Masukตอนที่ 5 นักล่าค่าหัว
แรงระเบิดจากบ้านด้านบนยังคงสั่นสะเทือนผ่านชั้นดินลงมาเป็นระยะ เศษปูนร่วงจากเพดานอุโมงค์ ควันสีดำไหลตามทางแคบเข้ามาจนธันวาต้องยกแขนเสื้อปิดจมูก เขาพยายามลุกขึ้นทั้งที่ขาทั้งสองข้างยังสั่น ภาพบ้านซึ่งถูกเปลวไฟกลืนหายยังติดอยู่ในสายตา ทุกสิ่งที่เขาเคยเรียกว่าชีวิตถูกทำลายภายในเวลาไม่กี่นาที ห้องนอนเล็ก โต๊ะกินข้าวที่มีรอยไหม้จากหม้อร้อน รูปถ่ายของพ่อซึ่งตั้งอยู่บนชั้น และรอยขีดบนผนังที่แม่เคยใช้วัดส่วนสูงให้เขาในวัยเด็ก ทุกอย่างกลายเป็นเศษซากโดยที่เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะหันกลับไปมองเป็นครั้งสุดท้าย แม่ดึงแขนเขาให้เดินต่อ นางหอบหนัก ใบหน้าซีดจนแทบไม่มีสี แต่ฝีเท้ายังมั่นคงอย่างน่าประหลาด อุโมงค์ลาดต่ำลงก่อนแยกออกเป็นสองทาง แม่เลือกทางขวาโดยไม่หยุดคิด ธันวาตามไปอย่างเงียบงัน ความสงสัยมากมายยังคงอัดแน่นอยู่ในอก แต่ตอนนี้เสียงพังถล่มจากด้านหลังเตือนชัดว่าไม่มีเวลาถาม พวกเขาเดินต่อไปเกือบสิบนาที จนเสียงระเบิดเบาลงและถูกแทนที่ด้วยความเงียบอันเย็นเยียบ ทางเดินด้านหน้าแคบลงเรื่อย ๆ บางช่วงมีเพียงพื้นที่ให้คนหนึ่งคนเดินผ่าน ท่อโลหะเก่าวิ่งขนานไปกับผนัง น้ำหยดจากเพดานลงพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ธันวาเริ่มสังเกตว่าแม่ไม่ได้เดินอย่างไร้จุดหมาย นางหยุดตรวจสัญลักษณ์เล็ก ๆ บนผนังเป็นระยะ มันเป็นรูปดวงตาที่ถูกวงแหวนล้อมไว้ แบบเดียวกับตราด้านหลังภาพถ่ายในห้องลับ ยิ่งเห็น ธันวายิ่งแน่ใจว่าสถานที่นี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้หลบภัยทั่วไป แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าชีวิตของเขามาก แม่พาเขามาหยุดตรงบันไดเหล็กซึ่งทอดขึ้นด้านบน นางปิดไฟฉายแล้วเงี่ยหูฟังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงค่อย ๆ ปีนขึ้นไป ธันวาตามหลังไป เมื่อถึงปลายบันได แม่ดันฝาท่อระบายน้ำออกเพียงเล็กน้อย แสงสลัวจากยามใกล้รุ่งลอดเข้ามา นางมองซ้ายขวา ก่อนเปิดฝาออกจนสุด ทั้งสองปีนขึ้นมาในอาคารร้างขนาดใหญ่ มันน่าจะเคยเป็นโกดังเก็บสินค้า ผนังสังกะสีขึ้นสนิม หลังคาหลายส่วนมีรู และพื้นเต็มไปด้วยลังไม้ผุพัง กลิ่นน้ำมันเครื่องเก่ากับกลิ่นฝุ่นอบอวลอยู่ในอากาศ ด้านนอกโกดังเป็นลานกว้างติดคลองซึ่งมีวัชพืชขึ้นรก ไม่มีบ้านคนอยู่ใกล้ ๆ และไม่มีเสียงรถยนต์ ธันวาเพิ่งรู้ว่าตนเดินออกมาจากบ้านไกลเพียงใด แม่ปิดฝาท่อแล้วลากลังไม้ใบหนึ่งมาบังไว้ ก่อนนำกระเป๋าไปวางบนโต๊ะโลหะตรงมุมโกดัง นางหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมา เป็นเสื้อแขนยาวสีเทา กางเกงสีเข้ม หมวก และหน้ากากอนามัย "เปลี่ยนเสื้อผ้า เราต้องไปก่อนฟ้าสว่าง" ธันวายังยืนอยู่ข้างฝาท่อ มือกำสายกระเป๋าแน่น "เราจะไปไหน" "ออกจากกรุงเทพฯ" "ไปที่ไหน" "ยังบอกไม่ได้" "แม่จะตอบแบบนี้ทุกเรื่องเลยหรือ" แม่ไม่หันกลับมา นางหยิบขวดยาออกจากกระเป๋า เทยาใส่ฝ่ามือแล้วกลืนพร้อมน้ำเพียงเล็กน้อย มือของนางสั่นชัดเจนกว่าเดิม หลังจากเก็บยา นางจึงเดินไปที่กำแพงด้านข้างและเปิดตู้ไฟเก่าซึ่งภายในไม่ได้มีสายไฟ แต่มีโทรศัพท์เครื่องเล็กซ่อนอยู่ แม่กดเปิดเครื่อง หน้าจอติดขึ้นพร้อมสัญญาณเพียงหนึ่งขีด ธันวาจ้องมองอุปกรณ์นั้นแล้วนึกถึงโทรศัพท์ดาวเทียมในห้องลับ "เครื่องนี้ก็เตรียมไว้เหมือนกันหรือ" "เป็นเครื่องสำรอง ใช้ได้ไม่นาน" "เรามีรถด้วยใช่ไหม" "อยู่ด้านหลังโกดัง" "เอกสารปลอม เงินสด เส้นทางหนี โทรศัพท์ และรถ ทุกอย่างรออยู่ที่นี่มาตลอด แม่ยังจะบอกว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญอีกหรือ" แม่เงียบ นางกดเข้าไปยังหน้าข่าวโดยใช้เวลาสั้นมาก หน้าจอเต็มไปด้วยข้อความแจ้งเตือน ภาพของธันวาปรากฏอยู่ทุกสำนักข่าว ใบหน้าของเขาถูกวางคู่กับภาพราชันอสูรจากภาพจำลอง บางช่องใช้คำว่าผู้ต้องสงสัยแห่งวันสิ้นโลก บางแห่งเรียกเขาว่าบุคคลอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ข่าวการระเบิดบ้านกำลังถูกถ่ายทอดสด เจ้าหน้าที่แถลงว่าพบหลักฐานการหลบหนีผ่านช่องทางใต้ดินและเชื่อว่าธันวายังมีชีวิตอยู่ ผู้ประกาศข่าวอ่านคำสั่งฉุกเฉินของรัฐบาลด้วยน้ำเสียงตึงเครียด "รัฐบาลขอให้ประชาชนงดให้ที่พักพิง งดให้ความช่วยเหลือ และแจ้งเบาะแสทันทีเมื่อพบเห็นนายธันวา ศิริภพ ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีในฐานะช่วยเหลือบุคคลอันตรายต่อความมั่นคง" ภาพเปลี่ยนไปเป็นโต๊ะแถลงข่าวอีกแห่ง ชายกลุ่มหนึ่งในชุดสูทประกาศจัดตั้งกองทุนเอกชนเพื่อรวบรวมเบาะแส พวกเขาอ้างว่าครอบครัวของตนเห็นภาพคนที่รักเสียชีวิตในนิมิต จึงต้องการหยุดยั้งอนาคตก่อนจะเกิดขึ้น ตัวเลขรางวัลปรากฏบนหน้าจอ ธันวาเพ่งมองและรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง รางวัลสำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมอยู่ที่ห้าสิบล้านบาท ส่วนรางวัลสำหรับผู้ที่สามารถส่งมอบตัวเขาให้กับหน่วยงานที่กำหนดมีมูลค่าหนึ่งร้อยล้านบาท และมีข้อความขนาดเล็กด้านล่างระบุว่าไม่รับรองสภาพของเป้าหมาย ธันวาอ่านซ้ำหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เข้าใจผิด หนึ่งร้อยล้านบาท เงินมากพอให้คนธรรมดาเปลี่ยนชีวิตทั้งครอบครัวได้ตลอดกาล มากพอให้เพื่อนขายเพื่อน ให้ญาติหักหลังญาติ และให้คนแปลกหน้าพร้อมฆ่ากันเพียงเพื่อโอกาสเดียว ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ต้องสงสัยของรัฐบาลอีกแล้ว แต่กลายเป็นรางวัลที่คนทั้งประเทศสามารถออกตามล่าได้ "นี่ผิดกฎหมายไม่ใช่หรือ" ธันวาพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว แม่ปิดหน้าจอทันที "กฎหมายมีความหมายเมื่อคนยังเชื่อว่าลูกเป็นมนุษย์" "รัฐบาลจะยอมให้พวกเขาตั้งค่าหัวผมหรือ" "รัฐบาลอาจไม่ได้ตั้งเอง แต่พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลต้องรีบหยุด" "เพราะยิ่งมีคนตามล่าผมมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งจับผมได้ง่ายขึ้น" แม่มองเขาอย่างเคร่งเครียด "ตั้งแต่นี้อย่าไว้ใจใคร อย่าให้ใครเห็นหน้า และอย่าคิดว่าคนธรรมดาจะไม่กล้าทำร้ายลูก เงินจำนวนนี้มากพอจะเปลี่ยนทุกคนให้เป็นนักล่า" ธันวานึกถึงเบส นึกถึงเพื่อนสมัยเรียน นึกถึงเจ้าของร้านสะดวกซื้อ และผู้คนในชุมชนที่เคยยิ้มให้เขา เขาอยากเชื่อว่าคนเหล่านั้นจะไม่หักหลัง แต่เมื่อภาพเงินหนึ่งร้อยล้านปรากฏในหัว ความมั่นใจก็เริ่มสั่นคลอน แม่ส่งเสื้อผ้าให้เขาอีกครั้ง คราวนี้ธันวารับมาโดยไม่เถียง ทั้งคู่เปลี่ยนเสื้อผ้าคนละมุมโกดัง ธันวาสวมหมวกปิดผมและดึงหน้ากากขึ้นคลุมครึ่งใบหน้า ส่วนแม่เปลี่ยนจากชุดเดิมเป็นเสื้อเชิ้ตสีเข้ม สวมเสื้อคลุมยาว และรวบผมจนดูแตกต่างจากหญิงป่วยที่เคยนอนอยู่บนเตียงอย่างสิ้นเชิง นางยังคงไอเป็นระยะ แต่ท่าทางกลับคล่องแคล่วและระมัดระวังราวกับผ่านสถานการณ์หนีตายมาแล้วหลายครั้ง แม่หยิบปืนพกขนาดเล็กออกจากช่องลับในกระเป๋า ตรวจดูกระสุนแล้วเก็บไว้ใต้เสื้อ ธันวาเห็นทุกอย่างชัดเจน "แม่มีปืนด้วย" "เอาไว้ป้องกันตัว" "แม่เคยยิงคนหรือเปล่า" แม่ชะงักเพียงเล็กน้อย "เราไม่มีเวลาคุยเรื่องนั้น" คำตอบที่ไม่ได้ปฏิเสธทำให้ธันวาเงียบลง เขาไม่รู้จักผู้หญิงตรงหน้าอีกต่อไป แต่ก็ไม่มีใครเหลือให้ไว้ใจนอกจากนาง ทั้งสองเดินออกทางประตูหลังโกดัง ลานด้านหลังเต็มไปด้วยหญ้าสูง รถตู้สีขาวเก่าคันหนึ่งจอดอยู่ใต้ผ้าใบ แม่ดึงผ้าออกแล้วใช้กุญแจจากกระเป๋าเปิดประตู รถภายนอกดูทรุดโทรม แต่ภายในมีน้ำมันเต็มถัง อาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า และแผนที่เตรียมพร้อม ธันวาขึ้นนั่งฝั่งผู้โดยสาร แม่สตาร์ตเครื่องยนต์ เสียงเครื่องดังเบาอย่างผิดคาด รถเคลื่อนออกจากโกดังไปตามถนนดินเลียบคลอง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทา แสงเช้ากำลังมา แต่กรุงเทพฯ ไม่ได้ตื่นขึ้นเหมือนวันปกติ เสียงไซเรนดังอยู่ไกล ๆ เฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือแนวเมือง ถนนสายหลักมีด่านตรวจหลายจุด และป้ายอิเล็กทรอนิกส์ตามทางแสดงภาพใบหน้าของธันวาพร้อมข้อความแจ้งเตือน แม่ขับหลีกเลี่ยงถนนใหญ่ ใช้เส้นทางชุมชนและซอยโรงงานเก่า ทว่าไม่ว่าจะไปทางใด ผู้คนก็กำลังพูดถึงเขา ร้านกาแฟริมทางเปิดโทรทัศน์ดังออกมาถึงถนน กลุ่มคนขับรถรับจ้างยืนล้อมหน้าจอและมองภาพธันวา บางคนถือโทรศัพท์ตรวจแผนที่ซึ่งมีรายงานจุดพบเห็นล่าสุด มีการสร้างกลุ่มออนไลน์สำหรับนักล่าโดยเฉพาะ สมาชิกเพิ่มขึ้นนับแสนภายในไม่กี่นาที ผู้คนส่งภาพรถต้องสงสัย แชร์เส้นทางหลบหนี และวิเคราะห์ว่าสถานที่ใดเหมาะแก่การซ่อนตัว ราวกับประเทศทั้งประเทศกลายเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ที่กำลังหดเข้าหาเขา แม่เลี้ยวรถเข้าเส้นทางชนบทซึ่งมุ่งออกจากเมือง ถนนแคบและมีต้นไม้ขึ้นสองข้างทาง ธันวาเริ่มผ่อนลมหายใจเมื่อไม่เห็นด่านตรวจ แต่ไม่นานก็สังเกตเห็นรถกระบะสีดำคันหนึ่งตามอยู่ด้านหลัง มันรักษาระยะห่างคงที่ ไม่แซงและไม่เลี้ยวออก แม้แม่จะเปลี่ยนเส้นทางถึงสองครั้ง รถคันนั้นก็ยังตามมา ธันวาหันกลับไปมองผ่านกระจกหลัง "มีรถตามเรา" แม่เหลือบมองกระจกเพียงครั้งเดียว "เห็นแล้ว" "ตำรวจหรือ" "ไม่ใช่รถราชการ" แม่เหยียบคันเร่ง รถตู้พุ่งเร็วขึ้นบนถนนขรุขระ รถกระบะด้านหลังก็เร่งตามทันที อีกไม่กี่วินาที รถจักรยานยนต์สองคันโผล่ออกมาจากทางแยกด้านหน้า คนขับสวมหมวกเต็มใบ ผู้ซ้อนถือวัตถุคล้ายกระบองยาว ธันวารู้ทันทีว่าพวกเขาไม่ได้พบกันโดยบังเอิญ "พวกนักล่าค่าหัว" แม่หักพวงมาลัยหลบรถจักรยานยนต์คันแรก ชายด้านหลังเหวี่ยงกระบองใส่กระจกข้างจนแตก รถตู้เสียหลักเล็กน้อย ธันวาคว้าขอบประตูไว้แน่น แม่ประคองรถกลับเข้าทางและเร่งต่อ รถกระบะด้านหลังเข้ามาใกล้จนชนท้ายดังสนั่น ร่างของทั้งคู่กระแทกเบาะ ธันวาหันมอง เห็นชายหลายคนนั่งอยู่ด้านหลังกระบะ พวกเขาสวมเสื้อเกราะ มีปืนลูกซอง เชือก และอุปกรณ์จับสัตว์อยู่ในมือ กลุ่มนี้ไม่ได้เป็นคนธรรมดาที่เพิ่งตัดสินใจตามล่าเพราะเห็นเงิน พวกเขาเตรียมตัวมาอย่างดีและน่าจะเคยทำงานอันตรายมาก่อน ชายคนหนึ่งยกโทรโข่งขึ้น "จอดรถแล้วส่งตัวธันวามา เราไม่ต้องการผู้หญิง" แม่ไม่ตอบ นางเลี้ยวรถเข้าสู่ถนนแคบซึ่งผ่านสวนร้าง รถกระบะยังตามติด รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันขนาบซ้ายขวา ธันวาเห็นคนซ้อนยกปืนยิงตาข่ายขึ้นเล็ง "หมอบลง" แม่ตะโกน ธันวาก้มตัวทันที เสียงกระจกหลังแตก ตาข่ายเส้นหนาพุ่งเข้ามาพันเบาะและศีรษะที่ว่างอยู่เหนือเขา แม่ดึงปืนออกมายิงผ่านกระจกด้านข้างหนึ่งนัด กระสุนกระแทกพื้นหน้ารถจักรยานยนต์จนคนขับเสียหลักล้มกลิ้ง รถอีกคันถอยออก แต่รถกระบะยังคงพุ่งชนท้ายอย่างต่อเนื่อง แม่ขับผ่านสะพานแคบก่อนเลี้ยวเข้าลานโรงงานร้าง ประตูเหล็กเปิดค้างอยู่ ภายในเต็มไปด้วยอาคารเก่าและตู้สินค้าวางซ้อนกัน แม่ขับซิกแซ็กหลบสิ่งกีดขวาง พยายามใช้ความชำนาญของเส้นทางสลัดรถตาม ทว่ารถกระบะกลับอ้อมไปอีกด้านและโผล่มาขวางทางออกอย่างแม่นยำ รถจักรยานยนต์คันที่เหลือเข้าประกบด้านหลัง ธันวาเริ่มเข้าใจว่าพวกเขาไม่ได้ตามรอยจากความบังเอิญ บางทีเส้นทางหนีหรือรถคันนี้อาจถูกเปิดเผยตั้งแต่ก่อนออกจากโกดัง แม่เหยียบเบรกกะทันหันก่อนชนรถกระบะ รถตู้หมุนครึ่งรอบและหยุดใกล้อาคารโรงงานที่ผนังพังบางส่วน "ลงรถ" แม่เปิดประตูและผลักธันวาออกไปด้านข้าง ทั้งคู่วิ่งเข้าอาคารทันที เสียงปืนดังตามหลัง กระสุนเจาะประตูรถและกำแพงปูน เศษฝุ่นกระจาย ธันวาวิ่งตามแม่ผ่านเครื่องจักรเก่า สนิมและเศษกระจกเต็มพื้น นักล่าหลายคนตามเข้ามา เสียงฝีเท้ากระจายออกเป็นหลายทิศ แม่พาเขาหลบหลังเสาคอนกรีต ก่อนยื่นกระเป๋าใบหนึ่งให้ "อีกด้านมีช่องกำแพง ออกไปแล้ววิ่งไปทางคลอง จะมีเรือซ่อนอยู่ใต้สะพาน" "แล้วแม่ล่ะ" "แม่จะตามไป" "ผมไม่ทิ้งแม่" "ลูกต้องไป" เสียงนักล่าใกล้เข้ามา แม่ยกปืนขึ้นเล็งทางเดิน "พวกเขาต้องการลูก ไม่ใช่แม่ ถ้าลูกอยู่ตรงนี้ เราจะหนีไม่ได้ทั้งคู่" "ผมไม่ไปคนเดียว" แม่หันมามองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลและความรู้สึกบางอย่างที่ธันวาไม่อาจอ่านออก "ธันวา ฟังแม่นะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่ายอมให้ใครพาตัวลูกไปยังสถานที่ที่เรียกว่าศูนย์ควบคุมเจ็ดเด็ดขาด" "มันคืออะไร" "ไป" แม่ผลักเขาออกจากที่กำบังแล้วหันไปยิงใส่นักล่าที่โผล่ตรงมุมทางเดิน ธันวาจำต้องวิ่งไปยังช่องกำแพงตามคำบอก เสียงปืนดังต่อเนื่องด้านหลัง เขาลอดผ่านรูแตกออกสู่ลานแคบซึ่งเต็มไปด้วยกองเหล็กเก่า มองเห็นแนวคลองอยู่ไม่ไกล เขาวิ่งไปได้เพียงไม่กี่สิบก้าว ก็ได้ยินเสียงแม่ร้องออกมา ธันวาหยุดทันที เสียงปืนเงียบลง ตามด้วยเสียงชายคนหนึ่งตะโกน "ได้ตัวผู้หญิงแล้ว" ธันวาหันกลับโดยไม่ลังเล เขาวิ่งย้อนเข้าไปในอาคาร ผ่านช่องกำแพงและหลบอยู่หลังเครื่องจักร จากจุดนั้นเขาเห็นแม่นั่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง ปืนของนางตกบนพื้น แขนข้างหนึ่งมีเลือดไหล ชายร่างใหญ่ใช้เชือกรัดข้อมือของนางไว้ด้านหลัง อีกคนเอาปืนจ่อศีรษะ ขณะที่หัวหน้ากลุ่มยืนมองไปรอบ ๆ ด้วยรอยยิ้ม เขาเป็นชายวัยประมาณสี่สิบปี มีรอยสักเต็มคอและสวมเสื้อเกราะหนา "ธันวา เรารู้ว่าแกยังอยู่แถวนี้" ไม่มีเสียงตอบ ชายคนนั้นก้มลงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดหน้าข่าวค่าหัวให้แม่ดู "หนึ่งร้อยล้านบาทสำหรับตัวมัน ต่อให้ต้องเผาทั้งโรงงาน เราก็ไม่ปล่อยให้เงินก้อนนี้เดินหนีไป" แม่จ้องเขาอย่างเย็นชา "พวกนายไม่มีทางได้เงิน" "ได้หรือไม่ได้ เดี๋ยวก็รู้" หัวหน้ากลุ่มคว้าผมแม่แล้วกระชากให้เงยหน้า "ธันวา ออกมา ไม่อย่างนั้นฉันจะเริ่มตัดนิ้วแม่แกทีละนิ้ว" ธันวากำหมัดแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ เขามองหาทางช่วย แต่มีนักล่าอย่างน้อยเจ็ดคนกระจายอยู่รอบพื้นที่ หลายคนถือปืน ต่อให้แม่มีฝีมือมากเพียงใด ตอนนี้นางถูกมัดและบาดเจ็บ หากเขาพยายามต่อสู้ มีโอกาสสูงที่กระสุนแรกจะพุ่งเข้าใส่ศีรษะของนาง "อย่าออกมา" แม่ตะโกน ชายร่างใหญ่ตบหน้านางทันที "เงียบ" ธันวารู้สึกเลือดขึ้นหน้า เขาเกือบพุ่งออกไป แต่แม่ยังคงส่ายหน้า นางพยายามบอกให้เขาหนี ดวงตาของนางไม่มีความหวาดกลัวต่อตนเอง มีเพียงความกลัวว่าเขาจะยอมแลกชีวิตเพื่อช่วยนาง คำพูดที่แม่เคยบอกดังขึ้นในหัว คนเหล่านี้กลัวสิ่งที่ลูกเป็นมาตั้งแต่เกิด เขายังไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร ยังไม่รู้ว่านางเป็นใคร และยังไม่ได้คำตอบว่าทำไมทุกอย่างถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่หากหนีไปตอนนี้ คำถามเหล่านั้นอาจไม่มีวันได้รับคำตอบ และเหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่สามารถปล่อยให้คนเพียงคนเดียวที่ยอมยืนข้างเขาถูกฆ่า ธันวาวางกระเป๋าลงบนพื้น ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ แล้วเดินออกจากที่ซ่อนช้า ๆ นักล่าทุกคนหันอาวุธมาทางเขาพร้อมกัน ดวงตาหลายคู่สว่างขึ้นด้วยความโลภราวกับเห็นเงินหนึ่งร้อยล้านเดินออกมาตรงหน้า "ปล่อยแม่ผม" หัวหน้ากลุ่มหัวเราะ "ในที่สุดก็ออกมา" "ผมยอมไปกับพวกคุณ ปล่อยเธอ" "เดินเข้ามาใกล้อีก" ธันวาก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว แม่พยายามดิ้นจนชายด้านหลังต้องกดไหล่นางไว้ "อย่าเข้ามา ธันวา หนีไป" "ผมทิ้งแม่ไม่ได้" "พวกมันไม่ได้ต้องการจับลูกไปส่งรัฐบาล" ธันวาชะงัก หัวหน้ากลุ่มยิ้มกว้างขึ้น "ฉลาดดีนี่คุณป้า" "พวกคุณจะพาผมไปไหน" "ไม่ต้องถามมาก เดี๋ยวก็รู้" ชายสองคนเข้าประชิดธันวา คนหนึ่งเตะข้อพับจนเขาคุกเข่าลง อีกคนใช้สายรัดพลาสติกมัดข้อมือไว้ด้านหลัง จากนั้นนำผ้าดำคลุมศีรษะ เขาถูกค้นตัวอย่างละเอียด โทรศัพท์ เอกสาร และของทุกชิ้นถูกยึดไป ธันวาได้ยินเสียงแม่พยายามต่อต้าน ตามด้วยเสียงกระแทกและเสียงไอหนัก เขาขยับตัวแต่ถูกปืนกดเข้าที่ท้ายทอย "อย่าขยับ ไม่อย่างนั้นแม่แกตาย" ธันวากัดฟันและยอมนิ่ง นักล่าลากเขาขึ้นยืนแล้วพาเดินไปตามพื้นขรุขระ เขาไม่เห็นเส้นทาง แต่ได้ยินเสียงประตูรถเปิด ร่างถูกผลักเข้าไปด้านในและกระแทกพื้นเหล็ก ก่อนประตูจะปิดดังสนั่น ไม่นานแม่ก็ถูกนำขึ้นมาอยู่ข้างกัน ธันวาได้ยินเสียงหายใจของนางและขยับเข้าไปใกล้ "แม่บาดเจ็บมากไหม" "แม่ไม่เป็นไร" "ผมขอโทษ" "ลูกไม่ควรออกมา" "ผมไม่มีทางเลือก" "มีเสมอ" รถเริ่มเคลื่อน เสียงเครื่องยนต์ดังกลบเสียงภายนอก ธันวาพยายามถูสายรัดกับขอบโลหะ แต่ไม่สามารถทำให้มันขาดได้ จู่ ๆ มีคนดึงผ้าคลุมออกจากศีรษะ แสงไฟในรถส่องเข้าตาจนเขาต้องหรี่ลง ชายร่างใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้า ในมือถือกล่องสีดำขนาดเล็ก ด้านข้างมีสายไฟหลายเส้น เขาวางกล่องนั้นลงบนพื้นแล้วเปิดฝา ภายในมีแท่งวัตถุสีเทาหลายแท่ง เครื่องจับเวลา และสายรัดหนา ธันวาไม่ต้องมีความรู้ด้านอาวุธก็เข้าใจว่ามันคืออะไร "พวกคุณจะทำอะไร" ไม่มีใครตอบ ชายสองคนจับตัวเขาไว้ คนที่ถือกล่องนำสายรัดมาคล้องรอบลำตัว จากนั้นติดแท่งระเบิดไว้ตรงหน้าอกและแผ่นหลังอย่างรวดเร็ว ธันวาดิ้น แต่ปลายปืนที่จ่อศีรษะแม่ทำให้เขาต้องหยุด เครื่องจับเวลาถูกกดเปิด ตัวเลขสีแดงปรากฏขึ้นและเริ่มนับถอยหลังจากสามสิบนาที หัวหน้ากลุ่มเดินเข้ามานั่งยองตรงหน้าเขา ก่อนใช้มือจับคางให้เงยขึ้น "ฟังให้ดี ราชันอสูร เราไม่ได้จะพาแกไปรับเงินค่าหัว" ธันวาจ้องชายคนนั้นด้วยหัวใจเต้นรุนแรง "แล้วพวกคุณต้องการอะไร" หัวหน้ากลุ่มยิ้ม ก่อนตบเบา ๆ ลงบนเครื่องระเบิดที่รัดแน่นรอบตัวเขา "พวกเราจะส่งแกเข้าไปกลางศูนย์บัญชาการของรัฐบาล แล้วดูว่าอนาคตจะเริ่มต้นคืนนี้หรือเปล่า"ตอนที่ 122 ห้องที่ไม่มีอยู่ในแผนผังแรงสั่นสะเทือนจากส่วนลึกของเกาะอรุณรุนแรงขึ้นทันทีหลังเสียงจากอีกมิติถามว่าธันวาจะยังเลือกเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ หลอดไฟทั่วห้องทดลองดับลงพร้อมกัน ก่อนแสงฉุกเฉินสีแดงจะสว่างขึ้นแทน เสียงเตือนดังซ้ำอย่างต่อเนื่อง ประตูทางออกทุกบานเลื่อนปิด ระบบสื่อสารถูกตัดขาด และแคปซูลซึ่งเคยเก็บตัวทดลองรุ่นก่อนเริ่มทำงานขึ้นมาเอง ของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในทั้งที่หลายแคปซูลว่างเปล่ามานานหลายสิบปี ราวกับพลังจากอีกมิติกำลังพยายามปลุกบางสิ่งซึ่งหลับใหลอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ธันวารู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ความร้อนแผ่จากแก่นอนันต์ไปทั่วร่าง เส้นพลังสีดำปรากฏใต้ผิวหนังตั้งแต่ข้อมือจนถึงลำคอ เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง มือกดพื้นเอาไว้แน่น ขณะที่เสียงนับไม่ถ้วนแทรกเข้ามาในศีรษะ เสียงเหล่านั้นไม่ได้ตะโกนหรือข่มขู่ แต่กระซิบด้วยถ้อยคำซ้ำเดิมอย่างช้า ๆ"เปิดประตู"ธันวากัดฟัน เขาพยายามลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับ ความทรงจำบางอย่างในหัวกลับเลือนหาย เขาเห็นภาพท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยนิมิต เห็นผู้คนจำนวนมากมองเขาด้วยความหวาดกลัว แต่ไม่สามารถนึกออกได้ว่าภาพนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เขาพยายามนึกถึงวันที่ได้พ
ตอนที่ 121 มนุษย์ที่กลายเป็นประตูหลังจากบันทึกของศาสตราจารย์อธิปจบลง ห้องทดลองใต้เกาะอรุณก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ไม่มีใครพูดอะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับรู้ไม่ใช่เพียงความลับของโครงการภาชนะเทวะ แต่มันคือความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของธันวาเองเขาไม่ได้เป็นอาวุธเขาไม่ได้เป็นสิ่งทดลองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายแต่เขาคือผลลัพธ์ของความพยายามครั้งสุดท้ายของมนุษย์ในการสร้างสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังจากอีกมิติพลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรับได้พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงและพลังที่กำลังทำให้รอยแยกบนท้องฟ้าเปิดออกมากขึ้นทุกขณะ
ตอนที่ 120 ศาสตราจารย์อธิปภายในห้องลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบปกคลุมทุกสิ่งหลังจากประตูภาชนะเปิดออก ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าหนักเกินกว่าจะยอมรับได้ ภายในห้องขนาดมหึมานั้นเต็มไปด้วยแคปซูลทดลองจำนวนมาก บางแคปซูลว่างเปล่า บางแคปซูลมีร่องรอยความเสียหาย และบางแคปซูลยังคงมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์หลับใหลอยู่ภายในธันวายืนอยู่ตรงกลางห้อง มองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับพลังพิเศษจากการทดลอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความจริงอาจลึกกว่านั้นเขาไม่ได้ถูกมอบพลังเขาถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับมันคำว่า ภาชนะ ที่สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติเรียกเขา ไม่ใช่คำดูถูก
ตอนที่ 119 ประตูภาชนะภายในส่วนลึกที่สุดของเกาะอรุณ ความเงียบกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเสียงเตือนภัยที่ดังขึ้นทั่วทั้งฐาน หลังจากระบบของสถาบันอรุณตรวจพบการมาถึงของธันวา ประตูและทางเดินจำนวนมากที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปีเริ่มเปิดออกทีละส่วน ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันคนภายนอกเข้ามา แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอวันที่ใครบางคนจะกลับมาและคนคนนั้นคือธันวาทีมของเขาเดินลึกเข้าไปในฐานใต้ดินของเกาะอรุณ ภายในเต็มไปด้วยห้องทดลองเก่า เครื่องจักรที่ไม่มีใครเคยเห็น และข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บไว้โดยไม่มีใครบนโลกเคยรับรู้ ที่นี่ไม่เหมือนสถานที่วิจัยทั่วไป มันเหมือนวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาบางสิ่งบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรสร้างขึ้นผนังหลายแห่งมีสัญลักษณ์เดียวกันปรากฏอยู่สัญลักษณ์ของภาชนะพิมพ์ชนกเดินผ่านทางเดินพร้อมตรวจสอบพลังงานรอบตัว เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่เหมือนกับแก่นอนันต์ของธันวา แต่ในสถานที่แห่งนี้ ความเข้มข้นของมันสูงกว่าหลายเท่า"ที่นี่มีพลังของแก่นอนันต์อยู่ทุกที่"เธอพูดธันวาหยุดเดิน"หมายความว่าอะไร"พิมพ์ชนกมองไปยังผนังที่เต็มไปด้วยวงจรพลังงาน"หมายความว่า
ตอนที่ 118 เกาะอรุณหลังจากข้อมูลจากรอยแยกเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พลังในแก่นอนันต์ของธันวาเป็นพลังเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากอีกมิติ ทุกฝ่ายทั่วโลกต่างเริ่มเข้าใจว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อป้องกันโลกจากศัตรูภายนอก แต่มันเกี่ยวข้องกับความลับที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี ความลับที่อาจเปลี่ยนความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับการกำเนิดของธันวา และเหตุผลที่เขาถูกสร้างขึ้นมาจุดหมายต่อไปของทีมธันวาคือ เกาะอรุณสถานที่ที่เป็นหัวใจของสถาบันอรุณสถานที่ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการภาชนะเทวะและอาจเป็นสถานที่เดียวที่สามารถตอบคำถามว่า ธันวาคืออะไรเรือขนาดใหญ่แล่นผ่านมหาสมุทรที่เต็มไปด
ตอนที่ 117 ข้อมูลจากอนาคตหลังจากรอยแยกบนท้องฟ้าเริ่มขยายตัว โลกทั้งใบเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน มนุษย์ไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสงครามระหว่างประเทศ ไม่ได้ต่อสู้กับผู้มีพลังพิเศษ หรือความขัดแย้งภายในอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตจากอีกมิติที่กำลังพยายามเข้าสู่โลก และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ มันไม่ได้มองโลกเป็นเป้าหมายแรก มันกำลังมองหาบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวธันวาภายในห้องวิจัยของเมืองไร้ธง พิมพ์ชนกกำลังทำงานโดยแทบไม่ได้พักตั้งแต่วันที่รอยแยกปรากฏขึ้น เธอใช้พลังของตัวเองเชื่อมต่อกับข้อมูลจากสนามพลังงานที่อยู่รอบรอยแยก พยายามวิเคราะห์ว่าพลังที่กำลังไหลเข้ามาจากอีกมิติคืออะไร และเหตุใดมันจึงตอบสนองกับแก่นอนันต์ของธันวาบนหน้าจอเต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล เส้นพลังงานหลายรูปแบบกำลังถูกเปรียบเทียบกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยิ่งวิเคราะห์มากขึ้น สีหน้าของพิมพ์ชนกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเธอไม่ได้พบคำตอบที่ทำให้ทุกคนสบายใจเธอพบความจริงที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมธันวาเดินเข้ามาในห้อง เขายังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับต้นกำเนิดขอ







