เข้าสู่ระบบ‘มนต์พัศจ์’ หญิงสาวผู้ครอบครองกลิ่นกายหอมละมุนดั่งมวลดอกไม้ป่า และพรสวรรค์ลึกลับในการบำบัดความเจ็บปวดผ่านการสัมผัส ในโลกทุนนิยมที่ไร้ความปรานี พรสวรรค์นี้กลับกลายเป็นคำสาป ทุกคนต่างขนานนามเธอว่า ‘แม่มดขาว’ และพยายามยื้อแย่งเพื่อครอบครองหยาดเหงื่อและความสาวของเธอเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า จนกระทั่งเธอตกเป็นของกำนัลในสัญญาธุรกิจให้กับ ‘อคิน’ CEO หนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งเครืออสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ชายหนุ่มผู้เย็นชา และเกลียดชังความอ่อนแอ ทว่าเขากลับทรมานจากโรคนอนไม่หลับเรื้อรังที่ไม่มีหมอคนไหนรักษาได้ ค่ำคืนแรกที่เขาลากเธอลงสู่เตียงกว้าง ความตั้งใจที่จะย่ำยีกลับกลายเป็นกลิ่นกายของมนต์พัศจ์ ขณะเดียวกันก็มอบความผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อคินเปลี่ยนจากซาตานร้ายกลายเป็นคนคลั่งรักสายเปย์ ทว่าเขายังคงปากแข็งและกักขังเธอไว้ด้วยพันธนาการแห่งตัณหา ทุกครั้งที่ร่างกายหลอมรวมกัน ความร้อนแรงของบทรักผสมผสานกับความลับของตระกูลอคินที่กำลังถูกเปิดโปง ศัตรูรอบด้านเริ่มคืบคลานเข้าหาแม่มดขาวเพื่อใช้เธอเป็นเครื่องมือทำลายเขา อคินจึงต้องร้ายกับคนทั้งโลกเพื่อปกป้อง ‘ยารักษา’ เพียงสิ่งเดียวของชีวิต เขาพร้อมทุ่มเทเงินทองและอำนาจทั้งหมดที่มี เพื่อตีตราจองและกักขังเธอไว้ในกรงทองแห่งความปรารถนาตลอดไป
ดูเพิ่มเติม[KATHI’S PART]
6.00 น.
“ฉันเก่ง ฉันเก่ง โอเคออกไปทำงานได้” ฉันส่องกระจกตรงหน้าพร้อมกับส่งยิ้มให้กับตัวเอง ฉันมักจะทำแบบนี้ในทุกๆ เช้าก่อนจะออกจากบ้าน เพราะบางทีคนเราก็ไม่สามารถหากำลังใจจากที่อื่นได้นอกจากที่ตัวเองนี่เนอะ
ใกล้จะสิ้นปีแล้วตามที่พยากรณ์อากาศบอกเอาไว้ว่าช่วงนี้อุณหภูมิจะลดต่ำกว่าปกติ ฉันเดินเข้าไปหยิบเสื้อกันหนาวที่แขวนอยู่ที่หน้าตู้ผ้าขึ้นมาคลุมเอาไว้ก่อนจะเดินออกไปด้ายนอก
“จะไปแล้วเหรอนางกะทิ” เสียงแม่ของฉันที่กำลังเดินสวนเข้ามาทักขึ้นอย่างไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ ถ้าฉันเดาไม่ผิดคงจะเสียพนันมาอีกแล้วแน่ๆ
“ใช่ค่ะ” ฉันตอบเธอกลับไปเสียงอ่อน เพราะวันนี้จะเป็นวันที่ดีของฉัน ฉันไม่อยากให้เธอด่าหรือสวดส่งฉันตั้งแต่เช้าเหมือนเช่นทุกวัน
“แกจะไปไหน เงินล่ะ”
“หนูก็ให้แม่ไปแล้วไง ที่หนูไม่มีแล้ว” ฉันเอ่ยบอกกับหญิงวัยกลางคนตรงหน้าอย่างเหนื่อยใจ นี่พึ่งจะวันที่สองเองฉันแบ่งเงินที่ตัวเองได้มาจากการทำงานพิเศษในทุกๆวันให้เธอไปแล้วส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือฉันก็เอาไปซื้อของเข้าบ้านและเก็บไว้ติดตัวอยู่ไม่กี่บาทเผื่อมีเหตุให้จำเป็นต้องใช้
โชคดีที่ฉันได้ทุกเรียนฟรีแบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุนนี้รวมค่าอาหารและค่าที่พักของฉัน แต่เนื่องจากบ้านของฉันอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยฉันจึงของเป็นจากทุนค่าที่พักเป็นค่าอุปกรณ์การเรียนแทน
“อีนี่จะไปตายที่ไหนก็ไป” พูดจบเธอก็เดินเข้าบ้านไปอย่างหัวเสีย
และนี่ก็คือสิ่งที่ฉันต้องเจอในทุกๆ วัน ถ้าฉันบอกว่า ‘ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย’ มันก็คงจะเป็นคำพูดที่ดูโกหกจนเกินไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือฉันชินแล้วล่ะ ความรู้สึกของฉันมันไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอก
ฉันเดินมาจนถึงคาเฟ่กึ่งร้านอาหารที่เปิดขายตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น ปกติฉันทำงานพาร์ทไทม์อยู่ที่นี่ แต่วันนี้พี่พนักงานประจำลาหยุดฉันจึงเข้ามาช่วยร้านตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาเลิกงานปกติของฉัน
“...ฮึบ...” ฉันหยุดเดินก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย ฉันเดินเข้าไปในร้านก่อนจะทักทายพี่ๆ ทุกคนอย่าเป็นกันเอง
“มาไวจังกะทิยังไม่ถึงเวลาเข้างานเลย มาทานข้าวกับพี่มา...ไม่ต้องเกรงใจ มาๆ”
“ขอบคุณมากค่ะพี่หญิง” ฉันเดินเข้าไปหาเธอก่อนจะนั่งลงทานข้าวข้างๆ ตามที่เธอบอก
พี่หญิงเป็นเจ้าของร้านนี้ ฉันทำงานกับเธอมันตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่คอยให้กำลังใจและให้คำปรึกษากับฉันเสมอมา เธอใจดีกับฉันมากจริงๆ
17.00 น.
“กะทิเลิกงานได้แล้ว มีเรียนต่อไม่ใช่เหรอ”
“เดี๋ยวกะทิช่วยงานตรงนี้อีกแป๊บนึงค่ะ”
“ไม่ต้องเดี๋ยวแล้ว ไปอาบน้ำล้างตัวที่ห้องพี่เดี๋ยวนี้เลย” พี่หญิงเอ็ดฉันเบาๆ ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาล้างอุปกรณ์ตรงหน้าของฉันแทน
“แต่ว่า...”
“ไม่แต่แล้วรีบเลย”
“ก็ได้ค่ะ” ฉันบอกกับเธอเสียงอ่อน ก่อนจะเดินไปอาบน้ำล้างตัวตามที่เธอบอก
“หนูไปเรียนก่อนนะคะพี่หญิง” ฉันเอ่ยบอกกับร่างบางตรงหน้าที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บของเข้าที่
“จ้า เดินดีๆล่ะ”
“ค่า”
บ้านริมทะเลตกอยู่ในความเงียบ ... หลังจากการมาถึงของภีมภัทร ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่ ... พิมพ์พลอยยังนั่งอยู่ข้างพ่อ ... มือของเธอจับมือเขาเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่า หากปล่อยมือ เขาจะหายไปอีกครั้ง ... ภีมภัทรมองลูกสาว ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ... ตลอดยี่สิบห้าปี สิ่งเดียวที่เขาเสียใจ คือการไม่ได้เห็นเธอเติบโต ... “พ่อขอโทษ” ... “อย่าพูดแบบนั้น” พิมพ์พลอยส่ายหน้า ... น้ำตาคลออีกครั้ง ... “หนูเจอพ่อแล้ว” ... “แค่นี้ก็พอแล้ว” ... ภีมภัทรยิ้ม ... ก่อนลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆ ... ภาพนั้น ทำให้แม้แต่คิรากรยังรู้สึกอบอุ่น ... แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน ... เพราะชายชราที่มาพร้อมภีมภัทร ยังคงยืนอยู่กลางห้อง ... ไม่มีใครรู้จักเขา ... ไม่มีใครเคยเห็น ... แต่ทุกคนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันประหลาด ... แม้แต่คีรัน ก็ยังจับตามองเขาไม่วางตา ... “คุณเป็นใคร” คิรากรถามตรง ๆ ... ชายชราหัวเราะเบา ๆ ... “ผ่านมาเกือบสามสิบปี” ... “จนไม่มีใครจำฉันได้แล้วสินะ” ... เขาถอดแว่นออกช้า ๆ ... ก่อนหันไปมองอัครินทร์ ... “แต่แกน่าจะจำฉันได้” ... อัครินทร์ตัวแข็ง
“ในที่สุด...” “ฉันก็ได้เจอพี่สักที” ... เสียงของหญิงสาวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ... ทุกสายตาจับจ้องไปที่เธอ ... โดยเฉพาะพิมพ์พลอย ... เพราะผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เหมือนเธอจนแทบแยกไม่ออก ... ดวงตา รูปหน้า รอยยิ้ม ... ทุกอย่างคล้ายกันราวกับฝาแฝด ... แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือแววตา ... หากพิมพ์พลอยเปรียบเหมือนแสงแดดอ่อน ๆ ... หญิงสาวคนนี้ ก็คือท้องฟ้าหลังพายุ ... เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ... เต็มไปด้วยรอยแผล ... “เธอคือ H-8?” พิมพ์พลอยถามเบา ๆ ... หญิงสาวพยักหน้า ... ก่อนยิ้มทั้งน้ำตา ... “ใช่” ... “ฉันชื่อ...แพรวา” ... เป็นครั้งแรก ที่หมายเลข H-8 มีชื่อ ... มีตัวตน ... ไม่ใช่แค่รหัสในเอกสารอีกต่อไป ... พิมพ์พลอยมองเธอนิ่ง ... หัวใจสับสนไปหมด ... เพราะลึก ๆ แล้ว เธอรู้สึกผูกพันกับผู้หญิงคนนี้อย่างประหลาด ... ทั้งที่เพิ่งพบกันครั้งแรก ... “เธอเรียกฉันว่าพี่” ... “เพราะฉันเรียกแบบนั้นมาตลอด” แพรวาตอบ ... “ตั้งแต่จำความได้” ... “...” ... “ฉันรู้ว่ามีพี่อยู่คนหนึ่ง” ... “คนที่โชคดีกว่าฉัน” ... คำพูดนั้น ทำให้พิมพ์พลอยเจ็บในอก
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ” “หลานสาวของตา” ... คำพูดของอัครินทร์ ทำให้ทั้งห้องเงียบสนิท ... พิมพ์พลอยยังคงยืนอยู่ในอ้อมกอดของอรพรรณ ... แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ... “หลานสาว?” เธอทวนเบา ๆ ... “หมายความว่ายังไง” ... อัครินทร์ยิ้ม ... รอยยิ้มสงบนิ่ง เหมือนชายชราธรรมดาคนหนึ่ง ... แต่ดวงตาคู่นั้น กลับเต็มไปด้วยบางสิ่งที่อ่านไม่ออก ... “หมายความตามนั้น” ... “ลูกเป็นหลานสาวของตา” ... “ไม่จริง” คิรากรก้าวออกมา ... ยืนขวางหน้าพิมพ์พลอยทันที ... “อย่าเล่นเกมคำพูด” ... อัครินทร์หัวเราะเบา ๆ ... “ยังใจร้อนเหมือนเดิม” ... “คุณรู้จักผม?” ... “รู้จักตั้งแต่ก่อนเธอเกิดเสียอีก” ... คิรากรขมวดคิ้ว ... ความรู้สึกไม่ดีเริ่มชัดเจนขึ้น ... เพราะชายคนนี้ เหมือนจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับทุกคน ... “ถ้าคุณเป็นปู่ของพลอย” คีรันพูดขึ้น ... “งั้นคุณก็เป็นปู่ของผมด้วย” ... ทุกคนหันไปมองทันที ... อัครินทร์ยิ้มกว้างขึ้น ... “ในที่สุด” ... “หลานชายคนโปรดของตาก็ฉลาดขึ้น” ... หัวใจของพิมพ์พลอยกระตุก ... เธอหันไปมองคีรัน ... จากนั้นมองอัครินทร์ ... ก่อ
“H-8” ... ชื่อเพียงชื่อเดียว ทำให้บรรยากาศภายในรถเงียบสนิท ... พิมพ์พลอยรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น ... ผู้หญิงที่อยู่ในรูปถ่าย ผู้หญิงที่มีใบหน้าคล้ายเธอ ... ตอนนี้ปรากฏตัวแล้ว ... และพาตัวคิรภพหายไป ... “โรงพยาบาลว่าไงอีก” คิรากรถาม ... ธนกฤตเลื่อนอ่านข้อความบนหน้าจอ ... “กล้องจับภาพได้ไม่ชัด” ... “แต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยืนยันว่า” ... “ผู้หญิงคนนั้นเรียกชื่อคิรภพ” ... “เรียกว่ายังไง” พิมพ์พลอยถาม ... ธนกฤตเงยหน้าขึ้น ก่อนตอบ ... “เรียกว่าพ่อ” ... รถทั้งคันเงียบกริบ ... หัวใจของพิมพ์พลอยกระตุกแรง ... “เป็นไปไม่ได้” เธอพึมพำ ... แต่ลึก ๆ แล้ว เธอรู้ว่ามันเป็นไปได้ ... ถ้าโครงการ Hope สร้างเด็กหลายคน ... ถ้าภีมภัทรและอรพรรณเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ... H-8 อาจมีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของเธอ มากกว่าที่คิด ... “เราต้องหาคิรภพให้เจอ” ... คิรากรพยักหน้า ... “แต่ตอนนี้บ้านริมทะเลสำคัญกว่า” ... “เพราะคำตอบทั้งหมดอยู่ที่นั่น” ... พิมพ์พลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง ... ถนนทอดยาวท่ามกลางความมืด ... เหมือนเส้นทางที่กำลังพาเธอเข้าใกล้อดีตมากขึ้
ทั้งคืน พิมพ์พลอยแทบไม่ได้นอน รูปถ่ายเก่าใบเดิมยังวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง เธอหยิบขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อความด้านหลังยังคงอยู่เหมือนเดิม “อย่าไว้ใจคนที่ชื่อธนกฤต” ลายมือของแม่ เธอจำได้แน่นอน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ แม่เขียนข้อความนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไรกัน แล้วทำไมตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอถึ
“คนที่รู้เรื่องแม่ของเธอ” คำพูดของคิรากรทำให้พิมพ์พลอยนิ่งค้าง มือที่กำลังจะเปิดประตูรถชะงักไปทันที “หมายความว่ายังไงคะ” ชายหนุ่มมองเธออยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะบอกมากแค่ไหน “เธอเคยเล่าให้ฉันฟังว่าแม่เสียตอนเธออายุสิบสอง” “ค่ะ” “แล้วหลังจากนั้นล่ะ” พิมพ์พลอยขมวดคิ้ว “หลังจากนั้น
สายฝนยังตกต่อเนื่อง แต่พิมพ์พลอยกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เพราะสายตาของคิรากรตรงหน้า กดดันจนเธอแทบหายใจไม่ออก “เธอยังรู้สึกกับมันอยู่ไหม” คำถามเดิมยังค้างอยู่ระหว่างพวกเขา หญิงสาวเม้มปากแน่น “พลอยไม่รู้…” “ไม่รู้?” “มันนานมากแล้วค่ะ” เธอหลบสายตาเขาเล็กน้อย “พลอยแค่ตกใจที่พี
สายฝนยังตกไม่หยุด พิมพ์พลอยยืนนิ่งอยู่หน้าศูนย์ฟื้นฟู ขณะที่ผู้ชายตรงหน้าส่งรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้เหมือนในอดีต “พี่วิน…” เธอเรียกชื่อเขาเบา ๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา วรินทร์ หรือ “พี่วิน” ผู้ชายคนแรกที่เธอเคยรัก และเป็นคนเดียวที่หายไปจากชีวิตเธอโดยไม่อธิบายอะไรเลย “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เสียงขอ





