เข้าสู่ระบบณ ห้องหอ เรือนเหมันต์พิสุทธิ์
ประตูไม้บานใหญ่ถูกเตะเปิดออกด้วยฝ่าเท้าของผู้เป็นเจ้าของเรือน ก่อนจะถูกปิดลงอย่างรวดเร็วด้วยเท้าข้างเดิมเพื่อกั้นลมหนาวและสายตาของบ่าวไพร่
จ้าวจินหลง อุ้มร่างนุ่มนิ่มของ หลินซีเหยา เข้ามาในห้องที่อบอุ่นด้วยเตาถ่านและแสงเทียนสลัว วางคนงามลงบนเตียงกว้างที่ปูด้วยขนสัตว์หนานุ่มอย่างทะนุถนอม ราวกับเกรงว่า "บัวลอย" ลูกนี้จะบอบช้ำคามือ
"ถึงห้องแล้ว..." หลินซีเหยาพึมพำเสียงงัวเงีย พยายามจะมุดตัวหนีเข้าผ้าห่มตามสัญชาตญาณ "ข้าล่วงเข้าสู่นิทรา... ขอนอน..."
"มิได้" จ้าวจินหลงกดไหล่บางไว้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏชัดบนใบหน้าคมคาย "เจ้ากินถังหูลู่มาทั้งคืน ตัวเหนียวเหนอะหนะเยี่ยงนี้จะนอนได้อย่างไร? จำต้องชำระกายเสียก่อน"
"เกียจคร้าน..." หลินซีเหยาเบะปาก ทำตัวเหลวเป๋วเป็นวารี "ท่านเช็ดตัวให้ข้าหน่อย... นะๆ"
"หึ... ย่อมได้ เปิ่นหวางจะ 'ปรนนิบัติ' ให้เจ้าทุกซอกทุกมุมเลยทีเดียว"
...
ในถังน้ำไม้หอม
ไอน้ำร้อนลอยกรุ่น กลิ่นหอมของกลีบกุหลาบและสมุนไพรช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้า
หลินซีเหยาถูกจับเปลื้องอาภรณ์จนล่อนจ้อน ผิวขาวเนียนละเอียดดุจหยกมันแพะต้องแสงเทียนเป็นประกายวาววับ ยอดอกสีหวานชูชันขึ้นเพราะความหนาวเย็นของอากาศภายนอกที่ยังหลงเหลือ
จ้าวจินหลงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาอุ้มภรรยาลงไปแช่ในน้ำอุ่น ก่อนจะก้าวตามลงไปเบียดเสียดในถังใบเดียวกัน ทำให้น้ำล้นซู่ออกมา
"อื้อ... ท่านพี่... มันคับแคบ" หลินซีเหยาบ่นอุบอิบ เมื่อแผ่นหลังบางแนบชิดกับอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของสามี
"แคบสิดี... จักได้ใกล้ชิด"
มือหนาเริ่มปฏิบัติการ 'ชำระกาย' เขาควักน้ำอุ่นลูบไล้ไปตามท่อนแขนเรียว ไหล่ลาด และลำคอระหง นิ้วมือสากระคายจากการจับดาบ ลากผ่านผิวเนียนนุ่ม สร้างความวาบหวามจนหลินซีเหยาขนลุกซู่
"ซีเหยา... ผิวเจ้าลื่นมือยิ่งนัก" จ้าวจินหลงกระซิบชิดใบหู ก่อนจะขบเม้มติ่งหูเบาๆ ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอ
มือปลาหมึกเริ่มเลื้อยต่ำลง ผ่านหน้าท้องแบนราบ ลงไปสู่จุดอ่อนไหวใต้น้ำ
"อ๊ะ! ...ท่าน... ท่านบอกจะอาบน้ำ!" หลินซีเหยาสะดุ้งเฮือก มือเรียวรีบคว้าข้อมือหนาไว้ แต่แรงอันน้อยนิดหรือจะสู้แรงแม่ทัพ
"ก็อาบอยู่นี่อย่างไรเล่า... ข้าเกรงเจ้าล้างมิสะอาด"
จ้าวจินหลงมิฟังคำทักท้วง ปลายนิ้วสะกิดหยอกเย้าส่วนกลางลำตัวที่กำลังตื่นตัวช้าๆ ใต้น้ำอุ่น
หลินซีเหยาขาอ่อนระทวย ศีรษะพิงซบกับไหล่หนาอย่างหมดแรง ริมฝีปากเผยอครางเสียงแผ่ว
"อื้อ... ท่านพี่... อย่ากลั่นแกล้ง... มันเสียวซ่าน..."
"เสียวซ่านหรือ? เช่นนั้นชอบหรือไม่?"
จ้าวจินหลงเร่งจังหวะมือ ปรนเปรอจนคนในอ้อมกอดตัวสั่นเทา เสียงน้ำกระเพื่อมไหวดังประสานกับเสียงครางกระเส่า
ในที่สุด หลินซีเหยาก็เกร็งกระตุก ปลดปล่อยออกมาในมือของสามี ร่างกายอ่อนยวบยาบเหมือนขี้ผึ้งลนไฟ
"แฮ่ก... แฮ่ก... พอแล้ว... ข้าเหนื่อย..." หลินซีเหยาหอบหายใจ ตาปรือปรอย "จักนอน..."
"เพิ่งเริ่มต้นเอง... 'บัวลอย' ลูกนี้เพิ่งล้างน้ำเสร็จ ยังมิได้ชิมเลย"
จ้าวจินหลงยกยิ้มร้ายกาจ อุ้มร่างที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นจากน้ำ เช็ดตัวให้อย่างลวกๆ แล้วพาไปที่เตียง
...
บนเตียงกว้าง
หลินซีเหยาถูกกดให้นอนราบลงกับฟูกหนา เกศาสีดำขลับแผ่สยายตัดกับผ้าปูที่นอนสีขาว ดวงตาดอกท้อฉ่ำน้ำมองดูสามีที่กำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตนเองออก เผยให้เห็นรูปร่างกำยำแข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งบุรุษเพศ
"ซีเหยา..." จ้าวจินหลงทาบทับลงมา กักขังคนใต้ร่างไว้ในอ้อมแขน
"ราตรีนี้เจ้าอธิษฐานว่ากระไรนะ? ...ขอนอน 12 ชั่วยามรึ?"
"ชะ... ใช่..."
"เสียใจด้วย... ราตรีนี้เปิ่นหวางมิอนุญาตให้นอน"
ริมฝีปากร้อนผ่าวประทับจูบลงมาอย่างดูดดื่มและรุนแรงกว่าที่ริมแม่น้ำ ลิ้นร้อนซอกซอนเข้าไปควานหาความหวานล้ำภายในโพรงปาก เกี่ยวรัดดูดดึงลิ้นเล็กที่พยายามหลบหลีกแต่ก็พ่ายแพ้และจูบตอบอย่างเงอะงะ
มือหนาฟอนเฟ้นไปทั่วเรือนร่างขาวผ่อง บีบเคล้นสะโพกมนอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะแยกเรียวขาขาวออกกว้าง
"ท่านพี่... เบามือหน่อย... พรุ่งนี้ข้าเดินไม่ไหวแน่..." หลินซีเหยาร้องประท้วงเสียงสั่น
"มิต้องเดิน... ข้าจะอุ้มเจ้าเองตลอดชีวิต"
จ้าวจินหลงชโลมน้ำมันหอมกลิ่นดอกท้อลงบนช่องทางคับแคบ นิ้วยาวค่อยๆ สอดแทรกเข้าไปเพื่อเบิกทาง
หลินซีเหยาหน้ามุ่ยด้วยความอึดอัด แต่ก็ผ่อนคลายลงเมื่อจ้าวจินหลงจูบปลอบประโลมไปทั่วใบหน้าและลำคอ
"อึก... แน่น..."
"ผ่อนคลายหน่อยคนดี... อย่าเกียจคร้านแม้กระทั่งหายใจสิ" จ้าวจินหลงเย้าแหย่
เมื่อเห็นว่าพร้อมแล้ว เขาจึงแทนที่นิ้วด้วยความยิ่งใหญ่ของตนเอง ค่อยๆ กดแทรกเข้าไปในความนุ่มแน่นช้าๆ
"อา..." หลินซีเหยาเชิดหน้าขึ้น เล็บจิกท่อนแขนแกร่งแน่น ความเจ็บปวดจางหายแทนที่ด้วยความซาบซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
จ้าวจินหลงเริ่มขยับกาย เป็นจังหวะเนิบนาบแต่หนักหน่วง ทุกการกระแทกกระทั้นเน้นย้ำลึกซึ้งจนคนใต้ร่างสั่นคลอนไปทั้งตัว
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังหยาบโลนผสมผสานกับเสียงครางหวานหู
"อ๊ะ... อ๊า... ท่านพี่... ลึก... ลึกไปแล้ว..."
หลินซีเหยาหวีดร้องเสียงหลง เมื่อจุดกระสันถูกกระตุ้นซ้ำๆ ขาเรียวเกี่ยวรัดเอวสอบไว้แน่นโดยมิล่วงรู้ตัว
"ซีเหยา... เจ้าช่าง... ยอดเยี่ยมนัก..." จ้าวจินหลงคำรามในลำคอ เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ หยดลงบนอกขาวของภรรยา
เขามองภาพคนงามที่บิดเร่าอยู่ใต้ร่าง ผิวขาวแดงระเรื่อ ปากบวมเจ่อ ดวงตาปรือฉ่ำ... ภาพนี้ช่างกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวเขายิ่งนัก
จังหวะรักเริ่มรุนแรงขึ้นดุจพายุโหมกระหน่ำ จากเนิบช้ากลายเป็นเร่าร้อนรุนแรง
เตียงไม้สักขนาดใหญ่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประท้วงความรุนแรงของบทรัก
หลินซีเหยาสมองขาวโพลน คิดอันใดไม่ออกนอกจากส่งเสียงครางและปล่อยกายปล่อยใจไปตามการนำพาของสามี
"บัวลอยลูกนี้... หวาน... หวานล้ำไปทั้งตัว..."
จ้าวจินหลงก้มลงดูดยอดอกสีหวาน แรงดูดดึงทำให้หลินซีเหยาเสียวสะท้านจนต้องแอ่นอกรับ
"พะ... พี่จินหลง... สามี... ข้าไม่ไหว... อ๊า!"
เมื่อบทรักดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด จ้าวจินหลงเร่งจังหวะถี่กระชั้น ตอกย้ำความรักและความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของลงไปจนมิดด้าม
ร่างสองร่างเกร็งกระตุกพร้อมกัน ปลดปล่อยธารอารมณ์อุ่นร้อนออกมาจนล้นทะลัก
จ้าวจินหลงทิ้งตัวลงทับร่างบาง หอบหายใจหนักหน่วง ซุกหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น
"รักเจ้า... ซีเหยา..."
หลินซีเหยานอนหอบแฮ่ก กายอ่อนปวกเปียกยิ่งกว่าแป้งเปียก
"ข้า... ข้าก็รักท่าน... แต่..."
"หือ?"
"เอามันออกไปได้แล้ว... แล้วก็... ข้าหิว... อยากกินบัวลอยของจริง..."
จ้าวจินหลงหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ เงยหน้ามองคนขี้เกียจที่แม้ยามเสร็จสมอารมณ์หมายก็ยังห่วงกิน
"ได้สิ... แต่ข้ายังไม่อิ่มบัวลอยลูกนี้เลย"
"หา!? ...ไม่เอาแล้ว! เอวข้าจักหัก... อื้อ!"
คำประท้วงถูกกลืนหายไปในลำคออีกครา
ดูเหมือนว่าราตรีแห่งเทศกาลหยวนเซียวนี้จะยังอีกยาวไกล... และหลินซีเหยาคงต้องใช้สิทธิ์ 'นอน 12 ชั่วยาม' ในวันพรุ่งนี้หากตื่นไหว อย่างแน่นอน
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)