로그인ปากบอกว่าไม่ชอบไม่สนใจไม่ใช่สเปก แต่ก็ไม่ยอมให้หมาตัวไหนเข้าใกล้ ปากแซ่บที่หนึ่ง ไร้มารยาทที่สอง ทำดีกับคนทั้งโลกทำแย่กับเธอคนเดียว “ไหนบอกว่าไม่ชอบฉันไง” “ก็ไม่ได้ชอบ” “ไม่ได้ชอบแล้วให้สร้อยเกียร์กับฉันทำไม” เซฟ อายุ23ปี คณะวิศวกรรมเครื่องกล หล่อ เจ้าชู้ ปากแซ่บ ไร้มารยาท เรียนวิศวะเพราะการแต่งกายเท่ห์ดีหาได้สนใจการเรียนไม่ “ต้องกักขังเลยไหมถึงจะรู้ว่าคลั่งรักแค่ไหน” ข้าวเจ้า (ข้าวเน่า/ข้าวบูด/ยัยเฉิ่ม/ยัยแว่น) อายุ21ปี คณะบริหารธุรกิจ เฉิ่มแค่การแต่งกายไม่ชอบเซฟที่สุดในโลก ทุกวันพุธ ศุกร์ ต้องขึ้นไปสอนงานเซฟบนห้องส่วนตัว “นายแพ้ฉันทุกครั้งที่ฉันขึ้นขย่มหรือไม่จริง” “อยากให้เรียกพี่เซฟขาต้องทำไง” “ทำใจ” คิมฮานึล / Berlinzz
더 보기The neon buzz of the dive bar’s sign flickered above my head as I stepped inside, ducking slightly beneath the weathered doorframe. It smelled like stale beer, damp wood, and the kind of fried food that sinks into your clothes and doesn’t let go. One of those Portland staples—gritty, loud, unapologetically local. Exactly the kind of place Ophelia loved.
Me? I stuck out the second I walked in. High-waisted denim shorts, sun-bleached and a little frayed. A soft, cropped tank the color of ocean foam. Cowboy boots. No contour. No smoky eye. Just freckles scattered across tan skin like constellations from chasing too many sunrises in too many cities. My hair hung in loose, sun-lightened waves down my back, roots dark and untouched. I hadn’t worn anything else since California. Or maybe Utah. Honestly, I couldn’t remember. The music hadn’t started yet. Just the low hum of chatter, clinking glasses, and random bursts of laughter from the tables crowding the stage. There was a small platform tucked in the corner—cables everywhere, amps beat to hell, and a vintage mic stand that looked like it had stories to tell. On the drum kit, the words “No Name” were duct-taped in jagged black lettering. I smirked. No Name. Clever. I wove through the crowd and found a spot at the bar. My fingers dipped into the front pocket of my shorts, wrapping around my vape pen. I glanced around—no one watching—and took a soft pull. Sweet pine and lemon. Calming. Familiar. I tucked it away again like a secret and let my shoulders drop, finally able to breathe. This was normal for me—new place, unfamiliar faces, making space for myself where there wasn’t any. Van life had taught me how to belong without ever really fitting in. How to be a part of the moment without needing to explain myself. My phone buzzed in my hand. More notifications. I didn’t even check. I already knew the reel I posted this morning was going viral again—slow-motion shots of me harvesting sun-drenched weed in the fields, loose overalls, guitar strumming in the background. My followers ate that stuff up. Sometimes I still couldn’t believe how many people watched my life through a screen. Still no sign of Ophelia. I checked the time again. The girls next to me were taking selfies, giggling over cocktails that looked like melted popsicles. One of them gave me a slow once-over, like I was a misplaced accessory. I smiled politely and turned back to the bar, running a hand through my hair. I wasn’t trying to impress anyone tonight. I wasn’t trying to be seen. I just wanted to chill with my best friend, catch a live set, maybe get swept up in the kind of music that hit you in your chest and stayed there. My boots tapped along to whatever garage rock track was humming through the bar speakers. Just a habit. That’s when I saw him. Onstage, bent over his guitar, tuning with quiet focus. Thick, dark curls falling into his face. Broad shoulders. The kind of body that looked like it could throw an amp over one shoulder without breaking a sweat. He moved like he didn’t care who was watching—like the music was just for him. And then he looked up. Our eyes locked for half a second—maybe less—but it was enough. My breath caught, heartbeat stuttering just a little. And suddenly, I wasn’t thinking about how out of place I felt anymore.หลายปีต่อมาฟอดดด“ตั้งใจทำงานนะ^^” ฉันหอมแก้มสามีฟอดใหญ่ก่อนที่เราสองคนจะแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเองซึ่งโต๊ทำงานของฉันก็เพียงแค่อยู่นอกประตูเท่านั้นที่จริงเคยนั่งอยู่ในห้องเดียวกันแล้วแหละแต่ตัดสินใจย้ายไปนั่งข้างนอกแทนก็จะอะไรซะอีกล่ะหมอนั่งอยู่ด้วยกันไอหื่นกามนี่ก็เล่นจับฉันกดเช้ากดเย็นจนงานการล่าช้าไปหมดสุดท้ายฉันเลยตัดสินใจที่จะย้ายโต๊ะออกมาข้างนอกแทนบ้ากามจริงๆสามีใครก็ไม่รู้“สวัสดีครับพี่ข้าว”“อ่าวหวัดดี” ฉันมองพนักงานใหม่ที่พึ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงสัปดาห์ร่างสูงส่งยิ้มให้กับพร้อมกับวางกล่องขนมลงตรงหน้าฉัน“ทานให้อร่อยนะครับ^^”“อะเอ่อ..ขอบใจนะ” ฉันพูดอย่างเกร็งๆคือทุกคนในบริษัทต่างรู้ว่าฉันกับเซฟเราสองคนเป็นสามีภรรยากันแต่สำหรับน้องคนนี้คงยังไม่รู้สินะแกร้กฉันมองเซฟที่เปิดประตูออกมาได้จังหวะพอดีใบหน้าหล่อจ้องอีกฝ่ายอย่างไม่เป็นมิตรทันทีฉันพึ่งจะออกมาแท้ๆเขาจะออกมาทำไมเนี่ย“สวัสดีครับท่านประธาน”“มาทำอะไร”“เอาขนมมาให้พี่ข้าวเจ้าครับ^^”“จะจีบ?”“อะเอ่อจะว่างั้นก็ได้ครับ^^” ฉันได้แต่ยืนเหงื่อแตกพลั่กๆหนูลูกพึ่งมาทำงานแท้ๆจะโดนตาบ้านั่นไล่ออกมั้ยเนี่ยนิสัยหวงเมียใครๆก็รู้
2ปีต่อมาฉันกลายเป็นนักศึกษาปี4และที่สำคัญคือ…ฉันเรียนจบแล้วจ้าา!! ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันรับปริญญาฉันเองแหละทุกคน>“ยินดีด้วยนะลูก”“ยินดีกับเกียรตินิยมอันดับ1ด้วยนะลูกสะใภ้” ฉันรับช่อดอกไม้มาด้วยความเขินอาย2ปีที่ผ่านมาฉันได้รับความรักจากพวกท่านทั้งสองเยอะมากๆพวกท่านเอ็นดูฉันสุดๆเดี๋ยวก็พาไปอวดคนนั้นคนนี้อ๊ะจริงสิฉันน่ะไม่ได้เป็นสาวเฉิ่มแล้วนะแว่นตาก็ไม่ได้ใส่แล้วเหตุเพราะฉันเองก็อยากปรับตัวให้เข้ากับเซฟด้วยเช่นกันแม้ว่าเจ้าตัวจะย้ำนักย้ำหนาว่าไม่เป็นไรแต่ที่ฉันปรับเปลี่ยนตัวเองมันไม่ใช่เพื่อคนอื่นแต่ก็เพื่อตัวฉันเองด้วยเช่นกันความจริงแล้วตาบ้านั่นก็แค่หึงน่ะเพราะฉันน่ะมันเป็นสาวสวยนี่“ยินดีด้วยนะข้าว” ฉันยิ้มรับอ้อมกอดจากป้าซึ่งก็ลาออกจากงานแม่บ้านแล้วแต่ก็ยังอยู่บ้านเหมือนเดิมไม่ได้ย้ายไปไหนเพราะพ่อกับแม่บอกว่าป้าได้เข้ามาเป็นครอบครัวด้วยตั้งแต่วันที่ฉันกับเซฟหมั้นกันแล้วแต่ป้าก็มักจะทำงานตามที่เคยทำแม้จะน้อยลงก็ตามที“น่าเสียดายนะที่ตาเซฟไม่ได้อยู่ด้วย” คุณแม่เอ่ยขึ้นพูดแล้วก็เศร้าเพราะหลังจากท่ีเซฟเรียนจบเขาก็เข้าทำงานที่บริษัทเพื่อเรียนรู้งานและตอนนี้ก็ทำงานอยู่สาขาต่างประเทศได
หลังเลิกเรียนฉันก็กลับมาบ้านน่าตกใจตรงที่พอฉันกลับมาถึงพ่อกับแม่ของเซฟก็เรียกฉันไปคุยทันทีพวกท่านขอโทษฉันที่ทำให้ฉันต้องเจอกับเหตุการณ์แย่ๆในมหาลัยและบอกว่าเรื่องของนิต้าพวกท่านจะจัดการให้เองซึ่งฉันก็ได้แต่เอ่ยขอบคุณไปRrrr“อ๊ะเซฟ” ฉันยิ้มออกมาด้วยความดีใจเมื่อเซฟโทรเข้ามา“เซฟ!”(เอ่อไม่ใช่ไอเซฟหรอกพวกพี่เป็นเพื่อนมันเอง) ฉันชะงักไป“อ่าค่ะ..”(ไอเซฟมันเป็นไข้จนน่าจะกลับบ้านไม่ไหวแล้วน่ะน้องช่วยมารับมันหน่อยได้ไหม?) ฉันเบิกตาโตทันทีทั้งๆที่บอกแล้วว่าให้กลับมานอนพักก่อนแต่เซฟก็ยังดื้อดึงบอกงานใกล้เสร็จแล้วอยู่นั่น“ได้ค่ะจะรีบไปเลยค่ะ!” ฉันพูดก่อนจะตัดสายและรีบนั่งแท็กซี่ไปมหาลัยทันทีนี่เป็นครั้งแรกเลยแหะที่มามหาลัยช่วงกลางคืนบรรยากาศน่าขนลุกชะมัด“สวัสดีค่ะ” ฉันเอ่ยทักทายพวกเพื่อนๆของเซฟอย่างเกร็งๆกลิ่นน้ำมันเครื่องพุ่งออกมาจนฉันย่นจมูกสภาพแต่ละคนก็เปรอะเปื้อนไปหมดพวกพี่ๆเขาพอเห็นฉันก็ตกใจทันทีอ่าพวกเขาคงไม่ชินกับที่ฉันไม่ใส่แว่นรึเปล่านะ แล้วก็พอรู้ว่าจะมาเจอเพื่อนๆเขาฉันก็แอบแต่งหน้ามาเล็กน้อยด้วยก็นะมาหน้าสดๆก็เขินอยู่“มันนอนตายอยู่นู่นน่ะ”“เอ้าไอเวรไปแช่งเพื่อนอีก..มันแค่นอนห
เซฟ PARTปรื๊ดด!!“เวรเอ้ย” ผมสถบออกมาเมื่อจู่ๆก็มีใครไม่รู้มาตัดหน้ารถผมถ้าตีนไม่ไวมีหวังร่างแหลกไปแล้ว“นิต้า?” ผมขมวดคิ้วเป็นเธอนั่นเองที่กระโดดมาตัดหน้ารถผม“ไม่อยากเจอเลยว่ะแม่ง” ผมสถบในใจกะจะรีบไปคุยกับข้าวเจ้าแท้ๆ“อะไรของเธออีก” ผมลดกระจกลงพร้อมกับเอ่ยถาม“นิต้ามีเรื่องจะคุย”“พูดมา”“ตรงนี้น่ะหรอ” เวรเอ้ยลืมไปเลยว่าอยู่กลางถนน“ขึ้นมา” สุดท้ายผมก็ต้องให้นิต้าขึ้นมาบนรถสงสัยต้องขายรถนี้ทิ้งซะแล้วสิ“สีหน้าดูไม่ดีเลยนะไม่สบายหรอ”“ไม่ต้องมายุ่ง” ผมตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์และหันมาตั้งใจขับรถแทนไว้เดี๋ยวค่อยปล่อยเธอลงก่อนถึงมหาลัยก็ได้“จะคุยอะไรก็รีบๆพูดมา” ทั้งๆที่บอกว่ามีเรื่องจะคุยแต่ก็เอาแต่นั่งเงียบอยู่ได้ผู้หญิงมันเป็นงี้หมดทุกคนเลยรึไงกันชอบยั่วให้โมโหอยู่ได้วันนี้สภาพร่างกายก็ไม่ดีสุดทั้งปวดหัวตัวร้อนจนแม่บอกให้พักผ่อนแต่เพราะผมต้องรีบทำโปรเจคจบให้เสร็จคืนนี้เพื่อที่พรุ่งนี้ที่เป็นวันเกิดผมจะได้ใช้เวลาอยู่กับข้าวเจ้าทั้งวัน“นี่นายจะให้ผู้หญิงแบบนั้นมาอยู่ข้างกายนายจริงๆหรอ?” ผมขมวดคิ้วทันทีเปิดปากพูดออกมาก็ไม่เข้าหูสักนิด“แบบนั้นมันแบบไหน”“ก็ยัยนั่นทั้งขี้เหร่ฐานะก็ไม่
เซฟ PART“เห้ยไอเซฟนี่เรื่องจริงอ๋อวะ” ผมมองเพื่อนที่เดินเข้ามาถามคำถามพร้อมกับยื่นอะไรบางอย่างให้ผมดู“เหี้ยไรเนี่ย?” ผมสถบออกมามองภาพของข้าวเจ้าที่โดนพาดหัวข่าวอย่างหยาบคายบ้างก็ว่าเธอแรดบ้างร่านบ้างแอ๊บใสซื่อบ้างแถมยังภาพแอบถ่ายรูปตอนที่เธออยู่กับผมรวมถึงภาพที่เธออยู่กับผู้ชายคนอื่นๆอีก“จริงป่ะ
“อึกอือออ”“อย่ากลั้นเสียง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอกกับฉันยามที่นิ้วของเขากำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในตัวของฉันเสียงลามกดังขึ้นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกอับอายเป็นเพราะใบหน้าหล่อๆ ของเขาแท้ๆ ทำให้ฉันสติหลุดจนขาดการยับยั้งจิตใจ
“แฮ่ก แฮ่ก” ฉันวิ่งตรงมายังคณะก่อนจะมายืนหอบแฮ่กๆเหมือนหมาขาดน้ำ“เป็นอะไรรึเปล่าครับน้อง?” ฉันเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นเงาสูงใหญ่ค้ำหัวอยู่มองใบหน้าหล่อของคนที่ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้คุยกันได้เพราะเขาเป็นถึงรุ่นพี่แ
“วันนี้ไม่ได้ใส่แว่นนิครับ?” พี่มอสหันกลับมาทักทายฉันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม“พอดีแว่นพังน่ะค่ะ” ฉันเอ่ยตอบแต่ในใจยังคงรู้สึกตะหงิดใจแปลกๆกับท่าทีที่พี่มอสมองผู้หญิงคนนั้น“ว่าแต่พี่มอสมาได้ยังไงคะ?” ฉันเอ่ยถามมองร่างสูงที่เดินมานั่งข้างฉันเงียบๆ“พี่เห็นข้อความเราน่ะเลยคิดว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อน” คำตอบ