LOGINหญิงชราผู้สวมชุดดำซึ่งนั่งอยู่มุมห้องกล่าวเสียงต่ำ “จำไว้ อย่าใช้เกินสามคืนติดต่อกัน มิฉะนั
หญิงชราผู้สวมชุดดำซึ่งนั่งอยู่มุมห้องกล่าวเสียงต่ำ “จำไว้ อย่าใช้เกินสามคืนติดต่อกัน มิฉะนั้นจะมีคนจับพิรุธได้”เซียวจื่อเฟยพยักหน้า “เพียงให้ฝ่าบาทเสด็จมาหาข้าสักครั้งก็พอ”หญิงชราหัวเราะเบา ๆ “ชายทุกคนล้วนมีจิตใจอ่อนแอ หากใช้วิธีถูกต้อง ย่อมหลงใหลโดยไม่รู้ตัว”ขณะเดียวกัน ฮ่องเต้กำลังประทับอยู่ในตำหนักทรงพระอักษร พระองค์ทรงอ่านฎีกาอยู่เพียงลำพัง แต่ผ่านไปไม่นานก็เริ่มรู้สึกแปลกประหลาด พระองค์วางพู่กันลงไม่ทรงทราบเหตุใด จู่ ๆ ภาพของเซียวจื่อเฟยกลับผุดขึ้นมาในพระทัย ทั้งที่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พระองค์แทบไม่เคยเสด็จไปตำหนักของนางเลยหลี่กงกงสังเกตเห็นฮ่องเต้ทรงเหม่อจึงถามอย่างเป็นห่วง “ฝ่าบาท จะทรงพักก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ส่ายพระเศียรเบา ๆ “ไม่รู้เหตุใด...”พระองค์ลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว“เรารู้สึกเหมือนควรไปที่ใดสักแห่ง”หลี่กงกงรีบถาม “จะเสด็จไปตำหนักฮองเฮาหรือพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้นิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบช้า ๆ“ไม่ใช
โถวฝ่าเฟยกล่าวต่อ “หม่อมฉันรู้ว่าเสื้อคลุมนั้นเกือบทำร้ายฮองเฮา แต่หม่อมฉันยังอยากขอให้พระองค์เก็บไว้ เพราะทุกฝีเข็มในนั้น หม่อมฉันปักด้วยใจจริง หากพระองค์ทรงทำลายมัน หม่อมฉันคงเสียใจไปทั้งชีวิต”ซีฮันพยักหน้า “ข้าไม่เคยคิดจะเผาทิ้ง”นางหันไปสั่งตงเปียน “นำเสื้อคลุมมา”ไม่นาน เสื้อคลุมดอกเหมยก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะอีกครั้ง โถวฝ่าเฟยมองผลงานของตนด้วยแววตาปนเศร้า ซีฮันคลี่เสื้อออกอย่างช้า ๆ ตั้งใจจะตรวจดูอีกครั้ง เพราะนางเชื่อว่าคนร้ายอาจทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้โดยไม่รู้ตัวโถวฝ่าเฟยใช้นิ้วลูบลายดอกเหมยเบา ๆ แล้วกล่าว “ลายนี้หม่อมฉันออกแบบเองทั้งหมด ยกเว้น...”นางหยุดพูดกะทันหัน ซีฮันเงยหน้ามอง “ยกเว้นอะไร”“แปลกจัง...”โถวฝ่าเฟยขมวดคิ้ว ก่อนดึงชายเสื้อด้านในขึ้นมา “ตรงนี้ไม่ใช่ฝีมือของหม่อมฉัน”ซีฮันรีบรับเสื้อคลุมมาพิจารณา บริเวณด้านในของชายเสื้อ ใต้ลายดอกเหมยที่แทบไม่มีผู้ใดเปิดดู มีลายปักเล็กมากซ่อนอยู่ หากไม่สังเกตอย่างละเอียดก็จะคิดว่าเป็นเพียงด้าย
แต่โถวฝ่าเฟยกลับพูดต่อราวกับกลัวว่าหากหยุดแล้วจะไม่มีความกล้าอีก “นางข่มขู่หม่อมฉันว่า หากบอกเรื่องเสื้อคลุมหรือผงพิษ ครอบครัวของหม่อมฉันจะไม่มีชีวิตรอด นางมัดหม่อมฉันไว้ในห้องลับ ไม่ให้อาหาร ไม่ให้น้ำ และบอกว่าจะปล่อยให้หม่อมฉันตายอย่างไม่มีผู้ใดพบศพ”ทั่วศาลาเงียบกริบ จินเช่อเฟยพยายามตั้งสติ“ฝ่าบาทเพคะ นางไม่มีหลักฐาน”ซีฮันจึงหยิบผ้าผืนเล็กออกมาจากแขนเสื้อ “หม่อมฉันมี”นางคลี่ผ้าสีขาวออก ภายในคือกระดุมหยกเม็ดหนึ่ง“กระดุมเม็ดนี้หลุดอยู่ภายในห้องลับ”ตงเปียนรับไปถวายฮ่องเต้ ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเพียงครู่เดียวก็จำได้ เพราะกระดุมลายดอกโบตั๋นสีม่วงเช่นนี้ เป็นแบบพิเศษที่พระองค์พระราชทานแก่จินเช่อเฟยเมื่อสองปีก่อน มีเพียงชุดของนางเท่านั้นที่ใช้กระดุมชนิดนี้ จินเช่อเฟยเริ่มหน้าซีด แต่ซีฮันยังไม่หยุด“ยังมีอีกหนึ่งสิ่ง”นางพยักหน้าให้ตงเปียน ขันทีหนุ่มนำผ้าผืนหนึ่งออกมา ภายในห่อเข็มพิษที่พบในห้องลับ หมอหลวงก้าวออกมากราบทูล“ฝ่าบาท เข็มเหล่านี้เคลือบพิษชนิดเดียวกั
นางกำนัลคนสนิทรีบถาม “เฟยเหนียงเหนียง จะเสด็จออกไปจริงหรือเพคะ ให้บ่าวไปแทนเถิด”จินเช่อเฟยส่ายหน้า“หากเป็นคนที่รู้ความลับของข้า ข้าจะฆ่าด้วยมือของตัวเอง”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาศาลาริมสระบัวจมอยู่ในความมืด มีเพียงโคมไฟดวงเล็กแขวนไว้หนึ่งดวงตามข้อความในจดหมาย ลมกลางคืนพัดผิวน้ำเกิดระลอกคลื่นเบา ๆ รอบบริเวณดูว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดอยู่แม้แต่คนเดียวจินเช่อเฟยเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวไร้เสียง นางกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ก่อนเอ่ยเสียงเบา“ออกมา”ไม่มีเสียงตอบ นางเดินขึ้นศาลาช้า ๆ มือขวาแตะด้ามมีดในแขนเสื้อ“ในเมื่อกล้าส่งจดหมาย เหตุใดจึงไม่กล้าออกมาพบ”ความเงียบยังคงปกคลุม จินเช่อเฟยเริ่มขมวดคิ้ว นางก้าวเข้าไปกลางศาลา แล้วสังเกตเห็นโต๊ะหินตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีเพียงหมากล้อมสีดำหนึ่งเม็ดวางอยู่ นางหยิบมันขึ้นมาดู ใต้หมากล้อมมีข้อความสั้น ๆ เขียนไว้บนกระดาษแผ่นเล็ก“เจ้ามาช้ากว่าที่คิด”สีหน้าของจินเช่อเฟ
นางพูดได้เพียงสองพยางค์ก็สะอื้นจนพูดต่อไม่ได้ ซีฮันไม่ได้เร่งรัด นางเพียงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้อย่างเงียบ ๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ โถวฝ่าเฟยจึงเอ่ยเสียงสั่น“หม่อมฉันกลัว...”“กลัวสิ่งใด”หญิงสาวตัวสั่นจนผ้าห่มขยับ “นางบอกว่า...ต่อให้หม่อมฉันพูด ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ แล้วคนที่หม่อมฉันรัก...จะตายหมด”ซีฮันนิ่งไปเล็กน้อย“คนที่เจ้ารัก”โถวฝ่าเฟยพยักหน้าเบา ๆ“ครอบครัวของหม่อมฉันยังอยู่บ้านเดิมเพคะ”เพียงประโยคเดียว ซีฮันก็เข้าใจทุกอย่าง จินเช่อเฟยมิได้ข่มขู่เพียงชีวิตของโถวฝ่าเฟย แต่นางใช้ครอบครัวของอีกฝ่ายเป็นโซ่ตรวน ซีฮันยกมือแตะไหล่โถวฝ่าเฟยเบา ๆ“ข้าจะไม่บังคับเจ้า”หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ“แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้คนชั่วใช้ความกลัวเป็นอาวุธต่อไป”เมื่อออกจากห้องพัก ตงเปียนก็รีบถาม “เหนียงเหนียง นางยอมพูดหรือยัง”“ไม่”“เช่นนั้น...”“ไม่จำเป็นแล้ว”ซีฮัน
ไม่นานหลังรุ่งสาง ซีฮันปลอมเป็นการเสด็จตรวจตำหนักตามธรรมเนียม มีเพียงตงเปียนและขันทีคนสนิทไม่กี่คนติดตาม จินเช่อเฟยรีบออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานเช่นเคย“ฮองเฮาเสด็จถึงตำหนักหม่อมฉัน นับเป็นเกียรติยิ่งเพคะ”ซีฮันยิ้มตอบ “ข้าได้ยินว่าตำหนักเจ้าตกแต่งงดงาม จึงอยากชมด้วยตนเอง”จินเช่อเฟยก้มศีรษะ “เชิญพระองค์ทอดพระเนตรได้ทุกแห่งเพคะ”แม้จะตอบเช่นนั้น แต่สายตาของนางกลับจับจ้องทุกฝีก้าวของฮองเฮาอย่างไม่ละเลยซีฮันเดินชมตำหนักอย่างสงบ เริ่มจากเรือนรับรอง ห้องเก็บผ้าแพร ห้องน้ำชา และลานฝึก ทุกอย่างดูเรียบร้อยไม่มีพิรุธ นางเดินช้ากว่าปกติ ใช้ปลายนิ้วเคาะเสาไม้เป็นระยะ สายตากวาดมองความกว้างของทางเดิน เทียบกับพื้นที่ภายนอกตำหนักในใจเมื่อเดินมาถึงห้องปักผ้า ซีฮันหยุดทันทีห้องนี้กว้างประมาณหกช่วงเสา แต่เมื่อเทียบกับแนวกำแพงด้านนอกแล้ว พื้นที่ด้านในกลับสั้นกว่าที่ควรจะเป็นเกือบสองช่วงคนจินเช่อเฟยสังเกตเห็นฮองเฮาหยุดมอง จึงยิ้มพลางกล่าว “หม่อมฉันไม่ถนัดงานปักเหมือนโถวฝ่าเฟย ห้องนี้จึงใช้เพียงเก
โหรหลวงโบกมือเรียกคนสนิทนำกระดองเต่าวางบนกระดานรองเข้ามาเพื่อให้ฮ่องเต้ได้เห็นซึ่งก็ทำให้ทั้งเฉียนหลงและเข่อชิงหวงกุ้ยเฟยสนใจอย่างมาก สักครู่โหรหลวงจึงเอ่ยขึ้น“โดยปกติแล้วหม่อมฉันใช้กระดูกวัวในการทำนายดวงบ้านเมือง แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความแปลกประหลาด จึงได้ใช้วิธีการทำนายอย่างโบราณที่
ตงเปียนรีบห้ามฮองเฮาที่คว้ามืดเล่มเดิมขึ้นมาและดึงพระเกษาทำท่าจะตัดทิ้ง ลิลลี่หยุดชะงักและเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของขันทีหนุ่ม“ทำไมข้าตัดผมไม่ได้ นี่รู้หรือเปล่าว่าตอนอยู่ศตวรรษที่21 ข้าให้ช่างหั่นผมจนสั้นเลยนะ”“พระองค์จะทรงทำเช่นนั้นมิได้ การตัดพระเกษาออกนั่นหมายถึงการไว้ทุกข์เมื่อฮ่องเต้สวรรคต หาก
“หม่อมฉันดีใจที่พระองค์ยังทรงความจำดีอยู่ เรื่องนี้หลงลืมมิได้อย่างเด็ดขาดเลยนะเพคะ”“เรื่องแม่ยายกับลูกสะใภ้ ยุคสมัยไหนก็ไม่ต่างกันหรอกนะ...โอเค...ฉัน...เอ๊ย...ข้าจะไม่ขัดเจ้าละ”ตงเปียนเลิกคิ้ว “โอเค...คืออะไรหรือเพคะ”“แปลว่าตกลง...เจ้าจะเอาไปพูดก็ได้นะ”“เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะขอเล่าต่อว่าพระองค์เ
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฮองเฮาทำให้ขันทีหนุ่มซึ่งตอนนี้เหงื่อกาฬซึมไปทั่วถึงกับลอบถอนใจ เขาคลานเข้าไปและคุกเข่าลงข้าง ๆ พระอัครมเหสี ลิลลี่ในร่างของสตรีผู้สูงศักดิ์กว่าผู้ใดในแผ่นดินแห่งยุคราชวงศ์ชิงก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง น้ำตาของเธอเหือดแห้ง นัยน์ตาฉายประกายกล้าขึ้น ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้







