เข้าสู่ระบบคลื่นลมแห่งความโกลาหลระลอกใหม่ได้พัดกระหน่ำเข้าใส่เขตพระราชฐานชั้นในอย่างรุนแรงและรวดเร็วยิ่งกว่า
ยามเฉินที่แสงตะวันเพิ่งจะสาดส่องพ้นขอบกำแพงเมืองหลวงต้าจง บรรยากาศรอบจวนตระกูลซุนอันกว้างใหญ่ไพศาลกลับไม่ได้ดูเงียบสงบเฉกเช่นยามรุ่งอรุณทั่วไป ทว่ามันกลับอึกทึกครึกโครมและเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายประดุจตลาดสดที่กำลังลดราคาเนื้อหมูครึ่งราคา กองกำลังองครักษ์เงาในชุดรัดกุมสีดำสนิทนับร้อยนาย ภายใต้การนำของไคเซอร์ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาทว่าเย็นชาประดุจน้ำแข็งพันปี กำลังยืนล้อมจวนตระกูลซุนเอาไว้อย่างแน่นหนาจนแม้แต่แมลงวันสักตัวก็ไม่อาจบินรอดออกไปได้ไคเซอร์ยืนกอดอกพิงเสาหินอ่อนหน้าประตูจวน นัยน์ตาสีแดงฉานทอดมองเจ้าหน้าที่จากกรมพระคลังนับสิบคนที่กำลังวิ่งวุ่นเข้าออกจวนประดุจมดงานที่กำลังขนเสบียงเข้าเนื้อรัง เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต่างมีเหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า ทว่ามือของพวกเขากลับขยับปัดลูกคิดรางไม้กันอย่างเมามันจนเกิดเสียงดังก๊อกแก๊กสลับซับซ้อนดังก้องไปทั่วบริเวณ พวกเขาได้รับพระราชเสาวนีย์สายฟ้าแลบจากฮองเฮาไป๋ลี่ถิงให้มากวาดล้างและยึดทรัพย์สมบัติทุกชิ้นที่อยู่ภายในจวนแห่งนี้ โดยมีคำสั่งกำชับอย่างชัดเจนและเด็ดขาดว่าห้ามปล่อยให้เหลือแม้แต่เศษฝุ่นที่มีมูลค่า"พวกเจ้าจง
คลื่นลมแห่งความโกลาหลระลอกใหม่ได้พัดกระหน่ำเข้าใส่เขตพระราชฐานชั้นในอย่างรุนแรงและรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งหญ้าแห้งในฤดูแล้ง ข่าวการสั่งประหารชีวิตล้างเจ็ดชั่วโคตรของตระกูลซุนอันยิ่งใหญ่ การริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าสู่ท้องพระคลังหลวง และการเนรเทศเครือญาติที่เหลือไปเป็นทาสใช้แรงงานที่ชายแดน ได้แพร่สะพัดปากต่อปากผ่านเหล่านางกำนัลและขันทีด้วยความเร็วที่เหนือชั้นกว่านกพิราบสื่อสารที่ถูกฝึกมาอย่างดีที่สุดในใต้หล้าบรรยากาศในวังหลังยามนี้เต็มไปด้วยการจับกลุ่มซุบซิบและเสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกตกใจ เหล่าสนมกำนัลที่เคยประจบสอพลอและหวังพึ่งพาใบบุญของตระกูลซุน ต่างพากันวิ่งวุ่นกลับตำหนักของตนเองเพื่อเก็บกวาดข้าวของและเผาทำลายจดหมายหรือของกำนัลใดๆ ก็ตามที่มีตราสัญลักษณ์ของตระกูลซุนประทับอยู่ พวกนางกลัวจนหัวหดว่าตนเองจะถูกหางเลขและถูกจับโยนเข้าคุกหลวงไปด้วย ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เคยถูกตระกูลซุนกดขี่ข่มเหงต่างก็ลอบยิ้มและจุดธูปขอบคุณสวรรค์ที่ส่งฮองเฮาไป๋ลี่ถิงมาเป็นเทพพิทักษ์ความยุติธรรมผู้กวาดล้างขยะเปียกแห่งราชสำนักจนสะอาดสะอ้านทว่า ท่ามกลางความตื่นตระหนกและความยินดีปรีดาที่ผสมปนเป
แสงสว่างวาบจากของวิเศษศิลาจำหลักที่เพิ่งฉายภาพความเลวทรามต่ำช้าของผู้นำตระกูลซุนค่อยๆ ดับวูบลง ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดในจิตใจของเหล่าขุนนางกังฉินและกลิ่นเหม็นฉุนของปัสสาวะที่ไหลนองอยู่บนพื้นหินอ่อนขัดมัน ภาพหลักฐานแห่งการสมรู้ร่วมคิดขายชาติ ชี้เป้าลอบปลงพระชนม์ และทุจริตรับสินบนจากแคว้นศัตรู ถูกตีแผ่จนหมดจดแจ่มแจ้งประดุจการหงายไพ่ทุกใบในมือทิ้งลงบนโต๊ะพนัน ซุนกั๋วกง ผู้นำตระกูลซุนที่เคยหยิ่งผยองและทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนัก บัดนี้ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะขยับริมฝีปากเพื่อเอื้อนเอ่ยคำแก้ตัวใดๆ ออกมาได้อีกเลยร่างชราที่เคยกางปีกปกป้องผลประโยชน์ของตระกูลด้วยความหน้าด้านหน้าทน บัดนี้ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรงประดุจลูกนกเปียกฝนที่ถูกพายุหิมะพัดกระหน่ำในฤดูเหมันต์ ฟันกระทบกันดังกึกกักจนฟังไม่ได้ศัพท์ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายเบิกโพลงและเหม่อลอยคล้ายคนเสียสติ ความหวาดกลัวต่อมัจจุราชที่กำลังกวัดแกว่งเคียวรอคอยอยู่เบื้องหน้า ได้สูบเอาวิญญาณและความหยิ่งยโสของเขาออกไปจนหมดสิ้น เขาพ่ายแพ้แล้ว พ่ายแพ้อย่างย่อยยับไร้ชิ้นดีต่อสตรีที่เขาเคยดู
บรรยากาศภายในท้องพระโรงมังกรทองอันศักดิ์สิทธิ์และโอ่อ่ากว้างขวาง บัดนี้กลับอัดแน่นไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัดเสียจนหยาดเหงื่อของเหล่าขุนนางที่หยดลงกระทบพื้นหินอ่อนยังดังก้องประดุจเสียงฟ้าผ่า หลังจากซุนกั๋วกง ผู้นำตระกูลซุนอันยิ่งใหญ่ได้แสดงละครฉากใหญ่ด้วยการร้องไห้คร่ำครวญและโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อโยนความผิดบาปทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวกับการขายชาติและการลอบปลงพระชนม์ไปให้แก่ซุนซูเฟย บุตรสาวของตนเองที่เพิ่งสิ้นลมหายใจไปไม่นาน ชายชราผู้นี้หวังใช้ความตายของสายเลือดตนเองเป็นโล่กำบัง เพื่อตัดหางปล่อยวัดและรักษาความมั่งคั่งตลอดจนอำนาจของตระกูลซุนเอาไว้อย่างหน้าด้านๆทว่าบนแท่นประทับหยกขาวบริสุทธิ์ ฮองเฮาไป๋ลี่ถิงผู้สวมชุดคลุมยาวสีเขียวหยกปักลายเมฆามงคล กลับไม่ได้แสดงอาการเห็นอกเห็นใจหรือคล้อยตามน้ำตาจระเข้ของจิ้งจอกเฒ่าเลยแม้แต่น้อย ริมฝีปากอวบอิ่มที่เคลือบด้วยชาดสีชาดสดค่อยๆ แย้มเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเย็นชา รอยยิ้มนั้นไม่ได้แฝงความเมตตา ทว่าเป็นรอยยิ้มของสตรีผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จที่กำลังทอดกระเทียมรอเวลาลงกระทะทอดศัตรูให้กรอบเกรียมเสียงหัวเราะใสกระจ่างทว่าเสีย
บรรยากาศภายในท้องพระโรงมังกรทองยามนี้ช่างหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่ายอดเขาในฤดูเหมันต์ ความเงียบสงัดเข้าเกาะกุมทุกหย่อมหญ้าจนแทบจะได้ยินเสียงเหงื่อที่หยดลงกระทบพื้นหินอ่อน หลังจากที่ฮองเฮาไป๋ลี่ถิงได้ทิ้งไพ่ตายใบสุดท้ายลงกลางวงล้อมของเหล่าขุนนางเฒ่า หลักฐานอันประจักษ์ชัดที่กองพะเนินอยู่บนพื้นนั้นเปรียบเสมือนคมดาบที่จ่อทะลุคอหอยของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการขายชาติ จดหมายลับที่เขียนด้วยลายมืออันคุ้นตาของอดีตพระสนมเอกซุนซูเฟย และสมุดบัญชีปกดำที่บันทึกเส้นทางการจ่ายทองคำเพื่อจ้างวานกลุ่มนักฆ่า ทุกตัวอักษรและทุกรอยประทับตราของตระกูลซุนบนก้อนทองคำนั้น เป็นเครื่องยืนยันความผิดที่แน่นหนาเสียจนไม่อาจหาข้อแก้ตัวใดมาหักล้างได้อีกต่อไปขุนนางฝ่ายตระกูลซุนที่เคยกางปีกปกป้องศักดิ์ศรีและอ้างหลักการคุณธรรมจริยธรรมเมื่อครู่ บัดนี้ใบหน้าของพวกเขากลับซีดเผือดไร้สีเลือดประดุจศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากหลุม ริมฝีปากที่เคยพ่นคำด่าทอฉอดๆ บัดนี้สั่นเทาจนฟันกระทบกันดังกึกกัก ขาทั้งสองข้างที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเริ่มหมดเรี่ยวแรงจนบางคนถึงกับทรุดตัวลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ ดวงตาที่ฝ้าฟางของพวกเขาจ้องมอง
บรรยากาศภายในท้องพระโรงมังกรทองยามเช้าตรู่ช่างเงียบสงัดและเย็นยะเยือกเสียจนหยาดน้ำค้างบนหลังคากระเบื้องเคลือบยังต้องจับตัวเป็นน้ำแข็ง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนจางที่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างฉลุลายไม้เข้ามา ไม่ได้ช่วยขับไล่ความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่กลางอากาศได้เลยแม้แต่น้อย กลุ่มขุนนางเฒ่าผมขาวที่นำโดยใต้เท้าหวังยังคงหมอบกราบคุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนที่ขัดจนเงาวับ ใบหน้าเหี่ยวย่นของพวกเขาก้มต่ำ ทว่าซ่อนเร้นไปด้วยรอยยิ้มเยาะหยันแห่งผู้ชนะ พวกเขามั่นใจเหลือเกินว่าการหยิบยกเรื่องศีลธรรม จรรยาบรรณ และความเมตตาธรรมของมารดาแผ่นดินมาเป็นอาวุธ จะสามารถบีบบังคับให้ฮองเฮาผู้แสนเย่อหยิ่งต้องถูกลงทัณฑ์ หรืออย่างน้อยก็ต้องถูกริบอำนาจการบริหารกลับคืนมาสู่มือของสภาขุนนางผู้ทรงเกียรติอย่างพวกเขาทว่าบนแท่นประทับเบื้องหน้า สิ่งที่ตอบรับข้อกล่าวหาอันเผ็ดร้อนและน้ำตาจระเข้หยดแล้วหยดเล่าของพวกเขา กลับไม่ใช่ความหวาดหวั่น ไม่ใช่การคุกเข่าร้องขอความเมตตา และไม่ใช่การแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาผู้มีวิญญาณแม่ค้าหน้าเลือดฝังรากลึกอยู่ในกระดูกดำ ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าของพระ
ไป๋ลี่ถิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว สองมือของนางกุมขมับแน่น ดวงตากลมโตที่เคยเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์เมื่อวานนี้ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำจากการอดนอนตลอดทั้งคืน สมองอันปราดเปรื่องของยอดนักขายมือทองระดับพระกาฬกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงประดุจกงล้อ
สายลมยามบ่ายพัดโชยเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นหอมฉุนจัดของดอกมู่ตันที่ปลูกเรียงรายอยู่หน้าเรือนฝั่งตะวันออกเข้ามาภายในห้องโถงอันโอ่อ่า บรรยากาศภายในเรือนของอนุหมินนั้นช่างแตกต่างจากเรือนหลักของฮูหยินเอกราวกับสรวงสวรรค์กับขุมนรกชั้นล่างสุด ผนังห้องตกแต่งด้วยภาพวาดวิจิตรบรรจง พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่มสีแดงส
แสงแดดอุ่นยามสายสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของเรือนฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นที่พำนักของบรรดาอนุภรรยาคนโปรดแห่งจวนเผิงกวงโหว บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะต่อกระซิกราวกับกำลังมีงานเฉลิมฉลอง ไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาซีดเซียวที่ดูคล้ายกับผ้าขี้ริ้วมากกว่าอาภรณ์ของสตรีชั
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกร้าว ทอดตัวเป็นลำแสงสีทองอาบไล้ฝุ่นละอองที่ล่องลอยคว้างอยู่กลางอากาศภายในห้องนอนของฮูหยินเอกแห่งจวนเผิงกวงโหว ไป๋ลี่ถิงยืนท้าวสะเอวอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมงผิดวิสัยสตรีในห้องหอ นางเพิ่งจะส่งมารดาเข้านอนพักผ่อนหลังจากเหตุการณ์ปะ







