างซึ่งเขาก็ไม่ได้นึกรังเกียจ แต่พอมาได้รับรู้อย่างนี้มันทำให้เขายิ่งทั้งรักทั้งหลงเธอมากเข้าไปอีก ความรักหนอทำไมมีแต่ขวากหนามโรยทางเอาไว้ ไม่ได้เป็นกลีบกุหลาบหอมหวนดังเช่นคนอื่นๆ เขาบ้าง
“จีนัส...เดินค่อยๆ สิพี่ไม่ตามก็ได้”
“เรื่องของฉัน...ฉันไม่ได้บอกให้ตาม ไปให้พ้น!!”
“พี่เป็นห่วงพี่กลัวเธอไม่สบาย”
“ฉันอยากตายด้วยซ้ำ...มันคงดีไม่น้อยถ้าคนที่ตายเป็นฉันไม่ใช่ฉัตรชฎา...” หญิงสาวเค้นเสียงตวาดปนสะอื้นย้อนใส่เขา
ใช่...ถ้ากลับเป็นเธอที่จากโลกใบนี้ไปไม่ใช่ฉัตรชฎาคงดีไม่น้อย จะได้ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานกับความรู้สึกของตัวเองแถมยังต้องมาโยนย่ำยีให้เจ็บช้ำน้ำใจกันอีก หากอยาจะหลุดจากตรงนี้ไปคงมีแต่ความตายเท่านั้นจะช่วยให้เธอรอดพ้นไปได้
“จีนัสโอเคๆ พี่หยุดแล้วไม่ตามแล้ว เดินค่อยๆ สิหรือไม่ก็กลับบ้านไปด้วยกันเลยจะได้พักผ่อน...นะ”
“ฝันไปเถอะ!...” หญิงสาวตอกกลับเสียงดังแต่ยังสั่นเครือเธอไม่ยอมหยุดเดิน ยังพาตัวเองมุ่งไปยังทางออกจากสวนแห่งนี้ ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงเวลาที่คนงานกำลังเริ่มทยอยรับประทานอาหารเสร็จและกลับมาทำงาน
ศิลาภินจึงต้องระงับกิริยาของตัวเองไม่ให้เป็นที่สังเกตสงสัย เขาไม่ได้กลัวตัวเองจะโดนประณาม หรือพ่อตาจะจับได้แล้วอาจถูกยิงทิ้ง แต่ด้วยไม่อยากให้หญิงสาวถูกมองในแง่ลบจนเสื่อมเสียชื่อเสียงต่างหากเล่าถึงได้พยายามทำตัวให้เป็นปกติ
แต่กันต์ศิตางค์สิวิ่งไปร้องไห้ไปอย่างนั้น น่ากลัวเหลือเกินว่าใครสงสัยเอาได้เนื่องจากมีแต่เธอกับเขาเท่านั้นที่ยังอยู่ในสวน ตอนที่ทุกคนไปพักเที่ยงกันหมด
ชายหนุ่มหยุดและยืนเท้าสะเอวสีหน้าเคร่งเครียดอยู่กับที่ แต่สายตาไม่ได้ละยากร่างอรชรที่ห่างจากเขาไปทุกทีๆ อยากปลอบแต่ทำไม่ได้อยากไถ่โทษแต่เธอก็ไม่ต้องการ มันเจ็บจริงๆ กับความเห็นแก่ตัวชั่ววูบแล้วต้องมานั่งเสียอกเสียใจเหมือนคนเป็นบ้าเช่นนี้มันไม่ได้คุ้มกันเลย
ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้มยิ่งแลเห็นพ่อตาที่เพิ่งตามคนงานเข้ามาในแปลงผักเดินตรงดิ่งไปที่กันต์ศิตางค์เขายิ่งใจหาย ไม่ได้กลัวว่าชนชาติจะรู้แล้วเขาต้องรับผิดชอบ กลัวว่าพอรู้เข้าแล้วยิ่งจะผลักไสไม่นับญาติกับเขาอีกตลอดชีวิตต่างหาก การถูกเกลียด...เป็นสิ่งเดียวที่ใจมันกลัวและยากจะยอมรับมากที่สุด
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







