เข้าสู่ระบบในห้องหนังสือของเสิ่นชิวน้อยคนที่จะได้รับอนุญาติให้เข้าไป เสิ่นหมิงเล่อคือหนึ่งเดียวที่เข้าๆ ออกๆ ทว่าก่อนหน้านี้ให้อย่างไรนางก็ไม่เคยให้ความสนใจคัมภีร์แห่งปรมาจารย์ แม้จะรู้ว่ามันเก็บเอาไว้ที่ใด แต่นางกลับไม่เคยคิดที่จะนำออกมาดูสักครา
กล่องพันสลัก...ในช่องลับของห้องหนังสือ
เสิ่นหมิงเล่อล่วงรู้วิธีเปิดกล่อง มารดาของนางเป็นคนทำกล่องนี้ขึ้น เคยสอนนางถึงวิธีเปิดตั้งแต่จำความได้ เรื่องนี้แม้แต่บิดาของนางเองก็ไม่เคยล่วงรู้
ตอนออกมาจากห้องหนังสือของบิดา นางจงใจกอดรองเท้าของบิดาเอาไว้กับอก กระซิบบอกคนเฝ้าหน้าห้องหนังสือว่าห้ามบอกบิดา เพราะนางอยากเย็บร้องเท้าให้เป็นของขวัญอีกฝ่าย หากล่วงรู้ก่อนบิดาอาจไม่ประหลาดใจ คนเฝ้าประตูมองนางด้วยสายตาเอ็นดู เขาหัวเราะจากนั้นรับปากโดยไม่สงสัย
แน่นอน...ผู้ใดจะกล้าสงสัยเล่าว่าผู้ที่ขโมยคัมภีร์แห่งปรมาจารย์ไปจะเป็นคุณหนูของตระกูลเสิ่นเอง!!!
เพิ่งออกมาจากเรือนบิดาก็มองเห็นเงาร่างสูงของเสิ่นจิ่ว เขาเดินอยู่อีกฟากของโถงทางเดิน ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นนางหยุดยืนมองเขานิ่ง เขาเป็นเพียงบุตรบุญธรรม นางเป็นบุตรสาวสุดรักสุดหวงของผู้นำตระกูล ดังนั้นแม้ไม่อยากทำก็ต้องจำใจเดินเข้ามาประสานมือทักทาย
เสิ่นหมิงเล่อเพิ่งเคยสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายจริงจัง ด้วยก่อนหน้านี้นางเองก็ไม่ได้สนใจเขานัก ไม่สิ...ต้องบอกว่าไม่ว่าก่อนหรือหลังแต่งงาน นางกลับไม่เคยเลยที่จะใสใจคนรอบข้าง!!!
เสิ่นจิ่ว...เป็นคนตระกูลเสิ่นเพียงคนเดียวที่ไม่ทอดทิ้งที่นี่ไป เป็นเพียงคนเดียวที่จัดการทุกๆ เรื่องในงานศพของบิดา เป็นคนตระกูลเสิ่นคนสุดท้ายที่ก้าวออกไปจากที่นี่หลังตระกูลเสิ่นล่มสลาย เป็นเขาที่พยายามเข้าไปเยี่ยมนางหลังเกิดเรื่อง ทว่ากลับโดนสวีเหยียนถิงกับอนุขับไล่อย่างไม่ไว้หน้า
“คุณหนูเสิ่น”
“ท่านมาตรวจดูความเรียบร้อยหรือ”
“ขอรับ” เขาตอบจากนั้นเหลือบมองรองเท้าของบิดาในอ้อมแขนนาง
“ท่านอย่าบอกท่านพ่อนะ ข้าอยากให้เขาประหลาดใจ ข้าคิดจะเย็บรองเท้าคู่ใหม่ให้เขาสักคู่” กล่าวจบก็ก้มลงมองรองเท้าของเขา สภาพเก่าพอๆ กับของบิดานาง “ไว้ข้าจะช่วยเย็บให้ท่านอีกสักคู่ก็แล้วกัน”
“ไม่รบกวนคุณหนูขอรับ ข้าไปหาซื้อที่ตลาด...” เขาชะงักมองแม่นมชุยที่เดินเข้ามาหานาง ดูท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวของเขาแล้วนางได้แต่ถอนหายใจ “พี่สี่” เขาเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาประหลาด ตอนนี้แม้แต่แม่นมชุยเองก็หยุดเดินด้วยความตกใจ
เสิ่นหมิงเล่อเงยหน้ามองเขา “ถกเถียงกันมาหลายปี ข้ายอมให้ท่านเป็นพี่ชายคนที่สี่ก็ได้ เอาเป็นว่านับจากวันนี้ท่านเป็นคุณชายสี่ตระกูลเสิ่นก็ได้ อย่างไรเสียท่านก็ลืมตาดูโลกก่อนข้าถึงครึ่งเดือน พี่สี่อีกสองสามวันข้ากับท่านพ่อจะไปเยี่ยมท่านน้าที่ฝั่งตะวันตก ท่านก็ไปกับพวกเราเถิด”
เขายังคงขมวดคิ้วมองนางด้วยสายตาประหลาดใจ ตกใจ สับสน งุนงง “ขะ...ขอรับ”
นางตัดสินใจจะดีต่อคนที่ซื่อสัตย์และจริงใจกับตระกูลเสิ่น คนแรกก็คือเสิ่นจิ่วผู้นี้...
เมื่อก่อนไม่มีผู้ใดสนับสนุนเขา แม้แต่บิดาของนางเพราะนางไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ไม่ยอมรับให้เขาเป็นคุณชายคนที่สี่ ดังนั้นจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องที่จะให้เขาเป็นทายาท เป็นผู้นำคนถัดไปของตระกูลเสิ่น ทว่าเสิ่นจิ่วก็ไม่เคยตำหนิ ไม่เคยแสดงท่าทีน้อยเนื้อต่ำใจ ตรงกันข้ามเขากลับยอมรับในทุกๆ เรื่องที่บิดาตัดสิน
“ให้ท่านเป็นคนเตรียมการเดินทางก็แล้วกัน รบกวนแล้ว”
“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” เขาประสานมือให้นางอีกครั้งด้วยท่าทีเหม่อลอย เห็นชัดว่าท่าทีของนางส่งผลต่ออารมณ์ของเขามากจริงๆ
เสิ่นหมิงเล่อถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง หมุนตัวเดินกลับเรือนของตน นาง...ครุ่นคิดวางแผนไปทีละขั้นขณะเริ่มเย็บรองเท้าถึงสองคู่ ใช้เวลาเพียงสามวันนางก็เย็บรองเท้าเสร็จแล้ว...
การเตรียมการออกเดินทางราบรื่น หญิงสาวมองพื้นห้องนอนของตัวเองที่มีพรมหนังสัตว์วางปู บนนั้นยังมีแจกันกระเบื้องเคลือบใบใหญ่ วันนั้นหลังกลับออกมาจากห้องหนังสือของบิดา นางลงมือขุดหลุมเอาไว้ใต้กระเบื้อง ฝังกล่องไม้ลงรักเอาไว้กล่องหนึ่ง สิ่งที่เป็นดังความหวังให้นางได้เปลี่ยนแปลงเรื่องในความฝันถูกฝังเอาไว้ตรงนั้น...
ก่อนออกเดินทางรองเท้าถูกส่งให้ผู้เป็นเจ้าของ บิดาของนางยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน ดีใจจนไม่อยากให้รองเท้าเปื้อนเศษฝุ่น นางมองออกว่าเขารู้แล้วว่านางตั้งใจเย็บรองเท้า เรื่องที่นางเข้าไปในห้องหนังสือของเขา ไม่มีทางที่ผู้เป็นเจ้าของห้องจะไม่รู้ และเพราะเป็นบุตรสาวบิดาของนางย่อมไม่มีทางหวาดระแวงว่าจะมีสิ่งใดหายไป พอคาดคั้นคนเฝ้าประตูแล้วรู้เรื่อง แน่นอนเขาย่อมต้องทำเป็นไม่รู้และประหลาดใจ ดีใจเมื่อเห็นรองเท้า แม้ว่าตัวเขาจะรู้เรื่องเหล่านี้ก่อนแล้วก็ตาม
“พี่สี่ รองเท้าที่ข้ารับปากจะเย็บให้ท่าน”
“มีของต้าจิ่วด้วย??”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าเห็นว่ารองเท่าของพี่สี่เก่ามากแล้วจึงเย็บให้เขาด้วย”
“พี่สี่??!!”
นางกอดเขาแน่นมาก ในใจยังคงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หลายๆ อย่างคล้ายชัดเจนทว่าก็ไม่ได้เกิดขึ้น จะว่าไปแล้วมันไม่เกิดขึ้นก็เพราะถูกอวี้เฟิงเหลียนเปลี่ยนหากเขาไม่ช่วยพี่ชายกับเฮยมั่ว หากเขาไม่เปิดโปงสวีเหยียนถิง หากนางไม่ได้ถูกถอนหมั้น หากบิดาของนางไม่ยอมยกโทษให้พี่ชาย หากว่า...เขากับนางไม่ได้พบกัน“นอนเสีย ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว อยู่กับเจ้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”คำว่า...หากว่า ถูกคำพูดของเขาพัดหายไปจากใจ นางซบใบหน้าลงไปบนอกแกร่ง กอดกระชับอ้อมแขน “ท่านพี่”“หืม”“ได้พบท่าน...ข้าโชคดีเหลือเกิน”“ข้ารู้ ข้าเองก็โชคดีที่ได้พบเจ้า”“บอกข้าได้หรือไม่เจ้าค่ะ จริงๆ แล้วท่านพบข้าครั้งแรกเมื่อไหร่”เขาหัวเราะ “เจ้าจะไม่ได้หรอก เพราะข้า...ไปแอบดูเจ้าตั้งหลายครั้ง ได้ยินมาว่าคุณหนูสี่ตระกูลเสิ่นงดงามอ่อนโยน ทว่าท่านพ่อตาหวงแหนนักไม่ยอมให้นางออกมาจากป้อม ดังนั้น...ข้าจึงแอบปลอมตัวปีนกำแพงเข้าไป”นางเงยหน้าขึ้นเบิกตามองเขา “ท่าน...”เขาหัวเราะ “ตอนรู้ว่าสวีเหยียนถิงหมายตาในตัวเจ้าทั้งที่ไม่เคยพบหน้า ในใจของข้ามองเขาเป็นศัตรูไปนานแล้ว กลับไปวางแผนก็ยังไม่ทันการณ์ นึกไม่ถึงว่าประมุขสวีจะลงมือฉับไว อาศัยที่เขา
เสิ่นหมิงเล่อ...แง้มม่านรถม้ามองไปยังบุรุษชุดสีแดงเบื้องหน้าขบวน เขาขี่ม้าแผ่นหลังตรงสง่างาม เจ้าบ่าวที่ทุกครั้งที่มองนางก็ยังใจเต้นแรง ตื่นเต้น และประหม่านับจากวันนั้นบนป้อมตระกูลเสิ่น เขากับนางคบหาส่งจดหมายและของฝาก กระทั่งตอนนี้ครบหนึ่งปีตระกูลอวี้จึงสู่ขอนางอย่างเป็นทางการ กำหนดวันมงคลและเจ้าบ่าวก็มารับเจ้าสาวที่ป้อมนับตั้งแต่วันแรก...จนถึงวันนี้ เขาไม่เคยเปลี่ยนไปสักนิด เคยเป็นอย่างไรก็ยังเป็นเช่นนั้น เคยอ่อนโยนอย่างไรก็ยังเสมอต้นเสมอปลาย ลึกๆ นางรู้สึกคล้ายกับว่าทั้งนางและเขารู้จักกันมานานมาก เขาล่วงรู้นิสัยใจคอของงนาง เชื่อใจนาง ราวกับว่าเขาเคยผ่านเรื่องราวมากมายมากับนางอวี้เฟิงเหลียน...เหอคุน คุณชายรองตระกูลอวี้ บุรุษที่ทั้งชีวิตนี้นางไม่เสียใจที่เลือกเขา ในยามที่เทียนซานพานพบกับฝนตกหนักหลายเดือน น้ำท่วมทางใต้แม้ไม่ได้รุนแรง ถึงอย่างนั้นเพราะการซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำของเขา ทำให้ตระกูลเฉินผ่านพ้นความยากลำบาก เทียนซานไม่ต้องเผชิญกับความอดอยากขาดแคลนเขาเตือนทุกๆ ฝ่าย ทุกๆ ตระกูล ให้เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่กำลังตกหนัก ส่งเสบียงไปยังเมืองที่ขาดแคลน แม้คนเหล่านั้นเคยหัวเราะเยาะว่
อวี้เฟิงเหลียนเหม่อมองรอยยิ้มนั้นของหญิงสาว หัวใจของเขาเต้นแรงมาก ในยามที่นางผละไปเพื่อให้เขาได้พักผ่อน ฉางสือถอนหายใจมองเขา “คุณชาย...ท่านแย่แล้วจริงๆ ใช่หรือไม่”เขาหัวเราะ “ใช่ แย่แล้ว ข้าแย่แล้วจริงๆ” เขายอมรับรุ่งเช้าวันต่อมา... เสิ่นหมิงเล่ออาสาพาเขาไปเดินเล่นรอบๆ ป้อมตระกูลเสิ่น เขาไม่มีทางปฏิเสธแน่นอนเช่นนี้จึงได้เห็นว่าภายในป้อมตระกูลเสิ่นแห่งนี้ ทุกอย่างล้วนจัดวางและเป็นระเบียบแบบแผนที่ลงตัวยิ่ง“ข้ารู้มาจากพี่รองแล้วว่าเพราะท่านดังนั้นข้าจึงหลุดพ้นจากคนตระกูลสวี ข้าต้องขอบคุณคุณชายรองมากนะเจ้าคะ”เขายิ้ม “คุณหนูสี่ชอบดอกบัวหรือไม่”นางชะงักมองเขาด้วยท่าทีงุนงง เขายิ้ม “เรียกข้าว่าเหอคุนก็ได้ นามของข้าล้วนแปลว่าดอกบัวทั้งสิ้น”นางกะพริบตามองเขาสองแก้มแดงซ่านขึ้นเล็กน้อย “พี่...เหอคุน” นางพึมพำเสียงเบามาก“ได้ยินว่าท่านลุงเสิ่น คุณชายรอง รวมไปถึงเฮยมั่ว ทุกคนล้วนเรียกคุณหนูสี่ว่าเสี่ยวหวงหรงอย่างเป็นกันเอง ต่อไปพวกเราก็มิใช่คนอื่นไกล ข้าเรียกเจ้าเช่นนั้นบ้างได้หรือไม่ เจ้าเรียกข้าว่าพี่เหอคุน ข้าเองก็จะเรียกเจ้าว่า...เสี่ยวหวงหรง”นางเงยหน้ามองเขาเม้มปากกลบเกลื่อนความขัดเขิน
อวี้เฟิงเหลียน...ยืนมองทะเลสาบที่ครั้งหนึ่งเขาฝันว่าเคยยืนกับเสิ่นหมิงเล่อ เขาตั้งใจจะขุดคลองเพื่อสร้างระบบขนส่งทางน้ำมายังป้อมตระกูลเสิ่น พร้อมๆ กันนั้นก็ระดมเงินเพื่อซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำตั้งแต่ยังไม่เริ่มหน้าฝน โกดังสินค้าของเขาเพิ่มสินค้ามาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ...ข้าวเปลือกและธัญพืช“ที่นี่น่ะหรือ” เฮยมั่วเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของเขา “ข้าไม่เคยรู้ว่าที่นี่ใกล้แม่น้ำ เคยสำรวจด้านนั้นแต่ไม่เคยมาฝั่งนี้”เสิ่นอวี๋เองก็เดินสำรวจไปรอบๆ “เหมาะจริงๆ ด้วย หอข่าวตระกูลอวี้นอกจากบันทึกเรื่องราวในเทียนซาน ที่จริงพวกเจ้าลอบสำรวจภูมิศาสตร์ด้วย?”ชายหนุ่มหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไร คนของข้าเพียงบังเอิญเคยหลงเข้ามาที่นี่ ดังนั้นจึงบอกต่อมาอีกทอดหนึ่ง ข้าเห็นว่าน่าสนใจจึงลองมาดู พบว่าเหมาะจริงๆ”อีกฟากหนึ่ง “พี่รอง! พี่เฮยมั่ว!” เสิ่นหมิงเล่อตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความดีใจ ด้านหลังนอกจากเสิ่นจิ่วแล้วยังมี...ประมุขเสิ่น เสิ่นชิวเขาเห็นเฮยมั่วตัวแข็งทื่อ เห็นความกังวลของเสิ่นอวี๋ “พวกท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ประมุขเสิ่นให้อย่างไรก็เป็นบิดาของท่าน เขาจะต้องเข้าใจพวกท่านแน่ๆ เพียงแต่อาจจะใช้เวลา พวกท่านหล
เสิ่นหมิงเล่อหันขวับมามองยังทิศทางที่เขาอยู่ ทว่านางกลับมองผ่านเลยไป ไม่รู้ว่าเขาซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้“คุณหนูทำไมหรือเจ้าคะ”“เหมือนมีคนเรียกข้า... แต่ว่าข้าคงหูฝาด มีเพียงท่านพ่อที่เรียกข้าว่าเสี่ยวหวงหรง ข้าคงคิดถึงท่านพ่อเสียแล้ว”“รีบกลับกันเถิดเจ้าค่ะ มิใช่มาเพราะอยากรู้ว่าคุณชายสวีหน้าตาอย่างไรหรอกหรือ ใกล้จะได้เวลาแล้วหาไม่คุณชายรู้ว่าท่านแอบออกมา ครั้งหน้าขอติดตามออกมาเที่ยวก็ไม่ง่ายแล้ว”เสิ่นหมิงเล่อเก็บดอกบัวขึ้นมาดอกหนึ่ง “ได้แล้วพวกเรากลับกันเถิด”เขา...มองรถม้าแล่นจากไปช้าๆ กระทั่งฉางสือจูงม้าสองตัวมาหยุดที่ใต้ต้นหูกวาง “คุณชาย”“อืม กลับกันเถิด” ตอนที่เขาควบม้าผ่านรถม้าของหญิงสาว ยังเหลือบไปเห็นว่านางเปิดม่านรถม้าออกดู ถึงอย่างนั้นอวี้เฟิงเหลียนก็ไม่ได้หันหลังกลับไปมอง เขารอ... รอจังหวะ รอโอกาสที่ดีกว่านี้ รอให้นาง...ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับคู่หมายค่ำคืนนั้นเขาไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ เสิ่นอวี๋กับเฮยมั่วอำมหิตกว่าที่เขาคาด ทั้งสองไม่เพียงวางยาปลุกกำหนัดสวีเหยียนถิงกับหลี่เซวียนเอ๋อร์ หนำซ้ำยังแกล้งทำให้ประตูโรงเก็บฟางพัง เช่นนี้แล้วภาพอุจาดตาของคนทั้งสองที่กำลังกอดรัดฟัดเห
“ข้ามีเนื้อกับสุรามาฝาก เฮยมั่วได้ยินมาว่าเจ้าย่างปลาได้อร่อยนัก”“ท่านมาได้เวลาพอดีคุณชายรอง ข้าเพิ่งตกได้ปลาสองตัว ย่างแกล้มสุราเป็นอย่างไร”“เช่นนั้นก็ประเสริฐ!”ระหว่างมื้อค่ำและการร่ำสุรา เขาบอกเล่าเรื่องการหมั้นหมายของเสิ่นหมิงเล่อกับสวีเหยียนถิงให้เสิ่นอวี๋ฟัง จากนั้นต่อด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของสวีเหยียนถิงกับหลี่เซวียนเอ๋อร์ เสิ่นอวี๋โกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ“ไอ้คนสารเลวกล้าดีอย่างไรมาหลอกน้องสาวของข้า!”“ท่านมาหาพวกเราเพราะมีแผนแล้วกระมัง” นึกไม่ถึงว่าเฮยมั่วกลับฉลาดนัก“ถูกต้อง ดังนั้นจึงแวะมาหาพวกท่าน เผื่อว่าพวกท่านอยากจะไปช่วยข้า”เสิ่นอวี๋มองเขาด้วยสายตาสงสัย “เพราะอะไรอยู่ๆ คุณชายรองจึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา”“แน่นอนว่าข้าไม่อาจเห็นสองตระกูลเกี่ยวดองสมหวัง สี่ตระกูลใหญ่ตอนนี้ไม่มีตระกูลใดเกี่ยวดอง อยู่ๆ ตระกูลสวีก็อยากให้บุตรชายแต่งงานกับคุณหนูสี่ พวกท่านไม่คิดว่ามันน่าแปลกหรอกหรือ ยังมี...ข้าเห็นคนของประมุขสวีไปด้อมๆ มองๆ ที่ป้อมตระกูลเสิ่น แถมยังพยายามลอบเข้ามกำแพงไปด้วย”“อะไรนะ! สวีหยวนต้องการจะทำอะไร? หรือว่าเขากำลังคิดไม่ดี?!”“ไม่ต้องกังวล ข้าให้คนเตือนคุณชายเสิ่นจิ
“เสิ่นหมิงเล่อเล่า” เฉินซีหลันเอ่ยถามทันทีหลังดื่มน้ำแกง“ข้าจะไปดูว่าคุณหนูตื่นแล้วหรือยัง รอสักครู่นะเจ้าคะ”“ข้าจะไปกับท่านด้วย” อวี้เฟิงเหลียนส่งเสียงรั้งแม่นมชุย“ดะ...ได้เจ้าค่ะ”ฉางสือ...แปลกใจกับท่าทีของแม่นมชุย เขาลุกขึ้นจากนั้นเดินตามผู้เป็นนายไป ในใจรู้สึกว่าที่นี่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
“ท่านพ่อเจ้าคะ” หญิงสาวเดินเข้าไปหาบิดาด้วยรอยยิ้ม นึกถึงงานศพที่เงียบเหงาของบิดากับสภาพของป้อมตระกูลเสิ่นหลังบิดาสิ้นใจ เสิ่นหมิงเล่อได้แต่กลืนก้อนสะอื้นที่แล่นมาเป็นริ้วๆ กลับเข้าไป“เสี่ยวหวงหรงมาแล้ว? เป็นอย่างไรของหมั้นถูกใจหรือไม่”นางมองเห็นใบหน้าและดวงตาที่เต็มไปด้วยความรักของบิดา น้ำตาก็ยิ
เสิ่นหมิงเล่อเห็นสามีและพ่อแม่สามีเป็นทุกข์ นางสละสินเดิมทั้งหมดซื้อหาเสบียงจนผ่านพ้นมาได้ ทว่าตอนนั้นเองที่ได้รับข่าวว่าบิดาล้มป่วยและสิ้นใจกระทันหัน ตอนไปร่วมงานศพบิดาข่าวร้ายยิ่งกว่าทำให้ทุกคนแทบนั่งไม่ติด คัมภีร์ของปรมาจารย์หายสาบสูญ เพลงกระบี่ตระกูลเสิ่นยังไม่มีผู้สืบทอดบิดาก็มาจากไปเสียแล้ว!!
สี่พรรคใหญ่แห่งเทียนซาน ยอดยุทธ์ผู้ครอบครองคัมภีร์แห่งปรมาจารย์ ตระกูลสวีทางเหนือ ตระกูลเฉินทางใต้ ตระกูลเสิ่นตะวันออก และตะวันตกมีตระกูลอวี้ผู้ครอบครองหอข่าวในใต้หล้าคัมภีร์ทั้งสี่สร้างสมดุลให้ใต้หล้า เพลงกระบี่เหนือใต้ ออก ตก เป็นดังคานอำนาจสี่ทิศ ไม่มีตระกูลใดกลายเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง ทว่







