LOGINตอนที่ 43 ห้องทดลอง
ความเย็นเป็นสิ่งแรกที่ธันวารับรู้เมื่อสติค่อย ๆ กลับคืน เขาไม่ได้ลืมตาทันที เพราะเปลือกตาหนักราวกับถูกถ่วงด้วยโลหะ ร่างทั้งร่างชาแต่ความเจ็บยังคงอยู่ลึกถึงกระดูก เสียงเครื่องจักรเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่รอบตัว มีเสียงน้ำไหลผ่านท่อ เสียงเข็มขยับในราง และเสียงหายใจของใครบางคนซึ่งไม่ใช่เขา กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อปนกลิ่นโลหะเก่ากระตุ้นความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์ ภาพถังแก้ว ห้องสีขาว และมือเล็กของเด็กคนหนึ่งซึ่งกำแน่นอยู่หลังผนังกระจกผุดขึ้นในหัว ธันวาพยายามขยับนิ้ว แต่ข้อมือถูกตรึงไว้กับแท่นโลหะ สายรัดรอบแขน ขา หน้าอก และลำคอแน่นพอให้หายใจได้เพียงตื้น ๆ เมื่อเขาลืมตา แสงสีขาวเหนือศีรษะสว่างจนมองอะไรไม่เห็นชั่วครู่ จากนั้นภาพค่อย ๆ ชัดขึ้น เพดานห้องสูงกว่าห้องทดลองทั่วไป มีวงแหวนโลหะหลายชั้นแขวนอยู่ด้านบน เข็มจำนวนมากถอยกลับเข้าไปในเครื่องจักรแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเล็กทั่วหน้าอกและแขน เลือดแห้งติดผิวเป็นทาง เขาหันศีรษะได้เล็กน้อยและเห็นผนังกระจกอยู่ทางขวา หลังผนังนั้นมีห้องอีกห้องซึ่งเหมือนกันแทบทุกส่วน แต่สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่อุปกรณ์ มันคือเด็ก เด็กชายตัวเล็กประมาณหกขวบนอนอยู่บนเตียงสีเงิน ศีรษะถูกครอบด้วยวงแหวนบาง สายพลังต่อจากแผ่นหลังลงไปใต้พื้น ดวงตาปิดสนิท ผิวซีดจนเห็นเส้นเลือดสีฟ้า ถัดจากเขามีเด็กหญิงวัยใกล้เคียงกันนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง นางไม่ถูกมัด แต่ข้อเท้ามีห่วงโลหะซึ่งเชื่อมกับสายสัญญาณ เด็กหญิงกำลังมองธันวาผ่านกระจกอย่างเงียบงัน ราวกับรอให้เขาตื่นมานานแล้ว ธันวาจ้องกลับ หัวใจเต้นแรงกว่าเดิม เพราะความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล เขาไม่เคยเห็นเด็กทั้งสองมาก่อน แต่ส่วนลึกในจิตใจกลับบอกว่าเขารู้จักห้องนี้ รู้จักตำแหน่งของกล้อง รู้ว่าประตูจะเปิดจากด้านไหน และรู้ว่าใต้แผ่นพื้นตรงมุมซ้ายมีรางระบายน้ำซึ่งซ่อนสายควบคุมหลักไว้
เสียงลำโพงดังขึ้นจากเหนือศีรษะ
"การตอบสนองทางความทรงจำเริ่มกลับมาเร็วกว่าคาด"
ธันวาจำเสียงนั้นได้
"หมอวายุ"
"ดี อย่างน้อยเจ้าก็ยังจำชื่อข้าได้"
ธันวาพยายามดึงข้อมือ แต่สายรัดกลับหดแน่นขึ้น
"เด็กพวกนั้นเป็นใคร"
หมอวายุเงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
"คนที่เจ้าเคยเป็น"
ธันวาหันมองเด็กหลังผนังกระจกอีกครั้ง
"พวกเขาไม่ใช่ผม"
"ไม่ใช่ในทางร่างกาย"
"อย่าพูดเป็นปริศนา"
เสียงหัวเราะเบาดังจากลำโพง
"เจ้ายังใจร้อนเหมือนเดิม"
ธันวากัดฟัน
"ปล่อยพวกเขา"
"เจ้าตื่นขึ้นมาไม่ถึงหนึ่งนาที แต่คำแรกที่ถามไม่ใช่เรื่องแม่ ไม่ใช่เรื่องตนเอง กลับเป็นเด็กที่ไม่รู้จัก น่าสนใจมาก"
"ผมถามอีกครั้ง พวกเขาเป็นใคร"
ผนังด้านซ้ายสว่างขึ้นกลายเป็นจอภาพ รายชื่อหมายเลขปรากฏเรียงยาวกว่าร้อยรายการ หลายหมายเลขถูกขีดทับด้วยสีแดง บางหมายเลขมีคำว่า สูญเสียสภาพ บางหมายเลขมีคำว่า ยุติการทดลอง มีเพียงไม่กี่หมายเลขที่ยังขึ้นสีขาว หมายเลขสาม หมายเลขห้า หมายเลขแปด หมายเลขสิบสาม หมายเลขยี่สิบเอ็ด และหมายเลขสามสิบสี่ ส่วนด้านบนสุดมีหมายเลขศูนย์ซึ่งแสดงสถานะว่า กลับเข้าสู่ระบบ
หมอวายุพูด
"พวกเขาคือเด็กจากโครงการรุ่นใหม่"
ธันวาจ้องรายชื่อ
"สถาบันยังทดลองกับเด็กอยู่"
"สถาบันไม่เคยหยุด"
"หลังทุกอย่างที่เกิดขึ้น พวกแกยังทำต่อ"
"เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นพิสูจน์ว่าเรามาถูกทาง"
ธันวาหัวเราะอย่างขมขื่น
"โลกกำลังจะพัง เมืองถูกล้อม รอยแยกปล่อยสัตว์ประหลาด แล้วแกเรียกว่ามาถูกทาง"
"ความวุ่นวายเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่าน"
"เด็กพวกนี้คือช่วงเปลี่ยนผ่านของแกหรือ"
หมอวายุไม่ตอบคำถามตรง ๆ ภาพบนจอเปลี่ยนเป็นแผนผังร่างกายเด็ก แต่ละคนมีจุดแสงอยู่ตามอวัยวะต่างกัน เด็กชายในห้องข้างกันมีจุดแสงตรงหัวใจ เด็กหญิงที่นั่งอยู่มุมห้องมีจุดแสงตรงดวงตาทั้งสองข้าง อีกห้องหนึ่งซึ่งธันวายังมองไม่เห็นมีจุดแสงอยู่ในกระดูกสันหลัง
"หลังหมายเลขศูนย์หายไป เราพยายามสร้างภาชนะใหม่ แต่ไม่มีใครรับแก่นอนันต์ได้ทั้งก้อน"
หมอวายุอธิบาย
"ดังนั้นเราจึงแบ่งมันออก"
ธันวารู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาจากภายใน
"แบ่งใส่เด็กหลายคน"
"เศษแก่นแต่ละส่วนตอบสนองกับคุณสมบัติที่ต่างกัน ความทรงจำ การมองเห็น การควบคุมพื้นที่ การหยุดพลัง การเชื่อมเวลา แต่ละคนเป็นประตูคนละบาน"
ธันวานึกถึงรินรดาซึ่งสามารถตัดพลัง นึกถึงพิมพ์ชนกผู้มองอนาคต และเด็กคนอื่นในโครงการอรุณ
"พวกเขาทุกคนถูกสร้างจากเศษของแก่นอนันต์"
"บางคนใช่ บางคนเป็นผลข้างเคียง และบางคนเกิดมาพร้อมความเข้ากันได้"
ธันวาถาม
"เด็กในห้องข้าง ๆ หมายเลขอะไร"
"เด็กชายคือหมายเลขสิบสาม เด็กหญิงคือหมายเลขยี่สิบเอ็ด"
"พวกเขาชื่ออะไร"
เสียงจากลำโพงเงียบไปเล็กน้อย
"หมายเลขเพียงพอแล้ว"
ธันวาหันไปมองเด็กหญิง นางยังจ้องเขาอยู่ เขาเห็นริมฝีปากของนางขยับเบา ๆ เหมือนกำลังพูด แต่กระจกกั้นเสียงไว้ ธันวาพยายามอ่านคำจากปาก
หนี
นางกำลังบอกให้เขาหนี
ประตูด้านหน้าเปิดออก เจ้าหน้าที่สามคนในชุดเกราะสีขาวเดินเข้ามา คนแรกถือถาดเครื่องมือ คนที่สองถือปืนยิงเข็ม ส่วนคนสุดท้ายเข็นอุปกรณ์ทรงกระบอกซึ่งเต็มไปด้วยของเหลวสีดำ พวกเขาไม่มองธันวาเหมือนมนุษย์ แต่เหมือนกำลังเตรียมชิ้นส่วนสำหรับการทดลอง เจ้าหน้าที่คนแรกตรวจม่านตา วัดชีพจร และสอดเข็มเข้าสู่เส้นเลือดตรงข้อพับ
ธันวาถาม
"จะทำอะไร"
เจ้าหน้าที่ไม่ตอบ
หมอวายุพูดผ่านลำโพง
"เราจะตรวจว่าแก่นอนันต์ในตัวเจ้าสามารถเชื่อมกับเด็กเหล่านี้ได้หรือไม่"
"ถ้าเชื่อมได้แล้วอย่างไร"
"เราจะสร้างเครือข่าย"
ธันวาขมวดคิ้ว
"เครือข่ายอะไร"
"ระบบซึ่งรวมพลังของเด็กทุกคนผ่านหมายเลขศูนย์ เมื่อสำเร็จ เราจะสามารถควบคุมรอยแยก เส้นเวลา และอนาคตที่มนุษย์เห็น"
ธันวานิ่งไปชั่วครู่
"นิมิตทั่วโลก"
"เป็นเพียงต้นแบบ"
ความจริงบางส่วนเชื่อมเข้าหากันในหัว สถาบันอรุณไม่ได้ต้องการแค่สร้างผู้มีพลัง พวกมันต้องการระบบที่ส่งภาพอนาคตเข้าสู่จิตใจคนทั้งโลก ต้องการควบคุมการรับรู้และเลือกเส้นเวลาที่มนุษย์จะเชื่อ พิมพ์ชนกเคยบอกว่านิมิตไม่ใช่อนาคตที่ตายตัว แต่เป็นหนึ่งในหลายเส้นที่ถูกเลือกให้เห็น ตอนนี้ธันวาเข้าใจมากขึ้น การเลือกนั้นอาจต้องใช้พลังของเด็กหลายคนร่วมกัน และตัวเขาคือแกนกลางซึ่งทำให้ทุกชิ้นเชื่อมต่อกัน
ธันวาพูด
"ศาสตราจารย์อคินใช้เด็กสร้างนิมิต"
หมอวายุตอบ
"คำว่าใช้หยาบเกินไป พวกเขาคือส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการมนุษย์"
"พวกเขาถูกขัง"
"เพราะโลกภายนอกไม่พร้อม"
"พวกเขาถูกเจาะ ถูกมัด และไม่มีชื่อ"
"ชื่อสร้างความยึดติด หมายเลขสร้างหน้าที่"
ธันวาจ้องกล้องเหนือประตู
"แกเชื่อจริงหรือว่าตัวเองกำลังช่วยโลก"
"ข้าไม่จำเป็นต้องเชื่อ ข้ามีผลลัพธ์"
เจ้าหน้าที่ฉีดของเหลวใสเข้าเส้นเลือด ความร้อนแผ่จากแขนไปทั่วร่าง สายรัดรอบหน้าอกคลายลงเล็กน้อยเพื่อให้เครื่องจักรอ่านคลื่นได้ ธันวาแกล้งทำเป็นอ่อนแรงกว่าเดิม เขาปล่อยศีรษะตกและคุมลมหายใจช้า ๆ ขณะสังเกตตำแหน่งเจ้าหน้าที่ คนถือปืนยืนห่างสามก้าว คนตรวจชีพจรอยู่ทางขวา และคนเข็นกระบอกพลังหันหลังให้ใกล้แผงควบคุม ประตูยังเปิด แต่มีม่านพลังบางปิดทางอยู่ การหนีตอนนี้แทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อแก่นอนันต์ถูกหมุดกดพลังควบคุม แต่ธันวาจำคำของอาเสือได้ การถูกจับชั่วคราวไม่ใช่ความพ่ายแพ้ ถ้ายังรอจังหวะ
เด็กหญิงหมายเลขยี่สิบเอ็ดยกมือแตะกระจก จากนั้นกระจกตรงจุดนั้นเกิดฝ้าบาง นางใช้นิ้วเขียนคำหนึ่งจากด้านใน
หลับ
ธันวาไม่เข้าใจในทันที แต่ก่อนจะถาม ดวงตาของเด็กหญิงเปลี่ยนเป็นสีเงิน แสงในห้องกะพริบ เจ้าหน้าที่ทั้งสามชะงักพร้อมกัน ดวงตาเหม่อลอยราวกับสติหลุดไปชั่วครู่ ธันวารู้ทันทีว่านางกำลังใช้พลังบางอย่างส่งภาพเข้าสู่จิตใจพวกเขา เขาออกแรงกระตุกแขน สายรัดข้อขวาไม่ขยับ แต่ข้อมือซ้ายซึ่งชุ่มเลือดเลื่อนออกมาได้เล็กน้อย เขาบิดนิ้วจนเจ็บและดึงซ้ำอีกครั้ง ผิวหนังถลอก แต่ฝ่ามือหลุดพ้นจากห่วงได้สำเร็จ
หมอวายุตะโกนผ่านลำโพง
"หมายเลขยี่สิบเอ็ด หยุดเดี๋ยวนี้"
เด็กหญิงตัวสั่น เลือดไหลจากจมูก แต่ยังไม่ปล่อยมือจากกระจก ธันวารีบใช้มือซ้ายปลดสายรัดหน้าอก จากนั้นคว้าถาดเครื่องมือกระแทกใบหน้าเจ้าหน้าที่คนถือปืน คนที่สองเริ่มได้สติและพุ่งเข้ามา ธันวาใช้ข้อศอกกระแทกคาง แย่งเข็มฉีดยาจากมือแล้วแทงกลับเข้าที่ต้นคอ เจ้าหน้าที่ทรุดลงทันที คนที่สามกดสัญญาณเตือน ม่านพลังตรงประตูหนาขึ้น ธันวาเตะเข่าจนอีกฝ่ายล้มแล้วคว้าปืนยิงเข็มขึ้นมา
เสียงหมอวายุดังทั่วห้อง
"ปิดระบบชั้นศูนย์"
สัญญาณเตือนสีแดงสว่างขึ้น ประตูเริ่มเลื่อนปิด ธันวายิงแผงควบคุมจนเกิดประกายไฟ ม่านพลังสั่นแต่ไม่ดับ เขามองเด็กหญิงหลังผนังกระจก นางทรุดลงแล้วแต่ยังพยายามชี้ไปมุมซ้ายของห้อง ธันวาจำได้ว่าตรงนั้นมีรางระบายน้ำซ่อนสายหลัก เขากระโดดลงจากแท่น กระชากฝาปิดพื้นออกและพบสายพลังสามเส้น เขาใช้มีดจากถาดตัดสายสีน้ำเงิน ประตูหยุดเคลื่อนแต่ม่านพลังยังอยู่ ตัดสายสีขาว แสงทั้งห้องดับครึ่งหนึ่ง เมื่อเขาตัดสายสีดำ ม่านพลังหน้าประตูแตกกระจายพร้อมเสียงระเบิดเบา
ธันวาวิ่งเข้าไปในทางเดิน ประตูห้องหมายเลขยี่สิบเอ็ดอยู่ฝั่งตรงข้าม เขายิงแผงล็อกด้วยปืนเข็ม แต่กระสุนไม่สามารถเจาะโลหะ เขาใช้บัตรผ่านของเจ้าหน้าที่ที่ล้มอยู่แตะระบบ ประตูเปิดช้า ๆ เด็กหญิงล้มอยู่ข้างกระจก ธันวารีบเข้าไปประคอง
"ได้ยินพี่ไหม"
เด็กหญิงลืมตาเล็กน้อย
"พี่กลับมาจริง ๆ"
ธันวาชะงัก
"เรารู้จักกันหรือ"
"หนูเห็นพี่ในฝัน"
"ฝันแบบไหน"
"พี่พาพวกเราหนี"
เสียงปืนดังจากปลายทางเดิน ธันวาดึงเด็กหญิงหลบหลังเตียง กระสุนพลังเจาะผนังเป็นรอยไหม้ เขายิงเข็มสวนไปสองนัด เจ้าหน้าที่คนหนึ่งล้ม แต่อีกหลายคนกำลังมา เขามองเด็กชายหมายเลขสิบสามซึ่งยังถูกตรึงบนเตียง สัญญาณชีพบนจอสั่นผิดปกติ
ธันวาถาม
"เขาตื่นได้ไหม"
เด็กหญิงพยักหน้า
"แต่ถ้าปลุก เขาจะเจ็บ"
"ถ้าไม่ปลุก เขาจะถูกทิ้งไว้"
เด็กหญิงคลานไปยังแผงข้างเตียงและใส่รหัสด้วยมือสั่น สายพลังถูกปลดทีละเส้น เด็กชายสะดุ้งหายใจแรง ดวงตาเปิดขึ้นเป็นสีแดงคล้ำ เขามองธันวาด้วยความหวาดกลัวแล้วพยายามถอย
ธันวาพูด
"ไม่เป็นไร พี่มาช่วย"
เด็กชายส่ายหน้า
"พี่คือหมายเลขศูนย์"
"ใช่"
"พวกเขาบอกว่าพี่จะกินพวกเรา"
ธันวานิ่งไปเล็กน้อย
"พวกเขาโกหก"
เด็กชายมองเด็กหญิง
นางพูด
"เขาช่วยหนู"
เด็กชายยังไม่เชื่อทั้งหมด แต่ยอมให้ธันวาปลดสายสุดท้าย เมื่อเท้าสัมผัสพื้น เขาแทบยืนไม่ได้ ธันวาจึงอุ้มขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง อีกมือจับเด็กหญิงไว้
เสียงหมอวายุดังจากลำโพง
"ธันวา เจ้าหนีไปไหนไม่ได้ ชั้นใต้ดินทั้งหมดถูกปิด"
ธันวาพูด
"ผมไม่ได้หนีคนเดียว"
"นั่นยิ่งทำให้เจ้าช้าลง"
"งั้นลองดู"
เขาวิ่งออกจากห้องพร้อมเด็กทั้งสอง ทางเดินด้านขวาถูกเจ้าหน้าที่ปิดล้อม เขาจึงเลี้ยวซ้ายตามความทรงจำที่ไม่รู้ว่าเป็นของตนหรือของเส้นเวลาอื่น ประตูหลายบานอยู่เรียงกัน แต่ละบานมีหมายเลขกำกับ ธันวาได้ยินเสียงเคาะจากภายในห้องหนึ่ง เสียงร้องขอความช่วยเหลือจากอีกห้อง และเสียงเด็กจำนวนมากซึ่งพยายามเรียกผ่านกระจก
เด็กหญิงหมายเลขยี่สิบเอ็ดพูด
"ยังมีคนอื่น"
ธันวาหยุดทันที
ทางข้างหน้าอาจพาเขาออกจากชั้นนี้ได้ แต่เด็กอีกหลายคนยังถูกขังอยู่ หากเขาไปต่อเพียงลำพัง โอกาสรอดจะสูงกว่า ทว่าภาพเด็กในห้องกระจกทำให้เขานึกถึงตนเองในอดีต นึกถึงมาลีที่ยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อพาเด็กคนหนึ่งออกมา หากวันนั้นนางเลือกความปลอดภัยของตัวเอง เขาคงไม่มีชีวิตมาถึงตอนนี้
ธันวาวางเด็กชายลงข้างผนัง
"หนูสองคนอยู่ตรงนี้"
เด็กหญิงถาม
"พี่จะไปไหน"
"เปิดประตู"
"ทุกห้องหรือ"
ธันวาหันมองประตูที่เรียงยาวสุดสายตา
"ทุกห้อง"
เด็กชายหมายเลขสิบสามพูดเสียงเบา
"พวกเขาจะมา"
"พี่รู้"
"พวกเขามีปืน"
"พี่ก็รู้"
"แล้วทำไมยังไป"
ธันวาตอบโดยไม่หันกลับ
"เพราะไม่มีใครควรถูกทิ้งไว้ที่นี่"
เขาวิ่งไปยังแผงควบคุมกลางทางเดิน ใช้บัตรผ่านแตะ แต่ระบบปฏิเสธ หมอวายุหัวเราะผ่านลำโพง
"เจ้าคิดว่าการปล่อยเด็กออกมาคือช่วยพวกเขาหรือ เด็กเหล่านี้ควบคุมพลังไม่ได้ โลกภายนอกจะกลัวพวกเขาเหมือนกลัวเจ้า"
ธันวายิงแผงจนฝาแตก
"อย่างน้อยพวกเขาควรได้เลือก"
"เด็กไม่มีความสามารถเลือกอนาคตตนเอง"
"ผู้ใหญ่อย่างแกต่างหากที่ไม่เคยให้โอกาส"
ธันวาดึงสายไฟออกและต่อเข้าหากันตามภาพความทรงจำหนึ่งซึ่งแวบเข้ามา ระบบส่งเสียงเตือน ประตูห้องหมายเลขสามเปิดก่อน เด็กชายร่างผอมล้มออกมาพร้อมโซ่ที่ข้อเท้า ประตูหมายเลขห้าเปิดตาม เด็กหญิงผมขาวยืนอยู่ในหมอกเย็นจัด ประตูหมายเลขแปดเปิดเผยเด็กสองคนซึ่งถูกเชื่อมกันด้วยสายพลังกลางหลัง ประตูอื่นเริ่มเปิดทีละบาน เด็กบางคนวิ่งออกมาทันที บางคนถอยไปซ่อนมุมห้องเพราะไม่ไว้ใจ และบางคนอ่อนแอจนเดินไม่ได้
ธันวาตะโกน
"ทุกคนฟังพี่ ใครเดินได้ให้ช่วยคนที่เดินไม่ได้ เราจะออกจากที่นี่ด้วยกัน"
เด็กคนหนึ่งถาม
"พี่เป็นใคร"
"พี่ชื่อธันวา"
"หมายเลขอะไร"
"ศูนย์"
ความกลัวแผ่บนใบหน้าเด็กหลายคน บางคนถอยทันที เพราะถูกปลูกฝังว่าหมายเลขศูนย์คือสัตว์ประหลาด แต่เด็กหญิงหมายเลขยี่สิบเอ็ดเดินมายืนข้างธันวา แม้เลือดยังไหลจากจมูก
"เขาไม่ทำร้ายเรา"
เด็กชายหมายเลขสิบสามพยักหน้าช้า ๆ
"เขาปลดสายให้ผม"
เด็กผมขาวจากห้องหมายเลขห้าก้าวออกมา
"ถ้าเขาเป็นสัตว์ประหลาด อย่างน้อยเขาก็เปิดประตู"
คำพูดนั้นทำให้เด็กคนอื่นเริ่มขยับ พวกเขารวมกลุ่มอย่างลังเล เด็กโตช่วยพยุงเด็กเล็ก บางคนดึงสายพลังออกจากร่างกันเอง บางคนหาผ้าคลุมและรองเท้าจากห้องเก็บของ ธันวานับคร่าว ๆ มีเด็กออกมาสิบเจ็ดคน แต่จากรายชื่อบนจอควรมีมากกว่านั้น
เขาถาม
"ยังมีใครอยู่ชั้นอื่นไหม"
เด็กหญิงหมายเลขห้าตอบ
"ชั้นล่าง"
"กี่คน"
"เยอะกว่าเรา"
เสียงระเบิดดังจากประตูปลายทาง เจ้าหน้าที่กำลังใช้เครื่องตัดทะลุเข้ามา เวลามีน้อย ธันวาต้องเลือกอีกครั้ง จะพาเด็กกลุ่มนี้หนี หรือเสี่ยงลงไปช่วยคนที่อยู่ลึกกว่า
หมายเลขยี่สิบเอ็ดจับชายเสื้อเขา
"ข้างล่างมีห้องของพี่"
ธันวาหันมอง
"หมายความว่าอย่างไร"
"ห้องเก่า ห้องที่พี่เคยนอน"
"ฉันตื่นที่ห้องนั้นแล้ว"
เด็กหญิงส่ายหน้า
"ไม่ใช่ห้องทดลองข้างบน ห้องจริงอยู่ชั้นล่างสุด"
ธันวารู้สึกแก่นอนันต์ในอกสั่นแรงขึ้น
"มีอะไรอยู่ในนั้น"
เด็กหญิงตอบ
"ร่างของพี่"
คำพูดนั้นทำให้เด็กทุกคนเงียบ ธันวานึกถึงถังของเหลวสีดำที่หมอวายุบอกว่าเป็นร่างซึ่งเขาทิ้งไว้เมื่อสิบปีก่อน นึกถึงความทรงจำที่เห็นตนเองสองวัยอยู่ในสถานที่เดียวกัน หากร่างในถังเกี่ยวข้องกับเส้นเวลาซ้อน มันอาจเป็นกุญแจทั้งในการช่วยเด็กและทำลายระบบของสถาบัน
เสียงประตูเหล็กปลายทางแตกออก เจ้าหน้าที่ชุดแรกกำลังบุกเข้ามา
ธันวาหันไปหาเด็กทุกคน
"ใครมีพลังที่ใช้ป้องกันได้"
เด็กผมขาวยกมือ อากาศรอบตัวนางลดอุณหภูมิทันที เด็กชายหมายเลขสามยกมือแล้วพื้นสั่นเบา ๆ เด็กฝาแฝดจากหมายเลขแปดจับมือกัน ทำให้เงาบนผนังเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิต
ธันวาพูด
"อย่าโจมตีถ้าไม่จำเป็น ใช้พลังเปิดทางและป้องกันคนเล็ก"
เด็กชายหมายเลขสามถาม
"พี่จะพาเราไปไหน"
ธันวาหันมองประตูทางลงซึ่งอยู่หลังแผงควบคุม
"ลงไปหาความจริง"
เด็กหญิงหมายเลขห้าถาม
"แล้วหลังจากนั้น"
ธันวาตอบ
"ออกจากที่นี่"
ประตูปลายทางระเบิดเปิด เจ้าหน้าที่หลายสิบคนกรูกันเข้ามา เด็กบางคนกรีดร้องและถอย แต่ธันวาก้าวออกไปยืนข้างหน้า แม้ไม่มีพลังเต็มที่ แม้ร่างกายยังเต็มไปด้วยยา และแม้มีเพียงปืนยิงเข็มที่เหลือกระสุนไม่กี่นัด เขายังยืนขวางระหว่างอาวุธกับเด็กทั้งหมด
หมอวายุพูดผ่านลำโพง
"หมายเลขศูนย์ นี่คือคำเตือนสุดท้าย กลับขึ้นแท่นทดลอง แล้วเด็กคนอื่นจะไม่ถูกลงโทษ"
ธันวาจ้องเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังยกปืน
"พวกเขาไม่ใช่หมายเลข"
เสียงหมอวายุเงียบไป
ธันวาพูดต่อ
"พวกเขาเป็นเด็ก"
เขาหันไปมองใบหน้าหวาดกลัวของผู้ถูกทดลองแต่ละคน
"และวันนี้พวกเขาจะออกไปพร้อมผม"
เด็กหญิงหมายเลขยี่สิบเอ็ดจับมือเด็กชายหมายเลขสิบสาม เด็กคนอื่นค่อย ๆ ยืนใกล้กันมากขึ้น ความกลัวยังอยู่ แต่ความโดดเดี่ยวซึ่งสถาบันใช้ควบคุมพวกเขาเริ่มแตกสลาย
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งออกคำสั่ง
"ยิงยาสลบทั้งหมด"
ปืนหลายกระบอกยกขึ้นพร้อมกัน
ธันวาตะโกน
"ก้ม"
เด็กทุกคนหมอบลง เด็กหญิงหมายเลขห้าปล่อยความเย็นใส่พื้นจนกลายเป็นน้ำแข็ง เจ้าหน้าที่แถวหน้าลื่นล้ม เด็กชายหมายเลขสามกระแทกฝ่ามือลงพื้น เกิดกำแพงหินยกขึ้นขวางกระสุน ฝาแฝดหมายเลขแปดทำให้เงาของเจ้าหน้าที่พันข้อเท้า ธันวาวิ่งอ้อมกำแพง พุ่งเข้าประชิดคนแรก แย่งปืนและยิงเข็มใส่คนข้างหลัง เขาไม่หยุดต่อสู้เพื่อเอาชนะทั้งหมด เพียงเปิดช่องไปยังประตูทางลง
เด็กหญิงหมายเลขยี่สิบเอ็ดตะโกน
"ทางเปิดแล้ว"
ธันวาหันกลับ เด็กชายหมายเลขสามใช้พลังดันแผงโลหะออก เผยบันไดวนลงสู่ความมืด กลิ่นน้ำยาเก่าและความเย็นจากใต้พื้นพุ่งขึ้นมา แก่นอนันต์ในอกของธันวาเต้นแรงจนเจ็บเหมือนมีหัวใจอีกดวงกำลังเรียกเขา
ธันวาถอยมาถึงทางลงและช่วยเด็กแต่ละคนผ่านประตู
"ลงไป อย่าหยุด"
เด็กคนสุดท้ายคือหมายเลขยี่สิบเอ็ด นางหันมองห้องทดลองด้านบนเป็นครั้งสุดท้าย
"พี่เคยพาเราหนีแบบนี้"
ธันวาถาม
"ในฝันหรือ"
นางส่ายหน้า
"ในอดีต"
ธันวายังไม่ทันถามต่อ เสียงระเบิดก็ดังขึ้นใกล้กว่าเดิม เขารีบปิดประตูทางลงและยิงแผงควบคุมจนล็อก บันไดวนพาพวกเขาลงลึกใต้ฐาน แสงตามผนังเปิดขึ้นเองทีละดวง เผยรอยมือเด็กจำนวนมากบนกำแพง บางรอยใหม่ บางรอยเก่าจนซีด และบางรอยมีขนาดเท่าฝ่ามือของธันวาในวัยเด็ก
ที่ปลายบันไดมีประตูกระจกขนาดใหญ่
บนประตูไม่ได้เขียนหมายเลขศูนย์
แต่เขียนชื่อเต็มของเขา
ธันวา
เขายืนมองชื่อนั้นด้วยลมหายใจหนัก เด็กหลายคนรวมตัวอยู่ด้านหลัง ไม่มีใครกล้าส่งเสียง ภายในห้องหลังกระจกมีถังทดลองขนาดมหึมาตั้งอยู่ตรงกลาง ของเหลวสีดำไหลวนช้า ๆ และเงาร่างมนุษย์ลอยอยู่ข้างใน
เมื่อธันวาเดินเข้าใกล้ ร่างในถังค่อย ๆ ลืมตา
ใบหน้านั้นเหมือนเขาทุกส่วน
แต่ดวงตาเป็นสีดำสนิท
และที่หน้าอกมีสัญลักษณ์ของราชันอสูรฝังอยู่ใต้ผิวหนัง
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







