Se connecterRome Game #5
เหตุผลที่ไม่ชอบหน้า
น้ำเสียงแหบพร่าเซ็กซี่ชวนน่าหลงใหล ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินข้างใบหู กลิ่นหอมเย็นแปลกๆ จากปลายจมูกที่เฉียดบริเวณแก้มทำให้ฉันถึงกับเบิกตากว้างและหมุนตัวหันไปเผชิญหน้ากับพี่โฬมที่อมยิ้มอย่างมีเล่ห์นัย
“พะ พี่โฬม”
“หนูมา”
“ทำไมพี่ยังอยู่ ก็หนูบอกว่าไม่ว่าง”
“แล้วหนูมาทำไม ถ้าหนูบอกพี่ว่าไม่ว่าง” คำถามย้อนกลับเล่นเอาฉันยืนนิ่งไม่ให้คำตอบ “หนูเองก็ไม่มั่นใจใช่ไหมว่าพี่จะรอหรือไม่รอ”
“พี่จะรอทำไม หนูบอกแล้วว่าหนูไม่ว่าง พี่บ้าหรือเปล่า” ตวาดใส่คนตรงหน้าอย่างเหลืออด ก่อนจะยกมือลูบไล้ต้นคอฝั่งที่พี่โฬมโน้มหน้าลงมาใกล้ สัมผัสจากลมหายใจร้อนๆ ของเขายังคงติดบนผิวเนื้อไม่จางหายไปไหนเลย “หนูกลับแล้ว”
“เดี๋ยว” พี่โฬมคว้าต้นแขนฉันเอาไว้ก่อนจะได้เดินหนีเขา สายตาคมตวัดมองฉันตั้งแต่หน้าและไล่ต่ำลงมาเรื่อยๆ พลางขมวดคิ้ว “หนูรีบหรือหนูตั้งใจ”
“อะไรคะ?”
“ตั้งใจมาหาพี่ด้วย... ชุดนี้เหรอ” ฉันหลุบสายตามองตัวเองบ้างก็ต้องเบิกตากว้าง ความรีบทำให้ฉันไม่ได้เปลี่ยนชุด มีเพียงแค่เสื้อสายเดี่ยวรัดรูปรัดหน้าอกหน้าใจจนเห็นบราเซียสีดำลายลูกไม้ห่อหุ้มทรวงอกใหญ่โต กางเกงยีนส์ขาสั้นอวดเรียวขายาวจนรู้สึกอายขึ้นมาต้องบิดเกร็งเสียดื้อๆ
“หนูรีบเลยไม่ได้เปลี่ยน”
“แสดงว่าหนูกลัวว่าพี่จะรอหนูนาน” เม้มริมฝีปากสบตากับพี่โฬมพลางบิดต้นแขนออกจากฝ่ามือหนาร้อนระอุ พี่โฬมระบายยิ้มพลางถอดเสื้อช้อปสีแดงเลือดหมูและคลุมตัวให้ฉัน แน่นอนว่าตัวใหญ่จนชายเสื้อเลยสะโพกฉันไปเยอะพอควร “สวมซะ พี่ไม่อยากพาหนูไปกินขนมปังปิ้งด้วยชุดแบบนี้”
“มันไม่ดีเหรอคะ คนอื่นก็สวมกัน หนูเองก็แต่งตัวแบบนี้ออกบ่อย”
“ดี” พี่โฬมพยักหน้าและโน้มใบหน้ามายังข้างใบหูอีกครั้ง “พี่อยากเห็นคนเดียวมากกว่า”
“!”
“ขึ้นรถ”
พี่โฬมเดินนำฉันไปที่รถคันเดิมสุดหรูของเขา ฉันกระพริบตาถี่รัว... นี่คือนิสัยของผู้ชายเจ้าชู้ไหมนะ ที่ชอบพูดอะไรให้ผู้หญิงหวั่นไหวจะได้หลอกล่อได้ง่ายขึ้นน่ะ เพราะถ้าหากเป็นแบบนั้นฉันจะไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดของพี่โฬมเด็ดขาด หากแต่ว่าพอสวมเสื้อช้อปของพี่โฬมแล้วแขนเสื้อเลยข้อศอกไม่ว่า กลิ่นหอมเย็นแปลกๆ ยังติดเสื้อลอยมาแตะจมูกจนฉันรู้สึกว่ามันติดแม้กระทั่งบนตัวฉันด้วยซ้ำถ้าเป็นไปได้
ร้านขนมปังปิ้งที่พี่โฬมพาฉันมา เป็นร้านรถเข็นขนาดยักษ์ที่ขายน้ำเต้าหู้หรือรังนกอะไรทำนองนี้ ฉันนั่งบนเก้าอี้พลาสติกสีเขียวอ่อนและมองร่างสูงที่เทน้ำชาลงแก้วสแตนเลสของทางร้านที่พนักงานเอามาเสิร์ฟ จากนั้นพี่โฬมก็สั่งขนมปังปิ้งสังขยาสองจาน น้ำเต้าหู้ชาเขียว ส่วนฉันก็เลือกสั่งน้ำเต้าหู้นมสดก่อนหน้าจะมาถึงร้าน ท้องฉันร้องจนพี่โฬมแอบหัวเราะในลำคอ แบบทำการบ้านหลายชั่วโมงไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนี่นา
“ถ้าไม่อิ่ม เดี๋ยวพี่พาไปหาอะไรกินที่ตลาดคนเดิน”
“หนูขอเอาเงินทอนของพี่โฬม เลี้ยงคืนได้ไหมคะ”
“ไม่” เขาเอามือผสานเข้าหากันวางบนโต๊ะไม้ ทำไมต้องปฏิเสธการคืนเงินของฉันขนาดนี้ด้วย “พี่บอกแล้วไง ให้แล้วไม่รับคืน”
รู้นะว่าเขารวย... แต่ไม่คิดว่าจะให้เงินคนอื่นได้ง่ายดายขนาดนี้ต่างหาก
“ทำไมตอนแรกหนูถึงไม่ชอบหน้าพี่” เกริ่นคำถามขึ้นมาก็เล่นเอาสำลักน้ำชารสชาติขมเล็กน้อยออกจากปาก
“แค่ก” กระแอมไอจำต้องหยิบทิชชูเช็ดปากตัวเอง “ยิงคำถามใส่หนูเลยนะ”
“พี่อยากรู้เหตุผลของนิว” สายตาของพี่โฬมแลดูจริงจังจนฉันเสมองไปยังริมถนนที่เป็นซอยเล็ก มีรถเล็กผ่านไปมาเท่านั้นและผู้คนที่มานั่งกินน้ำเต้าหู้กับบรรยากาศค่ำคืนที่เย็นลงเล็กน้อย “คนเราต้องมีเหตุผลสิ”
“เหตุผลหนูมีอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าหนูไม่ชอบหน้าพี่แบบเกลียดนะคะ”
“แล้ว” เค้นถามราวกับตำรวจกำลังต้อนผู้ร้ายให้จนมุม
“หนูขอบอกไว้ตรงนี้ หนูไม่ได้เกลียดหน้าพี่โฬม หนูแค่... ไม่ชอบการกระทำของพี่โฬม”
“หมายถึงพี่เจ้าชู้หรือหว่านเสน่ห์ไปทั่ว”
“เรื่องส่วนตัวของพี่ หนูไม่ชอบคงเป็นเหตุผลที่งี่เง่ามาก”
“ตอนนี้ก็งี่เง่า” ชี้หน้าฉันขณะที่พนักงานเอาจานขนมปังปิ้งสองแผ่นปิ้งจนหอมและราดด้วยสังขยาสีเขียวเข้ม ตามด้วยนมจืดอีกทีเพิ่มความมัน น้ำเต้าหู้ในแก้วส่งกลิ่นหอมชวนให้ฉันอยากลิ้มลองเป็นบ้า “จะไม่ชอบหน้าคนอื่น ด้วยเหตุผลส่วนตัวมันก็ได้นะ”
“...” มองพี่โฬมที่เอาส้อมจิ้มขนมปังปิ้งสังขยาไปดมและเอาเข้าปากเคี้ยวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“ต้องไม่ใช้สายตาดูถูก เหยียดยามเขา แบบนั้นตัวหนูจะดูน่ารังเกียจกว่าคนที่หนูเกลียดเขาซะอีก” คำสอนของพี่โฬมทำเอาฉันหน้าชาวาบ เหมือนถูกเอาค้อนตีหัวซ้ำๆ จนสมองไร้ความว่างเปล่า “ไหนบอกพี่มาสิ หนูไม่ชอบการกระทำอะไรในตัวของพี่ พี่อยากรู้เพราะเราสองคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแน่ พี่มั่นใจ”
“มั่นใจเหรอคะ?”
“หนูสวยขนาดนี้ ถ้านอนกับพี่ พี่ต้องจำได้อยู่แล้ว” คิดเรื่องใต้สะดือได้เก่งมาก แทนที่จะคิดว่าเออเคยเจอกันที่คณะกันบ่อยๆ หรือไม่ก็เดินสวนกันไปมาบ้าง ไม่เลย สมองของพี่โฬมมีแต่เรื่องนี้จริงจังไม่จกตา
“หนู... เกลียดการพนันทุกชนิด” คำตอบของฉันถูกไตร่ตรองมาอย่างดีจนในที่สุดก็เลือกบอกความจริง ผละสายตาจากแก้วน้ำเต้าหู้มองพี่โฬมที่ชะงักส้อมที่กำลังจิ้มขนมปังปิ้งเข้าปาก “เพราะการพนันทำให้พ่อของหนูต้องตาย”
และทิ้งภาระเอาไว้มากมายจนคนข้างหลังต้องมารับผิดชอบ ใช่ และกรรมนั้นตกมาถึงตัวของฉัน ที่กำลังจะกลายเป็นเมียน้อยเมียเก็บให้กับท่านรณกรในอีกไม่ช้านี้ เลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกนี้เอาไว้ ไม่บอกเขาไปจนหมดหรอก อย่างที่พูดกับพี่เจค บางเรื่องมันควรอยู่แค่ในความคิด มันไม่ใช่เรื่องดีจนสามารถเล่าให้พี่โฬมฟังได้ ฉันเชื่อว่าเขาเองก็คงไม่ได้รู้สึกดีหรอก
ถ้าหากรู้ว่าการพนันที่ฉันเกลียด มันกำลังทำลายชีวิตของฉันให้ย่อยยับและกำลังจะดีหรือพัง ขึ้นอยู่กับความต้องการของท่านรณกร เจ้าหนี้ของพ่อ
“มันอาจดูงี่เง่าที่หนูเกลียดการพนันและคนเล่นพนัน” ฉันหลุบสายตามองน้ำเต้าหู้พลางใช้ช้อนคันเล็กๆ คนไปมา “นั่นเป็นเหตุผลที่หนูไม่ชอบการกระทำของพี่โฬม”
“...” เขาเงียบและไม่แตะขนมปังปิ้งที่ตัวเองชอบนักหนา กินคนเดียวจนหมดไปแล้วหนึ่งจาน
“อย่างว่านะคะคนแพ้ก็ควรยอมรับว่าแพ้” แต่แพ้ยังไงให้ภาระทุกอย่างมาตกอยู่ที่ครอบครัวหรือลูกสาวอย่างฉัน
“พี่ชอบพนันก็จริง แต่พี่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน” คำพูดแสนราบเรียบของพี่โฬมทำให้ฉันผละใบหน้าจากแก้วน้ำเต้าหู้ สบตากับเขาที่ก้มหน้าจิ้มขนมปังปิ้งกินหน้าตาเฉย “หนูอย่าเหมารวมว่านักพนันทุกคนจะต้องน่ารังเกียจ เพียงเพราะพ่อของหนูท่านจากไปเพราะเหตุผลนี้”
พี่โฬมพูดมันก็ถูกอีกนั่นแหละ ฉันมันงี่เง่าเอง แต่ว่า... มันฝังใจไปแล้วนี่นา “ถึงยังไงหนูก็ไม่ชอบอยู่ดี”
“พี่เข้าใจ”
“แต่หนูก็จะไม่มองนักพนันคนอื่น ด้วยสายตารังเกียจหรือเหยียดยามอีกต่อไปแล้วค่ะ” อย่างน้อยพี่โฬมก็สอนให้ฉันรู้จักแยกแยะนะว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบถูกมองแบบนั้น ฉันควรระงับความโกรธ ความเกลียดของตัวเอง ไม่เหมารวมว่านักพนันทุกคนจะต้องมีนิสัยเหมือนกับพ่อ พี่โฬมเองก็เป็นเซียนพนัน ทว่าการพนันของเขาก็ไม่เคยทำร้ายใครจริงๆ
“ตอนนั้นที่หนูร้องไห้ หนูคิดถึงพ่อใช่ไหม”
“เรียกว่าเป็นความคิดที่ไม่อยากจำมากกว่าค่ะ” เพราะพยายามลืมมันไปให้หมด สุดท้ายก็วนเวียนกลับมาฉายในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุผลนี้ถึงทำให้ฉันต้องเข้าพบจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา “หนูเกลียดพ่อ”
และเป็นความรักที่เคยมีให้เขามาก จนแปรเปลี่ยนไปนับตั้งแต่พ่อทิ้งภาระเอาไว้ให้แม่โขกสับฉันจนถึงปัจจุบันกำลังถูกขายให้กับเจ้าหนี้พ่อ เพื่อชดใช้หนี้จำนวนสิบล้านบาท
“ไม่มีใครต้องการหนู” คำพูดสุดท้ายแผ่วเบาจนฉันยกมือลูบไล้ใบหน้าตัวเองสองสามครั้ง “หนูควรกลับแล้ว”
“พี่ไม่รู้นะว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนู”
“...”
“นินิว” ครั้งแรกที่น้ำเสียงของพี่โฬมตอนเรียกชื่อฉัน มันเรียกร้องให้ฉันเงยหน้าสบตากับเขาอย่างเสียไม่ได้ และใช่ ฉันได้เห็นถึงสายตาคมที่จ้องมองมาอย่างจริงจัง “ทุกปัญหาที่หนูเจอ มันมีทางออกเสมอ”
ทางออกเหรอ? สำหรับคนอื่นน่ะมี แต่สำหรับหนูแม้แต่แสงสว่างตรงปลายอุโมงค์ หนูยังมองมันไม่เห็นด้วยซ้ำ
“หนูบอกไม่มีใครต้องการหนู จริงๆ แล้วมีนะ”
“ใครคะ”
“ตัวหนูไง” ชี้นิ้วมา หมายถึงตัวของฉันอย่างนั่นเหรอ... “ใครไม่เห็น แต่หนูเห็นตัวเองมาตลอดนี่”
รอยยิ้มตรงมุมปากของพี่โฬม ทำเอาตัวชาวาบไม่เว้นแม้แต่หัวใจ ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อว่าผู้ชายที่ถูกมองว่าเฟรนลี่ ฮอตและเจ้าชู้มากๆ เลื่องลือในคณะวิศวะ ว่า ‘โฬมวิศวะโยธา เข้าถึงยากมาก หากแต่ว่าถ้าเขาสนใจใครเขาจะเข้าหาคนๆ นั้นเอง’ ฉันไม่เชื่อคำพูดของเพื่อน ไม่เชื่อคำลือเหล่านั้น ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองหรอกนะ บางทีพี่โฬมอาจจะกำลังทำให้ฉันตายใจหรือเปล่า เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองการ
ถึงอย่างนั้น... ก็รู้สึกดีต่อให้เขาจะทำมันเพื่อหวังอะไรบางอย่างก็เถอะ พี่โฬมจะเจ้าชู้ เป็นเซียนพนัน ฉันก็ไม่อยากมองเขาเหมือนที่ผ่านมา เพียงเจอไม่กี่ครั้ง ได้ฟังคำพูดที่แลดูเหมือนปลอบประโลม ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองควรสู้ต่อไปใช่หรือเปล่านะ ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะต้องกลายเป็นเมียน้อยเมียเก็บของท่านรณกรก็ตามที
“ขอบคุณนะคะ” ขอบคุณที่อย่างน้อยในวันที่หนูไม่เหลือใครให้ระบายเรื่องที่อยากพูด พี่คือคนที่รับฟังและให้คำแนะนำเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าพี่จะรู้เรื่องทั้งหมดเพียงแค่ 1% ก็ตามที “หนูเข้าใจแล้ว”
[50%]
*----------------------------------------------------------------*
หนูเองก็ดีใจที่คนๆ นั้นคือพี่โฬม ฉันเลือกที่จะตอบคำถามนี้เอาไว้ในใจและหันมาจัดแจงข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองต่อ โดยมีเขานั่งกอดอยู่แบบนั้น“ปล่อยหนูได้ไหม หนูทำไม่ถนัด”“ไม่ปล่อยจนกว่าหนูจะเล่าเรื่องของหนูให้พี่ฟังทั้งหมด”“ก็ได้ค่ะ หนูจะเล่า แต่พี่โฬมต้องปล่อยหนูก่อน” บอกเขาน้ำเสียงเด็ดขาด แน่นอนว่าดูเหมือนจะไม่อยากทำตาม เขากลัวตัวเองจะไม่ได้ฟังเรื่องของฉันจำยอมขยับออกไปนั่งพิงขอบประตูชันเข่าข้างหนึ่งขึ้น มือทั้งสองกำชายกระโปรงชุดเดรสแน่น สบตากับพี่โฬมที่จ้องหน้าฉันเพื่อตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดยกเว้นที่ไม่เล่าและไม่มีวันเล่าก็คือเรื่องอาการป่วยของฉัน แค่ไม่อยากให้พี่โฬมต้องมองฉันเป็นผู้หญิงที่เอาแต่คิดมากกับเรื่องในอดีตจนกลายเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือใช้ชีวิตร่วมกับเขาครึ่งปีหลังจากนี้ แค่อยากให้พี่โฬมมองว่าฉันเป็นผู้หญิงปกติ ไม่ต้องกินยาวิตกกังวลหรือยานอนหลับเพื่อช่วยให้อาการเครียดเหล่านั้นถูกขจัดมลายหายไป“ผู้หญิงคนนั้น ตอนผับ LC มายั่วพี่”“จริงเหรอคะ!”“ไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นลูกติดพ่อเลี้ยงหนู ถึงว่าทำไมให้แม่หนูเปลี่ยนตัวหมั้น” ร้ายนักนะยัยเดือน!“พี่โฬมจะนอนกับใครก็ไ
Rome Game #12คู่หมั้นขัดดอก“ทีนี้หนูก็ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่นอนร่วมเตียงกับพี่”“เรื่องนั้นหนูรู้ แต่สัญญาของเราก่อนหน้านั้นพี่โฬมห้ามลืมด้วย”“หึ”ยังจะมายืนขำอีกนะ ฉันมองค้อนร่างสูงที่ขนกระเป๋าของฉันเข้ามาในห้องนอน แน่นอนว่าถ้าหากพี่เจคไม่ได้อยู่อีกห้องฉันจะขอนอนแยกทันทีอย่างเสียไม่ได้ ถึงจะสับสนและมึนงงอยู่กับเรื่องที่มันเกิดขึ้นแบบกะทันหัน ฉันจับพลัดจับผลูมาหมั้นกับพี่โฬมเป็นที่เรียบร้อย“หนูไม่รู้เหรอว่าหน้าที่ของคู่หมั้น มันมีอะไรบ้าง” พี่โฬมเดินต้อนฉันเข้ามาเรื่อยๆ จนขาสะดุดเข้ากับปลายเตียงจนเซล้มลงนั่ง พี่โฬมไม่รีรอที่จะโน้มตัวลงมาเอาแขนทั้งสองกักกันร่างฉันไม่ให้ขยับหนีไปไหน ลมหายใจอุ่นร้อนมีกลิ่นหอมเย็นจากบุหรี่ที่เขาสูบรดรินอยู่บนกลีบปาก ส่ายหน้าไปมาเพราะไม่รู้จริงๆ นี่นา “เอาไว้หลังดินเนอร์กับพ่อแม่พี่เสร็จ พี่จะบอก”“พี่โฬมสัญญากับหนูแล้วนะ” ยังไงก็ขอทวงสัญญาเรื่องนั้นก่อน ไม่ไว้ใจพี่โฬมสุดๆ พี่โฬมหื่นอะ!“พี่ไม่ได้ลืม พี่ทำตามสัญญา”“ขอบคุณค่ะ”“ตอนที่เราสัญญา เราสองคนยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ถูกไหม”“!”“ตอนนี้เป็นคู่หมั้นกันแล้ว พี่ลืมมันได้ใช่หรือเปล่า” ดวงตาของฉันเบิกกว้า
“ลาภิศเป็นลูกชายของเราเองค่ะ” แนะนำตัวพี่โฬมให้พวกเราทั้งหมดรู้จัก ท่านทั้งสองนอกจากจะรักกันมากแล้วยังมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายหน้าตาดีและเป็นคนเดียวที่ฉันพึ่งพาเขาได้เสมอ “ลาภิศเป็นลูกชายคนเล็กค่ะ คนโตชื่อรชต เขาปฏิเสธจะหมั้นหมายกับนินิว ลูกชายคนเล็กของเราก็เลยตกลงแทน”นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกันล่ะเนี่ย! ฉันตกใจจนอ้าปากค้าง ต่างจากพี่โฬมพอรู้ว่าฉันไม่ต้องไปหมั้นกับชายรุ่นพ่อและรู้ว่าตัวเองเป็นคู่หมั้นคนใหม่ของฉัน เขากลับอมยิ้มพลางจ้องมองฉันที่แต่งตัวสวยตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า รู้สึกอายเขาขึ้นมาเสียดื้อๆ“หนูสวยมากเลยนะวันนี้” คำชมของพี่โฬมทำให้คุณท่านทั้งสองลอบมองหน้ากันพลางยิ้มกริ่ม“คุณแม่คะ หนูขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิคะ” จู่ๆ เดือนก็สะกิดแม่ของฉันให้ลุกขึ้นตามออกไปจากห้องรับแขก ฉันไม่รู้หรอกนะว่าหล่อนมีแผนอะไรอีก ก็ช่างเถอะตอนนี้ฉันดีใจมากที่ได้เจอกับพี่โฬม มันโล่งใจยังไงบอกไม่ถูกเลย“พี่ลาภิศจะหมั้นกับหนูนะ นินิว” คุณหญิงภริตาลุกขึ้นเดินมาโอบไหล่ฉันเอาไว้หลวมๆ “แม่รู้ว่าหนูคงลำบากใจ พ่อเขาก็เลยมาปรึกษาแม่น่ะ จริงๆ พ่อเขาไม่ได้คิดจะหมั้นกับหนูเลยนะ แค่หาทางออกให้กับตัวเองแล้วก็หนู”“อีแ
Rome Game #11การหมั้นหมายเริ่มขึ้นและแล้วงานหมั้นก็มาถึง ฉันนั่งมองตัวเองในกระจกขณะนั่งแต่งหน้าจนสวยงามเหมาะกับงานมงคลที่กำลังจะเกิดขึ้น ทว่าสีหน้าของคนที่กำลังจะมีงานมงคลไม่ได้รู้สึกดีใจเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันปล่อยเส้นผมที่ดัดเป็นลอนใหญ่คลายตรงปลายผมและเหน็บข้างใบหู สวมชุดเดรสผ้าชีฟองพิมพ์ลายดอกไม้ เปิดไหล่อวดผิวขาวอมชมพูริ้วระบายราวกับเจ้าหญิงในนวนิยายชีวิต... มันไม่ได้สวยงามเหมือนในนิยายหรอก กว่าฉันจะแต่งหน้าตรงใต้ตาไม่ให้ดูหมองคล้ำก็ใช้เวลานาน เป็นเพราะตัวเองดันร้องไห้นับตั้งแต่เดินจากพี่โฬมมา เขาติดต่อหาฉันเป็นร้อยๆ สาย ส่งข้อความมาหาฉันอีกนับครั้งไม่ถ้วน ฉันแค่ไม่อยากให้เขาต้องเข้ามาวนเวียนในชีวิตจึงเลือกปิดเครื่องเพื่อยอมรับการตัดสินใจของตัวเอง เวลาผ่านไปฉันไม่ได้ไปเรียน ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนขนาดเพื่อนมาที่บ้านแม่ก็ไล่กลับไป เพราะต้องการให้ฉันเก็บตัวรอวันหมั้นที่มาถึงในเร็ววันเสมองข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกแพคเก็บลงกระเป๋าประมาณสามใบและกระเป๋าเป้อีกสองใบ มีสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เอามันไปด้วยนั่นก็คือรูปถ่ายของฉันกับพ่อหรือรูปครอบครัว ให้มันฝังอยู่ที่นี่เถอะ เพราะครึ่งปีต่อจากนี้ฉันจะ
ด้วยความหงุดหงิดเลยลุกขึ้นเดินหนีมันเข้ามาในห้อง ทิ้งตัวลงนอนคว่ำหยิบมือถือขึ้นมากดต่อสายหานินิว มันก็เหมือนเดิมจนผมกดเข้าไปที่แอพฯ กดดูรูปโปรไฟล์ของเธอที่สวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาว ปล่อยผมสยายผมแสกกลางเปิดรับใบหน้าเรียวสวยและเท้าคางให้เห็นโครงหน้าชัดๆ ปลายนิ้วโป้งของผมลากไล้บนรูปเธอและกดเข้าไปยังกล่องข้อความ แน่นอนว่านินิวไม่ได้เปิดอ่านมันแม้แต่อันเดียวLaphit : พี่เป็นห่วงหนู ตอบกลับพี่หน่อยนะ นินิวLaphit : หนูคุยกับพี่ได้ทุกเรื่อง เราจะมาแก้ปัญหานี้ด้วยกัน ขอแค่หนูรับสายพี่ผมรู้ว่าสุดท้ายนินิวไม่ตอบผมหรอก แค่อยากให้เธอรู้เอาไว้ว่าผมพร้อมเป็นที่พึ่งพิงให้เธอเสมอ... ไม่ยอมให้เธอหมั้นกับชายแก่คราวพ่อแน่ ครึ่งปีเชียวนะที่เธอต้องทรมานเป็นเมียเก็บเมียน้อยน่ะ ให้ตายยังไงผมก็ไม่ยอมเด็ดขาด! จะด้วยฐานะเหี้ยอะไรก็ช่างแม่ง ผมสนแค่นินิว แค่เธอคนเดียวเท่านั้นจริงๆคณะวิศวกรรมศาสตร์ เวลา 15.05 น.หลังเลิกเรียนผมก็เดินวนไปมาอยู่หน้าคณะวิศวะ เพราะรู้แค่ว่าเด็กวิศวะคอมฯ ใกล้เลิกคลาสตอนนี้ ดังนั้นมันเลยไม่ได้มีแค่ผมที่เดินวนไปมา มีไอ้เจคที่เอนตัวลงนอนบนขอบปูนทางขึ้นลงบันได เอามือสองข้างสอดใต้ท้ายทอยและ
“กูจะรอวันนั้น” รอยยิ้มของไอ้เกียร์ทำให้ผมแปลกใจมาก มันไม่เคยยิ้มแบบนี้มาก่อนเลย ยิ้มที่ฉีกกว้างซึ่งปกติยิ้มของมันจะเน้นไปที่กวนตีนเสียมากกว่า “หยาส่งข้อความมา กูไปรับเมียก่อนแล้วกัน”ไอ้เกียร์เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเดินสวนผมออกไปทางประตู หากแต่ว่ามันกลับชูนิ้วชี้ขึ้นและชี้หน้าผม “อะไร”“ในเมื่อติดต่อไม่ได้” ราวกับกำลังชี้ทางสว่างให้ผม “ถามเพื่อนน้องที่คณะ”จริงด้วย ผมลืมไปเสียสนิทว่านินิวมีกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนมด้วยนี่นา อย่างน้อยๆ เธอน่าจะติดต่อเพื่อนตัวเองบ้างล่ะนะ“อย่าใช้อารมณ์” ไอ้เกียร์ทิ้งท้ายพลางเอานิ้วชี้จิ้มขมับตัวเอง “ใช้ความคิด”“อือ”“สอนคนอื่นน่ะง่าย ทีเรื่องตัวเองดันยาก”“คนมันโมโหนี่หวา” ผมยืนเท้าเอวเสมองไปยังคนอื่นที่นั่งดื่มในโซนวีไอพี คงตกใจกับการกระทำของผมไม่มากก็น้อยละนะ ปกติโฬมคนเฟรนลี่ไม่เคยอารมณ์ร้อน ไม่เคยร้อนอกร้อนใจหรือกระวนกระวายแบบนี้มาก่อนในชีวิต ให้หลังไอ้เกียร์เดินไปผมก็ยืนระงับสติอารมณ์ของตัวเองให้ใจเย็นลงกว่านี้ ไม่เป็นไรโฬม พรุ่งนี้มึงไปถามเพื่อนน้องก็ได้นี่หวา“พี่โฬมคะ”กดล็อกรถเรียบร้อยเตรียมจะกลับห้อง เพราะวันนี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรทั้งนั้น หากแต่







