ข้าผิดคิว
‘องค์รัชทายาท!…’ ภาพใบหน้านี้ ตรงกับคำบรรยายในนิยายของนางทุกประการ ตั้งแต่โครงหน้าคมเข้ม ดวงตาเฉียบคมดุจพยัคฆ์ ไปจนถึงรอยแผลเป็นจาง ๆ บริเวณไหล่ซซ้าย ‘ใช่หากเป็นเขาจริง ย่อมต้องมีป้ายหยก!’ เซี่ยเหมยลี่รีบกวาดสายตามอง ก่อนจะพบว่าบริเวณเอวของบุรุษนั้นมีป้ายหยกชิ้นหนึ่งห้อยอยู่ นี่มัน…ผิดไปจากนิยายที่นางเขียน! ตามเนื้อเรื่อง ผู้ช่วยชีวิตองค์รัชทายาทควรเป็นไป๋ซินอวี้ นางเอกของเรื่อง ไม่ใช่นางร้ายอย่างนาง! อีกทั้งเหตุการณ์นี้ควรจะเกิดขึ้นในอีกหลายเดือนข้างหน้า มิใช่ตอนนี้ ทำไมทุกอย่างถึงเปลี่ยนไป? นางตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะสลัดความคิดทิ้งไป ‘ช่างเถอะ! อย่างไรเขาก็ยังไม่ได้พบกับนางเอกที่แท้จริง จะปล่อยให้เขาตายไม่ได้’ เมื่อตัดสินใจเช่นนั้น นางก็ลุกขึ้นยืน ก้าวเดินเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำเพื่อหาน้ำมาเช็ดตัวลดความร้อนให้เขา ไม่นานนักนางก็เข้าไปใกล้ แอ่งน้ำขนาดเล็กในถ้ำ ก่อนจะนั่งลงคุกเข่าแนบชิดกับผืนน้ำ ก่อนใช้มือน้อย ๆ วักน้ำขึ้นมาล้างคราบฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนใบหน้า ความเย็นของสายน้ำช่วยปลอบประโลมความเหนื่อยล้าให้นางได้บ้าง เมื่อนางรู้สึกสดชื่นขึ้นแล้ว จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาชุบน้ำ จากนั้นจึงลุกขึ้นหมุนกายเดินกลับไปหา องค์รัชทายาทที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือจากนางอยู่ เซี่ยเหมยลี่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ นางจ้องมองใบหน้าอันหล่อเหลา แม้ซีดเซียว แต่ยังคงเปี่ยมไปด้วยอำนาจ นางค่อย ๆ เอื้อมมือไปถอดเสื้อที่เต็มไปด้วยคราบเลือคออก เผยให้เห็นแผ่นอกที่เต็มไปด้วยบาดแผล นางสูดลมหายใจเข้าลึก ใช้ผ้าที่ชุบน้ำหมาด ๆ ลูบไล้ไปตามผิวกายของเขา ก่อนจะเร่งมือเช็ดตัวให้เขา หวังให้ไข้ลดโดยเร็วที่สุด หลังจากเช็ดตัวจนไข้เริ่มลดแล้วนางก็เดินไปเอนตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้าอยู่ไม่ไกลจากเขานัก ไม่นานนางก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว เสียงพร่ำเพ้อแผ่วเบาดังขึ้น นำพาสติของเซี่ยเหมยลี่คืนกลับมา “หนาว…” เสียงแผ่วเบานั้นเจือไปด้วยความทรมาน นางขมวดคิ้วลืมตาขึ้นมองร่างบุรุษ ที่นอนอยู่ไม่ไกลนัก ดวงหน้าของเขานั้นซีดเซียว เนื้อตัวสั่น นางรีบลุกขึ้นไปหาเขา ก่อนจะสะดุ้งเมื่อพบว่า ผิวกายเย็นเฉียบ ลมหายใจแผ่วเบา “เหตุใดจึงเย็นเฉียบเพียงนี้” นางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ หวังหาฟื้นมาจุดไฟ แต่ในถ้ำนั้นดูเปียกชื้นแล้วอีกทั้งนางก็ไม่รู้วิธีจุดไฟแบบโบราณเสียด้วย กระแสลมเย็นจากปากถ้ำพัดเข้ามาเป็นระลอก สั่นสะเทือนผิวกายของบุรุษตรงหน้า เซี่ยเหมยลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงอย่างไรเสียนางก็ไม่ใช่คนในยุคนี้ เพื่อช่วยชีวิตเขา คงต้องยอมเสียสละร่างกายของนางเพื่อมอบความอบอุ่นให้เขา นางสูดลมหายใจก่อนจะปลดอาภรณ์ชั้นนอกของตนเองออก ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดอาภรณ์ของบุรุษตรงหน้าด้วยมือสั่น ก่อนจะก้าวเข้าสู่อ้อมกอดของบุรุษตรงหน้า เนินอกอวบอิ่มแนบชิดกับแผงอกกว้าง สองมือใหญ่กระชับโอบกอดร่างบางเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น … แสงอรุณแรกของยามอุษาเล็ดลอดผ่านซอกหิน เข้ามาส่องประกายภายในถ้ำ ส่องต้องใบหน้าบุรุษผู้หลับใหลมาทั้งคืน เปลือกตาหนาเริ่มขยับ ริมฝีปากแห้งผากเผยอขึ้นเล็กน้อย ก่อนนัยน์ตาคมจะค่อย ๆ เปิดขึ้นเผยให้เห็นดวงตาสีดำดุจรัตติกาล ความรู้สึกแรกที่รับรู้ คือไออุ่นที่แนบชิดอยู่ในอ้อมกอด กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกายสาวติดปลายจมูก องค์รัชทายาทหลี่หานเซียนกะพริบตาเล็กน้อย พยายามรวบรวมสติ ทบทวนเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนจะก้มลงทอดสายตามองร่างอรชรของสตรีที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เส้นผมดำขลับแผ่กระจายเต็มแผ่นอกของเขา ลมหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอบ่งบอกว่านางยังคงหลับใหล ดวงหน้าหวานที่เขาไม่คุ้นเคยเผยให้เห็นความอ่อนโยนยามสงบ ลำแขนเรียวเล็กโอบกอดเข้าไว้แน่น ดวงตาคมจับจ้องที่สตรีในอ้อมแขน ใบหน้าอันงดงามนั้นต้องตาเขาดั่งมนต์สะกด แม้จะเคยได้ยินชื่อเสียงของนางมาบ้าง และตลอดทั้งคืนที่อยู่ร่วมกับนางนั้นเขารู้สึกว่า ข่าวลือนั้นไม่ตรงเลยสักอย่าง แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยมั่นใจยิ่งนัก แต่บัดนี้นางนั้นสู่อ้อมกอดของเขาแล้ว จะยอมปล่อยนางไปง่าย ๆ อย่างนี้ได้เช่นไร องค์รัชทายาทหลี่หานเซียนค่อย ๆ คลายวงแขนออกอย่างระมัดระวัง ไม่ให้นางตื่นจากนิทราโดยไม่จำเป็น องค์รัชทายาทหลี่หานเซียนก้าวออกมาจากถ้ำ แสงอรุณแรกฉาบไล้ทั่วพื้นป่า เผยให้เห็นบุรุษในอาภรณ์สีดำที่ยังคงแฝงรัสมีองอาจ เขาชักพลุสัญญาณออกมา จุดประกายสีแดงฉานพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ท่ามกลางแสงอรุณอ่อน เงาขององค์รักษ์ทั้งสองพลันปรากฏขึ้นจากม่านหมอกแห่งยามเช้า ทั้งคู่ทรุดกายลงคุกเข่า ประสานมือคำนับด้วยความเคารพ ก่อนจะเอ่ยเสียงหนักแน่น “ขอองค์รัชทายาทโปรดอภัย กระหม่อมล่ะเลยต่อหน้าที่ มิได้อยู่ปกป้อง จึงสมควรแก่การลงโทษ” หลี่หานเซียนปรายตามอง องค์รักษ์ทั้งสอง ด้วยใบหน้าเรียบนิ่งหาได้แสดงอารมณ์ใดไม่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ลุกขึ้น” องค์รักษ์ทั้งสองลุกขึ้นยืนทันที “เรื่องที่ให้ไปสืบ ได้ความหรือไม่” องค์รักษ์ฝ้าขวานามเซี่ยหู่รีบยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา หลี่หานเซียนรับมา ก่อนดวงตาคมกริบจะกวาดมองตัวอักษรบนกระดาษอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ในอาภรณ์ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “พวกเจ้ารออยู่ด้านนอก” หลี่หานเซียนก้าวเดินเข้าไปในถ้ำ ทว่าทันทีที่ทอดสายตามองดูรอบด้าน กลับพบว่าภายในนั้นว่างเปล่า ปราศจากเงาของสตรีนางนั้น มีเพียงผืนผ้าสีขาวเล็กปักลายดอกเหมยสีแดงเอาไว้เท่านั้น เขาเดินตรงไปก่อนจะก้มลงหยิบขึ้นมาอย่างแช่มช้า เนื้อผ้านุ่มละมุนยังเจือกลิ่นหอมจางของเจ้าของ ………. sdsจวนตระกูลไป๋ จวนตระกูลไป๋ ภายในห้องหนังสือ แสงโคมส่องกระทบชายสูงวัยที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทร์หอม มือจับพู่กันลากลายอักษรบนกระดาษ เงาร่างบางของไป๋ซินอวี้ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู นางก้าวเข้ามาเงียบ ๆ ในมือถือตะกร้าบรรจุถ้วยน้ำแกงไก่ “ท่านพ่อ ลูกต้มน้ำแกงมาให้ ท่านดื่มเถิดเจ้าค่ะ” แม่ทัพไป๋เหวินหลงละสายตาจากงานในมือ หันไปมองบุตรสาว แววตาฉายความอ่อนโยน ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ “ขอบใจเจ้ามากนะ” ไป๋ซินอวี้ก้มศีรษะรับ ก่อนจะวางถ้วยน้ำแกงไก่ลงบนโต๊ะ นางค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งข้างบิดา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “ท่านพ่อ หากลูกอยากเข้าร่วมกองทัพด้วย ท่านจะยินยอมหรือไม่” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหัวเราะในลำคอ “เจ้าคือสตรี แม้จะใจกล้าหาญ แต่มิอาจอยู่ท่ามกลางชายฉกรรจ์ได้หรอก” ไป๋ซินอวี้จ้องมองผู้เป็นบิดา แววตาแน่วแน่ “แต่ลูกอยากองอาจสง่างามกลางสนามรบเช่นเดียวท่าน!” แม่ทัพไป๋เหวินหลงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มจาง ๆ ดึงตราแม่ทัพออกมาวางบนโต๊ะ “หากเจ้าปรารถนาจะควบคุมกองทัพ ก็มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่ทำให้เจ้าอยู่เหนือทหารทั้งปวง” ไป๋ซินอวี้มองตราแม่ทัพที่สะท้อนแสงตะเกียง น
เกิดอะไรขึ้นจวนตระกูลเซี่ยภายในห้องที่เงียบสงบ มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ที่ไหวไปตามสายลม เซี่ยเหมยลี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นางรู้สึกถึงกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ในอากาศ นางกระพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้หอมอันคุ้นเคย“คุณหนูฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ!”เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างยินดี ลี่จิ่นถือถ้วยยาเดินเข้ามา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจเซี่ยเหมยลี่หันไปมองลี่จิ่น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว“ลี่จิ่น…ข้ากลับมาได้อย่างไร?”ลี่จิ่นนั่งลงข้างเตียง ยื่นถ้วยยาให้ก่อนจะตอบ“คุณชายใหญ่เป็นผู้พาท่านกลับมาเจ้าค่ะ”เซี่ยเหมยลี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน“แล้วองค์รัชทายาทเล่า? เขาอยู่ที่ใด”ลี่จิ่นอ้ำอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“องค์รัชทายาทเสด็จเข้าวังหลวงไปปราบกบฏแล้วเจ้าค่ะ”ดวงตาของเซี่ยเหมยลี่เบิกกว้าง นางตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบผลักประตูห้อง วิ่งพรวดออกไป“คุณหนู! คุณหนูเจ้าค่ะ!”ลี่จิ่นร้องเรียกไล่หลัง แต่ไม่อาจหยุดยั้งร่างของนางได้ จึงทำได้เพียงเร่งฝีเท้าวิ่งตามไป…ณ วังหลวงกลิ่นคาวเลือดอวลคลุ้งไปทั่ว ท่ามกลางกอ
ตอนที่32 หลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ2ณ วังหลวงตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟยภายในห้องบรรทมที่ตกแต่งอย่างวิจิตร หลินกุ้ยเฟยยืนอยู่กลางห้องในอาภรณ์แพรไหมล้ำค่า เส้นผมดำขลับถูกรวบเกล้าอย่างประณีต แววตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้าเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังขึ้น แม่นมคนสนิทรีบก้าวเข้ามาพร้อมกระดาษแผ่นเล็กในมือ หลินกุ้ยเฟยรับมาเปิดอ่าน สายตาของนาง พลันริมฝีปากเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมานางหันไปเหลือบสายตามองไปยังร่างขององค์ชายรองหลี่จิ้งอวิ๋นบุตรชายของตนที่ยังคงนอนหมดสติอยู่บนเตียง ก่อนจะพยักหน้าให้แม่นมคนสนิทเป็นสัญญาณโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาใดหลินกุ้ยเฟยก้าวเดินออกจากห้องอย่างสง่างาม ผ้าคลุมสะบัดไหวไปตามสายลม….ณ ตำหนักของฮ่องเต้หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่างามพร้อมกับเหล่าทหารที่ตนเองฝึกมาเป็นอย่างดีเพื่อใช้ในการนี้ประกายคมดาบสะท้อนแสงวูบวาบ สังหารผู้คนที่ขว้างทางนางโดยไร้ความปรานี เสียงร่ำให้กรีดร้องดังระงมทั่วบริเวณ ร่างขององค์รักที่ยืนเฝ้าหน้าตำหนักล้มลงราวใบไม้ล่วงเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวจากการก่อกบฏในครั้งนี้ท่ามกลางกลิ่นคาวโลหิต หลินกุ้ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างองอาจ นางยกมือขึ้นเบา ๆ เหล่าทหารที่ต
ตอนที่ 28 สนมหลินกุ้ยเฟยก่อกบฏ1 ณ วังหลวง ตำหนักพระสนมหลินกุ้ยเฟย แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดเงาจาง ๆ ลงบนผืนพรมลายวิจิตรงดงาม ภายในตำหนักอบอวลด้วยกลิ่นกำยานอ่อนจาง พระสนมหลินกุ้ยเฟยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือเรียวจับเข็มปักลวดลายลงบนผ้าเช็ดหน้าเนื้อดี เส้นไหมสีทองร้อยเรียงกันเป็นลวดลายหงส์ทอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากเบื้องหลัง ไม่นานนัก แม่นมคนสนิทก็ก้าวเข้ามา ค้อมกายลงพลางเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเคารพ “องค์ชายรองยังคงคุกเข่าอยู่หน้าตำหนัก บัดนี้ล่วงเลยไปสองชั่วยามแล้วเพคะ” มือที่กำลังปักเข็มชะงักไปครู่หนึ่ง พระสนมหลินกุ้ยเฟยปรายตามองด้ายทองที่พันปลายนิ้ว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ให้เขารอต่อไป” นางวางผ้าปักลงบนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “จัดการเรียบร้อยหรือยัง” แม่นมพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวไปเบื้องหน้ายื่นกระดาษแผ่นเล็กออกมา หลินกุ้ยเฟยรับมา คลี่ออกอ่านเนื้อความบนกระดาษก่อนจะเผยรอยยิ้มแห่งความหวังออกมา …. จวนตระกูลไป๋ภายในของไป๋ซินอวี้สายลมเย็นพัดโชยกระทบผ้าม่านสีอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลม ภายในห้องเงียบสงบ จนได้ยินเสียงลมพัดแผ่วเบา ไป๋ซินอวี้นั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะไม้
ฮ่องเต้ถูกวางยาณ วังหลวงภายในตำหนักบรรทมบรรยากาศเยียบเย็นราวลมวสันต์ที่ไร้ไออุ่น ฮ่องเต้ทรงบรรทมอยู่บนเตียง ร่างกายนิ่งสนิทราวไร้ลมหายใจ มีเพียงลมหายใจแผ่วเบาที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิตอยู่ม่านบางไหวกระเพื่อมเมื่อร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ หลินกุ้ยเฟยประดับอาภรณ์งามสง่า ดวงตาคู่งามนั้นแฝงไปด้วยประกายเย้ยหยันนางเดินมาหยุดที่ข้างเตียง จ้องมองใบหน้าบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยรักสุดหัวใจ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงร่างไร้สติใต้ฤทธิ์ยาที่นางมอบให้หลินกุ้ยเฟยแค่นหัวเราะเบา ๆ ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเยียบเย็น ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเต็มไปแฝงไปด้วยความโกรธแค้นในครั้งอดีตอันแสนขมขื่น“ฝ่าบาท…ทรงหลับใหลเช่นนี้ต่อไปเถิดเพคะ อีกเพียงไม่นานพระองค์ก็ทรงจะได้ลงไปพบกับนางในนรกแล้วเพคะ”หลินกุ้ยเฟยหลับตาลง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นบนหลังฝ่ามือขาวผ่อง ก่อนที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความขมขื่น พลันคิดย้อนไปในครั้งอดีต เมื่อยังคงเป็นเพียงหญิงสาวที่ใสซื่อไร้เดียงสานางกับเขาเคยเป็นดั่งเงาแห่งกันและกัน ครั้งหนึ่งเคยร่วมผ่านความเป็นความตาย นางช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ทั้งสองรักมั่นในกันและกัน
ใต้น้ำตกก่อนจะแทรกมือใหญ่เข้าไปยังจุดอ่อนไหวกลางกาย นิ้วยาวแตะสัมผัสกับกลีบเกสรที่เริ่มเยิ้มด้วยหยาดน้ำรัก ปลายนิ้วลูบไล้ขึ้นลงอย่างแผ่วเบา นางสะท้านเฮือกเมื่อปลายนิ้วเรียวบดคลึงติ่งเกสรที่เต้นระริกจากอารมณ์อันเร่าร้อนเสียงครางหวานแว่วกังวาน มือเล็กเกาะเกี่ยวแผ่นหลังของเขาแน่น หลี่หานเซียนบดขยี่ติ่งเกสรจนหยาดน้ำรักเอ่อล้นออกมาจากร่างบาง เซี่ยเหมยลี่แอ่นสะโพกขึ้นลงรับสัมผัสนั้นอย่างหลงใหล สะโพกมนกระตุกเบา ๆ ขณะที่เสียงครวญครางยังดังไม่ขาดสายหลี่หานเซียนเลื่อนมือใหญ่ไปจับเรียวขางาม ก่อนจะยกขึ้น แล้วค่อย ๆ ใช้แก่นกายแข็งแกร่งที่ขยายใหญ่เต็มที่แล้วถูกไถไปมากับร่องกลีบเกสรที่ฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำรัก สร้างความเสียวซ่านให้นางจนเผลอครางออกมา“อา…องค์รัชทายาท”เสียงครางหวานเรียกกระเส่า ร่างบางบิดเร้าอย่างต้องการ การเติมเต็มจนแทบไม่อาจรั้งรอได้อีกต่อไป หลี่หานเซียนขบกรามแน่น ก่อนจะค่อยกดสะโพกสอดแทรกแก่นกายเข้าไปอย่างช้า ๆ จนสุดลำร่างของทั้งสองแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว เสียงครางหวานของนางดังประสานกับเสียงครางต่ำของเขาร่างบางกอดรัดเขาแน่นขึ้น ขณะที่หลี่หานเซียนเริ่มขยับสะโพกเข้าออกอย่างเชื่องช้า