Masukตอนที่ 23 แม่เลือกเอง
ขบวนรถเคลื่อนเข้าสู่เขตเมืองหลวงก่อนรุ่งสาง ท้องฟ้าเหนืออาคารสูงถูกย้อมด้วยแสงสีแดงจากจอประกาศเตือนภัย ใบหน้าของธันวาปรากฏอยู่ทุกทางแยกพร้อมข้อความว่าศัตรูของมนุษยชาติกำลังมุ่งหน้าสู่ศูนย์กลางประเทศ ด่านตรวจเพิ่มขึ้นแทบทุกถนน รถหุ้มเกราะจอดเรียงราย และโดรนตรวจพลังบินวนเหนือหลังคาอย่างต่อเนื่อง กฤตภาสต้องเปลี่ยนเส้นทางหลายครั้งเพื่อหลบระบบสแกน ชาญกับเมธาแยกไปพร้อมกลุ่มผู้ลี้ภัยตามแผน ส่วนธันวานั่งอยู่ท้ายรถขนส่งเก่า สวมเสื้อคลุมของคนงานและกดพลังทั้งหมดไว้ใต้ผิวหนัง เขารู้สึกถึงความกลัวของผู้คนนับล้านไหลเข้ามาเป็นระลอก ทุกครั้งที่รถผ่านจอข่าว เสียงในหัวจะดังชัดขึ้นราวกับโลกทั้งใบกำลังช่วยกันปลุกมัน
"พวกมันรอเจ้าอยู่"
ธันวาหลับตาและกำเชือกที่ข้าวฟ่างผูกไว้กับข้อมือ
"ผมก็รอพวกมันเหมือนกัน"
เสียงหัวเราะต่ำดังอยู่ภายใน
"เจ้าคิดว่าจะช่วยแม่ได้หรือ"
ธันวาไม่ตอบ เขากลัวคำถามนั้นมากกว่าคำขู่ใด พิมพ์ชนกบอกว่าไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน ประตูอรุณจะเปิด ศาสตราจารย์อคินเตรียมกับดักไว้ทุกด้าน และมาลินีถูกใช้เป็นจุดอ่อนสำคัญที่สุด หากแม่ตายต่อหน้า เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองจะควบคุมพลังได้หรือไม่ แต่ถ้าไม่ไป เขาจะต้องอยู่กับความจริงว่าเลือกปล่อยแม่ตายเพื่อปกป้องโลก ความคิดทั้งสองด้านกัดกินหัวใจไม่ต่างกัน กฤตภาสมองเขาผ่านกระจกหลัง
"นายยังถอนตัวได้"
ธันวาลืมตา
"คุณพูดเหมือนเชื่อว่าผมจะถอน"
"ผมพูดเพราะอยากให้นายจำว่านี่ยังเป็นการเลือก"
"ผมเลือกแล้ว"
"ดี งั้นจำไว้จนถึงวินาทีสุดท้าย อย่าให้ใครบอกว่านายไม่มีทางเลือก"
รถเลี้ยวเข้าสู่ย่านโกดังเก่าริมแม่น้ำ ซึ่งอยู่ห่างจากหอประชุมกลางเมืองไม่ถึงห้ากิโลเมตร ที่นี่เป็นจุดรวมตัวสุดท้ายก่อนแยกเข้าสู่เส้นทางใต้ดิน เมธารออยู่ในอาคารร้างพร้อมชุดคนงานสองชุดและบัตรผ่านที่ปลอมขึ้นอย่างเร่งรีบ ชาญส่งข้อความว่ากลุ่มผู้ลี้ภัยเข้าถึงพื้นที่ชุมนุมแล้ว นักข่าวอิสระเริ่มเข้ามาสัมภาษณ์ และเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งถูกดึงไปควบคุมฝูงชน แผนกำลังเดินหน้า แต่ไม่มีใครรู้ว่าศัตรูรู้มากแค่ไหน
เมธากางแผนผังลงบนฝากระโปรงรถ
"ระบบระบายน้ำเปิดได้แล้ว แต่มีปัญหาใหม่ ประตูตรวจพลังในอุโมงค์รถไฟไม่ได้เชื่อมกับเครือข่ายหลัก มันใช้ระบบแยก ต้องปิดจากห้องควบคุมชั้นใน"
กฤตภาสถาม
"เข้าไปถึงห้องนั้นได้ไหม"
"ผมไปได้ แต่ต้องใช้เวลา"
ธันวามองเส้นทาง
"ผมจะเข้าทางระบายน้ำกับคุณ"
เมธาส่ายหน้า
"ช่องแคบเกินไป ถ้าพลังนายตอบสนองกับโลหะรอบท่อ ทุกอย่างอาจถล่ม"
"งั้นผมจะรอที่ประตู"
กฤตภาสมองนาฬิกา
"เหลือสิบเก้าชั่วโมงก่อนวันที่เจ็ด ถ้าระบบตรวจจับสัญญาณผิดปกติ เรามีเวลาไม่เกินเจ็ดนาทีก่อนกำลังเสริมลงถึงใต้ดิน"
เสียงวิทยุสื่อสารดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทุกคนยกอาวุธโดยสัญชาตญาณ แต่เสียงที่ดังออกมากลับเป็นเสียงผู้หญิงซึ่งธันวาจำได้ทันที
"ธันวา"
หัวใจเขาหยุดไปชั่วขณะ
"แม่"
กฤตภาสรีบตรวจต้นทาง สัญญาณถูกส่งผ่านช่องลับของตำรวจ แต่มีการเข้ารหัสจากภายในศูนย์ควบคุม ภาพบนจอเล็กปรากฏอย่างสั่นไหว มาลินีนั่งอยู่ในห้องแคบ ผนังด้านหลังเป็นคอนกรีตสีเทา มือของเธอไม่มีโซ่ตรวน แต่ประตูเหล็กปิดอยู่ ใบหน้าซีดและเหนื่อยล้า ทว่าแววตายังคงอ่อนโยนเหมือนทุกครั้งที่มองลูกชาย
"แม่อยู่ไหน"
มาลินียิ้มบาง
"อยู่ในที่ที่ลูกไม่ควรมา"
"ผมกำลังไปช่วย"
"แม่รู้"
ธันวาขมวดคิ้ว
"แม่รู้ได้ยังไง"
"พวกเขาเปิดข่าวให้แม่ดูตลอด เขาอยากให้แม่เห็นว่าลูกกำลังเข้ามาใกล้"
กฤตภาสถาม
"ใครเปิดช่องให้คุณติดต่อ"
มาลินีมองออกไปด้านข้าง
"ผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักวิจัย เธอบอกว่ามีเวลาไม่มาก"
ธันวาก้าวเข้าใกล้จอ
"แม่ฟังผม ผมจะเข้าไปทางอุโมงค์ พอระบบดับ แม่ต้องออกจากห้องทันที พิมพ์ชนกอยู่ใกล้ไหม"
มาลินีเงียบไป สีหน้าของเธอมีบางอย่างผิดปกติ
"แม่"
"พิมพ์ชนกยังมีชีวิต"
"แล้วแม่เป็นอะไร"
"แม่ไม่เป็นไร"
ธันวารู้จักน้ำเสียงนี้ดี มาลินีใช้เสียงแบบเดียวกันตอนป่วยหนักแต่ไม่ยอมบอกเขา ใช้ตอนบ้านไม่มีเงินซื้อยา และใช้ทุกครั้งที่พยายามซ่อนความเจ็บปวดเพื่อไม่ให้เขากังวล
"แม่โกหก"
มาลินีหัวเราะเบา
"โตจนจับโกหกแม่ได้แล้วหรือ"
"บอกผมว่าเกิดอะไรขึ้น"
เธอหลบตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกแขนเสื้อขึ้น เผยรอยเข็มจำนวนมากบริเวณข้อพับ เส้นเลือดรอบรอยแทงเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและกำลังลามขึ้นแขน
"พวกเขาฉีดอะไรให้แม่"
"สารเชื่อมคลื่น"
เมธาหน้าซีด
"สารชนิดนั้นใช้ผูกสัญญาณชีวภาพเข้ากับแกนพลัง ถ้าคนที่ถูกฉีดเข้าใกล้ตัวทดลองหลัก ระบบจะตอบสนองทันที"
ธันวาหันไปหาเขา
"หมายความว่าอะไร"
เมธากัดฟัน
"หมายความว่ามาลินีถูกทำให้เป็นกุญแจ หากนายเข้าใกล้เธอ ประตูอรุณจะเริ่มเปิดเอง"
ความเงียบตกลงกลางโกดัง ธันวาจ้องจอเหมือนไม่เข้าใจคำพูด แม่อยู่ตรงหน้าแต่กลายเป็นกับดักซึ่งถูกฝังไว้ในร่าง หากเขาเข้าไปช่วย เขาจะทำสิ่งที่อคินต้องการทันที เสียงในหัวหัวเราะอย่างพึงพอใจ
"เห็นหรือยัง เจ้าต้องเลือก"
ธันวากำหมัด
"ต้องมีวิธีถอนสาร"
เมธาส่ายหน้า
"ถ้ามีข้อมูลสูตรอาจทำได้ แต่ตอนนี้เราไม่มี"
"งั้นเข้าไปขโมยข้อมูล"
กฤตภาสพูด
"เรายังทำตามแผนเดิม แต่ต้องเปลี่ยนเป้าหมาย เพิ่มห้องวิจัยและระบบเก็บข้อมูล"
มาลินีส่ายหน้าในจอ
"ไม่ต้อง"
ธันวาหันกลับ
"แม่พูดอะไร"
"อย่ามาช่วยแม่"
"ผมไม่ฟัง"
"ธันวา"
"ครั้งนี้ผมไม่ฟังจริง ๆ"
มาลินีมองเขาด้วยความเศร้า
"ลูกฟังแม่มาตลอดตั้งแต่เด็ก"
"เพราะแม่ไม่เคยขอให้ผมปล่อยแม่ตาย"
"แม่ไม่ได้ขอให้ลูกปล่อยแม่ตาย"
"แล้วให้ผมทำอะไร"
มาลินีสูดหายใจลึก ราวกับรวบรวมกำลังทั้งหมด
"ให้ลูกมีชีวิต"
ธันวานิ่ง
"แม่พูดเหมือนจะไม่กลับมา"
"บางคนเกิดมาเพื่อเลี้ยงลูกให้เดินได้ด้วยตัวเอง ไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ข้างลูกตลอดไป"
"ผมไม่ต้องการคำลา"
"แต่มันอาจถึงเวลาแล้ว"
ธันวาตบโต๊ะจนโลหะบุบ เงาดำพุ่งขึ้นจากพื้นและกระจายรอบโกดัง ไฟทั้งหมดกะพริบ กฤตภาสขยับเข้าใกล้แต่ไม่แตะตัวเขา เมธาถอยห่างจากสายพลังซึ่งเลื้อยไปตามผนัง
"แม่อย่าพูดแบบนั้น"
มาลินีมองเงาดำผ่านจอโดยไม่กลัว
"หายใจช้า ๆ"
"ผมควบคุมได้"
"แม่รู้ว่าลูกทำได้"
"งั้นรอผม"
"ลูกต้องฟังความจริงก่อน"
ภาพบนจอสั่นแรงขึ้น เสียงเตือนดังจากฝั่งมาลินี เธอรีบพูด
"แม่ไม่ได้ถูกจับที่บ้าน"
ธันวาชะงัก
"อะไรนะ"
"แม่มอบตัวเอง"
คำพูดนั้นทำให้ทุกอย่างในหัวเงียบลง แม้แต่เสียงด้านมืดก็หยุดชั่วขณะ
"แม่พูดอะไร"
มาลินีหลับตา
"หลังจากลูกออกจากฐาน แม่รู้ว่าพวกเขาจะตามล่าลูกไม่หยุด พวกเขาติดต่อแม่ บอกว่าถ้าแม่ยอมไปด้วย จะถอนกำลังจากเส้นทางที่ลูกใช้หนี"
ธันวาส่ายหน้าอย่างช้า ๆ
"ไม่จริง"
"แม่เป็นคนออกไปหาเขาเอง"
"ไม่จริง"
"แม่ทิ้งข้อความไว้ให้พิมพ์ชนก แต่เธอตามมาห้าม จึงถูกจับไปด้วย"
ธันวาหันไปมองกฤตภาส ชายคนนั้นหลบสายตาเพียงเสี้ยววินาที ธันวาเห็นและเข้าใจทันที
"คุณรู้"
กฤตภาสตอบช้า ๆ
"ผมเพิ่งรู้จากข้อมูลที่ถอดรหัสได้เมื่อคืน"
"แล้วทำไมไม่บอกผม"
"เพราะกลัวนายจะเสียการควบคุม"
เงาดำพุ่งเข้ารัดคอเสื้อกฤตภาสและยกเขากระแทกกำแพง เมธาตะโกน แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ดวงตาธันวาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
"ทุกคนชอบตัดสินใจแทนผม"
กฤตภาสหายใจติดขัด แต่ไม่ยกปืน
"ผมผิด"
"แม่มอบตัวเพราะคิดว่าผมจะหนี แล้วพวกคุณยังพาผมมาที่นี่"
"เพราะตอนนี้เรามีโอกาสช่วย"
"โอกาสหรือกับดัก"
"ทั้งสองอย่าง"
มาลินีเรียกผ่านจอ
"ธันวา ปล่อยเขา"
ธันวาไม่ขยับ
"ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้"
น้ำเสียงของแม่ยังคงมีอำนาจเหนือเขาเหมือนตอนเด็ก เงาดำค่อย ๆ คลาย กฤตภาสตกลงบนพื้นและไอแรง ธันวาถอยหลัง มือสั่นไปทั้งสองข้าง
"ทำไมแม่ทำแบบนี้"
มาลินีตอบ
"เพราะวันนั้นลูกกำลังจะถูกล้อม ถ้าแม่ไม่ออกไป พวกเขาจะใช้กำลังทั้งหมดตามล่า และคนในค่ายจะตายมากกว่านี้"
"แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะรักษาคำพูด"
"แม่รู้ว่าเขาอาจโกหก"
"แล้วทำไมยังไป"
"เพราะแม่มีทางเลือกไม่มาก"
ธันวากัดฟัน
"แม่สอนผมว่าทุกคนมีทางเลือก"
"ใช่ และแม่เลือกแล้ว"
"แม่เลือกตาย"
"แม่เลือกให้ลูกหนี"
คำตอบนั้นทำให้ธันวาพูดไม่ออก เขามองใบหน้าซีดเซียวของมาลินีผ่านจอ เห็นรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตา เห็นเส้นผมที่ขาวมากขึ้นจากความเจ็บป่วย และเห็นผู้หญิงคนเดิมซึ่งเคยอดอาหารเพื่อให้เขาได้กิน ผู้หญิงซึ่งไม่เคยมีพลัง ไม่เคยถืออาวุธ และไม่เคยได้รับคำยกย่องจากใคร แต่กลับยอมเดินเข้าไปหาศัตรูด้วยตัวเองเพื่อเปิดเส้นทางหนีให้ลูก
เสียงในหัวกระซิบกลับมา
"นางทิ้งเจ้า"
ธันวากำหมัด
"ไม่"
"นางเลือกความตายแทนการอยู่กับเจ้า"
"ไม่ใช่"
"ถ้านางรักเจ้า นางควรอยู่"
ธันวาหลับตาและตอบในใจ
"เพราะรักต่างหาก แม่ถึงไป"
เสียงนั้นเงียบลง แต่ความเจ็บกลับเพิ่มขึ้น ธันวาไม่รู้ว่าควรโกรธหรือขอบคุณ เขาไม่ต้องการให้แม่เสียสละ ไม่ต้องการให้ใครต้องเลือกตายเพื่อเขา ทว่าไม่อาจปฏิเสธได้ว่านั่นคือการตัดสินใจของมาลินี ไม่ใช่คำสั่งของอคิน ไม่ใช่พลังของเขา และไม่ใช่ความผิดที่เขาสามารถรับทั้งหมดมาไว้คนเดียว
ธันวาพูดด้วยเสียงสั่น
"แม่เคยบอกผมว่าอย่าตัดสินใจแทนคนอื่น"
"แม่จำได้"
"แล้วแม่ตัดสินใจแทนผมว่าผมควรอยู่โดยไม่มีแม่"
มาลินีเงียบไป น้ำตาเริ่มคลอ
"แม่ไม่ได้ตัดสินว่าลูกต้องอยู่ยังไง แม่แค่ทำสิ่งที่แม่ทำได้ในตอนนั้น"
"แล้วตอนนี้ล่ะ"
"ตอนนี้แม่อยากให้ลูกหนี"
ธันวาส่ายหน้า
"ผมทำไม่ได้"
"ทำได้"
"ผมไม่ยอม"
"ธันวา"
"แม่อาจเลือกมอบตัวเอง แต่ผมก็เลือกจะช่วยแม่ได้เหมือนกัน"
มาลินีมองเขาอยู่นาน
"ถ้าการช่วยแม่ทำให้คนทั้งโลกตายล่ะ"
คำถามนั้นหนักจนไม่มีใครในโกดังขยับ ธันวาหายใจช้า พยายามไม่ปล่อยให้ความกลัวครอบงำ เขาเคยตอบตัวเองแล้วว่าจะไม่เลือกระหว่างแม่กับโลก เขาจะหาทางช่วยทั้งสอง แม้ทุกคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้
"ผมจะไม่ยอมให้เกิดทั้งสองอย่าง"
มาลินีส่ายหน้า
"ลูกยังดื้อเหมือนเดิม"
"แม่เลี้ยงมาเอง"
เธอหัวเราะทั้งน้ำตา เสียงหัวเราะนั้นแผ่วเบาและแตกพร่า ธันวารู้สึกเจ็บยิ่งกว่าตอนเห็นแม่ร้องไห้
"แม่ขอโทษ"
"ไม่ต้องขอโทษ"
"แม่ควรบอกลูกก่อน"
"ถ้าบอก ผมคงขังแม่ไว้"
"เพราะแบบนั้นแม่ถึงไม่บอก"
ธันวาอยากหัวเราะ แต่ไม่มีเสียงออกมา เขายกมือแตะหน้าจออีกครั้ง มาลินียกมือของเธอแตะตรงตำแหน่งเดียวกัน แม้มีระยะทางและกำแพงจำนวนมากขวางอยู่ ความรู้สึกกลับเหมือนมือทั้งสองกำลังสัมผัสกัน
"จำวันแรกที่แม่เจอลูกได้ไหม"
ธันวาถาม
"จำได้"
"ผมจำไม่ได้"
"ลูกตัวเล็กมาก นั่งอยู่ใต้โต๊ะในอาคารที่กำลังไหม้ ไม่ร้อง ไม่เรียกใคร แค่กอดตุ๊กตาที่ไม่มีหัวไว้แน่น"
ธันวาไม่เคยได้ยินรายละเอียดนี้มาก่อน
"แม่กลัวผมไหม"
"กลัว"
"แล้วทำไมอุ้มผมออกมา"
"เพราะลูกยื่นมือให้"
มาลินียิ้ม
"มือเล็กมาก แต่จับนิ้วแม่แน่นเหมือนกลัวถูกทิ้ง"
ธันวารู้สึกบางอย่างร้อนขึ้นในดวงตา เขาพยายามกลั้น แต่ภาพเด็กที่ไม่รู้จักครอบครัวและผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งตัดสินใจอุ้มเขาออกจากกองไฟทำให้กำแพงภายในพังลงช้า ๆ
"แม่เคยคิดเสียใจไหม"
"ไม่เคย"
"แม้ตอนรู้ว่าผมอาจเป็นตัวทดลอง"
"ไม่เคย"
"แม้คนทั้งโลกเรียกผมว่าปีศาจ"
"แม่ไม่เคยเลี้ยงปีศาจ"
ธันวาก้มหน้า
"แต่ผมทำให้แม่ต้องมาอยู่ตรงนั้น"
"ไม่"
มาลินีตอบหนักแน่น
"ศาสตราจารย์อคินทำ คนที่จับแม่ทำ คนที่สร้างนิมิตทำ อย่าแย่งความผิดของพวกเขามาเป็นของลูก"
คำพูดนั้นเหมือนสิ่งที่ชาญและกฤตภาสพยายามสอนมาตลอด แต่เมื่อออกจากปากแม่ มันทะลุผ่านกำแพงความรู้สึกผิดได้ลึกกว่าเดิม ธันวากัดริมฝีปาก พยายามเก็บน้ำตา แต่หยดแรกตกลงบนหลังมืออย่างห้ามไม่ได้ เขามองมันด้วยความตกใจ ราวกับไม่เคยรู้ว่าตัวเองยังร้องไห้ได้ ตั้งแต่คืนแห่งนิมิต เขาถูกไล่ล่า ถูกกล่าวหา เห็นคนตาย และเกือบกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัว เขาเคยเจ็บ เคยโกรธ เคยสิ้นหวัง แต่ไม่เคยปล่อยให้น้ำตาไหลจริง ๆ เพราะเชื่อว่าหากหยุดเข้มแข็งแม้เพียงวินาที ทุกอย่างจะพัง
มาลินีเห็นน้ำตาและยิ้มเศร้า
"ร้องออกมาเถอะ"
ธันวาส่ายหน้า
"ผมไม่เป็นไร"
"ลูกพูดเหมือนแม่ตอนโกหกเลย"
น้ำตาหยดที่สองไหลตามลงมา จากนั้นทั้งหมดก็พังลง ธันวาก้มตัว มือทั้งสองจับขอบโต๊ะ ไหล่สั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาพยายามกลั้นเสียง แต่เสียงสะอื้นหลุดออกมาเป็นครั้งแรก กฤตภาสหันหน้าหนีเพื่อให้พื้นที่ เมธาก้มมองพื้น ไม่มีใครพูดว่าเขาต้องเข้มแข็ง ไม่มีใครเตือนเรื่องเวลา ไม่มีใครบอกว่าราชาปีศาจไม่ควรร้องไห้ ธันวาร้องเหมือนเด็กคนนั้นใต้โต๊ะในกองไฟ ร้องให้กับความกลัวว่าจะเสียแม่ ร้องให้กับทุกคนที่ตาย ร้องให้กับชีวิตธรรมดาซึ่งถูกพรากไป และร้องให้กับตัวเองที่พยายามรับทุกอย่างไว้คนเดียว
"ผมไม่อยากเสียแม่"
เสียงของเขาแตกจนแทบฟังไม่ชัด
มาลินีเองก็ร้องไห้
"แม่ก็ไม่อยากจากลูก"
"งั้นรอผม"
"ธันวา"
"ขอแค่รอ"
เธอมองเขาผ่านจออยู่นาน ความเข้มแข็งบนใบหน้าค่อย ๆ อ่อนลง
"แม่จะรอ"
ธันวาเงยหน้า น้ำตายังไหล
"สัญญา"
มาลินียิ้ม
"แม่จะรอจนกว่าจะรอไม่ไหว"
"ไม่เอาแบบนั้น"
"ลูกยังต่อรองเก่งเหมือนเดิม"
เสียงเตือนจากฝั่งเธอดังรุนแรงขึ้น ประตูด้านหลังเริ่มเปิด มาลินีรีบพูด
"มีเรื่องหนึ่งที่ลูกต้องรู้ สารที่พวกเขาฉีดแม่ไม่ได้เชื่อมกับพลังของลูกอย่างเดียว มันเชื่อมกับคำสั่งเปิดประตู ถ้าแม่หยุดหายใจก่อนลูกเข้าใกล้ วงจรอาจถูกตัด"
ธันวาเบิกตากว้าง
"แม่ห้ามทำอะไรทั้งนั้น"
"แม่ยังไม่ได้บอกว่าจะทำ"
"แม่คิดไว้แล้ว"
มาลินีไม่ตอบ
"แม่ฟังผม ต่อให้ระบบจะตัด แม่ก็ห้ามทำ"
"ถ้าต้องเลือกระหว่างแม่กับคนทั้งโลก"
"ผมบอกแล้วว่าผมไม่เลือก"
"บางครั้งโลกไม่ให้เรามีทุกอย่าง"
"งั้นผมจะบังคับให้มันให้"
เงาดำรอบตัวธันวาสั่น แต่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความโกรธเพียงอย่างเดียว มันตอบสนองต่อความตั้งใจอันแน่วแน่ มาลินีมองดวงตาลูกชายและเห็นบางอย่างซึ่งไม่เหมือนเด็กที่เธอเคยอุ้ม แต่ก็ไม่เหมือนราชาปีศาจในนิมิต เขาโตขึ้นท่ามกลางความเจ็บปวด และยังคงพยายามเลือกความหวัง
"แม่เชื่อลูก"
มาลินีพูดเบา ๆ
ประตูด้านหลังเปิดออก เจ้าหน้าที่ในชุดขาวสองคนเดินเข้ามา ภาพเริ่มสั่น พวกเขากระชากมาลินีออกจากเก้าอี้ เธอยังพยายามหันกลับมามองกล้อง
"แม่"
ธันวาตะโกน
"อย่ากลัวนะลูก"
"แม่"
"แม่เลือกเอง"
สัญญาณดับลง จอกลายเป็นสีดำ เหลือเพียงเงาสะท้อนของธันวาซึ่งเต็มไปด้วยน้ำตา เขายืนอยู่ตรงนั้นหลายวินาที ก่อนยกมือเช็ดหน้าอย่างช้า ๆ ความเจ็บยังอยู่ ความกลัวยังอยู่ แต่บางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกอับอายที่ร้องไห้ น้ำตาไม่ได้ทำให้พลังหลุดจากการควบคุม ตรงกันข้าม มันทำให้เสียงในหัวเบาลง ราวกับความรู้สึกที่ถูกกักไว้มานานได้รับทางออกโดยไม่ต้องกลายเป็นความรุนแรง
กฤตภาสเดินเข้ามา
"ผมขอโทษที่ปิดบัง"
ธันวาไม่หันไปมองทันที
"ถ้ามีอีก อย่าทำ"
"ตกลง"
"ต่อให้คิดว่าผมจะควบคุมไม่ได้"
"ตกลง"
ธันวาหันกลับ ดวงตาแดงแต่มั่นคง
"เราเปลี่ยนแผน"
เมธาถาม
"เปลี่ยนอย่างไร"
"เราไม่ได้เข้าไปแค่ช่วยแม่กับพิมพ์ชนก เราต้องเอาข้อมูลสารเชื่อมคลื่น ทำลายคำสั่งเปิดประตู และเผยแพร่หลักฐานทั้งหมดพร้อมกัน"
กฤตภาสขมวดคิ้ว
"ภารกิจจะใหญ่เกินไป"
"อคินคิดว่าผมจะวิ่งตรงไปหาแม่เพราะความกลัว เขาคิดว่าความรักทำให้ผมมองไม่เห็นอย่างอื่น"
"แล้วนายจะทำอย่างไร"
"ใช้สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นจุดอ่อนให้กลายเป็นเหตุผลที่ผมต้องคิดให้ชัดกว่าเดิม"
ธันวาชี้ตำแหน่งบนแผนผัง
"เมธาไปห้องควบคุมประตู กฤตภาสไปศูนย์ข้อมูล ผมไปห้องกักตัว แต่เราต้องเชื่อมระบบสื่อสารตลอดเวลา ถ้าใครพบสูตรถอนสาร ส่งให้ทุกคนทันที"
เมธาถาม
"แล้วถ้ามาลินีพยายามตัดวงจรด้วยตัวเอง"
ธันวากำเชือกที่ข้อมือ
"ผมจะไปถึงก่อน"
กฤตภาสมองนาฬิกา
"เราเหลือเวลาไม่มาก"
ธันวาหยิบภาพวาดของข้าวฟ่างออกมาดูอีกครั้ง ในภาพ แม่ยืนอยู่กลางวงล้อม ทุกคนจับมือกัน และดวงอาทิตย์ยังส่องเหนือศีรษะ ไม่มีประตูอรุณ ไม่มีราชาปีศาจ และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เขาพับภาพเก็บกลับเข้าที่เดิม
"พอแล้ว"
ทั้งสามคนสวมชุดปลอมและตรวจอุปกรณ์ครั้งสุดท้าย ก่อนออกจากโกดัง ธันวาหยุดมองจอมืดซึ่งเคยมีใบหน้าแม่ เขายังได้ยินคำพูดสุดท้ายชัดเจน
แม่เลือกเอง
ประโยคนั้นไม่ได้หมายความว่าเขาต้องยอมรับการสูญเสียโดยไม่ต่อสู้ แต่มันทำให้เขาเข้าใจสิ่งสำคัญ มาลินีไม่ใช่เหยื่อที่อ่อนแอซึ่งรอให้ลูกมาช่วย เธอเป็นคนหนึ่งที่มีสิทธิ์เลือก มีความกล้า และยอมรับผลของการตัดสินใจตัวเอง เช่นเดียวกับทุกคนที่เดินเคียงข้างเขา การเคารพการเลือกของแม่ไม่ได้หมายถึงการปล่อยแม่ตาย แต่มันหมายถึงการหยุดมองความเสียสละของเธอเป็นบาปของตนเอง และเปลี่ยนมันให้เป็นพลังเดินต่อ
รถเคลื่อนออกจากโกดังไปยังทางเข้าอุโมงค์รถไฟ แสงเช้าเริ่มปรากฏเหนือเมือง จอข่าวทุกแห่งยังเรียกธันวาว่าปีศาจ ทหารทุกหน่วยยังตามล่า และเวลานับถอยหลังยังคงลดลงสู่วันที่เจ็ด แต่ครั้งนี้ธันวาไม่ได้มีเพียงความโกรธอยู่ในหัวใจ เขามีความกลัว ความรัก ความเศร้า และน้ำตาซึ่งเพิ่งยอมรับว่ามีอยู่
เสียงในหัวกระซิบเบา
"เจ้าร้องไห้เหมือนมนุษย์อ่อนแอ"
ธันวามองเมืองข้างหน้า
"ใช่ ผมเป็นมนุษย์"
"มนุษย์จะเสียทุกอย่าง"
"แต่ยังเลือกได้ว่าจะทำอย่างไรหลังสูญเสีย"
"แม่ของเจ้าจะตาย"
ธันวากำมือแน่น แต่ไม่ปล่อยพลัง
"ตราบใดที่แม่ยังหายใจ ผมจะไม่ยอมให้คำพูดของแกกลายเป็นความจริง"
รถแล่นลงสู่ทางลาดใต้ดิน ประตูเหล็กของอุโมงค์ปรากฏอยู่ข้างหน้า เมธาเปิดอุปกรณ์ตัดระบบ กฤตภาสเตรียมรหัสปลอม และธันวาเช็ดคราบน้ำตาหยดสุดท้ายออกจากแก้ม
เขาไม่ได้หยุดร้องเพราะเลิกกลัว
เขาหยุดเพราะพร้อมเดินต่อทั้งที่ยังกลัว
แม่เลือกมอบตัวเพื่อให้ลูกหนี
แต่ลูกเลือกย้อนกลับมาเพื่อพาแม่กลับบ้าน
และครั้งนี้ ไม่ว่าศาสตราจารย์อคินจะวางอนาคตไว้แบบใด ธันวาจะไม่ยอมให้แม่ต้องเลือกตายเพียงลำพัง
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







