LOGINตอนที่ 47 ความจริงของมาลี
กฤตภาสนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แสงจากหน้าจออุปกรณ์สีดำสะท้อนขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลและคราบฝุ่น หลังจากหลบหนีออกมาจากฐานใต้ดินได้สำเร็จ ทั้งสามคนใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเดินลึกเข้ามาในป่าเพื่อหลีกเลี่ยงหน่วยติดตาม พิมพ์ชนกใช้กิ่งไม้กับใบไม้พรางรถขนส่งเอาไว้ใกล้ปากอุโมงค์ ส่วนธันวานั่งนิ่งอยู่บนพื้น หัวไหล่ของเขาถูกพันด้วยผ้าที่ฉีกออกจากชายเสื้อ แม้เลือดจะหยุดไหลแล้ว แต่ใบหน้าของเขายังคงซีดจนเห็นได้ชัด ไม่มีใครกล้าพูดว่าพวกเขาปลอดภัย เพราะทุกคนรู้ดีว่าฐานลับแห่งนั้นมีทรัพยากรมากพอจะส่งกำลังออกค้นหาทั่วทั้งภูเขา สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ในเวลานี้คือเปิดข้อมูลในอุปกรณ์ให้เร็วที่สุด แล้วค้นหาว่าทำไมองค์กรนั้นถึงยอมแลกชีวิตคนจำนวนมากเพื่อปกป้องมัน กฤตภาสลองใส่รหัสหลายชุดตามข้อมูลที่พวกเขาพบในห้องควบคุม แต่หน้าจอยังคงแสดงคำเตือนเรื่องสิทธิ์การเข้าถึงทุกครั้ง กระทั่งพิมพ์ชนกนึกถึงบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เธอเก็บมาจากศพในห้องทดลอง เธอล้วงบัตรสีขาวออกจากกระเป๋าแล้วส่งให้กฤตภาส บนบัตรมีเพียงหมายเลขประจำตัวกับสัญลักษณ์ดวงตาที่ถูกล้อมด้วยวงแหวน ไม่มีชื่อ ไม่มีตำแหน่ง และไม่มีภาพถ่าย กฤตภาสนำบัตรแตะตรงด้านข้างของอุปกรณ์ เสียงสัญญาณสั้นดังขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนข้อความปฏิเสธการเข้าถึงจะหายไป หน้าจอเปลี่ยนเป็นแถบประมวลผลสีขาวซึ่งค่อย ๆ เคลื่อนจากซ้ายไปขวาอย่างเชื่องช้า ทุกวินาทีที่ผ่านไปทำให้บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ธันวาจ้องหน้าจอโดยไม่กะพริบ ขณะที่พิมพ์ชนกขยับเข้ามานั่งใกล้จนหัวไหล่แทบสัมผัสกับกฤตภาส เมื่อแถบประมวลผลเต็ม หน้าจอก็แสดงรายชื่อแฟ้มจำนวนมาก แต่แทบทั้งหมดถูกเข้ารหัส มีเพียงแฟ้มหนึ่งที่เปิดอ่านได้ ชื่อของมันทำให้ทั้งสามคนหยุดหายใจไปชั่วขณะ แฟ้มนั้นเขียนว่า มาลี วัฒนกุล ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการปฐมกาล
"ผู้ร่วมก่อตั้ง"
พิมพ์ชนกพึมพำด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ
"แต่เราได้รับข้อมูลมาตลอดว่ามาลีเป็นนักโทษ เธอถูกจับมาใช้เป็นหนูทดลองไม่ใช่หรือ"
ธันวาขยับตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิม
"เปิดแฟ้ม"
กฤตภาสแตะหน้าจอ ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้น เธออยู่ในชุดกาวน์สีขาว เส้นผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลัง ดวงตาคมสงบ และมีรอยยิ้มบางที่มุมปาก ใบหน้าของหญิงสาวในภาพดูอ่อนเยาว์กว่ามาลีที่พวกเขาเคยพบอยู่มาก แต่ไม่มีทางจำผิดได้ เธอคือคนเดียวกัน ใต้ภาพมีประวัติการศึกษาและผลงานวิจัยยาวเหยียด มาลี วัฒนกุล อายุยี่สิบเก้าปีในวันที่เข้าร่วมโครงการ สำเร็จการศึกษาด้านชีววิทยาระดับโมเลกุล ฟิสิกส์ประสาท และวิศวกรรมพลังงาน เธอเป็นหัวหน้าทีมศึกษาปฏิกิริยาระหว่างคลื่นสมองมนุษย์กับพลังงานที่ตรวจพบหลังเหตุการณ์ท้องฟ้าแตกเมื่อสิบสองปีก่อน ชื่อของเธอปรากฏอยู่ในเอกสารสำคัญแทบทุกฉบับ ทั้งในฐานะผู้ออกแบบเครื่องกระตุ้นเซลล์ประสาท ผู้สร้างสารเสถียรภาพพลังงาน และผู้เสนอแนวคิดเชื่อมโยงจิตสำนึกของมนุษย์หลายคนให้เข้าสู่เครือข่ายเดียวกัน ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าขัดแย้งกับเรื่องราวที่พวกเขารู้จักอย่างสิ้นเชิง มาลีไม่ใช่หญิงเคราะห์ร้ายที่ถูกลากเข้าห้องทดลองตั้งแต่แรก เธอไม่ใช่นักโทษที่ไม่รู้อะไรเลย และยิ่งไม่ใช่ผู้ถูกทดลองธรรมดา เธอคือหนึ่งในผู้สร้างสถานที่แห่งนั้นด้วยมือของตัวเอง
"นี่มันเป็นไปไม่ได้"
พิมพ์ชนกส่ายหน้า
"ตอนที่เราเจอเธอ มาลีจำแม้กระทั่งชื่อตัวเองแทบไม่ได้ เธอกลัวห้องทดลอง กลัวเข็ม กลัวเสียงเครื่องจักรทุกชนิด คนที่สร้างอุปกรณ์พวกนี้จะมีอาการแบบนั้นได้อย่างไร"
"ความทรงจำของเธออาจถูกลบ"
ธันวาตอบช้า ๆ
"หรือไม่ก็สิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความจริง"
กฤตภาสเลื่อนข้อมูลลงไปเรื่อย ๆ จนพบคลิปบันทึกภาพหนึ่งรายการ วันที่ของคลิปถูกบันทึกไว้เมื่อเจ็ดปีก่อน เขาแตะเปิดทันที ภาพบนหน้าจอสั่นเล็กน้อยก่อนปรากฏห้องประชุมสีขาว มาลีนั่งอยู่หัวโต๊ะ ฝั่งตรงข้ามมีชายหญิงอีกหกคน ทุกคนสวมชุดเครื่องแบบสีเทาและติดตราสัญลักษณ์ของโครงการปฐมกาล บนผนังด้านหลังมีแผนภาพสมองมนุษย์ซ้อนทับกับเครือข่ายพลังงานขนาดใหญ่ มาลีในคลิปดูเหนื่อยล้า แต่แววตาของเธอยังเด็ดเดี่ยว เธอวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะแล้วมองทุกคนด้วยสีหน้าเย็นชา
"ผลการทดลองรอบที่สามยืนยันแล้วว่าเครือข่ายไม่สามารถรับจิตสำนึกจำนวนมากได้โดยไม่มีแกนกลาง"
เสียงของมาลีดังออกจากอุปกรณ์อย่างชัดเจน
"ถ้าเราฝืนดำเนินโครงการต่อ ผู้ทดลองทุกคนจะสูญเสียตัวตน และคลื่นสะท้อนจะกระจายออกไปนอกเขตกักกัน"
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งในคลิปเอนหลังพิงเก้าอี้
"เรายอมรับความสูญเสียได้ ขอเพียงระบบทำงาน"
"คุณกำลังพูดถึงชีวิตมนุษย์"
มาลีตอบ
"ไม่ใช่ชิ้นส่วนเครื่องจักร"
"คนเหล่านั้นสมัครใจ"
"พวกเขาไม่เคยได้รับข้อมูลทั้งหมด"
ชายคนนั้นนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนประสานมือบนโต๊ะ
"ดอกเตอร์มาลี คุณเป็นคนเสนอแนวคิดเครือข่ายจิตสำนึกตั้งแต่ต้น"
"ฉันเสนอเพื่อรักษาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพลังงาน ไม่ใช่ใช้พวกเขาสร้างอาวุธ"
ภาพในคลิปหยุดลงกะทันหัน เหมือนแฟ้มส่วนที่เหลือเสียหาย กฤตภาสลองเปิดอีกครั้งแต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถอ่านข้อมูลต่อได้ เขาจึงย้อนกลับมาที่เอกสารหลัก ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสามคน มีเพียงเสียงใบไม้ไหวกับเสียงหายใจของธันวาที่ดังเป็นระยะ พิมพ์ชนกกอดเข่าของตัวเองแน่น สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสับสน เพราะมาลีเป็นคนที่เคยช่วยชีวิตเธอในห้องกักกัน เป็นคนที่เตือนให้พวกเขาหลีกเลี่ยงพื้นที่ทดลอง และเป็นคนที่ร้องไห้เมื่อเห็นร่างของผู้ถูกทดลองรายอื่นถูกทิ้งราวกับขยะ ผู้หญิงคนนั้นไม่มีท่าทีเหมือนผู้สร้างโครงการอันโหดร้าย แต่ข้อมูลตรงหน้าก็ยืนยันชัดเจนว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องมาตั้งแต่ต้น
"บางทีเธออาจกำลังหลอกเรา"
ธันวาพูดขึ้น
พิมพ์ชนกหันขวับไปมองเขา
"นายคิดว่ามาลีแกล้งความจำเสื่อมหรือ"
"ฉันยังไม่ได้ตัดสิน"
ธันวาตอบ
"แต่เราต้องยอมรับว่าเธอปิดบังความจริง เธออาจจำทุกอย่างได้ตั้งแต่แรกก็ได้"
"ฉันไม่เชื่อ"
"ความเชื่อไม่ช่วยให้เรารอด"
"แล้วนายจะให้ฉันเชื่อข้อมูลจากองค์กรที่จับคนมาทดลองหรือ"
ธันวานิ่งไป คำถามนั้นทำให้เขาไม่สามารถโต้ตอบได้ทันที กฤตภาสมองทั้งสองคน ก่อนเลื่อนหน้าจอไปยังแฟ้มประวัติการทดลองของมาลี เอกสารช่วงแรกระบุว่าเธอเป็นนักวิจัยระดับสูง แต่หลังจากวันที่ในคลิปประชุมเพียงสามเดือน สถานะของเธอกลับถูกเปลี่ยนเป็นบุคคลเฝ้าระวัง ต่อมาเป็นผู้ทรยศ และในที่สุดกลายเป็นตัวอย่างทดลองหมายเลขศูนย์หนึ่ง เหตุผลที่ระบุในแฟ้มมีเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า ต่อต้านวัตถุประสงค์ของโครงการและพยายามทำลายแกนกลาง เธอถูกควบคุมตัวในห้องใต้ดิน ถูกฉีดสารระงับความทรงจำ และถูกใช้เป็นต้นแบบในการทดลองเชื่อมต่อจิตสำนึก เพราะสมองของเธอสามารถรองรับพลังงานได้มากกว่ามนุษย์ทั่วไปถึงสิบสองเท่า ผลจากการทดลองทำให้ความทรงจำระยะยาวเสียหาย บุคลิกแตกออกเป็นช่วง ๆ และเกิดภาวะตอบสนองรุนแรงต่อเครื่องมือทางการแพทย์ ยิ่งกฤตภาสอ่านลงไปมากเท่าไร ความจริงก็ยิ่งน่ากลัว มาลีเริ่มต้นจากการเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ต้องการรักษามนุษย์ แต่เมื่อเธอค้นพบว่าองค์กรเปลี่ยนงานวิจัยของเธอให้กลายเป็นเครื่องมือควบคุมจิตใจ เธอจึงพยายามหยุดโครงการ ทว่าไม่สำเร็จ สุดท้ายเธอถูกลดสถานะจากผู้สร้างให้กลายเป็นวัตถุทดลองของสิ่งที่ตัวเองเป็นคนคิดค้น
"เธอไม่ใช่นักโทษตั้งแต่แรก"
กฤตภาสกล่าว
"แต่เธอกลายเป็นนักโทษในภายหลัง"
พิมพ์ชนกก้มหน้าลง ความโกรธในดวงตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด
"พวกมันใช้สิ่งที่เธอสร้างมาทำลายเธอ"
ธันวาจ้องรายงานโดยไม่พูดอะไร แววตาของเขาเปลี่ยนไปเมื่อเห็นชื่อหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงในเอกสาร ชื่อนั้นคือ พลตรีชาญณรงค์ ศิริเมธา บุคคลเดียวกับอดีตผู้บังคับบัญชาที่เคยสั่งให้หน่วยของธันวาเก็บกวาดหลักฐานเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเขตกักกันเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นธันวาเชื่อว่าเป็นภารกิจป้องกันการแพร่ระบาด แต่ความจริงอาจเป็นการทำลายหลักฐานของโครงการปฐมกาล เขากำหมัดแน่นจนแผลที่ไหล่ปริออก เลือดสีแดงค่อย ๆ ซึมผ่านผ้าพันแผล พิมพ์ชนกสังเกตเห็นจึงรีบจับแขนเขาไว้
"อย่าฝืน"
"ฉันเคยทำงานให้พวกมัน"
ธันวาพูดเสียงต่ำ
"ฉันอาจเคยช่วยพวกมันตามล่ามาลีโดยไม่รู้ตัว"
"นายไม่รู้ความจริง"
"คนที่ตายเพราะคำสั่งของฉันคงไม่สนว่าฉันรู้หรือไม่รู้"
กฤตภาสยังไม่ทันพูดอะไร หน้าจอก็แสดงสัญญาณแจ้งเตือนขึ้นมาเอง แฟ้มซ่อนชุดหนึ่งถูกปลดล็อกหลังจากระบบตรวจพบว่าพวกเขาอ่านประวัติของมาลีจบแล้ว ชื่อแฟ้มคือคำสารภาพก่อนการลบความทรงจำ กฤตภาสแตะเปิด ภาพของมาลีปรากฏอีกครั้ง คราวนี้เธอนั่งอยู่ในห้องมืด เสื้อกาวน์เปื้อนเลือด ข้อมือทั้งสองข้างมีรอยช้ำเหมือนเพิ่งหลุดจากเครื่องพันธนาการ กล้องถูกตั้งไว้ใกล้ใบหน้า จึงมองเห็นดวงตาบวมแดงอย่างชัดเจน เธอมองตรงเข้ามาในกล้องราวกับรู้ว่าสักวันหนึ่งจะมีใครสักคนค้นพบข้อความนี้
"ถึงคนที่กำลังดูบันทึกนี้ ฉันชื่อมาลี วัฒนกุล ฉันเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการปฐมกาล"
เธอหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ
"ฉันไม่ได้ถูกบังคับให้เข้าร่วม ฉันเลือกเข้ามาเอง เพราะฉันเชื่อว่าเราสามารถใช้พลังงานที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ท้องฟ้าแตกเพื่อรักษาโรคทางสมอง ฉันเชื่อว่าเราสามารถเชื่อมต่อจิตสำนึกของผู้ป่วยเข้ากับระบบกลาง เพื่อซ่อมแซมความทรงจำและฟื้นฟูเซลล์ประสาท แต่ฉันคิดผิด"
น้ำตาไหลลงจากดวงตาของเธออย่างช้า ๆ
"พวกเขาไม่ได้ต้องการรักษาใคร พวกเขาต้องการสร้างเครือข่ายที่สามารถส่งภาพ ความรู้สึก และคำสั่งเข้าไปในสมองของมนุษย์ทุกคน พวกเขาต้องการให้คนทั้งโลกเห็นสิ่งเดียวกัน เชื่อสิ่งเดียวกัน และหวาดกลัวสิ่งเดียวกัน"
กฤตภาสรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น ถ้อยคำของมาลีทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ประหลาดที่ผู้คนจำนวนมากเห็นภาพเดียวกันโดยไม่มีคำอธิบาย แม้ข้อมูลในแฟ้มจะยังไม่กล่าวถึงราชาปีศาจหรือหลินเฟิงโดยตรง แต่แนวคิดในการส่งภาพเข้าสู่จิตสำนึกของมนุษย์ทั้งโลกใกล้เคียงกับนิมิตที่เปลี่ยนชะตากรรมของทุกคนมากเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ธันวากับพิมพ์ชนกเองก็ดูเหมือนจะคิดเช่นเดียวกัน ทั้งคู่ไม่ละสายตาจากหน้าจอแม้แต่วินาทีเดียว
"ฉันพยายามทำลายแกนกลาง แต่ล้มเหลว"
มาลีในบันทึกกล่าวต่อ
"พวกเขาจะจับฉันกลับไป และใช้สมองของฉันเป็นกุญแจเปิดระบบ เพราะฉันเป็นคนออกแบบรูปแบบคลื่นต้นแบบ ฉันจึงสร้างสิ่งป้องกันสุดท้ายเอาไว้ ข้อมูลสำคัญที่สุดถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกอยู่ในคลังข้อมูลของโครงการ ส่วนที่สองถูกฝังไว้ในความทรงจำของฉัน ส่วนที่สามอยู่กับบุคคลที่พวกเขาเรียกว่า ผู้รับสัญญาณคนแรก"
ภาพเริ่มสั่นไหวเหมือนมีคลื่นรบกวน มาลีรีบโน้มตัวเข้าหากล้อง
"อย่าเชื่อภาพที่ระบบแสดงให้คุณเห็น ภาพเหล่านั้นไม่ใช่คำทำนาย มันคือผลลัพธ์ที่ถูกคัดเลือกจากความเป็นไปได้จำนวนมหาศาล พวกเขาเลือกอนาคตที่เลวร้ายที่สุด แล้วใช้ความหวาดกลัวของมนุษย์บังคับให้โลกเดินไปยังอนาคตนั้นด้วยตัวเอง"
เสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้อง มาลีหันไปมองประตู ก่อนกลับมาจ้องกล้องเป็นครั้งสุดท้าย
"ถ้าฉันจำอะไรไม่ได้ จงอย่าโทษฉัน แต่ก็อย่าไว้ใจฉันทั้งหมด เพราะพวกเขาอาจใส่คำสั่งบางอย่างไว้ในสมองของฉันแล้ว จงตามหาผู้รับสัญญาณคนแรก เขาคือหลักฐานว่าทุกสิ่งที่โลกเห็นสามารถถูกสร้างขึ้นได้"
บันทึกสิ้นสุดลงพร้อมเสียงประตูถูกกระแทกเปิด ภาพสุดท้ายที่ปรากฏคือเงาของคนหลายคนพุ่งเข้ามาจับตัวมาลี ก่อนหน้าจอจะดับสนิท ไม่มีใครพูดอะไรอยู่นาน ความจริงที่ได้รับไม่เพียงเปลี่ยนสถานะของมาลีจากนักโทษให้กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างโครงการ แต่มันยังเปิดประตูไปสู่ความลับที่ใหญ่กว่าหลายเท่า หากเครือข่ายของโครงการปฐมกาลสามารถส่งภาพเข้าสู่สมองมนุษย์ได้จริง นิมิตที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นอนาคตอาจไม่ใช่คำเตือนจากโชคชะตา แต่เป็นอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อชักนำโลกทั้งใบ และมาลีอาจเป็นเพียงคนเดียวที่รู้วิธีหยุดมัน
"เราต้องกลับไปหาเธอ"
พิมพ์ชนกพูดขึ้น
ธันวาเงยหน้ามองทันที
"เราเพิ่งหนีออกมา พวกมันต้องเฝ้ามาลีเข้มกว่าเดิมแน่"
"ยิ่งต้องรีบไป"
"ต่อให้ไปถึง เราก็ไม่รู้ว่าเธอจะจำอะไรได้"
"ในความทรงจำของเธอมีข้อมูลส่วนที่สอง"
พิมพ์ชนกตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"และมาลีเตือนเองว่าอาจมีคำสั่งฝังอยู่ในสมอง นั่นหมายความว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย ไม่ใช่แค่จากองค์กร แต่จากตัวเธอเองด้วย"
กฤตภาสปิดหน้าจอแล้วเก็บอุปกรณ์ไว้ในเสื้อ เขาลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายยังอ่อนล้าจากการหลบหนี แต่แววตากลับแน่วแน่กว่าก่อนหน้านี้
"เราจะไม่ย้อนกลับเข้าทางเดิม"
ธันวาขมวดคิ้ว
"นายมีแผนหรือ"
"ในแผนที่ของฐานมีช่องระบายพลังงานที่เชื่อมกับห้องทดลองชั้นล่าง มันแคบเกินกว่าทหารติดอาวุธจะผ่าน แต่พวกเราน่าจะเข้าได้"
"ช่องนั้นอาจมีระบบตรวจจับ"
"มีแน่นอน"
กฤตภาสตอบ
"แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าใครเป็นคนออกแบบระบบส่วนใหญ่"
พิมพ์ชนกมองเขาอย่างเข้าใจ
"มาลี"
กฤตภาสพยักหน้า
"ถ้าเธอเคยเตรียมทางหนีหรือช่องโหว่เอาไว้ มันต้องอยู่ในข้อมูลชุดนี้"
ก่อนที่เขาจะหยิบอุปกรณ์ออกมาอีกครั้ง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้ด้านหลัง ทั้งสามคนหันกลับพร้อมยกอาวุธโดยสัญชาตญาณ กิ่งไม้สั่นไหวช้า ๆ ก่อนร่างของหญิงสาวคนหนึ่งจะก้าวออกมาจากเงามืด เสื้อผ้าของเธอขาดหลายจุด เท้าเปล่าเต็มไปด้วยบาดแผล และเส้นผมยุ่งเหยิงปกคลุมใบหน้าครึ่งหนึ่ง แต่ไม่มีใครจำเธอผิด มาลียืนอยู่ตรงนั้นด้วยร่างกายสั่นเทา ดวงตาของเธอมองอุปกรณ์ในมือกฤตภาสเหมือนมองสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดในชีวิต
"ปิดมัน"
มาลีพูดเสียงแผ่ว
พิมพ์ชนกรีบลดอาวุธลง
"มาลี เธอหนีออกมาได้อย่างไร"
มาลีไม่ตอบ เธอยังคงจ้องอุปกรณ์สีดำ ริมฝีปากสั่นจนแทบพูดไม่เป็นคำ
"ปิดข้อมูลนั้นเดี๋ยวนี้"
กฤตภาสมองเธออย่างระมัดระวัง
"เธอจำได้แล้วใช่ไหม"
มาลีส่ายหน้า แต่หยดน้ำตากลับไหลลงบนแก้ม
"ฉันจำไม่ได้ทั้งหมด"
เธอยกมือขึ้นกุมศีรษะ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
"แต่ฉันจำได้ว่าข้อมูลนั้นไม่ได้มีไว้เปิดเผยความจริงอย่างเดียว"
ธันวาก้าวไปข้างหน้า
"แล้วมันมีไว้ทำอะไร"
มาลีเงยหน้าขึ้นมองทั้งสามคน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง
"มันมีไว้ตามหาฉัน"
ทันใดนั้นอุปกรณ์ในเสื้อของกฤตภาสส่งเสียงสัญญาณดังขึ้น แสงสีแดงกะพริบผ่านเนื้อผ้า หน้าจอเปิดทำงานเองพร้อมแสดงข้อความว่า ยืนยันตำแหน่งของแกนต้นแบบสำเร็จ กฤตภาสรีบดึงอุปกรณ์ออกมา แต่ไม่ว่าจะกดปุ่มใดก็ไม่สามารถปิดมันได้ เหนือแนวป่าที่อยู่ห่างออกไป เสียงใบพัดจำนวนมากเริ่มดังใกล้เข้ามา แสงค้นหาสีขาวพาดผ่านยอดไม้ทีละดวง ขณะที่มาลีทรุดลงกับพื้นและปิดหูของตัวเอง เสียงกระซิบจำนวนมากเริ่มดังออกจากลำโพงของอุปกรณ์ เป็นเสียงของผู้หญิง ผู้ชาย และเด็กที่พูดประโยคเดียวกันซ้ำไปซ้ำมา
"นำผู้สร้างกลับคืนสู่ปฐมกาล"
กฤตภาสเงยหน้ามองแสงบนท้องฟ้า ก่อนกำอุปกรณ์แน่นด้วยความโกรธ ข้อมูลลับไม่ได้เป็นเพียงกุญแจไขความจริง แต่มันคือกับดักที่ถูกวางไว้รอคนเปิดมาตั้งแต่ต้น และตอนนี้องค์กรปฐมกาลไม่ได้กำลังตามล่านักโทษหลบหนีอีกต่อไป เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือการนำตัวนักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างเครือข่ายกลับไปเชื่อมต่อกับระบบให้สำเร็จอีกครั้ง.
ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ


![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




