LOGINประตูห้องโถงของงานเลี้ยงถูกเปิดออก พร้อมกับร่างใหญ่ของท่านราชครูจ้าวเว่ยโจวที่เดินมาพร้อมกับซินจางและสาวใช้ของนาง ทำให้สายตาทุกคู่หันไปมองพวกเขาด้วยความสนใจทันที โดยเฉพาะสายตาของฮ่องเต้จ้าวม่านฉีและท่านแม่ทัพเฉินชิงหลิงที่หมายปองในตัวของซินจางอยู่
เมื่อทุกคนในงานมากันครบแล้ว งานเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้นด้วยการแสดงศิลปะการต่อสู้ของนักดาบมืออาชีพทันที และในขณะที่การแสดงกำลังดำเนินไปนั้น ท่านราชครูจ้าวเว่ยโจวก็สังเกตเห็นว่าสายตาของฮ่องเต้มิได้สนใจในการแสดงดาบเลยแม้แต่น้อย แต่สายตาของฮ่องเต้กับทอดพระเนตรไปที่ซินจางแต่เพียงผู้เดียว แถมสายตาคู่นั้นที่เขาทอดพระเนตรไปที่นางกลับเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหมายปองในตัวนางอีกด้วย ทำให้ท่านแม่ทัพรู้สึกหึงหวงซินจางขึ้นมาทันที
“นางเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น” ท่านราชครูพูดกับตัวเองเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ และเขาจะไม่มีวันปล่อยให้ชายอื่นได้มามองไปที่นางอันเป็นที่รักของเขาด้วยสายตาพิศวาสอย่างนี้แน่นอน ท่านราชครูจึงนั่งสงบสติเพื่อคิดหาแผนการบางอย่าง
และหลังจากที่การแสดงศิลปะการต่อสู้ของนักดาบมืออาชีพจบสิ้นลงแล้ว ฮ่องเต้ก็ตรัสถามซินจางขึ้นต่อหน้าผู้คนในงานเลี้ยงทันที “คุณหนูหลี่ซินจาง เจ้าชอบการแสดงนี้หรือไม่?”
ในใจของซินจางตอบกลับไปทันทีเลยว่าไม่ชอบ เพราะนางเป็นสตรี นางไม่สนใจเรื่องการต่อสู้อะไรแบบนี้สักหน่อย แต่จะให้ตอบว่าไม่ชอบก็ไม่ได้ นางจำใจต้องกลับไปว่า “ชอบเพคะ”
“ข้าอยากเห็นเจ้าโชว์ความสามารถของเจ้าบ้าง จะได้หรือไม่?” ฮ่องเต้ตรัสถามขึ้นต่อ
“ชิบหายล่ะ!” ซินจางอุทานขึ้นมาในใจทันที “จะบ้าหรอ! จะให้ข้าโชว์อะไรล่ะ! งื้อออออออออออออออออ”
“ว่าอย่างไรล่ะ คุณหนูหลี่ซินจาง?” ฮ่องเต้ตรัสถามขึ้นต่ออีกครั้งเมื่อเห็นว่านางยังคงนิ่งเงียบอยู่
“เอ่อ...คือ...ว่า” ซินจางอึกอักที่จะตอบกลับไป ก็เพราะว่านางไม่รู้ว่านางควรจะแสดงอะไรนะสิ เพราะนางไม่มีความสามารถใด ๆ เลย
“ฝ่าบาท!” ท่านราชครูที่เห็นว่าซินจางไม่เต็มใจที่จะแสดงโชว์ใด ๆ ทั้งนั้น เขาจึงแก้หน้าแทนนางทันที “นางเป็นสตรีชั้นสูง นางคงรู้สึกเขินอายที่จะต้องมาแสดงอะไรต่อหน้าบุรุษเช่นนี้”
“ก็จริงอย่างท่านราชครูว่า” ฮ่องเต้ทรงเห็นด้วยกับท่านราชครู ก่อนที่จะหันมาพูดกับซินจาง “ไว้เจ้าหาโอกาสมาแสดงให้ข้าดูที่พระราชวังของข้าก็แล้วกัน”
เมื่อท่านราชครูจ้าวเว่ยโจวได้ยินคำตรัสจากฮ่องเต้เช่นนั้น เขาก็โกรธหน้าแดงขึ้นมา พร้อมกับรีบพูดขึ้นต่อเหล่าฐานกำนัลมากมายที่นั่งอยู่ในงานเลี้ยงแห่งนี้ “ขออภัยฝ่าบาท คงจะเป็นเช่นนั้นไม่ได้หรอกพะยะค่ะ”
“อ้าว! ทำไมกันล่ะ?” ฮ่องเต้จ้าวม่านฉีถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เพราะนางเป็นคู่หมั้นของข้า และข้าก็เห็นว่ามันไม่สมควรพะยะค่ะ”
เมื่อฐานกำนัลรวมถึงฮ่องเต้ได้ยินว่าซินจางเป็นคู่หมั้นของท่านราชครูแล้ว พวกเขาก็ต้องมีสีหน้าที่ตกใจ โดยเฉพาะซินจางที่ไม่รู้ว่านางกลายไปเป็นคู่หมั้นของท่านราชครูตั้งแต่เมื่อใด
ท่านแม่ทัพหลี่ฟู่จูผู้เป็นบิดาของซินจางถึงกลับงงเป็นไก่ตาแตกเช่นกันที่จู่ ๆ ลูกสาวของตนเองก็กลายไปเป็นคู่หมั้นของท่านราชครูตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ เขาจึงรีบสะกิดถามนางขึ้นทันที “จางเอ๋อร์! เจ้าไปเป็นคู่หมั้นกับท่านราชครูจ้าวเว่ยโจวตั้งแต่เมื่อใดกัน เหตุใดพ่อจึงไม่รู้?”
“อย่าว่าแต่ท่านพ่อที่ไม่รู้เลยเจ้าค่ะ ลูกเองก็ไม่รู้เช่นกัน!” ซินจางตอบกลับไปตามความเป็นจริง
ในขณะที่ผู้คนในงานกำลังสงสัยกันอยู่นั้น ท่านแม่ทัพเฉินชิงหลิงผู้ที่หมายปรองในตัวซินจางเช่นกัน จึงถามท่านราชครูขึ้นทันที “นางไปเป็นคู่หมั้นของท่านราชครูตั้งแต่เมื่อใด? ข้าเป็นคนสนิทของนาง เหตุใดข้าจึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน?”
“ตั้งแต่ตอนนี้” ท่านราชครูจ้าวเว่ยโจวตอบกลับไปด้วยสายตาและรอยยิ้มที่ไม่เกรงกลัวใคร
“ท่านหมายความว่าเช่นไรกัน?” ท่านแม่ทัพเฉินชิงหลิงยังคงถามขึ้นต่อด้วยความงงใจ
ท่านราชครูจ้าวเว่ยโจวจึงประกาศขึ้นด้วยน้ำเสียงอันห้าวหาญ“นับตั้งแต่บัดนี้เป็น ข้าที่มีอำนาจเหมือนดั่งฮ่องเต้จากฮ่องเต้องค์ก่อนผู้เป็นบิดาของข้าขอประกาศว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คุณหนูหลี่ซินจางผู้นี้คือคู่หมั้นและว่าที่ภรรยาของข้า พรุ่งนี้ข้าจะยกสินสอดไปสู่ขอนาง หากผู้ใดขัดขวางการแต่งงานนี้ถือว่าขัดพระราชโองการของฮ่องเต้องค์ก่อน”
“ห๊ะ!” ซินจางอุทานออกมาด้วยสีหน้าที่ตกใจ เพราะจู่ ๆ นางก็ถูกมัดมือชกให้กลายเป็นคู่หมั้นของท่านราชครูชั่วผู้วางแผนก่อกบฏต่อแผ่นดินซะงั้น
ในขณะเดียวกันท่านแม่ทัพหลี่ฟู่จูก็ตกใจไม่น้อยที่จู่ ๆ ลูกสาวของตนก็ต้องกลายเป็นว่าที่ภรรยาของท่านราชครูชั่ว เพราะตลอดมาท่านแม่ทัพหลี่ฟู่จูรู้ทันถึงแผนการก่อกบฏของท่านราชครูจ้าวเว่ยโจว แต่ตอนนี้เมื่อท่านราชครูชั่วผู้นี้กลายมาเป็นคู่หมั้นของลูกสาวของเขาแล้ว นั้นก็หมายความว่าเขากำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการก่อกบฏครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ และนั้นทำให้ท่านทัพหลี่ฟู่จูกังวลเป็นอย่างมาก และท่านแม่ทัพหลี่ฟู่จูก็ไม่สามารถปฏิเสธคำพูดของท่านราชครูจ้าวเว่ยโจวได้ เพราะก่อนที่ฮ่องเต้องค์ก่อนจะสิ้นใจ เนื่องจากจ้าวเว่ยโจวไม่สามารถขึ้นครองราชย์ได้เพราะมีสายเลือดผสมจากต่างแคว้น ทำให้ฮ่องเต้องค์ก่อนให้เขามีอำนาจเหมือนดั่งฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน โดยทุกการตัดสินใจของเขาถือว่าเป็นคำขาด
ท่านแม่ทัพหลี่ฟู่จูและซินจางจึงเริ่มมีความกังวลใจไม่น้อย
ไม่นานหลังจากนั้น งานเลี้ยงก็เสร็จสิ้นลง ทุกคนต่างก็แยกย้ายเดินทางกลับจวนของตนเอง ซึ่งในขณะที่ซินจางและท่านแม่ทัพหลี่ฟู่จูกำลังจะก้าวขาขึ้นรถม้าอยู่นั้น ท่านราชครูจ้าวเว่ยโจวก็เดินตรงดิ่งเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับพูดขึ้น “พรุ่งนี้ข้าจะนำสินสอดไปสู่ขอคุณหนูหลี่ซินจางให้สมฐานะของนาง”
ท่านแม่ทัพหลี่ฟู่จูจึงเดินเข้ามาหาท่านราชครูพร้อมกับพูดขึ้น “ในเมื่อข้ามิอาจจะขัดการสู่ขอนี้ได้ ขอก็ขอเพียงอย่างเดียวจากท่าน ขอให้ท่านดูแลและรักษาชีวิตนางให้ดี ๆ ก็พอ”
“อืม” ท่านราชครูพยักหน้ารับคำก่อนที่เขาจะเดินจากไป
เมื่อท่านราชครูเดินพ้นสายตาไปแล้ว ท่านแม่ทัพหลี่ฟู่จูผู้เป็นบิดาจึงหันมาพูดกับลูกสาวของตน “ท่านราชครูผู้นี้มีนิสัยร้ายกาจยิ่งนัก และเพราะอำนาจที่เขามีจึงทำให้เขาทำแต่เรื่องผิด ๆ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เขากำลังวางแผนโค่นบัลลังก์ของฮ่องเต้ ข้านี่ช่างเป็นพ่อที่แย่จริง ๆ ที่ไม่สามารถปกป้องลูกสาวเพียงคนเดียวของตัวเองได้”
“ท่านพ่อ! ท่านอย่าได้โทษตัวเช่นนั้นเลย ในเมื่อท่านราชครูผู้นี้เลือกข้าแล้วแสดงว่าเขามีใจให้กับข้า ท่านพ่อไม่ต้องห่วงข้านะ ข้าจะเป็นผู้ล้มล้างความคิดของท่านราชครูผู้นี้เอง” ซินจางปลอบใจท่านพ่อของนางกลับไป แม้รู้ว่าตัวเองจะไม่สามารถทำดั่งที่พูดได้อย่างแน่นอน
“พ่อจะคอยช่วยเหลือเจ้าเอง” พูดจบ ทั้งสองคนก็เดินขึ้นรถม้าไป
เมื่อกลับมาถึง ณ จวนตระกูลหลี่ในยามค่ำ ซินจางก็กลับเข้ามายังหอนอน และทิ้งตัวนอนลงบนเตียงด้วยความหนักใจทันที พร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างแรง “เฮ้ออออออออออออออออออออออ”
เมื่อรุ่ยเซียงเห็นว่าคุณหนูของนางกำลังเจอปัญหาเช่นนั้น นางจึงเสนอวิธีขึ้นทันที “คุณหนูเจ้าค่ะ ในเมื่อคุณหนูไม่อยากแต่งงานกับท่านราชครูชั่วผู้นั้น งั้นคุณหนูหนีไปกับท่านแม่ทัพเฉินชิงหลิงดีไหมเจ้าคะ?”
“เฮ้ออออออออออออออออออ” ซินจางถอนหายใจออกมาอีกรอบ ก่อนที่จะตอบรุ่ยเซียงกลับไป “ข้าทำแบบนั้นไม่ได้หรอก แม้ข้าจะรู้ดีว่าท่านแม่ทัพเฉินชิงหลิงรักข้ามากจนพร้อมยอมทำทุกอย่างเพื่อข้า แต่ข้ามิอาจจะทำร้ายชีวิตทั้งชีวิตของเขาได้ เพราะต่อให้ข้าหนีไปสุดขอบโลก ท่านราชครูก็คงจะออกตามหาเจออย่างแน่นอน”
“โถ่วววววววววววววววววววว คุณหนูของข้า เหตุใดท่านจึงต้องกลายเป็นภรรยาของผู้ชายที่คิดจะก่อกบฏต่อแผ่นดินเช่นนี้ด้วย โชคชะตาช่างใจร้ายต่อท่านเหลือเกิน” รุ่ยเซียงตัดพ้อออกมา
“นั่นสิ! เหตุใดโชคชะตาจึงใจร้ายกับข้านัก ให้ข้ามีความสุขยังไม่ทันไร โชคชะตาก็มาเอามันคืนไปจากข้าแล้ว” ซินจางตัดพ้อต่อโชคชะตาออกมาเช่นกัน ก่อนที่นางจะหลับตาลงเพื่อหลีกหนีจากวุ่นวายบนโลกใบนี้ชั่วขณะ
____________________________________________________________
ฝากกดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ^^
“อ๊าาาาาาา” ชิวยวี่เผลอร้องออกมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะพยายามปฏิเสธมากขนาดไหน แต่ร่างกายของนางมันกลับปรารถนาน้องชายอุ่น ๆ ของเขานั้นเสียเหลือเกิน และไม่นานนิคโคลัสก็ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับจับน้องชายของเขาที่ขยายใหญ่ของเขานั้นถูไปมาที่กลีบของนาง โดยที่เขาไม่ยอมสอดใส่สักที และมันก็ทำให้ชิวยวี่รู้สึกเสียวจนใจจะขาดแล้วนะ ทำไมเขาไม่ยอมสอดมันเข้ามาสักที“อ๊าาาาา ซีดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”“ข้าเดินทางมาไกลแสนไกลเพื่อมาพบกับท่าน แล้วข้าจะยอมให้ท่านเป็นของชายอื่นได้เช่นไรกัน!” เขาพูดขึ้น แต่ ณ จุด ๆ นี้ ต่อให้เขาต่อว่าอะไรนาง นางก็ยอมหมดแหละชิวยวี่รู้สึกว่าร่างกายของนางยิ่งต้องการเขามากขึ้นไปอีก นางชอบที่ได้เห็นเขาหึงหวงนางด้วยรสสวาทเช่นนี้เหลือเกินจากนั้นเขาค่อย ๆ สอดใส่น้องชายของเขาเข้ามาในร่างกายของชิวยวี่อย่างช้า และเขาก็เริ่มทำการบรรเลงเพลงรักให้กับนางทันที“ร่างกายของท่านหญิงตอบสนองข้าดีเหลือเกิน หากเป็นเช่นนี้แล้วข้าคงจะแตกเอาได้นะ” เขาพูดขึ้น พร้อมกับยังคงค่อย ๆ ขยับน้องชายของเขาเข้าออกในร่องของนางอย่างช้า ๆ“เสียวจังเลยค่ะ”“แต่ข้าจะทำให้คุณเสียวมากกว่านี้อีก”เข้าเริ่มกระแทกเข้าออกแรงขึ้นเ
บทที่ 6หึงหวงก็เพราะว่ารักผ่านไปหลายวัน ท่านแม่ทัพหวางหยุนตี๋ผู้ช่วยชีวิตของชิวยวี่และนิคโคลัสก็มาที่จวนสกุลหลัวอีกครั้งอย่างปลอดภัย โดยเขามาครั้งนี้เขาได้นำดอกโบตั๋นมาให้ชิวยวี่ด้วยชิวยวี่รู้สึกประทับใจท่านแม่ทัพหวางหยุนตี๋เป็นอย่างมากจากการที่เขาช่วยชีวิตนางไว้ครั้งที่แล้ว แถมเขายังนำโบตั๋นที่เป็นดอกไม้โปรดมาให้นางอีกด้วย ทำให้นางรู้สึกชื่นชอบเขาขึ้นมาทางด้านของนิคโคลัสที่เฝ้ามองทุกอย่างมาอย่างเงียบ ๆ ตลอดก็รู้สึกโกรธและหึงหวงพวกเขาขึ้นมาทันที เขาจึงไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปหาท่านแม่ทัพหลัวอีม่าน พร้อมกับพูดขึ้น “ท่านแม่ทัพหลัวอีม่าน! วันนี้ข้าจะมาทวงคำขอที่ท่านให้ข้าไว้ โดยที่ท่านสัญญากับข้าแล้วว่าท่านจะไม่ปฏิเสธข้า”ท่านแม่ทัพหลัวอีม่านที่เห็นเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวทั้งสามคนอยู่ในสายตาตลอด เขาก็พอจะเดาได้ว่านิคโคลัสจะมาขออะไร แต่เขาก็ต้องแสร้งเป็นไม่รู้ “งั้นเจ้าก็พูดมาเถิด”“ข้าอยากจะสู่ขอท่านหญิงชิวยวี่ให้มาเป็นภรรยาของข้า”ท่านแม่ทัพหลัวอีม่านยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน ก่อนที่จะตอบกลับไป “ตัวข้านั้นไม่ปฏิเสธคำของเจ้าอย่างแน่นอน แต่ข้าเป็นเพียงผู้ให้กำเนิดนาง มิใช่เจ้าของชีวิตของน
ทางด้านของนิคโคลัสที่มองออกว่าท่านแม่ทัพหวางผู้นี้ปรารถนาในตัวของท่านหญิงชิวยวี่เป็นอย่างมาก เขาก็เกิดรู้สึกหึงหวงขึ้นมาทันที แต่เพราะนิคโคลัสเป็นคนที่เก็บอารมณ์เก่ง เขาจึงได้แต่ยิ้มออกมา และทำหน้านิ่งเงียบไว้เช่นเดิมในค่ำคืนนั้นนิคโคลัสที่กำลังนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงด้วยความกังวลใจเรื่องที่ท่านแม่ทัพหวาง เขาก็พรางคิดว่าหากท่านแม่ทัพหวางสู่ขอท่านหญิงชิวยวี่ของเขาขึ้นมา และท่านหญิงตอบตกลง เขาคงทำอะไรนอกจากนั่งเสียใจร้องไห้ ดังนั้นเขาจะปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นไม่ได้เด็ดขาดและเมื่อนิคโคลัสคิดเรื่องนี้วนซ้ำไปซ้ำมาจนทำให้เขานอนไม่หลับ เขาก็นึกถึงฉากหนึ่งที่ซีรีส์จีนชอบทำเวลานอนไม่หลับก็คือการปีนขึ้นไปนั่งดูดาวบนหลังคานั้นเอง นิคโคลัสจึงไม่รอช้า เขารีบทำแบบในซีรีส์จีนทันทีแต่การปีนขึ้นมาบนหลังคานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแบบในซีรีส์เลย ทำเอานิคโคลัสทุลักทุเลไม่น้อยกว่าที่เขาจะปีนมันขึ้นมาได้ แต่เมื่อปีนขึ้นมาแล้วเขาจึงได้รู้ว่าข้างบนนี้มันช่างสวยงามเหลือเกินนิคโคลัสนั่งมองดาวที่ไม่มีอะไรขว้างกันอยู่บนท้องฟ้า นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความสุขและความสบายใจ เขาปรารถนาให้ชีวิตของเขาที่เหลืออยู่ใน
บทที่ 5คุณหนูโฉมสะคราญกับบุรุษรูปงามสองคนเมื่อกองทัพได้เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง หลังจากที่ได้รับการต้อนรับจากฮ่องเต้อย่างยิ่ง พวกเขาก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนที่จวนของตนเองทันทีทางด้านท่านแม่ทัพหลัวอีม่านที่กับมาถึงจวนของเขาพร้อมกับชิวยวี่และนิคโคลัสแล้ว ท่านแม่ทัพหลัวอีม่านจึงถามนิคโคลัสขึ้น “เรื่องที่เจ้าได้ช่วยชีวิตของข้าไว้นั้น หากเจ้าอยากได้สิ่งใดเป็นการตอบแทนก็จงบอกข้ามาเถิด ข้าจะไม่ปฏิเสธเจ้าเลย”“ตอนนี้ข้ายังไม่อยากได้สิ่งใดเลยขอรับ ไว้ข้าปรารถนาแล้วข้าจะมาบอกให้ท่านแม่ทัพทราบ” นิคโคลัสตอบกลับไป“งั้นก็ตามใจเจ้าเถอะ วันนี้ก็ไปพักผ่อนกันได้แล้ว” พูดจบ ทั้งสามคนก็แยกย้ายกันออกไปทางหอนอนของตนเองเมื่อเช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นประตูจวนสกุลหลัวก็ถูกเปิดออก พร้อมกับร่างใหญ่ที่แสนสง่างามของท่านแม่ทัพหวางหยุนตี๋ก็ปรากฏขึ้น ชิวยวี่ที่นั่งอยู่ที่ศาลากลางน้ำก็ชะโงกหน้าออกมาดู และพบกับรูปร่างใหญ่อันดุดันและองอาจในชุดเกาะสีดำ พร้อมกับใบหน้าที่คมเข้มแต่ขาวนวล นัยตาสีน้ำตาลเข้มชวนนางหลงใหล รูปหน้าคมสันราวกับหลุดออกมาเทพนิยาย เขาผู้นี้คือท่านแม่ทัพหวางหยุนตี๋คนที่รวมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ของนางมาน
เมื่อนิคโคลัสเดินทางมาถึงกองทัพของแคว้นเป่ยเอี่ยนแล้ว เขาก็ใช้ความรู้ประวัติศาสตร์อันน้อยนิดที่มีเกี่ยวกับแคว้นนี้ทำนายทายทักให้ทหารที่อยู่หน้ากองทัพฟังว่า “ข้ามีนามว่าเชียนเอ๋อร์ ข้าเป็นนักทำนาย ในอนาคตแคว้นเป่ยเอี่ยนจะมีชื่อเสียงโด่งดังมาก”“จริงรึ?”“จริงสิ!”เมื่อทหารได้ยินคำทำนายของนิโคลัสเช่นนั้น พวกเขาก็ดีใจกันยกใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้วนิคโคลัสรู้ดีว่าผู้คนชอบคำทำนายทีเป็นผลดีต่อตัวเอง หากคำทำนายไหนที่เป็นผลลบ พวกเขาจะเครียดไปนานปีเลยทีในขณะที่ทหารผู้นั้นกำลังดีใจยกใหญ่อยู่นั้น นิคโคลัสก็แอบแฝงตัวเข้าไปในกองทัพของพวกเขาได้ โดยที่นิคโคลัสได้เลือกชุดของทหารผู้หนึ่งมาสวมใส่ และเขาก็ออกตามหาที่คุมขังของท่านแม่ทัพหลัวอีม่านผ่านไปจนเกือบค่ำ ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดมนลง นิคโคลัสก็สามารถตามหาท่านแม่ทัพหลัวอีม่านได้ สภาพร่างกายของท่านแม่ทัพทัพหลัวอีม่านนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย แต่ถึงกระนั้นเขาก็คงดูแข็งแรงและมีสติอยู่มาก นิคโคลัสพรางแอบคิดในใจว่าหากคนที่โดนทำลายเช่นนี้เป็นเขา เขาคงไม่มีทางรอดชีวิตได้อย่างแน่นิคโคลัสใช้ไหวพริบความฉลาดที่เขาชอบดูมาจากหนังฝรั่งโดยการตีหัวของทหารให้สลบ แล้วเขาก็น
บทที่ 4ออกสู่สนามรบหลังจากนั้นผ่านไป 2 อาทิตย์ จู่ ๆ ที่เมืองไต๋ก็ถูกแคว้นเป่ยเอี่ยนเข้ามาโจมตีอย่างหนักเพื่อหวังจะยึดครอง เนื่องจากว่าเมืองไป๋เป็นเมืองติดแม่น้ำและเป็นเส้นทางค้าขายสำคัญของแคว้นต้าถัง จึงทำให้แคว้นเป่ยเอี่ยนผู้ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจทำการเข้าโจมตีท่านแม่ทัพหลัวอีม่านผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นต้าถังก็ได้รับนำมอบหมายจากฮ่องเต้ให้นำทัพลงไปปกป้องเมืองไป๋ในครั้งนี้ โดยมีแม่ทัพหนุ่มหวางหยุนตี๋เป็นผู้เดินทางไปเคียงคู่กับเขาด้วย...ชิวยวี่ไปสั่งท่านพ่อของนางที่หน้าประตูเมืองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวของเขา นางไม่มีความกังวลอยู่ในใจของตนเองเลยสักนิด เพราะนางเชื่อเสมอว่าบิดาของนางจะต้องสามารถเอาชัยชนะกลับมาได้อย่างแน่นอน แต่ทางด้านของท่านแม่ทัพหลัวอีม่านกลับเต็มไปด้วยความกังวล เพราะเขารู้ดีว่าแคว้นเป่ยเอี่ยนนั้นมีความป่าเถื่อนมากขนาดไหน แถมการรบของพวกเขายังไม่เป็นรองใคร แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ได้แสดงสีหน้าที่เป็นกังวลออกมาให้บุตรสาวของตนเองได้เห็น เพราะเขาไม่อยากให้นางต้องคอยเป็นห่วงเขา“ท่านพ่อ! รีบกลับมานะคะ ลูกจะทำอาหารมื้อใหญ่ไว้รอท่านเลย” ท่าน







