Share

บทที่ 2

โย่วจื่อฉา
ฮูหยินซ่งเห็นนางเหม่อลอยก็ถอนหายใจ “เจ้าเป็นเด็กที่เชื่อฟังและรู้ความมาโดยตลอด หากแม่ไม่อยู่แล้ว หวังเพียงว่าเจ้าจะดูแลตัวเองให้ดี และใช้ชีวิตให้มีความสุขขึ้นบ้าง”

กล่าวจบก็หลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ท่อนแขนตกลงข้างเตียง

ลู่จิ่งจือจับชีพจรของนางแล้วเอ่ยเสียงเบา “โปรดหักห้ามใจเถิด”

ซ่งหว่านหนิงนั่งนิ่งงันอยู่บนหัวเตียง แววตาว่างเปล่าไร้ประกาย ริมฝีปากของนางสั่นระริกคล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด ทว่าเสียงกลับจุกอยู่ที่ลำคอ ไม่อาจเปล่งออกมาได้เลย

เหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้เบื้องหลังต่างคุกเข่าลงกับพื้น เสียงสะอื้นไห้ดังระงมขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางหยัดกายลุกขึ้น หมายจะจัดการเรื่องงานศพของมารดา ทว่าเบื้องหน้าพลันมืดมิดแล้วสลบไสลไป

เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกคราฟ้าก็สว่างโร่แล้ว ซ่งหว่านหนิงพบว่าตนเองตื่นขึ้นมาบนเตียง สองมือถูกพันด้วยผ้าขาวไว้หลายทบ คาดว่าคงทายาให้แล้ว จึงไม่ได้ปวดร้าวเช่นเดิมอีก

แม่นมจ้าวเห็นนางลุกขึ้นจึงเอ่ยอธิบาย “เมื่อคืนหมอหลวงลู่ทายาให้คุณหนูแล้วก็กลับไปเจ้าค่ะ ทั้งยังกำชับว่ามือของท่านห้ามโดนน้ำเด็ดขาด พวกบ่าวเห็นท่านเหนื่อยล้าเกินไป จึงย้ายท่านมาพักผ่อนที่ห้องปีก และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่สะอาดให้ ทว่าชุดนี้ตัดเย็บตั้งแต่ก่อนที่คุณหนูจะออกเรือน เกรงว่าจะเก่าไปสักหน่อย ขอคุณหนูโปรดอภัยด้วยเจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นไร” ซ่งหว่านหนิงเดินออกจากห้องพลางเอ่ยถาม “ท่านแม่เล่า?”

“ฮูหยินถูกบรรจุลงโลงแล้วเจ้าค่ะ ยามนี้ตั้งอยู่ที่โถงไว้ทุกข์ รอให้คุณหนูไปเป็นประธานในพิธีศพ” แม่นมจ้าวมีดวงตาบวมช้ำ คาดว่าคงร้องไห้มาทั้งคืน

ซ่งหว่านหนิงพยักหน้ารับ ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก

หลังล้างหน้าบ้วนปากอย่างเรียบง่าย นางก็นึกขึ้นได้ว่าของขวัญวันเกิดที่เตรียมไว้ให้มารดายังไม่ได้มอบให้ จึงรีบร้อนเดินทางกลับจวนอ๋องโดยที่ยังไม่ได้กินมื้อเช้าแม้แต่น้อย

ยามเดินผ่านสวนดอกไม้ บังเอิญเห็นเซี่ยหลินยวนยืนหันหลังให้นาง ข้างกายเขามีสตรีในชุดขาวนางหนึ่งยืนอยู่ ทั้งสองกำลังพูดคุยบางสิ่งกัน

เขาหันหน้าไปมองสตรีผู้นั้น บนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง

ทว่ายามนี้นางไม่มีอารมณ์จะมาใส่ใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเขา จึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น แล้วเดินเข้าไปด้านในต่อ

แต่เซี่ยหลินยวนกลับสังเกตเห็นนาง น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ “เมื่อคืนเจ้าไปที่ใดมา?”

ซ่งหว่านหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้คิดจะหยุดรั้งรอ

เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากเบื้องหลัง เซี่ยหลินยวนคว้าแขนของนางเอาไว้ บังคับให้นางหันกลับมา “ข้ากำลังถามเจ้าอยู่”

เมื่อหางตาของเขาเหลือบไปเห็นผ้าพันแผลบนมือของซ่งหว่านหนิง สีหน้าก็อ่อนลงเล็กน้อย ทว่าน้ำเสียงยังคงเย่อหยิ่งวางอำนาจเช่นเคย “เกิดอันใดขึ้น?”

ซ่งหว่านหนิงสะบัดมือเขาออก แค่นยิ้มเย็นชา “แค่บาดแผลเล็กน้อย ไม่รบกวนให้ท่านอ๋องต้องมาใส่ใจ”

เซี่ยหลินยวนขมวดคิ้ว อ้าปากคล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด ทว่าสตรีที่อยู่เบื้องหลังกลับเดินตรงเข้ามา แล้วคุกเข่าโขกศีรษะทำความเคารพซ่งหว่านหนิงชุดใหญ่

“บ่าวขอคารวะคุณหนูเจ้าค่ะ”

น้ำเสียงนี้? ซ่งหว่านหนิงตกใจยิ่งนัก ก้มหน้ามองไป...กลับเป็นเถาจือ!

สาวใช้คนสนิทในวัยเด็กของนาง จู่ ๆ ก็หายตัวไปก่อนคืนที่นางจะเข้าวัง ไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบกันที่นี่

เซี่ยหลินยวนประคองเถาจือให้ลุกขึ้น บนใบหน้าฉายแววปวดใจอยู่บ้าง แม้จะเป็นน้ำเสียงตำหนิ ทว่ากลับอ่อนโยนเป็นพิเศษ “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าอยู่ในจวนไม่ต้องทำความเคารพนาง?”

น้ำเสียงเช่นนี้ ซ่งหว่านหนิงไม่เคยได้ยินเขาเอ่ยมาก่อนเลย

ดวงตาทั้งสองข้างของเถาจือแดงเรื่อ ทำท่าราวกับจะร้องไห้ออกมา “บ่าวไม่ได้พบคุณหนูมาเนิ่นนาน จึงตื่นเต้นดีใจไปชั่วขณะ ท่านอ๋องโปรดอย่าตำหนิเลยเจ้าค่ะ”

“เถาจือ? หลายปีมานี้เจ้าหายไปที่ใดมา?” ซ่งหว่านหนิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ข้าเปลี่ยนชื่อให้นางเป็นเฉียวอวี๋เอ๋อร์แล้ว นางไม่ใช่สาวใช้ของเจ้าอีกต่อไป” เซี่ยหลินยวนดึงเถาจือมาปกป้องไว้ในอ้อมอก เกรงว่านางจะถูกกลั่นแกล้ง “ตรอกเถียนสุ่ยอยู่ห่างจากวังมากเกินไป อวี๋เอ๋อร์สุขภาพไม่ค่อยดี ข้าจึงรับนางเข้ามาอยู่ในจวนเพื่อความสะดวกในการดูแล เจ้าอย่าได้หาเรื่องลำบากใจให้นาง”

ตรอกเถียนสุ่ย? หญิงในดวงใจที่เขาแอบซ่อนไว้อย่างมิดชิดมาหลายปี เป็นเถาจืองั้นหรือ!

ตั้งแต่เล็ก ผู้คนในจวนสกุลซ่งต่างก็บอกว่าพวกนางสองคนมีใบหน้าคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน นายบ่าวคู่นี้คงจะมีวาสนาต่อกัน มาบัดนี้กิริยาท่าทางของเถาจือในยามโตเป็นสาว ก็ดูมีเสน่ห์ละม้ายคล้ายคลึงกับนางยิ่งนัก ซ้ำยังดูน่าทะนุถนอมเสียยิ่งกว่า

มิน่าเล่า เซี่ยหลินยวนถึงได้แสดงออกชัดเจนว่าไร้ใจต่อนาง ทว่ากลับมักจะพัวพันเรียกร้องจากนางบนเตียงครั้งแล้วครั้งเล่า

ที่แท้ก็ใช้ตัวนางเป็นตัวแทน เพื่อมองใครอีกคนนี่เอง

ซ่งหว่านหนิงรู้สึกว่าตนเองช่างเป็นดั่งเรื่องตลก ทว่านางกลับหัวเราะไม่ออก

“อืม” นางตอบรับอย่างขอไปที แล้วหมุนตัวเดินจากไป

เบื้องหลัง เฉียวอวี๋เอ๋อร์คล้ายจะส่งเสียงสะอื้นไห้ออกมา เซี่ยหลินยวนกำลังเอ่ยปลอบโยนเสียงเบา และไม่ได้ขวางทางนางอีก

เมื่อกลับถึงเรือน เหล่าสาวใช้เห็นสีหน้านางย่ำแย่ ก็อ้ำอึ้งอยากจะพูดอะไรอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าเอ่ยถาม

นางให้คนช่วยเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อผ้าสีพื้นสะอาดตา จากนั้นก็หยิบชุดกระโปรงผ้าไหมสีม่วงออกจากหีบห่อ...นั่นคือชุดที่นางตัดเย็บให้มารดาด้วยตนเอง เตรียมจะมอบให้เป็นของขวัญวันเกิด ทว่าบัดนี้กลับไม่มีโอกาสได้มอบให้อีกแล้ว

“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ?”

นางจมอยู่ในภวังค์ความคิดมากเกินไป จนไม่ทันสังเกตเห็นเฉียวอวี๋เอ๋อร์เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ถูกเรียกอยู่หลายครั้งถึงได้สติ จึงรีบร้อนเก็บเสื้อผ้าพับวางไว้ด้านข้าง

ซ่งหว่านหนิงเงยหน้ามองเฉียวอวี๋เอ๋อร์ที่มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า เอ่ยถามว่า “มีธุระอันใดหรือ?”

เฉียวอวี๋เอ๋อร์รับถ้วยชามาจากมือสาวใช้ที่อยู่ด้านหลัง “เชิญคุณหนูดื่มชาเจ้าค่ะ”

“นี่เจ้ากำลังให้ข้าดื่มชายกน้ำชารับอนุอย่างนั้นหรือ?” ซ่งหว่านหนิงขมวดคิ้ว “เซี่ยหลินยวนมอบสถานะให้เจ้าแล้วหรือ?”

“ยังเจ้าค่ะ” สีหน้าของเฉียวอวี๋เอ๋อร์ฉายแววขวยเขิน “ท่านอ๋องกล่าวว่า ตำแหน่งอนุภรรยาต่ำต้อยและทำให้ข้าต้องน้อยเนื้อต่ำใจเกินไป ดังนั้นจึงยังไม่ได้กำหนดสถานะเจ้าค่ะ”

ซ่งหว่านหนิงยกมือขึ้นปฏิเสธ “ในเมื่อยังไม่มีสถานะ ชาถ้วยนี้ข้าคงดื่มไม่ได้ เจ้าไปหาเซี่ยหลินยวนเถิด”

เฉียวอวี๋เอ๋อร์น้ำตารื้นทำท่าคล้ายจะร้องไห้ “คุณหนูกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าไม่ยอมรับข้าแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ”

“เซี่ยหลินยวนไม่ยอมมอบสถานะให้เจ้า แล้วข้ารับเจ้าไว้จะมีประโยชน์อันใด? จะให้ข้าไปบังคับเขาแต่งอนุเข้าจวนหรืออย่างไร?” ซ่งหว่านหนิงหัวเราะ ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นจี้หยกชิ้นหนึ่งที่นางจงใจเผยให้เห็นบริเวณลำคอ “จี้หยกของข้า เหตุใดจึงไปอยู่บนตัวเจ้าได้?”

“คุณหนูกล่าวสิ่งใดหรือเจ้าคะ ข้าฟังไม่เห็นเข้าใจเลย” เฉียวอวี๋เอ๋อร์บรรลุเป้าหมายแล้ว จึงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “จี้หยกชิ้นนี้คือของแทนใจที่ท่านอ๋องมอบให้ข้า เมื่อครั้งที่ข้าช่วยชีวิตเขาไว้ในอดีตอย่างไรเล่าเจ้าคะ”

ของแทนใจงั้นหรือ? ดี ดียิ่งนัก

ซ่งหว่านหนิงกัดฟันแค่นยิ้มเย็นชา ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว

สิบสองปีก่อน นางปลอมตัวเป็นสาวใช้ออกไปเที่ยวเล่นนอกจวน บังเอิญพบเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังถูกไล่ล่าสังหาร นางเอาตัวเข้ารับคมดาบแทนเขา ทำให้องครักษ์เงาของจวนโหวต้องปรากฏตัวออกมาช่วยชีวิตคนทั้งสองไว้ เด็กหนุ่มมอบจี้หยกให้นางชิ้นหนึ่งเพื่อแสดงความขอบคุณ หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่เคยพบกันอีก ทว่าก่อนที่นางจะถูกรับตัวเข้าวัง สาวใช้คนสนิทอย่างเถาจือกับจี้หยกชิ้นนั้นก็อันตรธานหายไปพร้อมกัน ไร้ซึ่งร่องรอย

ที่แท้คนที่นางช่วยไว้ก็คือเซี่ยหลินยวน และที่แท้เถาจือก็ขโมยจี้หยกไป สวมรอยแทนที่นางในใจของเซี่ยหลินยวนนี่เอง

หลายปีมานี้ พวกเขาทั้งหมดต่างก็เข้าใจผิดไป เข้าใจผิดไปไกลลิบ

เฉียวอวี๋เอ๋อร์แย้มยิ้มพลางโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูนาง กดเสียงต่ำลง “ทุกสิ่งทุกอย่างของท่าน ก็จะเป็นดั่งจี้หยกชิ้นนี้ สุดท้ายแล้วล้วนต้องตกมาอยู่ในมือของข้า”

กล่าวจบก็แสร้งทำเป็นมือสั่น เทน้ำชาทั้งหมดรดลงบนเสื้อผ้าที่วางอยู่ด้านข้าง

ซ่งหว่านหนิงเบิกตาค้าง มองดูเสื้อผ้าที่ตนเองเตรียมไว้ให้มารดาเปียกชุ่มเป็นวงกว้าง แปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำชาอันน่าเกลียด

เพลิงโทสะที่ถูกกดทับมาเนิ่นนานพังทลายทำลายสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น นางผุดลุกขึ้นหมายจะตบหน้าเฉียวอวี๋เอ๋อร์ฉาดใหญ่

“เจ้ากำลังทำสิ่งใด?!” เซี่ยหลินยวนพุ่งพรวดเข้ามาขัดขวาง คว้าข้อมือของนางเอาไว้แล้วออกแรงผลักอย่างแรง ดึงเฉียวอวี๋เอ๋อร์เข้าไปหลบหลังเขาเพื่อปกป้องไว้ในอ้อมอก

ซ่งหว่านหนิงหลบหลีกไม่ทัน จึงเซถอยหลังไปสองก้าวแล้วล้มกระแทกตั่งนุ่มอย่างแรง บาดแผลที่มือทั้งสองข้างถูกกระทบกระเทือน โลหิตสีแดงฉานซึมผ่านผ้าพันแผลสีขาวออกมา ความเจ็บปวดแล่นริ้วแทงทะลุไปถึงกระดูก

“ท่านอ๋อง บ่าวเพียงแค่อยากจะยกน้ำชาให้พระชายา ทว่ากลับเผลอทำหกโดยไม่ระวัง บ่าวช่างไร้ค่านัก อย่าให้บ่าวรั้งอยู่ในจวนเพื่อกวนใจพระชายาเลยเจ้าค่ะ” เฉียวอวี๋เอ๋อร์ซุกหน้าลงกับอกของเซี่ยหลินยวน พลางร้องไห้กระซิกเสียงเบา

เซี่ยหลินยวนปรายตาอันเย็นเยียบมองซ่งหว่านหนิง “ก็แค่เสื้อผ้าตัวเดียวเท่านั้น ในจวนแห่งนี้ยังไม่ถึงคราวให้นางมาเป็นใหญ่หรอก”

“ก็แค่เสื้อผ้าตัวเดียว” ซ่งหว่านหนิงหัวเราะ ทว่าหยาดน้ำตากลับร่วงหล่นลงมาเป็นสาย “ทุกสิ่งที่เป็นข้า ในสายตาของท่าน มันช่างไร้ค่าถึงเพียงนี้เลยใช่หรือไม่?”

หากเพียงเขาใส่ใจสักนิด ก็คงจะมองออกว่าลายปักบนเสื้อผ้าตัวนั้นเป็นฝีมือของนาง เช่นเดียวกับที่เพียงแค่เขาสอบถามสักหน่อย ก็คงจะรู้ถึงสภาพอันทุลักทุเลของนางเมื่อคืนนี้ มิใช่ต้องรอให้นางกลับมาแล้วค่อยเอ่ยปากคาดคั้นเช่นนี้

ท้ายที่สุดแล้ว ก็แค่ไม่เคยใส่ใจ

“หาเรื่องไร้สาระ” เซี่ยหลินยวนแค่นเสียงเย็น

“ท่านถามข้ามิใช่หรือ ว่าเมื่อคืนข้าไปที่ใดมา? ตอนนี้ข้าจะบอกท่าน” ซ่งหว่านหนิงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ยามที่ท่านคอยดูแลนางอยู่ไม่ห่างที่ตรอกเถียนสุ่ย ข้ากำลังคุกเข่าอยู่หน้าประตูวังเพื่อขอร้องหมอหลวงสักคนแต่ก็ไม่อาจทำได้ ต้องทนมองดูท่านแม่ของข้าสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา”

เขาชะงักงันไปในทันที หันขวับมามองนางด้วยความตื่นตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ

นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เซี่ยหลินยวน พวกเราหย่าขาดกันเถิด”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 30

    “ที่นี่...คือที่ใดกัน?” ซ่งหว่านหนิงคิดอยากจะถอยหนีเซี่ยเหวินอินไม่รอให้เอ่ยปากก็ดึงนางเดินเข้าไปด้านใน ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ถอยกลับทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตู ซ่งหว่านหนิงก็รู้สึกได้ว่าเลือดลมทั่วร่างพากันสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้านางมองเห็นเวทีกลางโถงชั้นหนึ่ง บนนั้นมีเด็กหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งกำลังร่ายรำกระบี่ท่วงท่ากระบี่มิได้วิจิตรงดงามอันใดนัก ทว่าสาบเสื้อของเขากลับผูกไว้ไม่แน่นหนา ยามขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวจึงเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและหน้าท้องรำไรทัศนียภาพวับ ๆ แวม ๆ เช่นนี้นับว่ายั่วยวนใจผู้คนได้ดีที่สุดก่อนหน้านี้ซ่งหว่านหนิงเคยได้ยินมาว่าในเมืองหลวงมีหอคณิกาชายไว้ให้เหล่าสตรีสูงศักดิ์มาหาความสำราญ ทว่านางยังไม่เคยมาเปิดหูเปิดตาด้วยตนเองเลยสักครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อแท้ของนางยังคงเป็นคนหัวโบราณ การยอมรับเรื่องชายบำเรอจึงมีไม่มากนักนางอยากจะหนีไปให้พ้นเสียจริง“โอ้ นี่องค์หญิงเจาหยางมิใช่หรือขอรับ?” บุรุษผู้มีน้ำเสียงติดจะนุ่มนวลใช้พัดจีบกึ่งบังกึ่งเผยใบหน้าเดินตรงมาหาพวกนาง พลางเอ่ยกระเง้ากระงอด “ท่านไม่ได้มาเยือนเสียนานเลยนะขอรับ”เขาพินิจมองซ่งหว่านหนิงครู่

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 29

    นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ทว่า ท่านอ๋องคงจะไม่เคยเห็นภาพวาดของข้า ข้าไม่เคยวาดภาพพู่กันจีน ทั้งยังไม่ชอบเขียนบทกวีลงบนภาพ จานฝนหมึกอันนี้เกรงว่าจะไร้ประโยชน์แล้ว”เซี่ยหลินยวนอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวสิ่งใดดีซ่งหว่านหนิงเอ่ยต่อว่า “จานฝนหมึกที่ไร้ประโยชน์ชิ้นหนึ่ง ของขวัญที่เลยเวลาไปแล้วชิ้นหนึ่ง ในสายตาท่าน ข้าคู่ควรได้รับเพียงของพรรค์นี้เท่านั้น ใช่หรือไม่?”รูปร่างของนางซูบผอม ราวกับเพียงลมพัดวูบเดียวก็อาจล้มพับได้ ทว่ากลับหยัดแผ่นหลังตั้งตรงอย่างดื้อรั้น สบตากับเขาด้วยแววตาเย็นชาเขาอยากจะเอ่ยแย้ง ทว่ากลับไม่รู้จะเริ่มกล่าวจากตรงไหนดี“แต่ในเมื่อท่านอ๋องมอบให้แล้ว ก็ย่อมต้องใช้ให้คุ้มค่า” ซ่งหว่านหนิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกล่อง แล้วเดินเข้าไปในห้องด้านใน “จานฝนหมึกชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไป ใช้ของข้าจะดีกว่า”นางคลี่กระดาษปูลงบนโต๊ะริมหน้าต่าง แล้วให้หลีรุ่ยฝนหมึก จากนั้นจึงจรดพู่กันเริ่มเขียน“ด้วยวาสนาสิ้นสุด ไมตรีมิอาจประสาน ยินยอมพร้อมใจหย่าร้าง จึงเขียนหนังสือฉบับนี้ไว้เป็นหลักฐาน นับแต่ครองคู่กันมานานกว่าสามปี ระหว่างสามีภรรยา กลับเกิดความบาดหมางขึ้นเรื่อยมา จนท้ายที่

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 28

    เมื่อกลับมาถึงจวนอ๋อง เซี่ยหลินยวนก็รื้อค้นข้าวของในคลังอยู่เป็นนาน ทว่ากลับไม่พบสิ่งใดที่ถูกตาต้องใจเลยแม้แต่น้อยเขาจึงเรียกสาวใช้ในห้องของซ่งหว่านหนิงมาไต่ถาม “ยามปกติพระชายาชอบทำสิ่งใดหรือ?”สาวใช้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับว่า “เรียนท่านอ๋อง ยามปกติพระชายานอกเสียจากจัดการดูแลเรื่องราวในจวนแล้ว สถานที่ที่อยู่บ่อยที่สุดก็คือห้องภาพเจ้าค่ะ คิดว่าคงจะชอบวาดภาพ”ชอบวาดภาพอย่างนั้นหรือ? นี่เป็นครั้งแรกที่เซี่ยหลินยวนเพิ่งรู้ว่านางวาดภาพเป็นด้วยซ้ำเขายังไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในจวนของตนเองจะมีห้องภาพอยู่ด้วยทว่ายามนี้คงไม่มีเวลาไปเดินชมแล้ว เขากวาดสายตามองไปรอบชั้นวางของ ก่อนที่สายตาจะหยุดลงตรงแท่นฝนหมึกอันหนึ่งของสิ่งนั้นเขาซื้อกลับมาจากเจียงหนานเมื่อหลายปีก่อน แม้จะเป็นเพียงชิ้นเล็ก ๆ แต่มูลค่ากลับสูงลิ่ว ทว่าเขาไม่โปรดปรานงานกวีและอักษรศิลป์จึงไม่เคยหยิบออกมาใช้เลยเขาสั่งให้องครักษ์หยิบแท่นฝนหมึกนั้นมา ทั้งยังเลือกกระดาษชั้นเลิศอีกปึกหนึ่งใส่รวมเข้าไปในกล่อง แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังจวนหนิงหย่วนโหวยามที่เซี่ยหลินยวนมาถึง ซ่งหว่านหนิงกำลังคุกเข่าสวดมนต์อยู่ในศาลบรรพชน“เรียน

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 27

    “เจ้าว่ากระไรนะ?” เซี่ยหลินยวนอ้าปากค้างอยู่นาน กว่าจะเค้นคำพูดเหล่านี้ออกมาได้เซี่ยเหวินอินโกรธจัดจนดึงกำไลหยกในมือปาใส่เขา กำไลวงน้อยร่วงกระแทกพื้นเสียงดัง “เคร้ง” แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย“ท่านถึงกับเตรียมดอกไม้ไฟให้หญิงอื่นในวันเกิดของพี่สะใภ้ เสด็จพี่ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้!” นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความดูแคลนเซี่ยหลินยวนแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉย โพล่งออกไปว่า “ข้าไม่รู้ว่าเป็นวันเกิดของนาง เฉียวอวี๋เอ๋อร์ใกล้จะตายแล้ว ข้าช่วยทำความปรารถนาของนางให้เป็นจริงมันผิดตรงไหนกัน?”เหตุใดเขาต้องรู้ด้วยว่าเป็นวันเกิดของซ่งหว่านหนิง? เขาไม่ได้เป็นฝ่ายอ้อนวอนให้นางแต่งงานด้วยเสียหน่อยเขาอยากจะดีกับผู้ใด ก็ยังไม่ถึงคราวให้คนอื่นมาสอดปากวิจารณ์ข้ออ้างเหล่านี้โน้มน้าวใจเขาได้สำเร็จ ชายหนุ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที แววตาพลันเยียบเย็นลงทว่าในใจกลับยังคงเจ็บปวดอยู่จาง ๆ ราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ตรงนั้น มันคอยทิ่มลึกลงในเนื้อทุกจังหวะลมหายใจเข้าออก“ผิดตรงไหนหรือ? เสด็จพี่ ท่านยังมีหัวใจอยู่หรือไม่?” เซี่ยเหวินอินผุดลุกขึ้น ยืนเท้าสะเอวเอ่ยถามอย่างเอาเรื่องนางชี้ไปที่ห

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 26

    เซี่ยหลินยวนประคองเฉียวอวี๋เอ๋อร์เดินขึ้นไปบนกำแพงเมือง เงยหน้ามองดอกไม้ไฟที่เตรียมการมาอย่างพิถีพิถัน ทว่าในใจกลับรู้สึกเหม่อลอยชอบกล“ขอบคุณท่านอ๋องที่อุตส่าห์ใส่ใจ บ่าวดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะ” เฉียวอวี๋เอ๋อร์เอนศีรษะซบแผงอกของเขา น้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรงนับตั้งแต่หน้าผากกระแทกจนได้รับบาดเจ็บคราวก่อน อาการป่วยของนางก็ยิ่งทรุดหนัก หมอหลวงกล่าวว่าหากไม่ได้โสมพันปีมาเป็นกระสายยา เกรงว่าคงจะมีชีวิตอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวนี้หลังจากฟื้นขึ้นมาในวันนั้น นางได้บอกกับเขาว่าตนเองฝันไปเรื่องหนึ่งในความฝันนางยืนอยู่บนป้อมปราการกำแพงเมือง ทอดสายตามองไปทางแคว้นซีเซี่ยอันห่างไกล โดยมีดอกไม้ไฟสว่างไสวเต็มท้องฟ้าอยู่เบื้องหลังเขาจึงเรียกตัวช่างทำดอกไม้ไฟทั่วทั้งเมืองหลวงมาเร่งมือทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเนรมิตความฝันนี้ให้เป็นจริงในช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ของนาง“เจ้ายังมีความปรารถนาใดอีกหรือไม่? ข้าจะช่วยทำให้มันเป็นจริงทุกประการ” เซี่ยหลินยวนยื่นมือลูบไล้เรือนผมของนางพลางเอ่ยถามด้วยความอ่อนโยนเฉียวอวี๋เอ๋อร์เงยหน้าขึ้น เอ่ยถ้อยคำอย่างระแวดระวัง “บ่าวรู้ตัวดีว่ามีฐานะต่ำต้อย มิอาจเอื้อมคู่ควร

  • พลิกชีวิตพระชายาผู้ถูกทอดทิ้ง   บทที่ 25

    เซี่ยเหวินอินปักดอกไม้ประดิษฐ์สีเรียบง่ายลงบนมวยผมของซ่งหว่านหนิง พลางมองภาพของนางในกระจกทองเหลืองแล้วเอ่ยชมจากใจจริงซ่งหว่านหนิงยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ อย่ามัวแต่ล้อข้าเล่นอยู่เลย”เซี่ยเหวินอินหยิบผ้าแถบเส้นหนึ่งออกมา นำมาปิดตานางด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ ท่านแค่เดินตามข้ามาก็พอ รับรองว่าต้องมีเรื่องประหลาดใจเป็นแน่!”เบื้องหน้ามืดมิดไปหมด เซี่ยเหวินอินจูงมือนางพาเดินออกไปจนกระทั่งขึ้นไปนั่งบนรถม้าดูเหมือนจะเดินทางมาไกลเอาการ จนถึงขั้นได้ยินเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง“นี่เจ้าพาข้ามาที่ใดกัน?” ซ่งหว่านหนิงก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถามน้ำเสียงของเซี่ยเหวินอินเจือรอยยิ้ม “อย่าเพิ่งใจร้อนสิ ประเดี๋ยวท่านก็จะรู้เอง”ซ่งหว่านหนิงคิดจะปลดผ้าปิดตาออก ทว่ากลับถูกเซี่ยเหวินอินจับมือห้ามเอาไว้ “รออีกนิดเถิด หากเห็นก่อนก็ไม่ประหลาดใจแล้ว”นางไม่รู้ว่าเซี่ยเหวินอินต้องการให้รอสิ่งใด จึงทำได้เพียงเดินตามอีกฝ่ายก้าวขึ้นบันไดไปสู่ที่สูงทีละขั้นในที่สุดก็มาถึงชั้นบนสุด ข้างหูแว่วเสียงพลุดอกไม้ไฟระเบิดดังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเซี่ยเหวินอินยอมปลดผ้าผ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status