Mag-log inตอนที่ 42 กับดัก
กลางคืนปกคลุมเมืองไร้ธงด้วยความเงียบที่ผิดปกติ เสียงซ่อมกำแพงยังดังอยู่ตามจุดต่าง ๆ แต่ไม่มีใครพูดคุยเกินความจำเป็น ทุกคนรู้ว่าธันวากำลังจะออกเดินทางไปยังหอสังเกตการณ์หมายเลขเจ็ด แม้ข่าวจริงจะถูกจำกัดไว้เพียงคนกลุ่มเล็ก แต่อารมณ์ของเมืองก็หนักอึ้งราวกับผู้คนสัมผัสได้ว่าบางสิ่งกำลังจะเปลี่ยน ธันวายืนอยู่ในอุโมงค์ระบายน้ำเก่าทางตะวันตก สวมเสื้อคลุมสีเข้มและพกเพียงมีดสั้น ปืนหนึ่งกระบอก และเครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็กซึ่งเมธาซ่อนไว้ในกระดุมเสื้อ อิงดาวสร้างอุปกรณ์บิดเบือนคลื่นชีวภาพติดไว้ใต้ผิวบริเวณต้นแขน มันไม่สามารถซ่อนตัวเขาได้ทั้งหมด แต่พอทำให้ระบบติดตามของสถาบันอ่านค่าตำแหน่งคลาดเคลื่อน พิมพ์ชนกยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว ใบหน้ายังซีดจากการมองเส้นเวลาซ้อน นางได้รับหน้าที่อยู่ในเมืองและสร้างภาพอนาคตปลอมส่งออกไป ทำให้ศัตรูเชื่อว่าธันวากำลังเดินทางตามเส้นทางภูเขาด้านเหนือ ส่วนอาเสือ คราม อิงดาว และเมธาจะเตรียมกำลังช่วยเหลือหากสัญญาณผิดปกติ แต่สุดท้ายผู้ที่ต้องก้าวผ่านทางของเวลามีเพียงธันวาเท่านั้น
พิมพ์ชนกถาม
"นายยังเปลี่ยนใจได้"
ธันวาตรวจปืนเป็นครั้งสุดท้าย
"ถ้าผมไม่ไป พวกมันจะใช้แม่กับเมืองกดดันต่อ"
"แต่ภาพทุกเส้นที่ฉันเห็นจบลงตรงนายถูกล้อม"
"คุณเห็นว่าผมตายหรือเปล่า"
พิมพ์ชนกเงียบไปครู่หนึ่ง
"ไม่"
ธันวายิ้มบาง
"งั้นยังมีโอกาส"
พิมพ์ชนกกำมือแน่น
"การไม่เห็นนายตายไม่ได้แปลว่านายรอด"
อาเสือเดินเข้ามาและยื่นกุญแจมือเก่าให้ธันวา มันเป็นกุญแจมือของตำรวจซึ่งเขาเคยพกติดตัวตลอด
ธันวาถาม
"ให้ผมทำไม"
อาเสือตอบ
"ซ่อนลวดปลดล็อกไว้ในแกน ถ้าถูกจับ ใช้ได้ครั้งเดียว"
"คุณคิดว่าผมจะถูกจับจริงหรือ"
"ข้าคิดว่าศัตรูที่เชิญเจ้ามาคนเดียวคงไม่ได้เตรียมน้ำชา"
ธันวารับกุญแจมือมาเก็บไว้ใต้เสื้อ
อาเสือพูดต่อ
"จำไว้ การยอมให้จับชั่วคราวไม่ใช่ความพ่ายแพ้ ถ้าเจ้ารู้ว่ากำลังรอจังหวะ"
ธันวาพยักหน้า
"ถ้าผมขาดการติดต่อเกินสามชั่วโมง"
ครามพูดแทรก
"พวกเราจะบุก"
อาเสือหันไปมองคราม
"ข้ายังไม่ได้สั่ง"
ครามตอบ
"แต่ทุกคนคิดเหมือนกัน"
เมธายื่นอุปกรณ์สื่อสารให้
"กดตรงกลางหนึ่งครั้งเพื่อส่งตำแหน่ง สองครั้งเพื่อแจ้งว่าพบแม่ สามครั้งหมายถึงกับดัก"
ธันวารับมา
"ถ้าพวกมันรบกวนสัญญาณล่ะ"
"อุปกรณ์จะเก็บข้อมูลไว้แล้วปล่อยทันทีที่เจอช่องว่าง"
อิงดาวมองต้นแขนเขา
"อุปกรณ์บิดคลื่นจะทำงานไม่เกินหกชั่วโมง หลังจากนั้นความร้อนจะเริ่มทำลายเนื้อเยื่อ"
ธันวาถาม
"ถ้าถอดไม่ออก"
"ตัดเนื้อส่วนนั้นทิ้ง"
ครามขมวดคิ้ว
"พูดง่ายเกินไปไหม"
อิงดาวตอบ
"ข้าออกแบบให้ใช้งาน ไม่ได้ออกแบบให้ฟังสบาย"
ขวัญข้าวยืนอยู่ข้างพิมพ์ชนก เด็กหญิงกอดตุ๊กตาผ้าแน่นและมองธันวาด้วยสายตาหวาดกลัว
ธันวาคุกเข่าลง
"หนูจำทางได้ใช่ไหม"
ขวัญข้าวพยักหน้า
"เดินตามเสียงน้ำ จนเจอประตูที่ไม่มีเงา"
"แล้วหลังประตูล่ะ"
"อย่ามองกระจกบานแรก"
ธันวาถาม
"ทำไม"
เด็กหญิงตอบเสียงเบา
"เพราะคนในกระจกไม่ใช่พี่"
คำเตือนนั้นทำให้ทุกคนเงียบ ธันวาไม่ถามต่อ เขาลุกขึ้นและหันไปทางอุโมงค์ซึ่งมืดสนิท พิมพ์ชนกจับข้อมือเขาไว้ก่อนออกเดิน
"ธันวา"
เขาหันกลับ
"กลับมา"
ธันวาสบตานาง
"ผมจะพยายาม"
พิมพ์ชนกส่ายหน้า
"อย่าพูดเหมือนคนกำลังลา"
ธันวานิ่งเล็กน้อย ก่อนตอบใหม่
"ผมจะกลับมา"
เขาเดินเข้าสู่อุโมงค์คนเดียว เสียงฝีเท้าสะท้อนกับผนังคอนกรีต น้ำไหลผ่านข้อเท้าอย่างช้า ๆ กลิ่นสนิมและดินชื้นหนักขึ้นเมื่อเข้าไปลึก แสงจากตะเกียงพกพาส่องได้เพียงระยะสั้น ด้านหลังค่อย ๆ เลือนหายจนไม่เห็นทางเข้า ธันวาเดินตามแผนที่ซึ่งขวัญข้าววาดไว้บนกระดาษ แต่ไม่นานเส้นทางจริงก็เริ่มไม่ตรงกับภาพ อุโมงค์แยกออกเป็นสามทาง ทั้งที่ในแผนมีเพียงทางเดียว เขาหยุดฟังเสียงน้ำตามคำบอกของเด็กหญิง เสียงจากทางซ้ายดังใกล้ที่สุด แต่มีเสียงโลหะกระทบเป็นจังหวะจากทางขวา ส่วนทางกลางเงียบจนผิดธรรมชาติ
แก่นอนันต์กระซิบในหัว
"ทางกลาง"
ธันวาถามในใจ
"ทำไม"
"เพราะสิ่งที่ไม่มีเสียงกำลังรอเจ้า"
ธันวาไม่เชื่อมัน เขาเลือกทางซ้ายและเดินตามเสียงน้ำ แต่หลังจากเดินไปเกือบสิบนาที กลับมาโผล่ตรงจุดเดิม เขาเห็นรอยรองเท้าของตนบนพื้นและรอยขีดที่ทำไว้บนกำแพง ทว่าอุโมงค์ซ้ายยังคงทอดยาวไปข้างหน้าเหมือนไม่เคยถูกเดินผ่าน ธันวาลองทางขวา เสียงโลหะดังชัดขึ้นจนกลายเป็นเสียงกุญแจมือกระทบกัน เขาเดินไปถึงห้องเล็กซึ่งมีเก้าอี้ตำรวจเก่าวางอยู่กลางพื้น บนเก้าอี้มีเสื้อเกราะของอาเสือเปื้อนเลือด และกำแพงด้านหลังเขียนข้อความด้วยสีดำ
"เมืองไร้ธงถูกทำลายเพราะเจ้า"
ธันวาหยุดหายใจไปชั่วขณะ เขารู้ว่านี่อาจเป็นภาพลวง แต่รายละเอียดบนเสื้อเกราะเหมือนของจริงทุกส่วน ทั้งตราที่ถูกขูดและรอยกระสุนใหม่จากการต่อสู้ก่อนหน้า เขาแตะผ้า เลือดยังอุ่น
เสียงของอาเสือดังจากความมืด
"ข้าเตือนเจ้าแล้ว"
ธันวาชักปืนและหันกลับ แต่ไม่มีใครอยู่
เสียงครามดังต่อมา
"เจ้าทิ้งพวกเรา"
เสียงเมธา
"สัญญาณถูกตัดหมด"
เสียงอิงดาว
"กองกำลังเริ่มโจมตี"
จากนั้นเสียงพิมพ์ชนกดังใกล้หูที่สุด
"นายไม่กลับมา"
ธันวาหลับตาและกำปืนแน่น เขานึกถึงคำเตือนของขวัญข้าว อย่ามองกระจกบานแรก เมื่อเปิดตาอีกครั้ง เขาสังเกตว่ากำแพงด้านหลังเก้าอี้ไม่ได้เป็นคอนกรีต แต่มันเป็นกระจกสีดำซึ่งสะท้อนภาพห้อง ธันวาในเงาสะท้อนยืนอยู่คนละท่ากับเขา ดวงตาของเงาเป็นสีม่วง และมงกุฎสีดำค่อย ๆ ปรากฏเหนือศีรษะ
เงาในกระจกพูด
"ช้าเกินไปแล้ว"
ธันวายิงกระจกทันที กระสุนกระแทกพื้นผิวแต่ไม่แตก กลับเกิดวงคลื่นเหมือนยิงใส่น้ำ เงาราชันอสูรยื่นมือออกมาจากกระจก ธันวาถอยและปิดตา เขาหมุนตัววิ่งกลับไปยังทางแยก โดยไม่สนใจเสียงร้องจากด้านหลัง เมื่อกลับถึงจุดเดิม ทางกลางซึ่งเคยเงียบมีเสียงน้ำหยดเบา ๆ เขาเข้าใจว่าทางซ้ายและขวาถูกสร้างขึ้นเพื่อทดสอบหรือเบี่ยงเบน ทางที่ถูกต้องคือทางซึ่งไม่พยายามดึงดูด เขาจึงก้าวเข้าสู่ความมืดตรงกลาง
อุโมงค์ค่อย ๆ เปลี่ยนจากคอนกรีตเป็นโลหะ ผนังมีสัญลักษณ์สถาบันอรุณปรากฏทีละจุด แสงขาวเปิดขึ้นเองตามการเคลื่อนไหว ประตูทรงกลมอยู่ปลายทาง ไม่มีเงาทอดออกจากมันแม้มีแสงส่องตรง ธันวาหยุดหน้าประตูและกดอุปกรณ์ส่งสัญญาณหนึ่งครั้ง ตำแหน่งถูกบันทึก แต่ไม่มีไฟยืนยันว่าออกไปถึงเมืองหรือไม่ เขาวางฝ่ามือลงบนแผงตรวจ ประตูเปิดทันทีโดยไม่ขอรหัส
เสียงระบบดังขึ้น
"ยืนยันตัวตน หมายเลขศูนย์"
ธันวาก้าวเข้าไป ประตูปิดด้านหลังอย่างรวดเร็ว เสียงกลไกหนักดังจากผนัง แรงสั่นสะเทือนวิ่งผ่านพื้น และแสงในอุโมงค์ดับทั้งหมด เขาหันกลับแต่แผงประตูหายไป เหลือเพียงผนังโลหะเรียบสนิท ไม่มีทางย้อนกลับ
แก่นอนันต์พูด
"กับดัก"
ธันวาตอบในใจ
"รู้แล้ว"
ทางเดินเบื้องหน้าสว่างขึ้นทีละช่วง เขาเดินต่ออย่างระมัดระวัง กล้องหลายตัวติดตามทุกการเคลื่อนไหว แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ ไม่มีทหาร และไม่มีเสียงเตือน ภายในเงียบเกินไปเหมือนสถานที่ถูกทิ้งร้างมานาน ทว่าพื้นสะอาด อากาศไหลเวียน และระบบยังทำงานสมบูรณ์ แปลว่ามีใครกำลังควบคุมจากที่ซ่อน ธันวาเดินผ่านห้องทดลองหลายห้อง ภายในมีถังแก้วว่าง อุปกรณ์ผ่าตัด และเก้าอี้ตรึงร่างเด็ก เขาจำบางอย่างได้จากกลิ่นน้ำยา กล้ามเนื้อเกร็งโดยไม่ตั้งใจ ความทรงจำซึ่งไม่เคยมีเริ่มผุดขึ้นทีละภาพ เสียงเด็กร้อง เสียงรองเท้าของนักวิจัย และมาลีซึ่งกระซิบให้เขาหลับตา
ธันวาหยุดหน้าห้องหนึ่ง บนประตูเขียนหมายเลขศูนย์ ภายในมีถังทดลองขนาดใหญ่ ของเหลวแห้งติดกระจก และรอยมือเด็กอยู่ด้านใน เขาแตะกระจก ความเย็นแล่นผ่านฝ่ามือ
เสียงหมอวายุดังจากลำโพง
"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน"
ธันวาชักปืนขึ้น
"แม่ผมอยู่ไหน"
"ใกล้กว่าที่เจ้าคิด"
"แสดงตัว"
"เจ้ายังไม่ผ่านขั้นตอนตรวจสอบ"
ธันวาเล็งกล้องบนเพดาน
"ผมไม่ได้มาทดลอง"
"แต่ร่างกายของเจ้าคือผลการทดลอง"
ปืนดังขึ้น กล้องแตกกระจาย แต่ลำโพงตัวอื่นยังทำงาน
หมอวายุพูด
"ความโกรธเพิ่มขึ้นร้อยละยี่สิบสาม การตอบสนองต่อสถานที่เดิมสูงกว่าคาด"
ธันวาพูด
"ถ้าไม่พาแม่ออกมา ผมจะทำลายที่นี่"
"เจ้าทำไม่ได้ในสภาพนี้"
ทันใดนั้นแขนซ้ายของธันวาร้อนวาบ อุปกรณ์บิดคลื่นใต้ผิวส่งเสียงเตือน มันถูกระบบภายในตรวจพบและเริ่มร้อนขึ้นเร็วกว่ากำหนด ธันวาใช้มีดกรีดผิวบริเวณต้นแขน เลือดไหลออกมา เขาพยายามดึงอุปกรณ์ออก แต่กระแสไฟพุ่งผ่านร่างจนเข่าทรุด ปืนหล่นจากมือ ระบบรักษาความปลอดภัยฉีดไอสีใสจากช่องระบาย ธันวากลั้นหายใจและถอยไปชนผนัง แต่กลิ่นหวานแทรกเข้าจมูกเพียงเล็กน้อยก็ทำให้สายตาพร่า
หมอวายุพูด
"ยาระงับประสาทสูตรเดิม เจ้าคุ้นเคยดี"
ธันวากัดลิ้นจนเลือดออกเพื่อรักษาสติ เขาหยิบอุปกรณ์สื่อสารและกดสามครั้ง ส่งสัญญาณว่าพบกับดัก จากนั้นพยายามขว้างมันเข้าใต้ตู้เก็บของ แต่ก่อนจะปล่อย มือกลับชาจนกำไม่อยู่ อุปกรณ์ตกลงตรงหน้า
เสียงฝีเท้าดังจากทางเดินทั้งสองด้าน ประตูห้องทดลองเปิดออก เจ้าหน้าที่สวมเกราะสีขาวเดินเข้ามาหกคน ทุกคนสวมหน้ากากปิดใบหน้าและถืออาวุธยิงเข็ม ธันวาคว้ามีด พุ่งใส่คนแรกก่อนอีกฝ่ายยกอาวุธทัน เขาแทงเข้าช่องเกราะใต้รักแร้และแย่งปืนมา ยิงเจ้าหน้าที่คนที่สองล้ม แต่เข็มอีกสามดอกปักเข้าที่ไหล่และหลัง ยาเย็นจัดไหลเข้าสู่ร่าง ธันวาหมุนตัวใช้ศอกกระแทกหน้ากากคนหนึ่งจนแตก จากนั้นเตะเข่าอีกคนให้ล้ม เขายังต่อสู้ตามสิ่งที่กฤตภาสสอน ไม่เสียแรงเกินจำเป็น ไม่ยืนในจุดเดิม และใช้ทางแคบลดจำนวนคู่ต่อสู้ แต่ร่างกายอ่อนแรงเร็วเกินไป ทุกครั้งที่ยกแขนเหมือนมีก้อนหินถ่วงอยู่
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูด
"เป้าหมายยังตอบสนอง ยืนยันเพิ่มยา"
เข็มอีกดอกพุ่งเฉียดแก้ม ธันวาหลบและใช้ปืนยิงสวน กระสุนหมดตั้งแต่นัดที่สอง เขาขว้างปืนใส่หน้าคนหนึ่งแล้วพุ่งเข้าชน แต่พื้นใต้เท้าเปลี่ยนเป็นสนามแม่เหล็ก แผ่นโลหะในรองเท้ากับอาวุธถูกดูดลงพื้น ร่างเสียสมดุล เจ้าหน้าที่สองคนใช้กระบองไฟฟ้ากระแทกสีข้าง กระแสไฟระเบิดผ่านกล้ามเนื้อจนเขาล้ม
แก่นอนันต์คำรามในหัว
"ปล่อยข้า"
ธันวากัดฟัน
"ไม่"
"พวกมันจะพาเจ้ากลับเข้าถัง"
ภาพอดีตพุ่งเข้ามา เด็กคนหนึ่งถูกตรึงบนโต๊ะ เสียงร้องของมาลีอยู่หลังประตู ธันวารู้สึกบางสิ่งในอกเริ่มตื่น พลังสีดำไหลตามเส้นเลือด แม้รินรดาจะตัดการเชื่อมต่อไว้ แต่ความกลัวและสถานที่แห่งนี้กำลังกระตุ้นแก่นอนันต์จากภายใน เจ้าหน้าที่ทั้งหมดถอยพร้อมกัน ระบบเตือนภัยเปลี่ยนเป็นสีแดง
หมอวายุพูด
"ค่าการเชื่อมต่อเพิ่มขึ้น เข้าสู่ระยะปลุก"
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยกอาวุธหนักยิงหมุดโลหะสี่ตัวปักพื้นรอบธันวา คลื่นกดพลังแผ่ออกมา เสียงในหัวดับวูบ พลังสีดำแตกกระจายก่อนรวมตัว ร่างธันวากระแทกพื้นอีกครั้ง
หมอวายุพูด
"เราเตรียมไว้สำหรับเจ้าโดยเฉพาะ"
ธันวาพยายามคลานไปหาอุปกรณ์สื่อสาร มันอยู่ห่างเพียงสองเมตร เขาเหยียดนิ้วแตะพื้น ลากร่างทีละน้อย แต่รองเท้าของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเหยียบลงบนมือ
เจ้าหน้าที่พูด
"หยุดต่อต้าน"
ธันวาเงยหน้ามอง
"พาแม่ผมมา"
"เจ้าไม่มีสิทธิ์ออกคำสั่ง"
ธันวาใช้มืออีกข้างดึงมีดจากรองเท้า แทงเข้าข้อเท้าคนที่เหยียบ เจ้าหน้าที่ร้องและถอย ธันวาพุ่งไปคว้าอุปกรณ์ แต่ก่อนถึง เข็มขนาดใหญ่ปักกลางหลัง ยาทั้งหลอดถูกฉีดเข้าร่างในครั้งเดียว แขนขาหมดแรงทันที เขาล้มคว่ำ นิ้วห่างจากเครื่องส่งสัญญาณเพียงเล็กน้อย
หมอวายุพูดผ่านลำโพง
"จับหมายเลขศูนย์ได้แล้ว"
เจ้าหน้าที่เข้ามาล็อกแขนทั้งสอง กุญแจมือพิเศษรัดข้อมือและเชื่อมกับปลอกคอโลหะ ธันวานึกถึงกุญแจมือของอาเสือซึ่งซ่อนอยู่ใต้เสื้อ แต่เจ้าหน้าที่ค้นพบและดึงออกไป พวกเขาโยนมันลงพื้นอย่างไม่สนใจ ก่อนแยกชิ้นส่วนตรวจ
เจ้าหน้าที่พูด
"พบอุปกรณ์ปลดล็อก"
หมอวายุตอบ
"สมกับอดีตตำรวจ"
ธันวาพยายามฝืนสติ
"แม่อยู่ไหน"
หมอวายุหัวเราะเบา ๆ
"เจ้ามาถึงแล้ว แต่ยังไม่ครบเงื่อนไข"
"ผมมาคนเดียว"
"ไม่จริง"
ภาพบนจอผนังเปิดขึ้น แสดงพิมพ์ชนกนั่งอยู่ในห้องควบคุมเมืองไร้ธง นางกำลังพยายามมองเส้นเวลา อิงดาวควบคุมอุปกรณ์ และเมธาตรวจสัญญาณของธันวา ภาพทั้งหมดถูกถ่ายจากภายในเมือง ทั้งที่ไม่มีใครรู้ว่ากล้องอยู่ตรงไหน
หมอวายุพูด
"เจ้าพาความช่วยเหลือติดมาด้วยในรูปของสัญญาณ ความคิด และอนาคต"
ธันวาตะโกน
"อย่าแตะต้องพวกเขา"
"เรายังไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น"
จอเปลี่ยนเป็นภาพมาลี นางยังนอนอยู่บนเตียง แต่ห้องรอบตัวต่างจากเดิม ผนังมีท่อพลังขนาดใหญ่และสัญลักษณ์หมายเลขหนึ่งเขียนอยู่ มาลีลืมตาและพยายามหันมองบางสิ่งนอกภาพ
ธันวาพูด
"แม่"
มาลีไม่ได้ยิน ภาพนี้เป็นเพียงการถ่ายทอดฝ่ายเดียว ชายหนุ่มรูปร่างสูงเดินเข้ามาข้างเตียง ดวงตาของเขาเป็นสีทอง หมายเลขหนึ่งปรากฏบนลำคอ เขาหันมองกล้องราวกับรู้ว่าธันวากำลังดู
หมายเลขหนึ่งพูด
"ข้าบอกแล้วว่าอย่ามาที่หอ"
ธันวาชะงัก
"เขาได้ยินผมหรือ"
หมอวายุไม่ตอบ
หมายเลขหนึ่งมองมาลี ก่อนพูดกับกล้องอีกครั้ง
"พวกมันไม่ได้ต้องการแลกเจ้า พวกมันต้องการใช้เจ้าหาเรา"
ภาพดับทันที เสียงเตือนดังขึ้นทั่วฐาน ประตูหลายชั้นปิดลงพร้อมกัน หมอวายุเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเย็นชา
"ตำแหน่งของหมายเลขหนึ่งยังไม่ชัด แต่เมื่อเจ้าอยู่ในมือเรา แก่นอนันต์จะนำทางไปหาเขาเอง"
ธันวาพยายามดิ้น แต่ยาระงับประสาททำให้แม้แต่การหายใจก็หนักขึ้น
"แม่ไม่ได้อยู่ที่นี่"
"ถูกต้อง"
"พวกแกโกหก"
"เราไม่เคยบอกว่านางอยู่ในหอสังเกตการณ์ เราบอกเพียงว่าเจ้าจะไปถึงนางได้ หากทำตามเงื่อนไข"
ธันวารู้สึกความโกรธพุ่งขึ้นจนยาทั้งหมดแทบไม่อาจกดไว้ สถาบันใช้ภาพมาลีล่อเขามา ใช้หมายเลขหนึ่งเป็นเหยื่อซ้อนอีกชั้น และใช้ร่างของธันวาเป็นเครื่องติดตามแก่นอนันต์ ไม่มีการแลกเปลี่ยนตั้งแต่ต้น ทุกคำพูดถูกออกแบบให้เขาเลือกเดินเข้ามาเอง
หมอวายุพูด
"นำเขาไปห้องศูนย์"
เจ้าหน้าที่สองคนยกธันวาขึ้นและลากผ่านทางเดิน ประตูทรงกลมเปิดออก ภายในเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่กว่าที่เขาเห็นก่อนหน้า ตรงกลางมีแท่นโลหะและวงแหวนพลังหลายชั้น ด้านหลังเป็นถังแก้วซึ่งมีของเหลวสีดำไหลวน สิ่งที่อยู่ข้างในไม่มีรูปร่างชัด แต่ทุกครั้งที่ธันวาเข้าใกล้ มันจะขยับเหมือนกำลังตื่น
ธันวาถามด้วยเสียงแผ่ว
"นั่นคืออะไร"
หมอวายุตอบ
"ร่างที่เจ้าทิ้งไว้เมื่อสิบปีก่อน"
ความทรงจำในหัวธันวาระเบิดออก เขาเห็นห้องนี้ เห็นตนเองยืนหน้าถังในวัยปัจจุบัน ทั้งที่เหตุการณ์เกิดเมื่อสิบปีก่อน เห็นพิมพ์ชนกกรีดร้อง และเห็นมือของตนดึงก้อนพลังสีดำออกจากร่างเด็กคนหนึ่ง ก่อนประตูเวลาจะกลืนทุกอย่าง
เจ้าหน้าที่ตรึงเขาลงบนแท่น สายรัดโลหะปิดแขน ขา หน้าอก และหน้าผาก เครื่องจักรเริ่มอ่านคลื่นจากร่าง อุปกรณ์บิดสัญญาณของอิงดาวถูกดึงออกจากแผลและวางบนถาด เลือดไหลตามแขน แต่ธันวาแทบไม่รู้สึกแล้ว
หมอวายุปรากฏบนจอเหนือศีรษะ
"เจ้าอยากรู้ว่าเหตุใดขวัญข้าวจึงจำเจ้าได้"
ธันวาจ้องเขา
"พูดมา"
"เพราะนางจำผลจากการที่เจ้าย้อนกลับมาที่นี่"
"ผมยังไม่เคยย้อนเวลา"
"ในเส้นนี้ยังไม่เคย"
ธันวาหายใจหนัก
หมอวายุพูดต่อ
"แต่เมื่อเราปลุกแก่นอนันต์เต็มรูปแบบ เจ้าจะเปิดเส้นทางนั้นอีกครั้ง และสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตจะเกิดเพราะเจ้าถูกจับในวันนี้"
ธันวาพยายามขยับมือ แต่สายรัดแน่นขึ้น
"พวกแกวางกับดักเพื่อบังคับให้ผมสร้างอดีต"
"เราเพียงทำให้เหตุการณ์กลับสู่รูปแบบที่ถูกต้อง"
"แล้วแม่ผม"
"ยังมีชีวิต ตราบใดที่หมายเลขหนึ่งยังปกป้องนาง"
ธันวาตะโกน
"พวกแกห้ามแตะต้องนาง"
หมอวายุยิ้ม
"เจ้าควรกังวลเรื่องตนเองก่อน"
เขายกมือกดคำสั่ง เครื่องจักรรอบแท่นเริ่มทำงาน เข็มโลหะหลายสิบเล่มเคลื่อนออกจากวงแหวน ปลายเข็มมีแสงสีม่วงส่องสว่าง แก่นอนันต์ในตัวธันวาดิ้นรนรุนแรง เสียงหัวเราะดังขึ้นในหัวอีกครั้ง
"ข้าเตือนเจ้าแล้ว"
ธันวาถามในใจ
"เจ้ารู้อยู่แล้วหรือ"
"ข้าจำกับดักนี้ได้"
"เพราะมันเคยเกิดขึ้น"
"หลายครั้ง"
เข็มแรกแทงลงกลางอก ความเจ็บแล่นไปทั่วร่าง ธันวากัดฟันจนเลือดซึมจากริมฝีปาก จอรอบห้องแสดงภาพเมืองไร้ธง แม่ พิมพ์ชนก และอนาคตราชันอสูรสลับกันอย่างรวดเร็ว ระบบกำลังใช้ความกลัวและความทรงจำกระตุ้นพลัง
หมอวายุพูด
"ยินดีต้อนรับกลับ หมายเลขศูนย์"
ธันวาพยายามตะโกน แต่เสียงขาดหายเมื่อเข็มทั้งหมดแทงลงพร้อมกัน โลกทั้งใบกลายเป็นสีดำ สติของเขาค่อย ๆ ดับ ทว่าก่อนหมดสติ เขาเห็นเครื่องส่งสัญญาณของเมธาซึ่งถูกทิ้งไว้บนพื้นทางเดิน ไฟเล็กตรงกลางกะพริบขึ้นหนึ่งครั้ง
สัญญาณกับดักถูกส่งออกไปแล้ว
แต่ในเวลาเดียวกัน ประตูเหล็กเหนือห้องทดลองก็ปิดลงทุกชั้น และฐานทั้งแห่งเริ่มเคลื่อนตัวลงสู่ใต้ดิน ลึกกว่าตำแหน่งซึ่งแผนที่ใดจะติดตามได้
ธันวาถูกจับ
แม่ของเขาไม่ได้อยู่ที่หอ
หมายเลขหนึ่งถูกใช้เป็นเป้าหมาย
และสถาบันอรุณกำลังจะปลุกบางสิ่งในร่างหมายเลขศูนย์ ซึ่งเคยทำให้อดีตเปลี่ยนมาแล้วครั้งหนึ่ง
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







