تسجيل الدخول"เจ็บตรงไหนหรือเปล่า" เสียงทุ้มที่ดังก้องอยู่เหนือหัวเจือความตื่นตระหนก
"ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร" เธอเค้นเสียงตอบอู้อี้อยู่กับแผงอกกว้าง
ท่ามกลางฝุ่นควัน สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในความรู้สึกเวลานี้ กลับเป็นความอบอุ่นจากผู้ชายที่เพิ่งเจอกันได้ไม่ถึงชั่วโมง
ร่างบางเบียดชิดกับแผงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วง เธอสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อตึงเครียดและวงแขนที่กอดรัดเอวแน่น เหมือนกลัวว่าเธอจะแตกสลายหายไปตรงหน้า และที่สำคัญ... เธอได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นรัวแรงดุดันไม่แพ้กัน
กลิ่นหอมสะอาดอ่อนๆ จากตัวเขาลอยปะทะจมูก กลบกลิ่นฝุ่นผงและไม้เก่าไปจนหมดสิ้น มันทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด...ปลอดภัยในแบบที่คุ้นเคยจนอยากจะร้องไห้
"คุณโปร..." คนในอ้อมกอดเค้นเสียงสั่นพร่า ค่อยๆ เงยหน้ามองคนที่ยังตระกองกอดเธอไว้
ชายหนุ่มก้มมองคนในอ้อมแขน ดวงตาคมที่เคยเยือกเย็นบัดนี้สั่นไหวด้วยความตื่นตระหนก เขากวาดสายตาสำรวจใบหน้าหวานและลาดไหล่บางอย่างร้อนรน
"โดนอะไรทับหรือเปล่า" เขาถามเสียงละล่ำละลัก
"ไม่ค่ะ แก้วไม่เป็นไร"
เมื่อแน่ใจว่าเธอปลอดภัยดี กำแพงความเข้มแข็งที่เขาสร้างมานับร้อยปีก็พังทลาย ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดหน้าผากมน สติที่คอยยึดเหนี่ยวเขาไว้กับโลกปัจจุบันขาดผึง
มือใหญ่ที่สั่นเทายกขึ้นประคองซีกแก้มเธออย่างลืมตัว นิ้วโป้งไล้เบาๆ ที่หางตาราวกับกำลังปลอบประโลมของรักที่ล้ำค่าที่สุด ริมฝีปากหยักขยับกระซิบแผ่วเบา ทว่าดังก้องกังวานเข้าไปในจิตวิญญาณคนฟัง
"ปลอดภัยแล้ว...แม่หญิงของพี่..."
ร่างเพรียวชาวาบไปทั้งตัว ลมหายใจสะดุด ดวงตาเบิกกว้างไม่ใช่เพราะความกลัวจากอุบัติเหตุ แต่เพราะสรรพนามที่เพิ่งหลุดจากปากอีกฝ่าย
แม่หญิง...ของพี่...?
คำคำนั้นเหมือนกุญแจไขประตูบานเก่า ภาพชายหนุ่มในชุดโจงกระเบนสีกรมท่ายืนยิ้มให้เธอใต้ต้นบุนนาคสว่างวาบขึ้นในหัว แม้จะเลือนรางและขาดห้วง ทว่าความรู้สึกปวดหนึบในใจกลับชัดเจนจนน้ำตาแทบหยด
"เมื่อกี้...คุณเรียกฉันว่าอะไรนะคะ" เธอถามเสียงสั่น พยายามดึงสติกลับมา มือที่ขยุ้มเสื้อเขาอยู่เปลี่ยนเป็นดันแผงอกกว้างเบาๆ
คำถามนั้นเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดสาดโครมเข้าใส่ สติที่หลุดลอยไปในอดีตถูกกระชากกลับมาสู่ปัจจุบันอย่างรุนแรง
ความตื่นตระหนกพาดผ่านใบหน้าหล่อเหลาเพียงเสี้ยววินาที ชายหนุ่มรีบคลายวงแขน ปล่อยร่างบางราวกับถูกของร้อน เขาก้าวถอยหลังรักษาระยะห่าง เบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที หน้ากากความเย็นชาและสุขุมถูกดึงกลับมาสวมทับอย่างรวดเร็ว
ความเงียบโรยตัวลงมากั้นกลาง ทิ้งให้คำว่าแม่หญิงของพี่ ยังคงลอยวนและสลักลึกอยู่ในความรู้สึกของคนฟัง ท่ามกลางฝุ่นละเอียดที่ลอยคว้าง
"ผมเรียกคุณแก้ว" น้ำเสียงเขาราบเรียบ ไร้ร่องรอยความสั่นเครือ
"คุณคงตกใจจนหูแว่วไปเอง"
"ไม่ใช่" เธอสวนทันควัน คิ้วเรียวขมวดแน่น
"ฉันได้ยินชัดเจน คุณไม่ได้เรียกแก้ว แต่คุณเรียก..."
แม่หญิงของพี่...คำนี้ติดอยู่ที่ริมฝีปาก แต่ไม่อาจเปล่งมันออกมาได้ เพราะยิ่งนึกถึง ความเจ็บปวดก็ยิ่งตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ
"คุณหูแว่วไปเองครับ" เจ้าของเรือนตัดบทเสียงแข็ง มือที่ล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่จิกเกร็งจนเล็บฝังลงเนื้อ
"อุบัติเหตุเมื่อกี้คงทำให้คุณเสียขวัญ ผมขอโทษที่ดูแลความปลอดภัยได้ไม่ดีพอ"
ปากเขาบอกว่าหูแว่ว แต่แววตาตอนที่เรียกชื่อนั้นเจ็บปวดและลึกซึ้งเกินกว่าจะเป็นการหลุดปาก สัญชาตญาณตะโกนก้องว่าผู้ชายคนนี้โกหกหน้าตาย!
ทว่ายังไม่ทันได้คาดคั้นต่อ เสียงฝีเท้าวิ่งตึงตังก็ดังแทรกเข้ามา
"แก้ว! แกเป็นอะไรปะเนี่ย!"
พรีมวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมหมอหนุ่ม เธอถลันจับแขนเพื่อน หมุนตัวสำรวจบาดแผลด้วยหน้าตาตื่นตระหนก พอเห็นซากหีบไม้กับเศษเบญจรงค์แตกเกลื่อนพื้นก็แทบจะลมจับ
"พระเจ้าช่วย! ชั้นมันล้มได้ไงเนี่ย แก้ว...เจ็บตรงไหนรึเปล่า โดนอะไรทับไหม!"
"ฉันไม่เป็นไรพรีม ไม่เป็นไรเลย" หญิงสาวรีบจับมือเพื่อนเรียกสติ
"คุณโปรเขาพุ่งมารับไว้ทัน ฉันไม่ได้โดนอะไร แกใจเย็นๆ ก่อน"
พรีมถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันไปมองเจ้าของเรือนด้วยสายตาซาบซึ้ง
"ขอบคุณมากเลยนะคะคุณโปร ถ้าไม่ได้คุณ แก้วคงแย่แน่ๆ"
ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับเงียบๆ
คำพูดเสียงเรียบไร้การปฏิเสธของปรมัตถ์ ทำให้อากาศรอบตัวกลิ่นแก้วหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ร่างกายสั่นสะท้าน ถอยหลังกรูดไปทีละก้าว สองมือที่เคยทุบตีเขาตกอยู่ข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรงดวงตาช้ำแดงมองหน้าชายหนุ่มด้วยความรวดร้าว ความเชื่อใจและความหวังสุดท้ายแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี"คุณไม่ได้คิดจะปฏิเสธเลยใช่ไหม..." น้ำเสียงแผ่วเบาสั่นเครือ "ที่คุณเงียบ... เพราะคุณเป็นคนทำมันจริงๆ สินะ"ปรมัตถ์ยังคงยืนนิ่ง แววตาร้าวระบมแต่ไร้คำอธิบายใดหลุดออกจากปากอีก"ฉันไม่น่าหลงเชื่อคำพูดคุณเลยสักนิด!" กลิ่นแก้วเค้นเสียง ตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความผิดหวังจุกอกเธอหมุนตัววิ่งพรวดออกจากห้องใต้บันไดโดยไม่เหลียวหลังเสียงส้นรองเท้ากระทบกระดานไม้เรือนไทยดังกึกก้อง สลับกับเสียงสายฝนสาดกระหน่ำลงมายังหลังคาอย่างบ้าคลั่ง ลมพายุหอบเอาละอองน้ำเย็นจัดผ่านช่องลมเข้ามาปะทะใบหน้าและเสื้อผ้าจนเปียกชื้น แต่นั่นไม่ได้ช่วยดับความร้อนผ่าวในอกลงได้เลยปรมัตถ์มองแผ่นหลังของหญิงสาวที่ลับหายไปในความมืด ดวงตาคู่คมแดงก่ำคลอน้ำตา ชายหนุ่มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ แต่ความเจ็บทางกายไม่อาจเทียบเท่าความร้าวรานในใจเขายกเท้าตั้งใจ
คำถามนั้นหลุดออกจากปากกลิ่นแก้ว สะท้อนก้องในห้องใต้บันไดอับชื้น ความเงียบเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานหึ่ง ๆ แทรกผ่านความอึดอัดรอบตัวปรมัตถ์ยืนนิ่ง สายตาหลุบต่ำมองปลายรองเท้า คิ้วเข้มขมวดแน่น ลมหายใจเข้าออกเริ่มหนักและช้าลงกลิ่นแก้วจ้องทุกปฏิกิริยาของเขา เธอรอให้เขาพูด ให้เขาปฏิเสธ หรือหาเหตุผลมายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองเหมือนเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีแค่ความเงียบงันในหัวของปรมัตถ์กำลังต่อสู้กับความจริงอันทรมานที่เขาตั้งใจซ่อนไว้ คำพูดก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาจำอะไรไม่ได้... คือคำโกหกแท้จริงแล้ว เขาจำได้ทุกอย่างเขาจำได้ว่าสั่งให้นางพินพากลิ่นแก้วหนีออกไปทางหลังเรือน เขาจำได้ว่าย้อนกลับไปเอาสูตรปลอมในห้องนอนเพื่อใช้ล่อโจร และก่อนจะวิ่งออกไป เขาแวะมาสับกลอนล็อกประตูห้องเครื่องหอมจากด้านนอก เพราะไม่อยากให้พวกโจรได้สูตรจริงไป โดยไม่เคยรู้เลยว่ากลิ่นแก้วที่ห่วงเขา จะแอบย้อนเข้าไปเอาสูตรจริงในห้องนั้นก่อนที่ประตูจะถูกปิดตายเขาโดนพวกโจรฆ่าตายโดยคิดว่าเธอปลอดภัยแล้ว ไม่เคยรู้เลยว่าพวกมันจะย้อนกลับมาที่เรือน พอเข้าห้องเครื่องหอมไม่ได้เพราะติดกลอนและมีแค่ช่องระบ
ทันทีที่ตัวอักษร ‘คนทรยศกลับมาแล้ว’ สิ้นสุดลงพร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ในกระจก ความเย็นเยียบและกลิ่นอับของห้องใต้บันไดยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแนววู้ดดี้ที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก กลิ่นที่เคยทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย ตอนนี้กลับทำให้หัวใจเต้นระทึกด้วยความหวาดระแวง ท่ามกลางหลักฐานที่คลุมเครือและนิมิตที่จงใจปั่นหัวเธอละสายตาจากกระจกเงาที่ดับแสงลง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างเชื่องช้าปรมัตถ์ยืนอยู่ตรงกรอบประตู เสื้อสูทสีเข้มที่เคยเนี้ยบกริบดูหลุดลุ่ย คอเสื้อถูกปลดกระดุมออกเหมือนคนอึดอัด แสงสลัวจากไฟฉายมือถือสาดกระทบใบหน้า เผยให้เห็นรอยคล้ำใต้ตา ดวงตาที่เคยเรียบเฉยตอนนี้แดงก่ำและสั่นไหวอย่างที่เธอไม่เคยเห็น เขามองเธอที่กอดสมุดบันทึกไว้แนบอก แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดกลิ่นแก้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ความคิดในหัวตีรวน แม้สติจะบอกว่านิมิตและข้อความในสมุดคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนความจริงและชี้นำ โดยจงใจละเว้นสิ่งที่เกิดขึ้นนอกห้อง แต่คำสารภาพของเขาก่อนหน้านี้ก็ยังดังก้องในหัว‘ผมเป็นคนฆ่าเธอ’ประโยคนั้นยังฝังลึกอยู่ในควา
ความเงียบในห้องเก็บของใต้บันไดอับชื้นและมืดทึบ ยิ่งนั่งนานก็ยิ่งชวนให้อึดอัด กลิ่นแก้วยังคงจดจ่ออยู่กับสมุดบันทึกสำนวนคดีเปื้อนเลือด คำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวคือ ‘ใครเป็นคนล็อกประตู’ มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของอดีตที่หายไป และยังไม่มีใครให้คำตอบได้ทว่าระหว่างที่ความสับสนกำลังก่อตัว ความเย็นเยียบระลอกใหม่ก็พัดวูบเข้าปะทะผิว กลิ่นอับฝุ่นจางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นไหม้ลอยคลุ้งขึ้นมาในอากาศ หญิงสาวชะงัก ลมหายใจสะดุดเมื่อหางตาสังเกตเห็นความผิดปกติที่มุมห้องกระจกเงากรอบไม้สักบานเก่าที่เคยวางพิงผนังอิฐอย่างเงียบเชียบ จู่ ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมา แสงสลัวนั้นไม่ได้เกิดจากไฟฉายในมือเธอ แต่มันเรืองแสงออกมาจากเนื้อกระจกโดยตรง ราวกับกำลังเปิดฉายภาพจากอีกห้วงเวลาหนึ่งกลิ่นแก้วแทบลืมหายใจ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองแผ่นกระจกอย่างไม่อาจละสายตา ภาพที่ปรากฏคมชัด แต่มันกลับถูกหั่นแบ่งเป็นสองเหตุการณ์อย่างชัดเจนเหตุการณ์แรก... ภาพสะท้อนฉายให้เห็นบรรยากาศในห้องเครื่องหอมที่เธอคุ้นเคย แต่มันเป็นมุมมองที่ถูกจำกัดไว้แค่ภายในห้องเท่านั้น เธอเห็นร่างของแม่หญิงกลิ่นแก้วในชุดสไบกำลังยืนอยู่หน้าบานประตูไม้กระดานหนา
ห้องใต้บันไดลับทั้งมืด อับชื้น และคลุ้งด้วยกลิ่นฝุ่นเก่า ความเย็นจากผนังอิฐแผ่ซ่านจนกลิ่นแก้วต้องห่อไหล่ ลมหายใจของเธอควบแน่นเป็นฝ้าขาว แสงจากหน้าจอโทรศัพท์ในมือสั่นไหว หญิงสาวพยายามเรียกสติ เพ่งสายตาลงบนกระดาษเหลืองกรอบของสมุดสำนวนคดีโบราณข้อความหน้านี้ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำให้การมัดตัวฆาตกรอย่างที่คิด แต่เป็นบันทึกการตรวจค้นสถานที่เกิดเหตุอย่างเป็นทางการหลังเพลิงสงบเธอเพ่งมองตัวอักษรสีหมึกจางซีดบนกระดาษสา‘...รายงานบันทึกตรวจค้นซากปรักหักพัง ณ เรือนไม้หอม หลังเปลวเพลิงมอดดับ เจ้าพนักงานเข้าตรวจพื้นที่ พบร่างผู้เสียชีวิตติดอยู่ภายในห้องเครื่องหอมชั้นล่าง บานประตูทางเข้าออกถูกสับกลอนและลงกุญแจเหล็กอย่างแน่นหนาจากภายนอก ผู้เสียชีวิตจึงไม่สามารถเปิดประตูหนีออกมาได้...’กลิ่นแก้วตาค้าง ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่าน นิ้วมือที่เย็นเฉียบแตะไล้ไปตามตัวอักษรบรรทัดถัดไปอย่างระมัดระวัง‘...จากการไต่สวนผู้คนในเรือนใกล้เคียง ต่างให้การว่าช่วงที่เพลิงเริ่มลุกไหม้เป็นยามวิกาล ไม่มีผู้ใดเห็นเหตุการณ์ขณะประตูห้องเครื่องหอมถูกล็อก จึงไร้เบาะแสว่าผู้ใดขังผู้ตาย ล็อกไว้ตั้งแต่เมื่อใด และด้วยเหตุผลใด...’ค
บานประตูไม้ลูกฟักที่แง้มอยู่ถูกมือเล็กออกแรงผลักให้เปิดกว้างขึ้น เสียงบานพับฝืดเคืองดังลากยาวสะท้อนในความเงียบ กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงลอยคลุ้งจนกลิ่นแก้วต้องยกมือขึ้นปิดจมูก หญิงสาวล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาเปิดไฟฉาย สาดแสงสีขาวสว่างวาบเข้าไปในความมืดมิดของห้องใต้บันไดพื้นที่แคบ ๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกทิ้งร้าง กล่องลังไม้ซ้อนทับกัน และหยากไย่ที่เกาะเกี่ยวตามมุมเพดาน แสงไฟในมือของเธอไปสะท้อนเข้ากับตู้เอกสารเหล็กสีเขียวขี้ม้าเก่าคร่ำคร่าที่ตั้งหลบมุมอยู่ด้านในสุด กลิ่นแก้วเดินเบี่ยงหลบกองผ้าใบเข้าไปใกล้ บนบานประตูตู้มีแม่กุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่คล้องล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาหญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา ตู้ที่ถูกปิดตายแน่นหนาขนาดนี้ กระดาษสูตรน้ำหอมของเธอคงไม่มีทางหลุดรอดเข้าไปอยู่ข้างในได้แน่ ๆทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะถอยห่างเพื่อกลับออกไป เสียงกลไกโลหะก็ดังขึ้นกึกก้องท่ามกลางความคับแคบกริ๊ก!แม่กุญแจทองเหลืองที่เห็นว่าล็อกสนิท กลับดีดตัวเปิดออกเองราวกับมีมือที่มองไม่เห็นสอดแทรกเข้าไปไขกลไก ก่อนที่ห่วงเหล็กหนักอึ้งจะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นกระดานเสียงดังทึบกลิ่นแก้







