Masukปลายยามเซิน (15.00-16.59น) หลันหลันได้กลับมาแจ้งเรื่องที่คุณหนูของนางถูกวางยาพิษให้แม่ทัพซูเทียนหยางทราบ
"โธ่ลูกแม่ เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้เจ้าคะ ท่านพี่ท่านรีบไปรับลูกกับอวี้เอ่อร์กลับมาเถิด ข้ากลัวว่า จ้าวหนานหลิงผู้นั้นจะทำร้ายนางกับหลานของข้าอีก" ฟางลี่จูฮูหยินของแม่ทัพซูกล่าวแกสามีที่ยืนอยู่ข้างๆทันที
"เจ้าอย่าพึ่งร้อนใจไป วางใจเถิดข้าจะรีบไปรับนางเดี๋ยวนี้เลย" แม่ทัพซูกล่าวปลอบใจฮูหยินตนให้ใจเย็น ทั้งที่ความจริงในใจตนนั้นใจร้อนยิ่งกว่าใคร
....
"คารวะท่านแม่ทัพ ท่านมาเพลานี้มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือไม่ขอรับ" ไป๋ซานพ่อบ้านใหญ่ประจำตำหนักชินอ๋อง ถามด้วยความนอบน้อม พลางเช็ดเหงื่อไปด้วยความตื่นตระหนก คาดว่าคงไม่แคล้วต้องเกี่ยวกับฮูหยินน้อยเป็นแน่
"เจ้าไปตามซื่อจื่อของเจ้ามาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้ ว่าเหตุใดต้องโบยลูกข้าทันที โดยไม่คิดจะสืบสาวความก่อน"
"ข้า...ข้าน้อยจะรีบไปแจ้งซื่อจื่อสักครู่ขอรับ" พ่อบ้านไป๋รีบเดินไปที่เรือนของเมิ่งเหลียนฮวาทันที เพราะใครๆในจวนต่างก็รู้ว่า หลังเกิดเรื่องจ้าวหนานหลิงก็คลุกอยุ่แต่กับอนุเมิ่ง
"หลันหลันเจ้าไปบอกลูกข้ากับหมอจางว่าข้ามารับแล้วให้พวกนางออกมารอข้าที่หน้าจวน ส่วนสินเดิมพรุ่งนี้ค่อยให้พ่อบ้านกลับมาจัดการขนย้ายอีกที" ใจจริงแม่ทัพซูก็อยากไปดูให้เห็นกับตาว่าบุตรชายของสหายที่ตนเอ็นดูราวกับบุตรคนนึงนั้นทำอะไรกับบุตรสาวตนเองไว้บ้าง แต่ในใจลึกๆของแม่ทัพเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าบุตรเขยจะทำเช่นนั้นจริงๆเกรงว่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดทั้งเรื่องสั่งโบย ทั้งเรื่องวางยา จึงอยากที่จะคุยกับอีกฝ่าย
"เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ" หลันหลันรีบเดินไปแจ้งกับคุณหนูของตนเองที่เรือนท้ายจวนทันที เพราะคิดว่ารีบย้ายออกไปจากจวนนี้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะไม่รุ้ว่าอนุคนโปรดของเจ้าของจวนจะลุกขึ้นมากลั้นแกล้งอะไรนายหญิงอีก
คล้อยหลังจากที่หลันหลันออกไปได้หนึ่งเค่อ พ่อบ้านไป๋ก็กลับมา
"เรียนท่านแม่ทัพ เอ่อ...คือ...ซื่อจื่อฝากความมาว่าไม่ต้องการพบผู้ใด ตอน..ตอนนี้อนุเมิ่งยังมีอาการป่วยอยู่ ขอให้ท่าน..ท่านแม่ทัพกลับไปก่อนขอรับ" กว่าพ่อไป๋จะพูดออกมาจนจบก็หน้าซีดลงเรื่อยๆ เนื่องด้วยท่านแม่ทัพนั้นโมโหเป็นอย่างมากจึงได้แผ่รังสีสังหารออกมาทันทีที่ได้ยินสิ่งที่พ่อบ้านพูดจบ
"ซื่อจื่อช่างห่วงใยอนุยิ่งนัก เห็นแก่ที่เจ้าเป็นบุตรของสหายข้า ข้าจะไม่สังหารเจ้าที่บังอาจทำร้ายบุตรสาวและหลานชายข้า ฝากเจ้าบอกซื่อจื่อของเจ้าด้วยว่า ในเมื่อหมดรัก ไม่ให้เกียรติบุตรสาวข้าแล้ว วันนี้ข้าแม่ทัพซูเทียนหยางมารับนางกับลูกกลับไปดูแลเอง หลังจากนี้ข้าจะให้นางส่งหนังสือหย่าขาดมาให้" แม่ทัพซูพยายามกัดฟันใจเย็นอย่างถึงที่สุดเพราะไม่อยากแตกหักกับสหายด้วยการให้บทเรียนสั่งสอนให้ต้องเลือดตกยางออกเพราะสหายตนนั้นมีบุตรชายเพียงคนเดียว
"ท่านพ่อ/ท่านตา" แม่ทัพซูรีบหันไปทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก พร้อมกับหันไปมองหลันหลันที่พาบุตรสาวกับหลานชายมาที่ห้องโถงแทนที่จะไปรอที่หน้าจวนตามที่สั่งไว้ด้วยความไม่พอใจ
"ท่านแม่ทัพอภัยให้บ่าวด้วยเจ้าค่ะ"หลันหลันรีบคุกเข่าทันทีที่เห็นสายตาของแม่ทัพ คุณหนูได้ยินว่าท่านแม่ทัพต้องการพูดคุยกับซื่อจื่อจึงได้ตามมาดูด้วย ทำให้ได้ยินที่พ่อบ้านจ้าวกล่าวออกมาทั้งหมด
"ท่านพ่ออย่าว่าหลันหลันเลย เป็นข้าร้อนใจอยากพบท่านเลยมาที่ห้องโถงรับรองเองเจ้าค่ะ"
"เฮ้อ.. เอาหล่ะ เจ้าเดินไหวหรือไม่อดทนหน่อย เกิดเป็นลูกข้า อย่าได้อ่อนแอเป็นอันขาด หลันหลันเจ้าลุกขึ้นมาประคองคุณหนู เรากลับไปที่บ้านเรากันเถิดนะซินเอ่อ อวี้เอ่อร์ไปอยู่กับตานะ" เมื่อบุตรสาวร้องขอเขาก็จำต้องทำเป็นมองไม่เห็นความผิดของสาวใช้ผู้นี้
"ขอรับท่านตา อวี้เอ่อร์จะไปอยุ่กับท่านตาท่านยาย ท่านแม่อยู่ที่ใดข้าก็จะอยู่ที่นั่นขอรับ" แม้แต่จ้าวเฉิงอวี้เองก็อยากออกไปจากจวนนี้ให้เร็วที่สุด เพราะกลัวว่าท่านพ่อจะสั่งคนมาตีท่านแม่อีก
"อวี้เอ่อร์หลานตาเป็นเด็กดีจริงๆ" นี่คือหลานชายคนแรกของจวนแม่ทัพซู ตนนั้นรักใคร่พอๆกันกับบุตรสาวเลยทีเดียว ถึงแม้จะเป็นหลานนอกตระกูลก็ตาม แต่ถ้าซินเอ่อหย่าแล้วตนจะลองปรึกษากันว่าให้อวี้เอ่อร์มาใช้แซ่ซูของตนแทนแซ่จ้าวดีหรือไม่
ขบวนของแม่ทัพซูได้แยกย้ายกันไปขึ้นรถม้ากลับจวนซู โดยหมอจางเอี้ยนและฮูหยินได้แยกออกกลับจวนของตน ส่วนแม่ทัพซูกับบุตรสาวและหลานชายนั่งในรถม้าคันเดียวกัน
"ซินหยาง เดี๋ยวอาจารย์ให้อาจารย์แม่ปรุงยาแก้พิษให้นะ น่าจะใช้เวลานานสักหน่อย เพราะนางบอกมีสมุนไพรหายากอยู่สองตัว แต่เจ้าวางใจได้ พิษนี้จะไม่ส่งผลอะไรมากนักเพราะไม่ได้รับอย่างต่อเนื่อง พรุ่งนี้อาจารย์จะให้อาจารย์แม่เจ้าไปดูอาการเจ้าอีกที"
"เทียนหยางเจ้ามิต้องกังวล พิษนี้เมียข้าแก้ได้ แต่ใช้เวลาหาส่วนประกอบสักหน่อยระหว่างนี้เจ้าก็บำรุงร่างกายนางหน่อยแล้วกัน ข้าไปล่ะ" หมอจางเอี้ยนกล่าวบอกทั้งสองพ่อลูกตระกูลซูก่อนจะขึ้นรถม้า
"ขอบใจเจ้าสองคนมากจริงๆ ถ้าไม่มีเจ้าสองคนเกรงว่าลูกค้าคงได้เตรียมตัวล้างคอรอกินน้ำแกงยายเมิ่งแล้วจริงๆ เฮ้อ"
"เราเป็นสหายกันมานานคนกันเองไม่ต้องเกรงใจ กลับจวนเถอะ" จากนั้นรถม้าของท่านหมอจางก็ค่อยๆเคลื่อนกลับจวนก่อน
"ซินเอ่อร์ เจ้าได้ยินที่พ่อบ้านจ้าวพูดใช่หรือไม่ เจ้าเป็นอันใดไหม"แม่ทัพซูถามบุตรสาวด้วยเกรงว่านางจะเสียใจที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น ในขณะที่จ้าวเฉิงอวี้นั้นหลับไปบนตักของท่านตาแล้ว
"ฮึกๆ..ท่านพ่อ ข้า..ข้าเสียใจมากไม่คิดว่าท่านพี่จะทำกับข้าเช่นนี้ ถึงแม้ในอดีตจะเคยพูดว่าไม่รับอนุจะมีข้าคนเดียว ต่อมาเขาอยากรับอนุ ข้าก็ยอมถอยให้ก้าวนึงเพราะคิดว่าเขาคงไม่ทำลายเกียรติของข้าและที่สำคัญเพื่ออวี้เอ่อร์ข้าทนสักหน่อยจะเป็นไรไป" ซูซินหยางพูดไปก็สะอื้นเสียงเบาเพราะเกรงลูกชายจะตื่น
"แต่วันนี้ข้าได้รู้แล้วว่า ถ้าข้าฝืนอยู่ต่อไป ต่อให้ข้าถอยอีกกี่ก้าว ถ้าเพื่ออนุคนรักของเขาไม่แน่ว่าจากที่สั่งโบยข้า ต่อไปใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าจะสั่งโบยอวี้เอ่อร์ของข้าหรือไม่ ข้าไม่อยากให้ลูกข้าต้องรับรู้ตั้งแต่เด็กว่าพ่อของเขาจะเปลี่ยนไปไม่รักเขาเพราะคนอื่นเป่าหูตั้งแต่ยังเด็กเพียงนี้"
"ฮึกๆ.. เพียงแค่อวี้เอ่อร์เห็นข้าโดนโบย เขาก็เก็บไปฝันแล้วเจ้าค่ะว่าท่านพ่อของเขาจะสั่งโบยเขาเพราะคนอื่น ท่านพ่อ เด็กตัวแค่นี้อายุเพียงสี่ขวบปีเท่านั้น ข้าไม่อยากให้เขาเจออะไรแบบนี้ เขายังไม่พร้อมที่จะเจอเรื่องเล่ห์เหลี่ยมหลังจวน ยังไม่พร้อมที่จะเจอเรื่องร้ายแรงในครอบครัว ฮึกๆ.. "
"ซินเอ่อร์ ไม่ต้องคิดมากแล้ว เรากลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมนะ ป่านนี้ท่านแม่เจ้าคงร้อนใจเดินวนเป็นหนูติดจั่นแล้ว เจ้าวางใจเถอะ แค่เจ้ากับลูกตระกูลซูเลี้ยงได้สบายมาก แต่เจ้าต้องเข้าใจนะว่าอวี้เอ่อร์ต้องเติบใหญ่ อย่าเลี้ยงเขาให้เหมือนไข่ในหิน" แม่ทัพซูลูบศีรษะบุตรสาวพลางพูดปลอบใจไปจนถึงจวน
ตำหนักชินอ๋องหลังจากที่เมิ่งเหลียนฮวาออกจากจวนไปได้สามเค่อ ชินอ๋องจ้าวจื่อเหวินและพระชายาฮั่วเย่วอิงก็เดินทางมาถึงตำหนักในยามเว่ย(13.00-14.59น) ทั้งสองนั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เนื่องจากระหว่างที่เดินทางใกล้ถึงเมืองหลวงต่างก็มีเรื่องโจษจันกันว่าบุตรชายนั้นลุ่มหลงอนุภรรยาที่พึ่งรับเข้ามาจนถึงขนาดสั่งโบยภรรยาที่ตบแต่งมาด้วยเกี้ยวแปดคนหามนานกว่าห้าปีโดยไม่กระพริบตาและตอนนี้ทั้งลูกสะใภ้และหลานชายของพวกตนนั้นก็ได้ขนย้ายข้าวของออกจากตำหนักกลับไปยังบ้านเดิมแล้ว โดยมีแม่ทัพซูเป็นผู้มารับเอง ดีเท่าใดแล้วที่ทางบิดาของลูกสะใภ้ไม่ลงมือสั่งสอนบุตรเขยคนนี้หากว่าจ้าวหนานหลิงมิใช่บุตรชายของสหายสนิทเช่นตนเกรงว่าป่านนี้คงนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปนานแล้วเมื่อชินอ๋องและพระชายาลงมาจากรถม้าก็มีบุตรชายจ้าวหนานหลิงสองพ่อลูกแซ่ไป๋และบรรดาบ่าวไพร่ออกมายืนต้อนรับ "ถวายพระพรเสด็จพ่อเสด็จแม่พะยะค่ะยินดีต้อนรับบ้านพะยะค่ะ" จ้าวหนานหลิงกล่าวทักทายคนทั้งสองด้วยความปิติยินดีที่
เมื่อพ่อบ้านไป๋ออกไปแล้ว จ้าวหนานหลิงก็ได้แช่น้ำชำระกาย คิดถึงเรื่องถุงหอมตอนที่เขาจะไปที่ค่าย ไม่ได้บอกกล่าวแก่เมิ่งเหลียนฮวา นางถึงขั้นสั่งให้บ่าวนำถุงหอมมาให้ตนเองถึงที่ค่ายทหาร ครานั้นเขาก็เพียงรับมาสูดดมแล้วก็พกติดตัวอยู่ตลอด ไม่ว่าจะทำสิ่งใด เพราะกลิ่นนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายจริงๆเขาไม่เตยสังเกตุว่าตนเองมักจะคนึงหาแต่เมิ่งเหลียนฮวาทุกครา บางครั้งยามที่อยู่คนเดียวก็มักจะนั่งเหม่อลอยแต่ถุงหอมใบนั้นก็อยู่กับเขาได้ไม่ถึงสองวันก็มีเหตุให้ฉีกขาดระหว่างกำลังฝึกทักษะต่อสู้บนหลังม้าให้ทหารใหม่เมื่อขาดไปแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอันใด เพียงแต่เขากลับรู้สึกเมื่อยล้า ไม่มีกำลังและมักจะหงุดหงิด นอนหลับไม่สนิท ในทุกคืนก็สะดุ้งตื่นบ่อยครั้งเพราะในฝันนั้นมีเสียงสตรีนางนึงเอ่ยกับเขาว่า 'ท่านเป็นของข้า จงมาหาข้า จงปกป้องข้าจงเชื่อฟังข้า!'หลายวันเข้างานที่ต้องทำเสร็จแล้วกลับล่าช้าลงแต่ทุกอาการที่เกิดขึ้นนี้เขานั้นไม่ได้มีความรู้สึกคนึงหาเมิ่งเหลียนฮวาเลย จนกระทั่งวันนี้ที่เขาได
"คารวะซื่อจื่อ ขออภัยที่ข้ามิอาจลุกขึ้นคารวะท่านได้ตามพิธีการ" น้ำเสียงที่ฟังดูห่างเหิน อีกทั้งถ้อยคำที่กล่าวออกมานั้นราวกับนางนั้นไม่ได้กำลังสนทนาอยู่กับสามีร่วมผูกผมแต่นางกำลังสนทนาอยู่กับคนแปลกหน้า"ซินเอ่อร์ เจ้า..เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" จ้าวหนานหลิงน้ำเสียงสั่นแววตาเริ่มแดงก่ำภายในอกของเขาตอนนี้กำลังอัดอั้นเจียนจะขาดใจอย่างถึงที่สุด"เรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยสบายดี รบกวนซื่อจื่อเรียกข้าว่าคุณหนูสามเถิด ข้าน้อยมิอาจเอื้อมจะสนิทกับซื่อจื่อได้หรอกเจ้าค่ะ" ตลอดทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมานั้นไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาเลย"ข้า..." จ้าวหนานหลิงนั้นไม่สามารถพูดประโยคหลังออกมาได้ว่า 'เป็นสามีเจ้าใยต้องเรียกเจ้าว่าคุณหนูสาม' เพราะประโยคนี้มันจุกอยู่ในอก สามีอะไรกันถึงทำกับภรรยาตนเองเช่นนั้น"ซื่อจื่อมาพอดีเลย คราแรกข้าตั้งใจว่าจะให้ท่านพ่อนำหนังสือหย่านี้ไปให้ท่านลงนาม แต่ฝ่าบาทขอเวลาไว้สามเดือน ข้ามาคิดดูแล้วเห็นว่าไม่
ในคืนวันเดียวกันยามห้าย(21.00-22.59น) หลังจากเมื่อยล้าอยู่กับการสะสางงานต่างๆที่ค้างคาระหว่างที่ตนไปจัดการราชกิจให้แก่ฮ่องเต้กำลังจะเตรียมเข้านอน ก็มีทหารเข้ามารายงานว่ามีกงกงจากในวังขอเข้าพบ"ให้เข้ามาได้""คารวะซื่อจื่อ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าพรุ่งนี้ยามซื่อ(09.00-10.59น) พะยะค่ะ" เจากงกงลูกศิษย์ของเกากงกงได้รับมอบหมายให้มาแจ้งรับสั่งในยามดึก"เข้าใจแล้ว มีอะไรอีกหรือไม่""ไม่มีแล้วขอรับ ข้าน้อยขอตัวก่อน""หยวนคัง พรุ่งนี้เจ้ากลับจวนไปก่อน ไม่ต้องตามข้าเข้าวัง" ไป๋หยวนคังเป็นบุตรชายของไป๋ซานพ่อบ้านใหญ่ตำหนักชินอ๋องเดิมทีพ่อบ้านใหญ่นั้นเป็นทหารในสังกัดของชินอ๋องมาก่อนแต่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ชินอ๋องจึงได้เสนอให้มาเป็นพ่อบ้านใหญ่ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งนายกองอีกทั้งยังเป็นคนสนิทของจ้าวหนานหลิงอีกด้วย"ขอรับซื่อจื่อ งั้นข้าน้อยขอตัวก่อน" หยวนคังนั้นพึ่งกลับมาจากเมือ
"ทูล..ทูลรัชทายาท เป็นๆแผนการของฮูหยินผู้เฒ่ากับคุณหนูรองเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการช่วยให้คุณหนูรองได้หมั้นหมายกับหว่างซื่อจื่อ" จูถิงลนลานรีบสารภาพทันที ถ้านางไม่สารภาพตอนนี้ ก็คงต้องโดนทรมารเป็นแน่ จูจินเองเมื่อเห็นว่าสหายสารภาพแล้วตนก็สารภาพบ้าง"เดิมทีนายหญิงผู้เฒ่าไม่ชอบฮูหยินใหญ่ ต้องการให้เจียงอี๋เหนี๋ยงหลานสาวของตนมาเป็นฮูหยินเอก จึงได้ทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้างยามที่อี๋เหนี๋ยงวางยาให้ฮูหยินใหญ่ตายเมื่อสามปีก่อน เพราะอี๋เหนี๋ยงต้องการให้คุณหนูรองหมั้นหมายกับหว่างซื่อจือ แต่ตอนนั้นคุณหนูรองยังไม่ปักปิ่น วิธีเดียวที่จะหยุดการหมั้นหมายได้และตำแหน่งฮูหยินราชครูจะว่างลงคือให้ฮูหยินใหญ่ตายเจ้าค่ะ" จูจินสารภาพทุกสิ่งที่ตนรู้ออกมาจนหมดไส้หมดพุงเมื่อได้ยินคำสารภาพของจูจินแล้วฮูหยินผู้เฒ่าจากที่คราแรกนั้นเกรงกลัวรัชทายาทอยู่แล้ว ซ้ำตอนนี้ยังมาโดนเปิดเผยเรื่องที่ตนเองทำมาก่อนจึงเป็นลมทันที "พวกเจ้าใส่ร้ายข้า กล้าป้ายสี หักหลังข้า เนรคุณเลี้ยงไม่เชื่อง ท่านพ่อ
ในขณะที่ลู่จื่อหลานสิ้นหวังว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสรอดแล้วจึงเตรียมที่จะกัดลิ้นตาย ทันใดนั้น 'ปัง' บานประตูถูกถีบให้เปิดออกโดยชายผู้หนึ่ง ลู่จื่อหลานเริ่มสะอื้นพยายามร้องขอให้ช่วยด้วยเสียงอู้อี้ ม่านน้ำตาคลออยู่ทำให้นางมองไม่ชัดนักว่าเป็นผู้ใด"พวกเจ้าช่างกล้าไม่เบา ถึงกับกล้าทำร้ายคุณหนูใหญ่ของจวนราชครู " "เจ้าเป็นใครกัน คุณชายนี่ไม่ใช่เรื่องของท่าน" ว่าแล้วต้าหลางกับเอ่อหลางก็พุ่งเข้าไปทำร้ายรัชทายาท องค์รักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่รีบออกจากที่มืดมาคอยคุ้มกันผู้เป็นนายทันทีอีกมุมนึงลู่จื่อหลานที่โดนฤทธิ์ธูปปลุกกำหนัดก็นั่งขดอยู่ที่มุมนึงของเตียงนางพยายามทำให้ตนเองมีสติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าตนเองนั้นจะทำเรื่องน่าอายอันใดออกไป องค์รักษ์เงาจัดการสองพี่น้องอันธพาลได้ภายในพริบตาจึงคุมตัวออกไปที่นอกห้องรอเจ้านายสั่งการ รัชทายาทเห็นว่าจัดการคนร้ายเรียบร้อยแล้วกำลังจะเดินตามออกไปเช่นกัน แต่ก็ต้องชะงักเพราะตนเองนั้นเริ่มมีอาการของคนโดนพิษปลุกกำหนัด เมื่อหันไปมองรอบห้องจึงเห็นว่ามีธูปถูกจุดอยู่จึงได้หันไปหยิบฝากาน้ำชานำไปครอบไว้ เพราะถ้าใช้น้ำสาดควันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นขณะที่ก







