เข้าสู่ระบบ“นี่มันอะไรกัน! คิดว่าฉันเป็นตัวอะไรถึงได้พาตัวฉันมาตามใจชอบแบบนี้ คุณกำลังคุกคามฉันอยู่นะคะ”
ทิศตะวันยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องเธอราวกับจะทะลุเข้าไปในจิตใจ ร่างสูงใหญ่ของเขาไม่ได้แสดงท่าทีเดือดร้อนอะไรกับเสียงโวยวายของเธอ เพียงแต่รู้สึกแปลกตากับท่าทีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนของคนตรงหน้า
“ผมต้องการคำตอบ” เขาพูดเสียงเย็น “และผมต้องการมันตอนนี้”
ดารินทร์กำมือแน่น ข่มอารมณ์ไม่ให้สั่น เธอพอจะรู้ว่าทิศตะวันเป็นคนแบบไหน เขาไม่ใช่คนที่ยอมปล่อยอะไรไปง่าย ๆ แต่เธอคิดว่าอย่างน้อยเขาก็น่าจะให้เกียรติเธอบ้าง ไม่ใช่ใช้วิธีพาเธอมาที่นี่ราวกับเธอเป็นแค่ลูกน้องที่เขาจะสั่งให้ไปไหนมาไหนก็ได้
“คุณไม่มีสิทธิ์จะมาสั่งฉัน” เธอพูดเสียงแข็ง “ฉันไม่ใช่พนักงานในบริษัทของคุณอีกแล้ว และฉันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณแล้วด้วย!”
“หึ” ทิศตะวันหัวเราะในลำคอ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขัน
“...” ดารินทร์ขมวดคิ้วสองข้าง เธอพินิจมองท่าทีของชายหนุ่มตรงหน้า
“แน่ใจเหรอ?” เขาเลิกคิ้ว “แล้วทำไมคุณถึงโกหกผมล่ะ?”
หัวใจของดารินทร์กระตุกวูบทันที ‘นี่เขาไปรู้อะไรมา’
“โกหก?” เธอพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ทำใจดีสู้เสือ “ฉันโกหกอะไรคุณ?”
ทิศตะวันยกยิ้มมุมปาก แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกหนาวเยือก
“คุณไม่ได้แต่งงาน” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ “ผมให้คนไปสืบมาแล้ว ไม่เคยมีงานแต่งงาน ไม่มีสามี และไม่มีผู้ชายคนไหนในบ้านของคุณเลย”
ดารินทร์กัดริมฝีปากแน่น รู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัด
“นะ...นี่มันเกินไปแล้วนะ คุณมีสิทธิ์อะไรมาตามสืบเรื่องของฉัน”
“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ล่ะ ในเมื่อข้อมูลที่ผมได้มามันเกี่ยวกับผม”
“คุณพูดเพ้อเจ้ออะไร ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว” พูดจบดารินทร์ก็หมุนตัวเพื่อเดินไปยังประตู
“ถ้าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกของผม แล้วคุณจะโกหกไปเพื่ออะไร?”
คำพูดของทิศตะวันทำให้เธอหยุดชะงัก ราวกับเท้าของเธอโดนตอกไว้ด้วยตะปู
“ฉันโกหกอะไรคุณเหรอ ฉันไม่ได้บอกว่าเขาเป็นลูกของคุณซะหน่อย”
“นั่นแหละคือสิ่งที่คุณกำลังโกหก”
“คุณคงเข้าใจอะไรผิด”
ดารินทร์ไม่ยอมรับ เธอปฏิเสธเขาทุกทาง จนเขาเริ่มทนไม่ไหว เดินเข้ามากระชากแขนของเธอด้วยความลืมตัว ใบหน้าเหยเกของดารินทร์ทำให้ทิศตะวันได้สติ เขาปล่อยแขนของเธอให้เป็นอิสระ
“ถ้าคุณไม่พูดความจริง เห็นทีผมคงต้องให้คุณอยู่ที่นี่จนกว่าจะคลอดแล้วกัน หลังจากเด็กคลอดออกมาผมก็จะพาเขาไปตรวจดีเอ็นเอ คราวนี้คุณจะโกหกอะไรผมอีก” ทิศตะวันยื่นข้อเสนอ ให้ดารินทร์อยู่ที่นี่จนกว่าจะคลอด เพื่อพิสูจน์ว่าเด็กในท้องใช่ลูกของเขาหรือไม่
“คุณจะกักขังหน่วงเหนี่ยวฉันเหรอ”
“ก็คุณไม่ยอมพูดความจริง”
“ทำไมคุณถึงคิดว่าฉันท้องกับคุณล่ะ คุณก็รู้นี่ว่าฉันน่ะ ชอบสนุกกับเรื่องนั้น”
“...” ทิศตะวันนิ่งไป เขาจำคำพูดในวันนั้นได้ ในตอนนั้นเขามองเธอเป็นผู้หญิงแบบนั้นจริง ๆ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มั่นใจนักหนาว่าเด็กในท้องเป็นลูกของเขา
“หลังมีอะไรกับคุณ ฉันอาจจะไปมีอะไรกับคนอื่นต่อก็ได้”
“หุบปาก!” เมื่อทนฟังไม่ได้เขาก็เผลอบีบต้นแขนของเธอแรง ๆ “ฉันไม่สนหรอกว่าหลังจากนอนกับฉันแล้วเธอจะไปนอนกับใครต่อ ฉันสนใจแค่ว่าเด็กในท้องใช่ลูกของฉันหรือเปล่า”
“ฉันก็บอกคุณอยู่นี่ไงว่าฉันไม่ได้ท้องกับคุณ”
“ถ้าหากตรวจแล้ว...เด็กไม่ใช่ลูกของผม ผมจะปล่อยคุณให้เป็นอิสระพร้อมเงินชดเชย” เขาพูดเสียงเรียบ “แต่หากตรวจแล้วเป็นลูกของผม ผมต้องมีสิทธิ์ในตัวเด็กครึ่งหนึ่ง หรือไม่ก็ยกเด็กให้ผม”
ดารินทร์นิ่งไป เขาทำถึงขนาดนี้เพื่อพิสูจน์ว่าเธอท้องลูกของเขาหรือเปล่า หากรู้ความจริงแล้วจะเป็นไงต่อล่ะ จะแยกเธอกับลูกอย่างนั้นเหรอ ไม่มีทาง เธอจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นแน่นอน
“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ”
“อะไร”
“อย่าลืมนะคะว่าตอนนี้คุณมีคู่หมั้นแล้ว อีกไม่นานก็จะแต่งงานและมีลูกด้วยกัน แล้วคุณจะพยายามแสดงตัวเป็นพ่อของเด็กที่เกิดจากใครก็ไม่รู้ไปเพื่ออะไร ไม่คิดบ้างเหรอว่าคู่หมั้นของคุณจะเสียใจแค่ไหนหากรู้ว่าตอนนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่” เธอพยายามพูดด้วยเหตุและผลเพื่อให้เขาคล้อยตามและยอมปล่อยเธอไป โดยไม่รู้ว่าสาเหตุของการหมั้นครั้งนี้คืออะไร
“ไม่ต้องเอาเรื่องแต่งงานของผมมาเป็นข้ออ้าง ยังไงผมก็ต้องรู้ให้ได้ว่าเด็กในท้องใช่ลูกของผมหรือเปล่า”
“คุณเป็นคนยังไงกันแน่”
“ยังไงคุณก็ต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะคลอด” เขาไม่ได้สนใจคำพูดของดารินทร์
“คุณมีคู่หมั้นแล้วนะ” เธอพูดเน้นเสียง “การที่คุณจะพาฉันมาอยู่ที่นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม ฉันไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใครทะเลาะกัน”
“หึ ๆ” ทิศตะวันก็หัวเราะในลำคอ “คุณเป็นใครถึงได้สำคัญตัวเองขนาดนั้น”
ดารินทร์เม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเหมือนถูกบีบแน่นจนเจ็บร้าว
‘สำคัญตัวเองงั้นเหรอ…’
“ฉันจะเซ็น”มือของเธอสั่น แต่ลายเซ็นก็ค่อย ๆ ปรากฏลงบนกระดาษขาวสะอาด“ไม่ใช่เพราะคุณ ไม่ใช่เพราะเขา” เธอเหลือบตาขึ้นสบตาทิศตะวัน “แต่เพราะฉันจะปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการนี้ ถือว่าฉันได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว แม้แต่ในตัวฉันก็ไม่มีสายเลือดของคุณ ฉันไม่ใช่ลูกของคุณอีกต่อไป”แล้วเธอก็ยื่นเอกสารนั้นให้เขา สีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาแดงก่ำทิศตะวันรับมันไว้เงียบ ๆ หัวใจเขากลับรู้สึกหนักอึ้งไม่แพ้เธอ ไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้“เอาตัวออกไป” เขาบอกกิตติชัยหลังมองดูชายชราโดนพาตัวออกไป ดารินทร์ก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามทำให้ตัวเองใจเย็นลง ดวงตาของเธอเย็นชา และแววตานั้นทำให้เขาเผลอชะงัก“สัญญามีผลตั้งแต่วันนี้”“ฉันไม่มีทางเลือกนี่” เธอพูดเบา ๆ ราวกับยอมจำนนทิศตะวันยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่เห็นเธอยอมจำนนต่อแผนการของเขาในที่สุด“ดี...งั้นก็กับผมจนกว่าจะคลอด” เขายิ้มพอใจ ที่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะว่านอนสอนง่ายกว่าที่เขาคิด “เดี๋ยวผมจะให้คุณกฤษ์ไปส่งคุณที่คอนโดอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกคุณกฤษณ์แล้วกัน”“ฉันจะกลับไปเก็บของที่ห้องก่อน”“ไม่ต้อง”“แล้วเสื้อผ้าของฉันล่ะ”“ผมก็พูดอยู่ว่าให้ค
“หนี้พวกนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย คุณจะมายัดเยียดให้ฉันได้ยังไง”“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เพราะในทางกฎหมาย ทายาทก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในหนี้ของบิดามารดา”“เพื่ออะไร ทำไมถึงต้องทำถึงขนาดนี้”“เด็ก” เขาตอบทันควันพลางชี้ไปที่ท้องของเธอทิศตะวันยืนขึ้นเต็มความสูง มองเธอจากมุมบนด้วยแววตาแน่วแน่ เขาไม่สนวิธีการ เขาสนใจแค่ผลลัพธ์เท่านั้น“ผมไม่แคร์ว่าคุณจะคิดยังไง แต่ผมจะไม่ยอมให้คุณไปไหนจนกว่าผมจะรู้ความจริง”ดารินทร์รู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม หายใจติดขัดกับความจริงตรงหน้าดารินทร์จำใจหยิบเอกสารมาเปิดอ่านเงียบ ๆ ดวงตาคู่นั้นเริ่มแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว“ขอบคุณที่ช่วยหาข้อมูลของผู้ชายคนนี้อย่างละเอียดค่ะ” น้ำเสียงเธอเรียบเย็นอย่างไม่คาดคิด “แต่ถ้าคุณคิดว่าฉันจะยอมเซ็นสัญญาบ้า ๆ นี่เพราะผู้ชายที่ฉันเคยเรียกว่าพ่อ คุณคิดผิด”ทิศตะวันขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่มีใจที่จะช่วยพ่อของเธอเลยหรือไง เลือดเย็นจริง ๆ“คุณจะปล่อยให้เขาโดนลากทรมานหรือไง ทนดูได้เหรอ?”“เขาไม่ใช่ครอบครัวของฉันตั้งแต่วันที่เขาเลือกผู้หญิงคนใหม่แล้วทิ้งฉันให้อยู่คนเดียว” น้ำเสียงเธอเริ่มสั่นแต่ยังค
‘สำคัญตัวเองงั้นเหรอ…’เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองสำคัญอะไรสำหรับเขาเลยด้วยซ้ำ เธอแค่ไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยากไปมากกว่านี้ ไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใครต้องทะเลาะกัน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดแดกดันที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เรื่องขำขันสำหรับเขาเธอหลุบตาลง ไม่อยากสบตากับทิศตะวันอีก เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นบางอย่างในแววตาของเธอ ความเจ็บปวด ความผิดหวัง หรืออะไรก็ตามที่เธอพยายามซ่อนไว้“ถ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณ คุณจะปล่อยฉันไปจริง ๆ ใช่มั้ย” เธอถามย้ำ น้ำเสียงเรียบเฉยจนแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังแปลกใจทิศตะวันพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาของเขายังคงจับจ้องเธอแน่นิ่ง“แต่ถ้าใช่ลูกของผม…” เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย “คุณต้องยอมให้ผมมีสิทธิ์ในตัวเขาครึ่งนึง”ดารินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป“หากฉันไม่ตกลงล่ะ?”ทิศตะวันหัวเราะในลำคอ ก่อนโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าของเขาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ“คุณคิดว่าตัวเองมีทางเลือกเหรอ คุณไข่มุก?”เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาเต็ม ๆ หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอก แต่เธอก็ยังพยายามฝืนยืดตัวตรง ไม่ให้แสดงออกว่ากำลังหวาดหวั่น“ถ้าฉันหนีไป?”“ก็ลองดู” เขายักไหล่ “แ
“นี่มันอะไรกัน! คิดว่าฉันเป็นตัวอะไรถึงได้พาตัวฉันมาตามใจชอบแบบนี้ คุณกำลังคุกคามฉันอยู่นะคะ”ทิศตะวันยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องเธอราวกับจะทะลุเข้าไปในจิตใจ ร่างสูงใหญ่ของเขาไม่ได้แสดงท่าทีเดือดร้อนอะไรกับเสียงโวยวายของเธอ เพียงแต่รู้สึกแปลกตากับท่าทีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนของคนตรงหน้า“ผมต้องการคำตอบ” เขาพูดเสียงเย็น “และผมต้องการมันตอนนี้”ดารินทร์กำมือแน่น ข่มอารมณ์ไม่ให้สั่น เธอพอจะรู้ว่าทิศตะวันเป็นคนแบบไหน เขาไม่ใช่คนที่ยอมปล่อยอะไรไปง่าย ๆ แต่เธอคิดว่าอย่างน้อยเขาก็น่าจะให้เกียรติเธอบ้าง ไม่ใช่ใช้วิธีพาเธอมาที่นี่ราวกับเธอเป็นแค่ลูกน้องที่เขาจะสั่งให้ไปไหนมาไหนก็ได้“คุณไม่มีสิทธิ์จะมาสั่งฉัน” เธอพูดเสียงแข็ง “ฉันไม่ใช่พนักงานในบริษัทของคุณอีกแล้ว และฉันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณแล้วด้วย!”“หึ” ทิศตะวันหัวเราะในลำคอ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขัน“...” ดารินทร์ขมวดคิ้วสองข้าง เธอพินิจมองท่าทีของชายหนุ่มตรงหน้า“แน่ใจเหรอ?” เขาเลิกคิ้ว “แล้วทำไมคุณถึงโกหกผมล่ะ?”หัวใจของดารินทร์กระตุกวูบทันที ‘นี่เขาไปรู้อะไรมา’“โกหก?” เธอพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ทำใจดีสู้
เย็นวันหนึ่งในบริษัททิศตะวันเดินเลี่ยงเข้าทางประตูหนีไฟ เขาไม่ได้อยากเจอใครเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ คู่หมั้นของเขา ที่เริ่มเข้ามาวุ่นวายในชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆแต่ก่อนที่เขาจะก้าวไปถึงบันได เสียงสนทนาของพนักงานสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักก็ดังเข้าหูเขาโดยบังเอิญ“นี่ ซันนี่...เมื่อวันก่อนฉันเห็นไข่มุกมาที่บริษัท”หญิงสาวจิบกาแฟนิดนึงก่อนจะพูดต่อ “เธอได้เจอไข่มุกแล้วใช่ไหม?”ทิศตะวันชะงักเท้าทันที เขาเพิ่งรู้ว่าดารินทร์ชื่อเล่นว่าไข่มุกเมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาเลยหยุดฟังเมื่อได้ยินว่ามีคนกำลังเอ่ยถึงเธอ ดวงตาคมหรี่ลงขณะตั้งใจฟังบทสนทนาต่อไป“ใช่ เจอกันที่บริษัทนี่แหละ เธอบอกว่ามาทำธุระนิดหน่อย”“จริงเหรอ? ให้พูดตรง ๆ ความจริงแล้วฉันได้ยินเธอสองคนคุยกันนะ”“ไร้มารยาท”“อะไร ฉันแค่บังเอิญเดินผ่าน”“บังเอิญหรือสอดแนม”“บังเอิญย่ะ” เธอกระแทกเสียง “แต่ฉันแปลกใจมากเลยนะที่ไข่มุกแต่งงานกะทันหันขนาดนั้น แล้วก็ดูสิ ท้องเร็วแบบนี้ เป็นไปได้ยังไงถ้าเธอไม่ได้ท้องก่อนแต่ง?”“นั่นน่ะสิ ฉันก็สงสัยอยู่แต่ไม่กล้าถาม ไข่มุกไม่ได้พูดถึงสามีเลย แถมลาออกจากงานไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอีก รู้สึกเป็นห่วงยังไงก็ไม่รู้”“เธอคิด
ในห้องทำงานของเขาทิศตะวันยืนรออยู่ตรงหน้าต่าง แผ่นหลังกว้างของเขาหันเข้าหาประตู แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของดารินทร์ เขาก็หันกลับมา ดวงตาคมกริบจับจ้องเธออย่างไม่วางตาเธอดูซูบผอมลง แต่ท้องของเธอโป่งนูนขึ้นชัดเจนกว่าเมื่อสามเดือนก่อน…หากเธอไม่สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่ คงจะเห็นท้องของเธอชัดกว่านี้“คุณท้องกับผมใช่ไหม?”คำถามของเขาแทงเข้าไปในอกของดารินทร์ทันที เธออึ้งค้างไปหลายวินาที จู่ ๆ เขาถามแบบนี้หมายความว่ายังไง? เขารู้อะไรมา?เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพยายามรวบรวมสติแล้วตอบกลับไปเสียงเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้“คุณพูดอะไรน่ะ? ฉันแต่งงานแล้วนะ” นี่คือสิ่งเดียวที่ดารินทร์คิดออกทิศตะวันขมวดคิ้ว “อะไรนะ?”“ใช่” ดารินทร์รีบย้ำ “ฉันแต่งงานแล้ว และแน่นอนว่าเด็กคนนี้คือลูกของฉันกับสามี ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณทั้งนั้น”ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานของทิศตะวันทันที เขานิ่งไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าของเธอ ราวกับพยายามอ่านบางอย่างจากแววตาของเธอ ยิ่งเธอพยายามหลบสายตาของเขา เขากลับยิ่งไม่อยากเชื่อในคำตอบของเธอเธอก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนดีนี่ เขาเองก็ควรจะ โล่งใจ ใช่ไหม...ใช่...เขาคว







