เข้าสู่ระบบเอ็มมองดูการแต่งตัวของเอส บวกกับเขาเองก็รู้ว่าเอาไม่มีปัญญาผ่อนรถราคาถูกที่สุดของร้านนี้ เขาจึงมั่นใจว่าจะทำให้เอาเดือดร้อน และ ให้น้องพนักงานสุดสวยมารับใช้คนเพื่อแลกกับการได้ทำงานต่อ ได้ประโยชน์ทั้งสองทาง
“พาผมไปดูรถหน่อยครับ" “เชิญทางนี้ค่ะ” พนักงานสาวที่พวกนั้นเรียกมาเดินนำทางไปทางด้านใน เป็นที่จอดรถราคาถูกที่สุดในร้าน เพราะลูกค้าส่วนให้ชอบมากัน “ไปก่อนนะไอ้กระจอก ดูจากหน้าแกแล้วคงไม่มีปัญญาใช่ไหม" “ไปกันเถอะพี่เอ็ม อย่าเสียเวลากับคนแบบนี้เลย" ทั้งสองคนเดินควงแขนกันเข้าไป ตอนนี้คนที่เหลือคือเอสกับ มินนี่ เธอดูไม่จืดเลย สีหน้ากังวลสุดขีด ดูเหมือนจะทำให้เธอรู้สึกไม่ดีแล้วสิ ทั้งที่อยากมาอุดหนุนแบบปกติ ไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ “ขอโทษนะ เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงของเอสทำให้เธอคืนจากความคิดตัวเอง ก่อนจะหันมามองเอสด้วยสีหน้างุนงงสงสัย “พี่เอส...ออกไปจากร้านก่อนนะ เดี๋ยวฉันจัดการที่นี่เอง อย่าทำให้อนาคตของพี่ต้องหยุดที่นี่เลย” เธอกลัวว่าถ้าเกิดเรื่อง เอสจะไม่มีงานทำตลอดชีวิต เพราะสังคมยุคนี้มันยากมาก เธอยังมีครอบครัวช่วยเหลือ แต่เอสไม่มีใคร “มินนี่...เชื่อใจพี่นะ วันนี้พี่มาซื้อรถจริง ๆ ดูนี้สิ” เขายกมือถือขึ้นมาให้เธอดู แสดงความคิดเห็นก่อนหน้าให้เธอเห็น ทำเอามินนี่ยืนมองอย่างสงสัย “เป็นพี่เองเหรอ...แต่ว่ารถที่นี่แพงนะพี่จะซื้อไหวหรอ” “ไหว...นำทางพี่ไปสิ” มินนี่แม้จะไม่ค่อยมั่นใจเต็มร้อย แต่ก็ยังพาเอสเดินเข้าไป จนมาถึงข้างในก็เห็นพวกสองคนนั่งยิ้มบนเก้าอี้รับรอง โดยมีผู้จัดการมาให้บริการด้วยตนเอง “นี้เหรอคนที่พวกคุณพูดถึง ดูแล้วไม่น่ามีเงิน เธอพาเข้ามาได้ไง” ผู้จัดการวัยห้าสิบพอเห็นหน้าเอสก็ตำหนิมินนี่ทันที ก่อนจะหยิบกระดาษสัญญาขึ้นมาให้เธอ “ถ้ามันมีปัญญาซื้อก็ทำสัญญาตอนนี้เลย เพราะลูกค้าท่านนั้นทำเสร็จไปแล้ว ตอนนี้ทั้งสองตกลงผ่อนรถของร้านเราเป็นที่เรียบร้อย แถมยังผ่อนแค่ 20 ปี” พอเห็นสัญญาอีกฉบับที่ทั้งสองคนถือไว้ในมือ มินนี่ก็รู้สึกว่าตัวเธอแพ้ไปแล้ว แต่เอสดันหยิบสัญญาในมือของเธอไป เขาเห็นใบหน้าหวานของเธอกำลังหม่นหมองแล้วรู้สึกไม่ดี “ผมอยากได้รถราคา 300 ล้าน พอจะมีหรือเปล่า?” เอาถามผู้จัดการต่อหน้า ก่อนที่พวกเขาจะหัวเราะเยาะเขา แม้แต่มินนี่ยังไม่เชื่อว่าเขาจะมีเงินถึงขนาดนั้น ถ้าผ่อนก็ต้องหลายปี โดยเฉพาะคนที่เงินเดือนไม่พอก็ผ่อนไม่ได้ “พี่เอสทำอะไร หรือมาก่อกวนหนูจริง ๆ เหรอ” เอสมองดูสีหน้าสิ้นหวังของเธอยามที่มองเขา ดวงตาทั้งสองแวววับด้วยน้ำใส ๆ เธอไม่อยากเชื่อว่าเขาจะทำแบบนี้กับเธอ “ก็บอกแล้วว่าเธอโดนหลอก คราวนี้เชื่อหรือยังว่าฉันพูดถูก” วิภาดาเห็นเรื่องราวเป็นแบบนี้จึงพูดด้วยความมั่นใจ แถมยังดูถูกเอสด้วยสีหน้าของเธอ ตอนนี้เขาเหมือนเป็นผู้ร้ายที่ทำให้เธอเสียใจ เพราะงานนี้กว่าจะได้มาไม่ง่ายเลยจริง ๆ “ฉันไม่ได้จ่ายผ่อนนะ ฉันจ่ายเงินสด” คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบ มีแค่เสียงสะอื้นของมินนี่ที่ดังข้าง ตอนนี้เธอตาแดงก่ำ ยิ่งแก้มนวลขาวยิ่งเห็นใบหน้าสีเชอรี่ของเธอชัดเจน เธอใช้มือเรียวปาดน้ำตาที่เกาะติดแพขนตางอนให้หลุดออก แล้วรวบรวมสติกลับมา มือเรียวสวยยืนไปตรงหน้าของเอส ใบหน้าตอนนี้เหมือนเด็กน้อยที่ถูกเบี้ยวนัด “เอาบัตรมาก่อนค่ะ ไม่งั้นหนูไม่เชื่ออีกแล้ว” “ได้สิ...เอานี้ไป” เอสเอาให้เธออย่างว่าง่าย เพราะเคยเห็นสีหน้าแบบนี้ตอนที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเขาเบี้ยวนัดไปดูหนังกับเธอ เพราะเรื่องของวิภาดา ทำให้เธอโกรธมาก แม้ตอนนั้นจะไม่คิดอะไรก็เถอะ แต่ยังรู้สึกผิดถึงตอนนี้เลย “นี่...เธอยังคิดว่าบัตรกระจอกจะมีเงินถึง 300 ล้าน เหรอ เธอนี่โง่จริง ๆ" เมื่อเห็นบัตรสีดำ กับตัวหนังสือสีทอง เขาไม่คุ้นเท่าไหร่ และคิดว่าคงเป็นบัตรของคนจนทำกัน “ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวเราจะตรวจสอบและ จัดการพวกนี้ให้เด็ดขาด ส่วนพนักงานคนนี้ก็แล้วแต่คุณลูกค้าจะเห็นสมควรเลยครับ” “ดีมาก...รียตรวจสอบเลย” เอ็มยิ้มกรุ่มกริ่มพร้อมกับมองมินนี่ด้วยสายตาหยาดเยิ้ม จนเธอต้องเอาตัวมาบังคับเอวเอาไว้ก่อน เขารู้สึกแล้วว่าคนพวกนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องโดนสั่งสอนให้รู้จักสำนึกเสียบ้างแล้ว “เอาบัตรไปตรวจสิ” ผู้จัดการหยิบบัตรนั้นมา ก่อนจะให้พนักงานอีกคนตรวจสอบ สีหน้าดูไม่ตื่นเต้นบงบอกว่าเขารู้วมันไม่ใช่บัตร ธนาคารที่วิเศษอะไร แม้แต่รายละเอียดในบัตรเขายังไม่ดู ระหว่างนั้นเอสจับมือนุ่มนิ่มของมินนี่เอาไว้ เธอหน้าแดงเล็กน้อยคงเพราะอากาศร้อนแน่ ๆ เขาทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้เธอกังวลมากเกินไป “เชื่อพี่สิ พี่ไม่เคยโกหกใช่ไหม" “เหรอค่ะ...พี่คงลืมไปแล้วว่าผิดนัดหนูกี่ครั้ง” เอสพูดต่อไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นเขาเป็นอย่างที่เธอพูด ดูเหมือนมินนี่จะเข้าสู่โหมดดื้อแล้วสิ ‘ไม่น่าพูดเลย’ แต่ไม่รู้ส่าคิดไปเองหรือเปล่าดูเหมือนเธอจะกุมมือเอสเอาไว้แน่น แถมยังแอบยิ้มด้วย ถ้าคนอื่นเห็นคงคิดว่าเธอคิดอะไรแน่ ๆ โดยเฉพาะแฟนเธอ “เรื่องที่แล้วมาก็ให้ผ่านไปเถอะ...ถ้าย้อนเวลาไปได้พี่จะไม่ผิดนัดเราแน่นอน" “ให้จริงเถอะ...ตอนนี้ยังไม่สายนะคะ” “หมายถึงอะไรเหรอ...ไม่สายเนี่ย” เธอพูดไปยิ้มไป จะแจกความน่ารักไปถึงไหนเนี่ย คนยิ่งอ่อนไหวอยู่ด้วย “หวานกันไปเถอะ เดี๋ยวก็รู้ว่าชีวิตมันขม” ทั้งสองคนทำให้วิภาดาไม่พอใจ เธอคงจะหวงก้าง ไม่อยากให้ใครทำแบบนี้ต่อหน้า โดยเฉพาะแฟนเก่า “จะขมหรือหวาน ดิฉันก็จะกลืนลงไปเองค่ะ" เอสรีบหันมามองหน้าเธอทันที ไม่คิดว่าเธอจะร้ายขนาดนี้ กล้าต่อปากต่อคำกับวิภาดาตั้งแต่เมื่อไหร่ สมัยเรียนเธอไม่เป็นแบบนี้นะ ไหนจะท่าทางเหมือนผู้ชนะอีก เธอคิดอะไรอยู่ไม่เข้าใจ “แก...นังนี่...กล้ามากนะ" คนถูกยั่วจะเข้ามากระชากตบใบหน้าสวย ๆ ของเธอให้ได้ แต่ถูกเอ็มห้ามไว้ “เป็นอะไร หรือยังหวงก้างอยู่อีกเหรอ คนแบบนั้นยังหวงได้...เธอนี่มัน...” วิภาดารีบเข้ามาโอบแขนใหญ่ของเอ็ม พร้อมกับใช้เต้าถูไปมาจนเขาใจอ่อน “ดาไม่หวงหรอกค่ะ คนแบบนั้นมีคนเดียวในโลกดาก็ไม่สนค่ะ” “ให้มันจริงเถอะ...เดี๋ยวพี่จะทำใึมันตกต่ำที่สุด" “ดาก็อยากเห็นเหมืแนกัน" คำพูดพวกนั้นเหมือนส่งผ่านมาถึงเอส เพราะแรงบีบมือของมินนี่ที่แรงมาก ๆ แม้เธอจะทำหน้านิ่งก็ตาม “คุยกันมากพอแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องจัดการแล้ว...แต่เอ๊ะนั้นมันผู้จัดการสาขาไม่ใช่เหรอ คราวนี้แกจบแล้ว" มินนี่หันไปมองก็เห็นผู้จัดการสาขาเดินเข้ามา ท่าทางร้อนรนมากทำให้เธอใจคอไม่ดี ก่อนจะหันไปมองหน้าเอวอีกครั้ง เขาไม่ตกใจ หรือหวาดกลัวอะไรเลย ทำให้เธออยากเชื่อเขาสักครั้ง แม้จะแย่ก็ตาม อย่างน้อยขอแค่ได้อยู่ข้างเขา เธอรีบตรงไปหาผู้จัดการสาขาผู้เป็นลุงของเธออย่างรีบร้อน ก่อนจะก้มหัวขอโทษ “คุณลุงค่ะ เรื่องนี้ฉันผิดเองค่ะ” “เขาเป็นลูกค้าของเธอเหรอมินนี่?” “ใช่ค่ะ” เธอคิดว่าอย่างน้อยลุงน่าจะไม่เอาเรื่องให้ใหญ่โต แต่อาจจะลงโทษเล็กน้อย แม้เธอจะถูกตำหนิก็คงไม่เป็นไร “ผูจัดการใหญ่ครับ หมอนี้คือลูกค้าที่พนักงานคนนี้พาเข้ามา แม้จะมีคนบอกว่าเขาเป็นพวกหลอกลวงเธอก็ไม่ฟัง แม้ผมจะเตือนเธอแล้วแต่ก็ยังดื้ออีก หวังว่าผู้จัดการใหญ่จะจัดการให้ถึงที่สุดนะครับ" ผู้จัดการแผนกการขายพูดขึ้น พร้อมโยนทุกอย่างให้มินนี่ เพราะนี้เป็นโอกาสจัดการกับเธอ ทว่าเขารู้สึกเจ็บแปลบที่แก้มขวา ก่อนที่จะหงายหลังไปเพราะหลังแหวนของผู้จัดการใหญ่ “โอ็ย" เขาร้องออกมาก่อนที่จะถูกสองคนนั้นพยุงให้ลุกขึ้น เขาใช้มือลูบตรงมุมปากมีเลือดออกมา ก่อนจะทรุดตัวนั่งคุกเข่า “ผู้จัดการ ผมทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ถ้าเกิดว่าเป็นเรื่องของพนักงานคนนี้กก็ขอโทษด้วย" เขาก้มหน้ารู้สึกปิด เพราะถ้าล่วงเกินผู้จัดการใหญ่ต่อให้ตัวเขาจะถูก มันก็ผิดอยู่ดี ทุกคนต่างทึ่งกับเหตุการณ์ตรงหน้า ไม่คิดว่าผู้จัดการจะปกป้องหลานตัวเองถึงขั้นนี้ “คุณทำเกินไปนะครับ วันนี้ผมมาซื้อรถที่ร้านของคุณ และ ผู้จัดการคนนี้ก็ต้อนรับผมอย่างดี แต่คุณทำแบบนี้เพราะปกป้องหลานตัวเอง ดี...คราวนี้ผมจะรายงานคุณ ดูสิว่ายังจะกล้าอีกไหม” ดูเหมือนความในใจของผู้จัดการแผนกการขายจะถูกเอ็มพูดออกไปหมดแล้ว คราวนี้เขาคิดว่าต้องล้มผู้จัดการใหญ่แล้วขึ้นแทนให้ได้ “เหรอ...อยากรู้ไหมเพราะอะไร" เขาพูดก่อนจะเดินมาหาเอสที่ยืนมองเรื่องสนุกอยู่ตรงหน้าก่อนจะก้มศีรษะลงมาระดับหนึ่ง “ขอโทษที่ไม่ได้มาต้อนรับด้วยตัวเองนะครับ” “ไม่ต้อง ๆ ตามสบายเถอะผมแค่ไม่อยากยุ่งยากเท่านั้นเอง” เอสพูดจบผู้จัดการใหญ่ที่สีหน้าเคร่งเครียดก็ผ่อนคลาย เพราะถ้าหากให้คนระดับนี้ตำหนิเกรงว่างานนี้เขาคงไม่ได้ทำอีกแล้ว พอรู้ว่าหลานสาวตัวเองเป็นคนพาเข้ามาก็ยิ่งดีใจขึ้นกว่าเดิม “เป็นบ้ากันไปหมดแล้วใช่ไหมเนี่ย ก้มหัวให้ไอ้กระจอกแบบนั้นเหรอ สงสัยพวกแกจะบ้าไปแล้ว ฮ่า ๆ” “ถ้างั้นจะเปิดตาให้สว่างเอง ดูบัตรนี้ให้ดี รู้ใช่ไหมว่าธนาคาร BKAS ยิ่งใหญ่แค่ไหน” พอทุกคนมองดูชื่อธนาคารเท่านั้นแหละ ตาโตเป็นไข่ห่านกันเลยทีเดียว “แล้วธนาคารนี้มันเกี่ยวอะไรครับ” ผู้จัดการที่นักคุกเข่าถามขึ้น เพราะรู้จักธนาคารนี้กันอยู่แล้ว แต่ใครก็เปิดบัญชีได้ไม่ใช่เหรอ “ถามได้ดี...นี้คือบัตรวีไอพีของธนาคาร ได้ตรวจสอบแล้วว่ามีเงิน 300ล้านจริง คราวนี้เข้าใจหรือยัง” เหมือนว่าทั้งสี่คนจะเป็นลมจับตอนนั้นเลย ต่างพากันยืนแทบไม่ไหว “ไม่จริง...เขาจะมีเงินเยอะขนาดนี้นได้ไง ฉันไม่เชื่อหรอก” “เกิดเรื่องแลบนี้ได้ไง...คุณเอสใช่ไหมคะ ดิฉันขอโทษที่ไม่รู้จักคุณ ตอนนี้ฉันยินดีให้บริการคุณเองค่ะ” พนักงานคนแรกที่เมินเขาคุกเข่าเข้ามาขอโอกาส แต่ตอนนี้มันสายไปแล้ว ทว่าวิภาดาที่เหมือนจะสิ้นหวังกลับทำหน้าดีใจขึ้นมา “เอสค่ะ...ฉันขอโทษ...ฉันไม่ได้เต็มใจทำแบบนี้เลยนะ" เธอเข้ามาเกาะแขนเขาเอาไว้ แต่ก็ถูกปัดออกทันที คนอย่างเขาไม่ใช่ของตาย และไม่โง่ด้วย “ตอนนี้คุณเอสจะจัดการยังไงบอกผมด้วยครับ” “จัดการตามสมควรเลยครับ” ทันทีที่พูดจบ รปภ ก็ลากตัวทั้งสี่คนออกไปทันที ก่อนที่เอสจะขอให้ มินนี่พาไปดูรถ ทว่าตอนนี้เธอกลับไม่รู้สึกดีใจสักนิดเดียว แม้จะยินดีที่เขามีเงิน แต่ไม่รู้ว่าได้มาด้วยความสุจริตหรือเปล่า เธอกลัวว่าเขาจะเข้าสู่ด้านมืด “มานี้ มาคุยกันก่อน" มินนี่ดึงแขนเขาออกมาคุยกันหลังร้านทันที เธอต้องการคำอธิบาย “นั้นลูกค้าวีวีไอพีนะ อย่าทำให้เขาไม่พอใจสิ" ผู้จัดการใหญ่ได้แต่ร้องตามพลางปาดเหงื่อที่ผุดออกมา เพราะกังวลจนแทบลืมหายใจ ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดกับตัวเอง แถมหลานสาวยังไม่ให้เกียรติลูกค้าแบบนี้อีก เธอผลักเขาเข้ากำแพงพร้อมกับยืนจ้องหน้า เธอยืนกอดอกมองเอสก่อนจะเอ่ยถาม “พี่เอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ...หรือค้า..." เสียงของเธอหายไปทันทีเพราะถูกปิดเอาไว้ เธอตัวแข็งทื่อราวกับก้อนหินเมื่อริมฝีปากถูกบดขยี้ พร้อมหลับตาพริ้มรับความรู้สึกแปลกใหม่ ลมหายใจร้อนพัดผ่านแก้มนวลแดงสวย มันเกิดขึ้นเร็วมาก จนตั้งสติไม่อยู่ และเธอก็เคลิ้มตามเขาไปจนได้เมื่อตัวเต็งอย่างกลุ่มอีลิท กับชิปประมวลสุดล้ำของพวกเขา กลายเป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น ทำให้ค่ำคืนนี้ยังคงเป็นบริษัทใหญ่จากตะวันตก และ เอเชียที่เป็นจุดเด่นเช่นเคยผู้คนในงานพูดคุยกันหนาหูว่า ชิปที่ล้ำหน้าแบบนั้นคงต้องรอใช้อีกร้อยปี ไม่มีทางจะสามารถผลิตให้สำเร็จได้ แน่นอนว่าเทคโนโลยีของพวกเขาก็คงเป็นอย่างนั้นเอสนั่งยิ้มมุมปากเมื่อยาหยีที่นั่งดูถ่ายทอดสดร้องอุทานขึ้นมา สีหน้าหวานตกใจไม่น้อยทุกคนจึงรู้ว่าตอนนี้กลุ่มอีลิทไปไม่รอดแล้ว แถมยังกลายเป็นตัวตลกที่คนทั้งโลกหัวเราะเยาะพวกสาว ๆ นั่งยิ้มหวานพูดคุยกันเรื่องนี้ และ เดาได้ว่าทุกอย่างต้องเป็นฝีมือของเอส เขาก็ไม่ได้ปกปิดอะไร เมื่อพวกเธออยากรู้เขาก็จะบอก"ก็แค่คุยกับนักวิศวกรพวกนั้นก่อน จากนั้นให้พวกเขาผลิตชิปคุณภาพต่ำ และ ให้ใช้ชิปคุณภาพสูงในการทดสอบ ทำให้พวกเขาติดว่าสามารถผลิตชิปรุ่นนั้นได้จริง ๆ ที่เหลือก็อย่างที่ทุกคนรู้"เขาพูดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง พลางมองดูคลื่นริมทะเลอย่างสบายใจ"แต่ว่าชิปของเราก็ไม่ใช่ระดับต่ำเหรอ" ยาหยีเอ่ยถามด้วยความสงสัย"ของเราเหรอ อาจจะเรียกว่าต่ำก็ได้ แต่ว่านะ...ก็น่าจะทำให้ผู้คนสนใจไม่น้อย""หมายความว่าไงเ
พิธีกรร่างสูงโปร่ง ยืนอยู่บนเวทีใหญ่ ท่ามกลางผู้คนนับพันที่เข้ามาเป็นสักขีพยานในงานเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโฉมโลกให้ต่างไปจากเดิมงานนี้จัดขึ้นทุกปี มีบริษัทหลายแห่งทั่วโลกเข้าร่วม เพราะงานนี้จะช่วยทำให้เจ้าของบริษัทพบกับโอกาสมากมาย จากทั่วทุกมุมโลก เป็นเหมือนเวทีแจ้งเกิดของพวกเขาคืนนี้มีคนเข้าร่วมเยอะกว่าทุกปี เพราะข่าวของกลุ่มอีลิททำให้มีคนสนใจ อยากรู้ว่าหน้าตาของชิปมือถือที่จะเปลี่ยนโลกจะเป็นแบบไหนกลุ่มอีลิทจากประเทศไทยมีเพียงคนเดียวที่เป็นตัวแทน เขานั่งอยู่แถวหน้าข้าง ๆ หนึ่งในห้าตัวแทนระดับโลกของกลุ่มอีลิท ประกบคู่กับประธานบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ ทั้งเอเชีย และ ยุโรปการที่จะได้ที่นั่งติดกันกับคนของกลุ่มอีลิทคืนนี้ พวกเขาได้ทุ่มเงินไปเยอะพอสมควรพวกเขาสนทนากันเรื่องธุรกิจ ไม่ว่าจะฝั่งไหนก็อยากเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายคนแรก ยิ่งฝั่งเอเชีย กับยุโรปขัดแย้งกันอยู่แล้วด้วย แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการหารือของกลุ่ม พวกเขาสองคนไม่สามารถตัดสินใจเองได้"ผมหวังว่าจะได้เป็นตัวแทนของคุณนะครับ""แน่นอน ผมต้องช่วยพูดให้อยู่แล้ว"ทั้งสองฝั่งถูกตอบกลับไม่ต่างกันมาก ทำให้ทั้งสองฝั่งสงบลง
ชายวัยกลางคนสวมชุดสูทราคาแพงดูสะอาดตา ทั้งหมดห้าคนนั่งล้อมโต๊ะกลมด้วยท่าทางสบาย ๆ ใบหน้าแต่ละคน ได้แสดงออกมาถึงความน่าเกรงขามพวกเขาคือกลุ่มอีลิทของประเทศไทย กลุ่มนี้มีอยู่ทั่วโลก และมีสมาชิกของแต่ละประเทศมาร่วมกัน จะเลือกอีกห้าคนจากทั่วโลกเพื่อเป็นผู้นำระดับโลกเมื่อมีอำนาจจากคนระดับสูงของโลกทำให้กลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว และ มีอำนาจควบคุมทุกอย่าง โดยเฉพาะ เศรษฐกิจ และ การเมืองของแต่ละประเทศอย่างเช่นตอนนี้ พวกเขามีเป้าหมายใหญ่นั้นคือการเข้าซื้อบริษัท supfm หลังจากที่บริษัทนี้สามารถผลิตชิปที่ดีกว่าฝั่งตะวันตก หรือพวกแผ่นดินใหญ่ พวกเขาจึงอยากเป็นเจ้าของเทคโนโลยีระดับแนวหน้าแทน"ทุกอย่างราบรื่นดีใช่ไหม อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ อย่าให้มีปัญหานะ"ชายวัยกลางคนท่าทางอาวุโสกว่าคนอื่นในที่นี้ เขาได้เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มมุมปาก แม้ทุกคนจะเท่าเทียมกันในด้านอำนาจ แต่ชายคนนี้ดูจะเป็นคนที่เหนือกว่าอยู่มาก"เรียบร้อยดี ต้องขอบคุณหมากตัวสำคัญอย่างอีเดน เขาทำให้งานเราง่ายขึ้น และ ไม่ต้องเปื้อนมือตัวเองด้วย""ได้ยินว่าถูกตำรวจดำเนินคดี คงจบแล้วล่ะ แต่ก็ดีแล้ว ทุกอย่างจะได้จบตามเขาไ
เธอพลาดเองที่ไม่พาบอดี้การ์ดมาด้วย ทั้งที่ตอนนี้เป็นศัตรูของใครหลายคน ทั้งเก่าและใหม่ ถ้าหากเธอพาคนมาด้วยสองสามคน ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้แม้จะเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว ภาพตรงหน้าคืออีเดนที่ขยับเท้าเข้ามา เธอได้แต่ถอยหลัง ไม่กล้าถอยอย่างรวดเร็ว เธอหวังแค่เพียงสิ่วเดียวคือห้องน้ำจะช่วยให้เธอปลอดภัย ขอแค่วิ่งให้เร็วทว่าร่างของเธอหยุดนิ่ง ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างทันใด แต่กลับมีรอยยิ้มตรงมุมปากเผยให้เห็น สายตาคมสวยสว่างขึ้นมา"เปลี่ยนใจแล้วเหรอ...เธอควรคิดได้แบบนี้สิ" อีเดนยิ้มกว้างให้เธอ เมื่อเห็นท่าทางของผู้หญิงที่เย็นชาใส่เขา ตอนนี้ยอมสยบให้แล้ว"แน่นอนค่ะ ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว ตอนนี้ฉันตัดสินใจได้แล้ว"เสียงหวานของเธอเอ่ยเนิบช้า พร้อมยกยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้า ทำให้เขามีความหวังขึ้นมาในใจ"ดีแล้ว พี่จะทำให้เธอไม่เสียใจที่เลือกแบบนี้ เธอจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด"อีเดนหายใจเข้าลึกด้วยความโล่งใจ เขารอต่อไปไม่ได้ เมื่อเห็นเธอหยุดรอเขา จินตนาการในหัวก็นึกถึงเรือนร่างเย้ายวนของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้เร่งฝีเท้าไปหาเพื่อทำตามเสียงในหัวทว่าร่างกายของเขาหยุดนิ่ง ราวกับโลกหมุนกลับ แผ่นดินพลิกคว่ำ หรือท้
ยาหยีนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินต่างประเทศ พร้อมกับความมั่นใจในระดับหนึ่ง เพราะเคยพบกับนักวิศวกรมากฝีมือเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่นี่เธอขึ้นรถส่วนตัวของเพื่อนหลังจากลงเครื่อง เพื่อตรงไปที่โรงแรม ตอนนี้เธอต้องเตรียมตัวก่อน พอขึ้นมาบนรถ ทั้งสองก็ทักทายกันตามประสาของสาว ๆ"เราไม่ได้เจอกันหลายเดือนเลยนะ เธอเป็นไงบ้าง" ยาหยีหันมาถามเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน"ก็โอเค...ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ฉันตกใจมากที่รู้ว่าเธอเป็นประธานบริษัทใหญ่ แม้แต่บริษัทที่นี่ยังต้องการร่วมงานด้วย""ฉันเป็นแค่คนดูแลเรื่องภายในบริษัท แต่ไม่ใช่เจ้าของนะ เป็นพนักงานรับเงินเดือนเหมือนกัน" ยาหยียิ้มบาง ๆ ให้เธอทั้งสองคนคุยกันเรื่องอื่น ๆ จนกระทั่งยาหยีถามเรื่องของศาสตราจารย์ที่เป็นเป้าหมายของเธอสีหน้าของเพื่อนสาวก็เปลี่ยนไป"เธอมาเพื่อดึงตัวเขาเหรอ""ใช่...มีอะไรหรือเปล่า"เธอเห็นสีหน้าของเพื่อนดูตกใจจึงอดใจหายไม่ได้ บางทีอาจจะเกิดเรื่องบางอย่าง"เธอมาช้าไปแล้ว เพราะเขาร่วมงานกับกลุ่มอีลิท รวมถึงนักวิศวกรหัวกะทิคนอื่นก็เหมือนกันถูกดึงตัวไปหมดแล้ว"เป็นข่าวร้ายสำหรับเธอ นับว่าครั้งนี้มาเสียเที่ยว ไม่ได้ต่อสู้แต่ก็แพ้ไปแล้ว พวก
"เธอ...เป็นอะไรกับเอสเหรอ" พนิดาถามขึ้นทั้งสองปรึกษากันแล้วว่าผู้หญิงคนนี้น่าสงสัยมาก สายตาที่เอสมองเธอไม่เหมือนคนอื่น และ สายตาของเธอที่มองเอาผู้หญิงด้วยกันดูออก"พี่คงไม่ใช่ผู้หญิงของเขาหรอกนะ"ผิงหันไปมองยาหยีที่จ้องเธอไม่กะพริบตา ไหนจะพนิดาอีกคนที่สีหน้าจริงจัง คาดหวังคำตอบของเธอ ใบหน้าสวยคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะหัวเราะเบา ๆ พลางนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมจึงหันไปพูดกับพวกเธอ"อันที่จริงฉันกับเอสรู้จักกันก่อนพวกเธออีก เพราะฉันเป็นรักแรกของเขาตอนเรียนมัธยม และ แต่ที่จริงฉันกับเขาเป็นของกันและกันเมื่อสามเดือนก่อน"แน่นอนว่ามีบางอย่างที่เธอโกหก แต่ก็มีเรื่องจริงอยู่ด้วย ถึงยังไงเธอก็คิดว่าไม่มีใครจะรู้ได้ นอกจากเอส และคำตอบของเธอก็ทำให้สองสาวทำตัวไม่ถูก"รักแรกเหรอ""ก็ว่าอยู่ทำไมเขาถึงทำตัวแปลก ๆ แต่ถึงจะเป็นรักแรก แต่เธอก็ถือว่ามาทีหลังยาหยี" พนิดากอดอกพูด ริมฝีปากสวยยกยิ้ม"ฉันจะยังไงก็ได้ แค่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเขาก็พอ พวกเธอเองก็คิดแบบนั้นไม่ใช่เหรอ"พวกเธอก็คิดแบบนั้น เพราะไม่มีใครที่คิดว่าตัวเองสามารถเป็นเจ้าของเขาได้ ในสายตาของเอสคนที่อยากเป็นแบบนั้นคงมีแต่จะถูกขับออกไปมากกว่า นั้นทำใ







