LOGINตอนที่ 24 วันที่เจ็ด
เสียงระฆังจากหอนาฬิกากลางเมืองดังขึ้นเจ็ดครั้งในเวลาเจ็ดโมงเช้า วันที่เจ็ดเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางท้องฟ้าสีเทาและเสียงประกาศฉุกเฉินซึ่งกระจายไปทั่วเมืองหลวง ถนนทุกสายถูกปิดด้วยแนวกั้น รถทหารเคลื่อนผ่านย่านพักอาศัยอย่างต่อเนื่อง ผู้คนได้รับคำสั่งให้อยู่ภายในบ้าน โรงเรียนถูกสั่งปิดชั่วคราว และระบบสื่อสารสาธารณะฉายภาพใบหน้าของธันวาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมคำเตือนว่าเขาอาจปรากฏตัวในเขตศูนย์กลางก่อนเที่ยงคืน ไม่มีใครรู้ว่าในเวลานี้เด็กหนุ่มซึ่งทั้งโลกเรียกว่าปีศาจกำลังยืนอยู่ในอุโมงค์รถไฟร้างใต้เมือง มือข้างหนึ่งกำเชือกที่ข้าวฟ่างผูกไว้ อีกข้างแตะผนังคอนกรีตซึ่งสั่นตามแรงเครื่องจักรจากศูนย์ควบคุมเบื้องล่าง เส้นสีดำใต้ผิวหนังลามขึ้นถึงต้นคอแล้ว ทุกครั้งที่เสียงประกาศจากเมืองดังผ่านระบบลำโพงเก่า พลังในร่างจะตอบสนองราวกับมีคนกำลังเรียกชื่อจากทุกทิศ ธันวาหายใจช้า พยายามกดเสียงกระซิบในหัวซึ่งดังชัดกว่าทุกวันที่ผ่านมา
"วันนี้คือวันของเจ้า"
ธันวาลืมตา
"วันนี้คือวันที่ผมจะพาแม่กลับ"
เสียงนั้นหัวเราะ
"เจ้าจะพานางกลับ หรือพาโลกลงไปพร้อมกัน"
ด้านหน้า เมธากำลังคุกเข่าอยู่ข้างแผงควบคุมประตูตรวจพลัง เขาต่อสายไฟหลายเส้นเข้ากับอุปกรณ์พกพา กฤตภาสยืนเฝ้าทางแยกพร้อมปืนในมือ บนหน้าจอขนาดเล็กมีแผนที่ศูนย์ควบคุมซึ่งเปลี่ยนสีทุกครั้งที่หน่วยรักษาความปลอดภัยเคลื่อนตำแหน่ง ชาญกับกลุ่มผู้ลี้ภัยกำลังสร้างความวุ่นวายด้านบนตามแผน นักข่าวอิสระหลายคนเริ่มถ่ายทอดสดคำให้การจากผู้รอดชีวิต แม้สัญญาณจะถูกตัดเป็นระยะ แต่ข่าวที่ไม่ตรงกับคำประกาศของรัฐบาลกำลังแพร่กระจายออกไปทีละน้อย อย่างไรก็ตาม ทุกวินาทีที่ผ่านไปทำให้การรักษาความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น
เมธาพูดโดยไม่เงยหน้า
"อีกหนึ่งนาที ระบบตรวจพลังจะดับ"
กฤตภาสมองนาฬิกา
"เรามีเวลาผ่านประตูไม่เกินสี่สิบวินาที ก่อนระบบสำรองทำงาน"
ธันวาถาม
"พิมพ์ชนกติดต่อมาหรือยัง"
"ยัง"
"แล้วแม่"
"ไม่มีสัญญาณใหม่"
คำตอบนั้นทำให้หัวใจธันวาหนักลง เขานึกถึงภาพมาลินีถูกเจ้าหน้าที่ลากออกจากห้อง และคำพูดสุดท้ายที่ยังติดอยู่ในหัว
แม่เลือกเอง
เขารู้ว่าแม่อาจกำลังเตรียมตัดวงจรด้วยชีวิต หากคิดว่าธันวาเข้าใกล้เกินไป เขาจึงไม่มีสิทธิ์ช้า ไม่มีสิทธิ์เสียการควบคุม และไม่มีสิทธิ์หลงไปตามกับดักของอคิน เมธาดึงสายเส้นสุดท้าย ไฟเหนือประตูดับลงพร้อมเสียงเครื่องจักรหยุดหมุน
"ไป"
ทั้งสามวิ่งผ่านประตูตรวจพลังเข้าสู่อุโมงค์ด้านในทันที ด้านหลัง ระบบสำรองเริ่มทำงานเร็วกว่าที่คาด เสียงเตือนดังขึ้น ประตูเหล็กกำลังปิด กฤตภาสผลักเมธาผ่านช่องก่อนตัวเองจะกลิ้งตาม ธันวาเป็นคนสุดท้าย เขากระโจนผ่านในวินาทีที่บานเหล็กกระแทกพื้น เงาดำรอบตัวตอบสนองอัตโนมัติและพุ่งรองรับเขาไว้ เสียงเตือนเปลี่ยนเป็นระดับสูงสุด ไฟสีแดงส่องตลอดทางเดิน
กฤตภาสสบถเบา
"มันรู้แล้ว"
เมธามองหน้าจอ
"กำลังเสริมกำลังลงมา"
ธันวาพูด
"แยกกันตามแผน"
กฤตภาสจับแขนเขา
"จำไว้ ถ้าเสียงในหัวแรงเกินไป ให้บอก"
"ถ้าผมบอก คุณจะทำอะไร"
"หาทางเรียกกลับ"
"ถ้าเรียกไม่ได้"
กฤตภาสนิ่งไป
"ผมจะไม่ปล่อยให้นายกลายเป็นสิ่งที่อคินต้องการ"
ทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่ง ธันวาเข้าใจความหมายโดยไม่ต้องถามต่อ หากถึงจุดที่เขาควบคุมไม่ได้ กฤตภาสอาจต้องยิง แต่แทนที่จะโกรธ ธันวากลับรู้สึกขอบคุณ เพราะอย่างน้อยมีคนหนึ่งซึ่งพร้อมทำสิ่งโหดร้ายเพื่อหยุดอนาคตนั้น
เมธาชี้ทางซ้าย
"ห้องควบคุมอยู่ด้านนี้"
กฤตภาสชี้ทางขวา
"ศูนย์ข้อมูลอยู่ลึกเข้าไป"
ธันวาเหลือบมองทางเดินตรงกลางซึ่งนำไปยังห้องกักตัว
"เจอกันข้างใน"
ทั้งสามแยกกัน เสียงฝีเท้าของธันวาดังก้องในอุโมงค์ เขาเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ใช้เงาปิดกล้องทีละจุดโดยไม่ทำลายระบบทั้งหมด ทหารสองคนโผล่จากทางแยก เขาใช้เงารัดปืนและเหวี่ยงทั้งคู่กระแทกผนังเพียงพอให้หมดสติ ไม่มีเลือด ไม่มีศพ และไม่มีการฆ่า เสียงในหัวไม่พอใจ
"อ่อนแอ"
ธันวาวิ่งต่อ
"ผมยังไปถึงแม่ได้โดยไม่ต้องฆ่า"
"เจ้าจะเสียเวลา"
"ผมจะไม่จ่ายด้วยชีวิตคนอื่น"
ทางเดินเบื้องหน้าเปิดเข้าสู่สะพานเชื่อมกระจกใต้ฐานอาคาร ธันวาเห็นเมืองด้านนอกผ่านผนังหนา ท้องฟ้ามืดลงทั้งที่ยังเป็นเวลาเช้า เมฆดำหมุนวนเหนือศูนย์กลางเมืองราวกับพายุซึ่งไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เส้นสายพลังสีดำคล้ายรากไม้ปรากฏบาง ๆ บนท้องฟ้าและมุ่งมารวมกันที่ตำแหน่งศูนย์ควบคุม วันแห่งคำทำนายไม่ได้กำลังรอถึงเที่ยงคืน มันเริ่มขึ้นแล้ว
เสียงพิมพ์ชนกดังผ่านเครื่องสื่อสารอย่างกะทันหัน
"ธันวา"
เขาหยุดทันที
"พิมพ์ชนก เธออยู่ไหน"
"ห้องพยากรณ์ชั้นล่าง"
"แม่อยู่กับเธอไหม"
"ไม่ พวกเขากำลังย้ายมาลินีขึ้นไปด้านบน"
"ไปที่ไหน"
เสียงรบกวนแทรกเข้ามา
"สะพานตะวันออก"
ธันวาเปิดแผนที่ในข้อมือ สะพานตะวันออกเป็นทางเชื่อมระหว่างศูนย์ควบคุมกับอาคารประชุมด้านบน
"ทำไมต้องพาแม่ขึ้นไป"
พิมพ์ชนกเงียบไปชั่วขณะ
"เพราะอคินเปลี่ยนแผน"
"เปลี่ยนยังไง"
"เขารู้ว่านายจะเข้าทางใต้ดิน เขาจึงกำลังพาแม่ออกไปให้คนทั้งเมืองเห็น"
ธันวารู้สึกเย็นวาบ
"เขาต้องการให้ผมใช้พลังต่อหน้ากล้อง"
"ใช่ และมีมากกว่านั้น ฉันเห็นภาพใหม่"
"ภาพอะไร"
"สะพานพัง รถบัสตก เด็กจำนวนมาก และนายอยู่ตรงกลาง"
ธันวาชะงัก
"คำทำนายหรือ"
"ฉันไม่แน่ใจ มันเกิดเร็วเกินไป"
เสียงเตือนดังจากปลายสาย พิมพ์ชนกพูดเร็วขึ้น
"ธันวา ฟังฉัน อย่าวิ่งตามภาพที่เห็น อคินกำลังสร้างทุกเหตุการณ์ให้ตรงกับนิมิต"
"แล้วแม่"
"เขาจะใช้แม่บังคับให้นายเลือก"
"ผมจะช่วยทั้งคู่"
"นายอาจทำไม่ได้"
ธันวากำมือ
"ผมต้องทำ"
สัญญาณขาดไป เสียงระเบิดดังจากด้านบน แรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านโครงสร้างทั้งฐาน เศษฝุ่นตกจากเพดาน ไฟดับไปชั่วครู่ก่อนระบบฉุกเฉินทำงาน ธันวาเปิดประตูทางขึ้นและวิ่งเข้าสู่บันไดเหล็ก เขาไต่ขึ้นทีละหลายขั้น ความรู้สึกของแม่ปรากฏในพลังอย่างเลือนราง ราวกับสายเชื่อมในเลือดกำลังตอบสนอง เขารู้ว่ามาลินีอยู่เหนือขึ้นไปไม่ไกล เพียงไม่กี่ชั้นเท่านั้น
ขณะเดียวกัน เสียงข่าวจากลำโพงสาธารณะดังเข้ามาผ่านช่องระบายอากาศ
"รายงานด่วน ศัตรูของมนุษยชาติได้บุกเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองแล้ว ประชาชนโปรดหลีกเลี่ยงพื้นที่สะพานตะวันออก"
ธันวากัดฟัน ข่าวรู้ก่อนที่เขาจะปรากฏตัวเสียอีก แสดงว่าทุกอย่างถูกเตรียมไว้แล้ว
เมื่อเขาผลักประตูออกสู่ถนนด้านบน เสียงไซเรนและเสียงกรีดร้องกระแทกเข้ามาพร้อมกัน สะพานตะวันออกทอดข้ามแม่น้ำกว้าง รถจำนวนมากติดค้างอยู่กลางทาง เจ้าหน้าที่กำลังปิดถนนทั้งสองฝั่ง แต่แทนที่จะอพยพประชาชน กลับมีรถทหารจอดขวางทางหนี บนสะพานช่วงกลาง มาลินีถูกมัดไว้กับเก้าอี้เหล็กบนแท่นยกเคลื่อนที่ เจ้าหน้าที่ชุดขาวยืนล้อมรอบ ส่วนศาสตราจารย์อคินยืนอยู่ข้างเธอโดยไม่สวมหน้ากาก กล้องถ่ายทอดสดหลายสิบตัวหันไปยังฉากนั้น
อคินยกไมโครโฟน
"ธันวา ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่"
ภาพของเขาถูกฉายบนจอเมืองทันที ผู้คนทั้งประเทศกำลังมอง ธันวาหลบอยู่หลังรถบรรทุกซึ่งจอดทิ้ง เขาเห็นแม่ชัดเจน มาลินีมีเลือดไหลจากแขนและนั่งแทบไม่ไหว แต่เมื่อสายตาของเธอกวาดมาถึงจุดที่เขาซ่อนอยู่ นางกลับส่ายหน้าเบา ๆ
อคินพูดต่อ
"หากเจ้าไม่ออกมา ภายในห้านาที สารในร่างนางจะหยุดการทำงานของหัวใจ"
ธันวารู้สึกพลังใต้ผิวระเบิดขึ้น เส้นสีดำลามถึงกราม เงารอบเท้ากระจายกว้าง เสียงในหัวหัวเราะ
"ฆ่ามัน"
เขาก้าวออกจากที่ซ่อน
มาลินีตะโกน
"อย่าออกมา"
เสียงของเธอดังผ่านลำโพง แม้แหบและอ่อนแรง แต่ยังชัดเจน
ธันวาเดินเข้าสู่ถนนกลางสะพาน กล้องทั้งหมดหมุนมาหาเขา ทหารยกปืนขึ้นทันที ผู้คนในรถที่ติดอยู่เริ่มกรีดร้อง บางคนยกโทรศัพท์ถ่าย บางคนก้มหลบ บางคนมองเขาด้วยความเกลียดอย่างเปิดเผย
อคินยิ้ม
"ในที่สุดราชาปีศาจก็มาถึง"
ธันวาหยุดห่างจากแท่นประมาณร้อยเมตร
"ปล่อยแม่ผม"
"เจ้ารู้เงื่อนไข"
"ผมจะเข้าไปแทน"
มาลินีตะโกน
"ไม่"
อคินหัวเราะ
"ช่างน่าประทับใจ แม่ยอมตายเพื่อลูก ลูกยอมมอบตัวเพื่อแม่ และคนทั้งโลกกำลังชมละครครอบครัวนี้"
ธันวาจ้องเขา
"คุณต้องการอะไรจริง ๆ"
"ต้องการให้เจ้ายอมรับตัวตน"
"ผมไม่ใช่ราชาปีศาจ"
"ยังไม่ใช่"
อคินกดอุปกรณ์ในมือ เสียงเครื่องจักรดังจากใต้สะพาน วงแหวนสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนพื้นถนนรอบตัวธันวา พลังจากคนทั้งโลกไหลเข้ามาอย่างรุนแรงจนเขาทรุดลงข้างหนึ่ง ภาพนิมิตจำนวนมหาศาลทะลักเข้าหัว เมืองพัง ไฟไหม้ ผู้คนนับพันล้านตาย และตัวเขายืนอยู่เหนือซาก ทุกภาพซ้อนทับกับความจริงตรงหน้า
มาลินีร้อง
"ธันวา มองแม่"
เขาฝืนเงยหน้า
"อย่ามองภาพนั้น มองแม่"
ดวงตาสีดำของธันวาสั่น
"ผมเห็นทุกอย่าง"
"มันไม่ใช่ลูก"
"ผมกำลังจะเสียแม่"
"แม่ยังอยู่"
อคินยกมือ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเลื่อนเข็มฉีดยาเข้าหาแขนมาลินี
"อีกหนึ่งนาที"
ทันใดนั้น เสียงแตรรถดังลั่นจากปลายสะพาน รถบัสสีเหลืองคันหนึ่งพุ่งฝ่าแนวกั้นเข้ามาอย่างเสียการควบคุม กระจกด้านข้างเต็มไปด้วยใบหน้าเด็กหลายสิบคน คนขับฟุบอยู่กับพวงมาลัย ล้อหน้าข้างหนึ่งระเบิด รถส่ายอย่างรุนแรงและชนรถที่จอดขวาง ก่อนพุ่งตรงไปยังรอยแตกขนาดใหญ่บนขอบสะพาน ไม่มีใครรู้ว่ารถบัสมาจากไหน แต่ธันวาเห็นสายระเบิดที่ผูกใต้ท้องรถทันที
อคินมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มสงบ
"ถึงเวลาของคำทำนายแล้ว"
ธันวาหันไปมองแม่ จากนั้นมองรถบัส เด็กภายในกรีดร้องและทุบกระจก รถเหลือระยะไม่ถึงห้าสิบเมตรก่อนตกแม่น้ำ หากเขาวิ่งไปช่วยเด็ก อคินจะพาแม่หนี หากเขาเลือกแม่ เด็กทั้งคันจะตายต่อหน้ากล้อง และโลกจะเห็นว่าเขาปล่อยเด็กตายเพื่อคนคนเดียว
เสียงในหัวกระซิบอย่างพึงพอใจ
"เลือกสิ"
มาลินีมองรถบัส แล้วหันกลับมาหาลูกชาย นางรู้ทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้น
"ไปช่วยเด็ก"
ธันวาส่ายหน้า
"ไม่"
"ไป"
"ผมจะช่วยแม่ก่อน"
"ไม่ทัน"
"ผมทำได้"
มาลินีตะโกนสุดเสียง
"ธันวา ไปช่วยเด็ก"
น้ำตาของเขาไหลออกมาอีกครั้ง
"แม่"
"แม่เลือกเองแล้ว"
รถบัสชนแนวกั้นชั้นสุดท้าย ขอบสะพานแตกร้าว ล้อหน้าลอยพ้นพื้น
ธันวากรีดร้องและปล่อยพลังทั้งหมด เงาสีดำระเบิดออกจากร่าง พุ่งไปตามพื้นสะพานเหมือนคลื่นยักษ์ ผู้คนกรีดร้องเมื่อเห็นภาพซึ่งเหมือนในนิมิต เงาขนาดมหึมาครอบคลุมท้องฟ้าและเลื้อยไปถึงรถบัสในเสี้ยววินาที มันรัดตัวรถไว้ก่อนทั้งคันตกพ้นสะพาน แต่แรงเหวี่ยงมหาศาลทำให้เสาคอนกรีตแตก ธันวาทรุดลงทั้งสองเข่า เลือดไหลจากจมูกและหู
"ดึงขึ้น"
เขาคำรามกับตัวเอง
เงารอบรถบัสสั่น รถห้อยอยู่เหนือแม่น้ำหลายสิบเมตร เด็กด้านในร้องไห้ บางคนหมดสติ ทหารบนสะพานไม่เข้าช่วย ไม่มีใครขยับ เพราะทุกคนได้รับคำสั่งให้บันทึกภาพเท่านั้น
กฤตภาสวิ่งออกมาจากอาคารด้านข้างและตะโกน
"ผมจะช่วยแม่เอง"
เขายิงใส่เจ้าหน้าที่บริเวณแท่นยก แต่โล่พลังปรากฏขึ้น กระสุนทั้งหมดถูกหยุด อคินมองเขาอย่างเย็นชา
"คนทรยศอีกคน"
กฤตภาสวิ่งเข้าหาแท่น แต่ทหารหลายคนเข้าขวาง การต่อสู้เกิดขึ้นบนสะพาน ขณะที่ธันวายังคงยื้อรถบัสด้วยพลังทั้งหมด
มาลินีมองลูกชายซึ่งกำลังสั่นทั้งร่าง
"อย่าหันกลับมา"
ธันวาร้อง
"กฤตภาส ช่วยแม่"
กฤตภาสตอบระหว่างต่อสู้
"ผมกำลังไป"
อคินกดปุ่มอีกครั้ง พื้นใต้แท่นแยกออกเป็นทางลงลับ เจ้าหน้าที่เริ่มเคลื่อนมาลินีเข้าสู่ลิฟต์
ธันวาเห็นภาพนั้นจากหางตา เขาพยายามแบ่งเงาส่วนหนึ่งไปหยุด แต่ทันทีที่พลังอ่อนลง รถบัสก็ร่วงต่ำกว่าเดิม เด็กคนหนึ่งหลุดจากที่นั่งและกระแทกกระจก ธันวาจึงต้องดึงพลังกลับทั้งหมด
เสียงในหัวหัวเราะ
"เจ้ากำลังเสียแม่"
ธันวากัดฟันจนเลือดออก
"ผมรู้"
"ปล่อยเด็กสิ"
"ไม่"
"ไม่มีใครรักเจ้าเท่าแม่"
"ผมรู้"
"งั้นเลือกนาง"
ธันวามองเด็กหลายสิบชีวิตในรถบัส พวกเขาไม่รู้จักเขา บางคนอาจเคยกลัวเขาจากข่าว บางคนอาจเคยพูดว่าเขาควรถูกฆ่า แต่ไม่มีใครสมควรตายเพื่อพิสูจน์ว่าโลกคิดถูก
"เพราะแม่รักผม ผมถึงรู้ว่าต้องเลือกอะไร"
เขาคำรามและปล่อยพลังเพิ่ม เงาขนาดใหญ่แยกเป็นแขนหลายสาย ยึดรถกับเสาสะพาน จากนั้นค่อย ๆ ยกขึ้นทีละน้อย เส้นเลือดทั่วร่างธันวาปริแตก เลือดซึมผ่านผิว ดวงตากลายเป็นสีดำสมบูรณ์ เสียงกรีดร้องของเขาดังไปทั่วสะพาน ภาพถ่ายทอดสดจับทุกวินาที โลกเห็นปีศาจในเงาดำยักษ์กำลังยกรถบัสเด็กขึ้นจากความตาย
แต่ผู้ประกาศข่าวกล่าวทันที
"พลังของศัตรูมนุษยชาติกำลังเข้าควบคุมรถบัส ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเขาต้องการใช้เด็กเป็นตัวประกันหรือไม่"
แม้เหตุการณ์ชัดเจน สื่อก็ยังบิดเบือน
กฤตภาสได้ยินเสียงนั้นผ่านลำโพงและตะโกน
"พวกมันกำลังช่วยเด็ก ไอ้พวกโกหก"
ธันวาไม่มีแรงสนใจ เขาดึงรถบัสกลับถึงขอบสะพาน เงาส่วนหนึ่งยกตัวรถให้ตั้งตรง ก่อนวางลงบนถนนอย่างรุนแรงแต่ปลอดภัย ประตูรถเปิดออก ครูผู้ดูแลพาเด็กวิ่งออกมาทีละคน หลายคนร้องไห้ หลายคนหันมามองธันวาด้วยความกลัว แต่เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งหยุดก่อนวิ่งผ่านเขา
"พี่ช่วยพวกเราใช่ไหม"
ครูรีบดึงเด็กไป ธันวาไม่ทันตอบ
เมื่อเด็กคนสุดท้ายออกจากรถ เงาทั้งหมดสลาย ธันวาล้มลงกับพื้น เขารีบหันไปยังแท่นยก แต่ลิฟต์กำลังจมลงใต้สะพานแล้ว มาลินีเหลือเพียงครึ่งร่างเหนือพื้น เจ้าหน้าที่จับเธอไว้แน่น
"แม่"
มาลินีหันกลับมามอง
ใบหน้าของเธอไม่มีความกลัว มีเพียงความเศร้าและความภาคภูมิใจ
"ลูกทำถูกแล้ว"
"ผมจะตามไป"
"แม่รู้"
"รอผม"
"แม่จะรอ"
จากนั้นแท่นหายลงใต้พื้น ประตูเหล็กปิดสนิท
ธันวาพยายามลุก แต่ร่างไม่ตอบสนอง เขาคลานไปหาจุดนั้น ใช้มือทุบพื้นจนเลือดออก
"แม่"
ไม่มีคำตอบ
อคินปรากฏบนจอขนาดใหญ่เหนือสะพาน ภาพของเขาถูกส่งจากศูนย์ควบคุมใต้ดิน
"โลกได้เห็นแล้ว"
เสียงของเขาดังก้องทั่วเมือง
"เงาขนาดมหึมาเหนือสะพาน ดวงตาสีดำ และพลังซึ่งสามารถยกสิ่งของนับสิบตันได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของราชาปีศาจตามนิมิต"
ภาพจากกล้องถูกตัดต่อทันที ช่วงที่รถบัสถูกระเบิดหายไป ช่วงที่ธันวาช่วยเด็กถูกลดให้เหลือเพียงภาพเงาครอบรถและเสียงเด็กกรีดร้อง จากนั้นภาพมาลินีถูกพาตัวลงลิฟต์ถูกตัดออกทั้งหมด สิ่งที่คนทั้งโลกเห็นจึงตรงกับคำทำนาย เงาปีศาจอยู่เหนือสะพาน เมืองด้านหลังเต็มไปด้วยควัน ผู้คนวิ่งหนี และธันวาคุกเข่ากลางถนนพร้อมดวงตาสีดำ
กฤตภาสต่อสู้ฝ่าเจ้าหน้าที่เข้ามาถึงตัวเขา
"ลุกขึ้น"
ธันวายังคงมองจุดที่แม่หายไป
"ผมเลือกเด็ก"
"ใช่"
"แม่ถูกพาไป"
"เรายังตามได้"
"คำทำนายเกิดขึ้นแล้ว"
กฤตภาสจับไหล่เขา
"ไม่ มันถูกจัดฉากให้ดูเหมือนเกิด"
ธันวาเงยหน้ามองจอ ภาพตัวเองในเงาดำยักษ์เหมือนภาพนิมิตแทบทุกอย่าง ท้องฟ้าแดง สะพานแตก ผู้คนกรีดร้อง และเขายืนอยู่เหนือความโกลาหล โลกทั้งใบคงไม่มีวันเชื่อว่าภาพนี้เกิดจากการช่วยเด็ก
เสียงในหัวกระซิบ
"เจ้าเห็นหรือยัง ไม่ว่าเลือกอะไร สุดท้ายเจ้าก็เป็นปีศาจ"
ธันวาหลับตา ภาพแม่ยิ้มก่อนหายลงใต้สะพานปรากฏชัด
"ไม่"
"ภาพเหมือนทุกอย่าง"
"แต่ความหมายไม่เหมือน"
"โลกไม่สนใจความหมาย"
"งั้นผมจะทำให้โลกเห็น"
กฤตภาสช่วยพยุงเขาขึ้น ขณะนั้นเสียงเมธาดังผ่านเครื่องสื่อสาร
"ผมเข้าถึงระบบประตูแล้ว แต่มีบางอย่างผิดปกติ อคินเริ่มเปิดแกนพลัง"
กฤตภาสถาม
"เหลือเวลาเท่าไร"
"ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง"
พิมพ์ชนกแทรกเข้ามา เสียงเธอสั่น
"ธันวา ฉันเห็นภาพต่อแล้ว"
เขาถาม
"แม่ยังมีชีวิตไหม"
"ยัง"
"อยู่ที่ไหน"
"ห้องแกนประตู"
"ผมจะลงไป"
พิมพ์ชนกเงียบ
"มีอะไร"
"ภาพที่ฉันเห็นหลังจากนี้เหมือนนิมิตเดิมทุกอย่าง นายอยู่กลางเมือง เงาปกคลุมท้องฟ้า และพื้นดินเปิดออก"
ธันวาถาม
"แล้วเด็กบนรถบัส"
"รอด"
"ทุกคนหรือ"
"ทุกคน"
ธันวาหลับตา น้ำตาไหลอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเสียใจอย่างเดียว แต่เพราะอย่างน้อยการเลือกของเขาไม่ได้สูญเปล่า
พิมพ์ชนกพูดต่อ
"แต่นั่นทำให้เส้นเวลาเปลี่ยนไปเล็กน้อย"
"เปลี่ยนยังไง"
"ในนิมิตเดิม เด็กตายทั้งหมด"
ธันวานิ่ง
กฤตภาสมองเครื่องสื่อสาร
"แปลว่าอนาคตเปลี่ยนได้"
พิมพ์ชนกตอบเบา
"ใช่"
ธันวากำเชือกที่ข้อมือแน่นขึ้น
"งั้นแม่ก็ยังช่วยได้"
เสียงระเบิดอีกครั้งดังจากใต้สะพาน รอยแตกสีดำปรากฏกลางท้องฟ้า ผู้คนทั่วเมืองกรีดร้อง ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง เงาจากทุกอาคารเริ่มยืดยาวเข้าหาศูนย์ควบคุม วันที่เจ็ดกำลังเปิดประตูอรุณเร็วกว่ากำหนด
กฤตภาสหยิบปืนขึ้น
"เราต้องลงไปเดี๋ยวนี้"
ธันวาฝืนยืนด้วยขาของตัวเอง แม้เลือดยังไหลจากจมูกและแขน พลังในร่างแทบหมด แต่ความตั้งใจกลับชัดกว่าทุกครั้ง เขามองรถบัสซึ่งเด็กทั้งหมดถูกพาออกไปปลอดภัย แล้วหันกลับมามองจุดที่แม่ถูกจับ
เขาเลือกช่วยเด็ก
แม่ถูกพาตัวไป
ภาพคำทำนายปรากฏต่อหน้าคนทั้งโลก
แต่เป็นครั้งแรกที่ธันวาเห็นหลักฐานชัดเจนว่าอนาคตไม่ได้ปิดตาย
ในนิมิต เด็กเหล่านั้นตาย
ในความจริง พวกเขายังมีชีวิต
ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวเกิดจากการเลือกของเขา
ธันวาเช็ดน้ำตาและเลือดออกจากใบหน้า ก่อนเดินไปยังทางลงใต้สะพานพร้อมกฤตภาส
เสียงในหัวกระซิบ
"คำทำนายเกิดขึ้นแล้ว"
ธันวาตอบ
"ยังไม่จบ"
"โลกเห็นเจ้าเป็นปีศาจ"
"งั้นผมจะช่วยโลกในร่างที่มันกลัวนี่แหละ"
"แม่ของเจ้ากำลังจะตาย"
ธันวาก้าวลงบันไดทีละขั้น
"ตราบใดที่แม่ยังไม่ตาย ผมจะไปถึง"
ด้านบน สื่อประกาศว่าราชาปีศาจปรากฏตัวแล้ว
ด้านล่าง ศาสตราจารย์อคินกำลังเปิดประตูอรุณ
ระหว่างสองสิ่งนั้น ธันวากำลังเดินเข้าสู่ใจกลางคำทำนายด้วยร่างที่บาดเจ็บ พลังที่ใกล้แตกสลาย และหัวใจซึ่งยังไม่ยอมแพ้
วันที่เจ็ดมาถึงแล้ว
คำทำนายเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
แต่เด็กบนรถบัสยังมีชีวิต
และเพียงเท่านั้นก็เพียงพอพิสูจน์ว่าอนาคตยังเปลี่ยนได้
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







