LOGINหลังจากเหตุการณ์ "ติดเกาะ" กลางสระบัว หลินซีเหยาก็แง่งอนตุ๊บป่อง ไม่ยอมเจรจาพาทีกับท่านอ๋องไปครึ่งค่อนวัน แต่ยังยอมอ้าปากรับข้าวที่ท่านอ๋องป้อน จนกระทั่งกาลเวลาล่วงเลยถึงช่วงค่ำของวันถัดมา ซึ่งตรงกับ "เทศกาลหยวนเซียว" (เทศกาลโคมไฟ) พอดี
เมืองหลวงในราตรีนี้สว่างไสวไปด้วยโคมไฟหลากสีสันที่ประดับประดาตามบ้านเรือนและร้านรวง ผู้คนต่างพากันออกมาเดินเล่นชมโคมและทายปริศนากันอย่างคึกคักจอแจ
ณ เรือนเหมันต์พิสุทธิ์
"ไม่ไป..."
หลินซีเหยานอนหันหลังให้สามี กอดหมอนข้างแน่น "ผู้คนพลุกพล่าน... เบียดเสียด... กลิ่นเหงื่อคละคลุ้ง... แถมยังต้องเดินไกล ข้าไม่ไปเด็ดขาด"
จ้าวจินหลง ที่แต่งกายด้วยชุดลำลองสีดำขลิบเงินดูหล่อเหลาคมคาย ทรุดกายลงนั่งข้างเตียงแล้วเขย่าไหล่ภรรยาเบาๆ
"ซีเหยา... นี่เป็นเทศกาลหยวนเซียวแรกหลังเราแต่งงานนะ คู่ยวนยางทุกคู่เขาต้องไปลอยโคมอธิษฐานร่วมกัน เพื่อให้รักยืนยาว"
"รักเรายืนยาวอยู่แล้วน่า (ตราบใดที่ท่านมั่งคั่ง) " หลินซีเหยางึมงำ "ข้าเกียจคร้านจะเดินเหิน... จบนะ"
จ้าวจินหลงถอนหายใจ ยิ้มมุมปากอย่างมีแผนการ
"น่าเสียดายยิ่งนัก... ได้ยินว่าปีนี้ร้าน 'รสทิพย์' ทำ 'บัวลอยไส้งาดำน้ำขิง' สูตรพิเศษ ลูกใหญ่เท่ากำปั้น แป้งนุ่มหนึบ ไส้ทะลัก... จำหน่ายเฉพาะคืนนี้คืนเดียวเสียด้วย"
ใบหูของหลินซีเหยากระดิก
"บัวลอย... ลูกเท่ากำปั้น?"
"ถูกต้อง... และยังมี 'ถังหูลู่' เคลือบน้ำตาลกรอบๆ ผลไม้คัดพิเศษจากแดนทักษิณ..."
หลินซีเหยาเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันควัน นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ
"อาเป่า! นำอาภรณ์มา! ข้าจะไปชมโคมไฟ (ไปกิน) !"
...
ณ ถนนสายหลักกลางเมืองหลวง
บรรยากาศคึกคักสมคำร่ำลือ ผู้คนหลั่งไหลมาชมความงามของแสงโคม
หลินซีเหยาสวมชุดคลุมกันลมสีขาวขลิบขนจิ้งจอกที่ได้จากทัวป๋าเลี่ย สวมหมวกที่มีผ้าโปร่งบางๆ ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งเพื่อป้องกันผู้คนแตกตื่นในรูปโฉม และความเกียจคร้านจะแต่งหน้า
เดินมาได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูป (15 นาที)
"ท่านพี่... ข้าเมื่อยขา" หลินซีเหยาหยุดเดิน ยืนเกาะแขนเสื้อท่านอ๋อง "คนเยอะเหลือเกิน... ข้าโดนเบียดจนตัวจะแบนอยู่แล้ว"
จ้าวจินหลงมองภรรยาที่เริ่มทำหน้ามุ่ย
"ข้าบอกแล้วว่าให้นั่งรถม้ามา เจ้าก็แย้งว่ารถม้าเข้าไม่ถึงตลาดของกิน"
"ก็ผู้ใดจะไปล่วงรู้ว่าคนเยอะปานนี้เล่า!"
จ้าวจินหลงส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้าหลินซีเหยา ท่ามกลางสายตาฝูงชน
"ขึ้นมา"
"เอ๋?" หลินซีเหยาตาโต "จะให้ขี่หลังหรือ? ...กลางตลาดเยี่ยงนี้น่ะหรือ?"
"เจ้าบอกขี้เกียจเดินมิใช่หรือ?" จ้าวจินหลงหันมามอง "หรือจะให้ข้าอุ้มท่าเจ้าสาว? แบบนั้นคนจะจ้องมองเยอะกว่านะ"
หลินซีเหยารีบกระโดดขึ้นขี่หลังแกร่งทันที กอดคอท่านอ๋องแน่น
"ไปเลยเจ้าอาชา... เอ้ย ท่านพี่! มุ่งหน้าสู่ร้านบัวลอย!"
ชาวบ้านร้านตลาดรอบข้างต่างพากันมองด้วยความตกตะลึงระคนเอ็นดู
บุรุษร่างสูงใหญ่สง่างาม แบกคนตัวเล็กไว้บนแผ่นหลังเดินฝ่าฝูงชนอย่างมั่นคง โดยไม่มีท่าทีหนักใจแม้แต่น้อย
"นั่นท่านอ๋องมิใช่หรือ?"
"ใช่! ชินอ๋อง จ้าวจินหลง! แล้วคนบนหลังนั่น..."
"พระชายาหลิน! ...โอ้สวรรค์ ท่านอ๋องยอมเป็นพาหนะให้พระชายาขี่! ช่างเป็นสามีตัวอย่างโดยแท้!"
หลินซีเหยาซบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างอย่างมีความสุข
นี่แหละคือ 'พาหนะส่วนตัว' ที่ล้ำค่าที่สุดในแผ่นดิน... นิ่มกว่ารถม้า อุ่นกว่าเตาผิง แถมยังสั่งซ้ายหันขวาหันได้ดั่งใจนึก
...
หน้าซุ้มทายปริศนา
"รางวัลใหญ่! โคมไฟกระต่ายยักษ์ทำจากผ้าไหมปักดิ้นทอง! ผู้ใดทายปริศนาได้สามข้อติด รับไปเลย!"
เสียงเถ้าแก่ร้านโคมไฟตะโกนเรียกลูกค้า
หลินซีเหยาตาเป็นประกายเมื่อเห็นโคมไฟกระต่ายที่ดู 'นุ่มนิ่ม' น่ากอดรัด
"ท่านพี่... ข้าอยากได้กระต่าย"
"ได้สิ" จ้าวจินหลงกระชับร่างคนบนหลัง "เดี๋ยวข้าทายให้"
"ไม่ต้อง! ข้าทายเอง!" หลินซีเหยาไฟแรงเพราะของรางวัลล่อใจ "ท่านเพียงแค่แบกข้าไปใกล้ๆ ป้ายคำถามก็พอ"
จ้าวจินหลงเดินเข้าไปหน้าซุ้ม
คำถามที่ 1 สิ่งใดเอ่ย เช้าเดินสี่ขา กลางวันเดินสองขา เย็นเดินสามขา?
หลินซีเหยาตอบทันที "คน... มนุษย์...ง่ายไปหรือไม่? ขอข้อยากๆ หน่อย"
คำถามที่ 2 บนก็ไผ่ ล่างก็ไผ่ ขยับไปขยับมา ลมเย็นจับใจ?
หลินซีเหยาหาวหวอด) "พัด... นี่ข้าต้องใช้สมองจริงๆ หรือ?"
ฝูงชนเริ่มฮือฮา พระชายาตอบรวดเร็วปานสายฟ้า!
คำถามที่ 3 พี่น้องสิบคน อยู่เรือนหลังเดียวกัน ห้าคนอยู่หน้า ห้าคนอยู่หลัง แต่หน้าตาเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว?
หลินซีเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง... คิ้วเรียวขมวดมุ่น
จ้าวจินหลงกระซิบ "หากยากเกินไป เดี๋ยวข้าช่วย..."
"นิ้วเท้า!" หลินซีเหยาตอบเสียงดังฟังชัด "ห้าคนหน้าคือนิ้วเท้าขวา ห้าคนหลังคือนิ้วเท้าซ้ายยามนั่งขัดสมาธิ ...ใช่หรือไม่?"
เถ้าแก่ร้านอ้าปากค้าง "ถะ... ถูกต้องขอรับ! แต่คำเฉลยจริงๆ คือ 'นิ้วมือ' ...แต่คำตอบท่านก็มีเหตุผล! รับไปเลยโคมไฟกระต่ายยักษ์!"
หลินซีเหยารับโคมไฟมาถือไว้อย่างภาคภูมิใจบนหลังสามี
"เห็นไหมท่านพี่... ข้าบอกแล้วว่าข้าฉลาดเฉลียว (ในเรื่องไร้สาระ) "
...
เหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินเคี้ยวถังหูลู่อย่างเกษมสำราญ จู่ๆ ก็มีกลุ่มคุณชายเจ้าสำราญที่เมามายเดินโซซัดโซเซเข้ามาขวางทาง
"โอ้โฮ..." หัวหน้ากลุ่มที่หน้าตาดูร่ำรวยแต่ไร้สติ จ้องมองหลินซีเหยาบนหลังจ้าวจินหลงที่ผ้าคลุมหน้าเลิกขึ้นตอนกินขนม
"แม่นางน้อย... ช่างงดงามยิ่งนัก... ขี่หลังบ่าวรับใช้มาเที่ยวรึจ๊ะ?"
มันเข้าใจผิดว่าจ้าวจินหลงที่แต่งกายเรียบๆ แต่ดูดุดัน เป็นบ่าวรับใช้หรือองครักษ์ ส่วนหลินซีเหยาเป็นคุณหนู
"ลงมาเถิดจ้ะคนงาม... ให้พี่ชายพาไปเที่ยวดีกว่า บ่าวไพร่มันจะไปรู้อันใดเรื่องความสนุกสนาน..."
มือสกปรกของมันเอื้อมมาหมายจะจับขาของหลินซีเหยา
หมับ!
มิใช่หลินซีเหยาที่ปัดป้อง... แต่เป็นมือหนาของจ้าวจินหลงที่ปล่อยมือจากขาภรรยาข้างหนึ่ง มาคว้าข้อมือเจ้าคนเมาไว้ได้ทันควัน
"อ๊ากกกก!"
เสียงกระดูกลั่น กร๊อบ ดังสนั่น! จ้าวจินหลงบีบข้อมือมันจนแทบแหลกละเอียด โดยที่สีหน้ายังคงเรียบเฉย
"บ่าวรับใช้?" จ้าวจินหลงทวนคำเสียงเย็นยะเยือก แววตาที่มองไปดุจพญามัจจุราช "เจ้าว่าผู้ใดเป็นบ่าวรับใช้?"
"ปะ... ปล่อยข้า! รู้หรือไม่ว่าบิดาข้าเป็นใคร! บิดาข้าคือเสนาบดีกรมคลัง!"
"อ้อ... เสนาบดีกรมคลัง..." จ้าวจินหลงแสยะยิ้ม "เช่นนั้นพรุ่งนี้บอกบิดาเจ้าด้วยว่า... ให้เตรียมเขียนใบลาออกได้เลย เพราะบุตรชายปากพล่อย บังอาจลวนลาม 'พระชายาชินอ๋อง'"
"ชะ... ชินอ๋อง!?"
กลุ่มคนเมาสร่างเมาทันที เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น โขกศีรษะรัวๆ
"ขอประทานอภัย! ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่! ไว้ชีวิตด้วย!"
หลินซีเหยาที่นั่งกินถังหูลู่อยู่บนหลัง มองลงมาด้วยสายตาเวทนา ระคนขี้เกียจสนใจ
"ท่านพี่... อย่าเสียงดังสิ ข้ากำลังเคี้ยวพุทราเชื่อม... ปล่อยพวกมันไปเถิด เหม็นกลิ่นสุรา"
จ้าวจินหลงสะบัดมือทิ้งร่างคนเมาดุจทิ้งขยะ
"ไสหัวไป! อย่าให้ข้าเห็นหน้าอีก!"
พวกคนเมาวิ่งหนีป่าราบ หายวับไปในฝูงชน
จ้าวจินหลงหันกลับมาจัดเสื้อผ้าให้ภรรยา ดึงผ้าคลุมหน้าลงมาปิดให้มิดชิดกว่าเดิม
"วันหน้าข้าจะไม่ให้เจ้าออกจากจวนแล้ว... งามจนได้เรื่องตลอด"
"ข้าผิดหรือที่เกิดมารูปงาม?" หลินซีเหยาถามตาใส "โทษบิดามารดาข้าสิ"
...
ริมแม่น้ำ ลอยโคมอธิษฐาน
ในที่สุด ทั้งคู่ก็มาถึงริมแม่น้ำที่เต็มไปด้วยแสงเทียนลอยล่อง
จ้าวจินหลงวางหลินซีเหยาลงเสียที ทั้งคู่ร่วมกันประคองโคมลอยกระดาษใบใหญ่ เขียนคำอธิษฐานลงไป
จ้าวจินหลงเขียนอย่างบรรจง [ขอให้บ้านเมืองสงบสุข และภรรยาของข้าอยู่เคียงข้างข้าตลอดไป]
หลินซีเหยาแอบชำเลืองมอง แล้วเบ้ปาก "หวานเลี่ยนชะมัด"
ก่อนจะเขียนของตัวเองบ้างด้วยลายมือหวัดๆ [ขอให้นอนหลับวันละ 12 ชั่วยาม และมีขาหมูกินมิจำกัด]
"เจ้าเขียนสิ่งใด?" จ้าวจินหลงถาม
"ความลับสวรรค์" หลินซีเหยายิ้มกริ่ม
ทั้งคู่ปล่อยมือ ให้โคมลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี ผสมผสานไปกับดวงดารานับล้าน
จ้าวจินหลงหันมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหลินซีเหยาที่ต้องแสงไฟ นัยน์ตาดอกท้อเป็นประกายวาววับ บรรยากาศพาไป...ท่านอ๋องค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมา
"ซีเหยา..."
"หือ?" หลินซีเหยาหันมา
ริมฝีปากหยักได้รูปประทับลงบนริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงพลุที่จุดขึ้นเฉลิมฉลอง
จุมพิตนี้มิใช่จุมพิตที่เร่าร้อนเหมือนบนเตียง แต่เป็นจูบที่หวานซึ้ง อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรักที่ลึกซึ้ง
หลินซีเหยาหลับตาลง ตอบรับจูบนั้นด้วยดวงหทัยที่เต้นแรงผิดจังหวะ
อา... ให้ตายเถิด นอกจากร่ำรวย อบอุ่น และเป็นพาหนะที่ดีแล้ว... เขายังจุมพิตเก่งจนข้าขาอ่อนอีกแล้ว
เมื่อถอนจูบออก จ้าวจินหลงกระซิบชิดริมฝีปาก
"กลับกันเถิด... ข้าเริ่มอยากกิน 'บัวลอย' ที่ห้องแล้ว"
หลินซีเหยาหน้าแดง "บัวลอยอันใด? ที่ร้านจำหน่ายหมดแล้วนะ"
"บัวลอยขาวๆ ... นุ่มๆ ... ที่อยู่ตรงหน้านี่อย่างไรเล่า"
จ้าวจินหลงช้อนตัวอุ้มหลินซีเหยาขึ้นในท่าเจ้าสาว
"ท่านพี่! ผู้คนมองอยู่!"
"ช่างหัวผู้อื่น... ราตรีนี้เป็นคืนเทศกาล... เราต้องฉลองกันให้ถึงรุ่งสาง!"
หลินซีเหยาซุกหน้าลงกับอกแกร่งเพื่อซ่อนความขัดเขิน
เฮ้อ... คืนนี้มิต้องนอนอีกแล้วสินะ... แต่ก็ช่างเถิด ถือว่าเป็นค่าจ้างคนแบกก็แล้วกัน!
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







![เฝ้า(รอ)รัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)